ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แม้ไม่ได้ท่องเที่ยวไปทุกมุมโลก

คุณยายอาจารย์ · บัณฑิตที่เเท้

PDF
แม้ไม่ได้ท่องเที่ยวไปทุกมุมโลก วันนี้จะเริ่มต้นบรรยายต่อด้วยบรรทัดที่ ๒ ที่เขียนไว้ว่า แม้ไม่ได้ท่องเที่ยวไปทุกมุมโลก คำว่า “ท่องเที่ยว” ของชาวโลกนั้น กว่าเขาจะรู้จักโลก ได้สัมผัสโลกได้มากขึ้น ก็ต้องอาศัยการท่องเที่ยวนี่แหละพาเขาไป การท่องเที่ยวโลกนั้นได้เรียนรู้เรื่องของสถานที่ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ตลอดจนกระทั่งชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งหลาย ที่เรียกกันว่า สังคมโลก มนุษย์จะมีประสบการณ์มากขึ้นเมื่อได้ท่องเที่ยวไปในถิ่นต่าง ๆ เห็นความหลากหลายอันนี้ ในขณะที่นึกถึงชาวโลกว่า เขาได้ความรู้เพิ่มพูนขึ้นจากการท่องเที่ยว ใจของหลวงพี่ก็นึกถึงคน ๆ หนึ่งขึ้นมาว่า คน ๆ นี้ แม้ไม่ได้ท่องเที่ยวไปไหนเลย แต่กลับรู้จักโลกได้กระจ่าง คน ๆ นั้นก็คือ คุณยายของเรานั่นเอง หลวงพี่จำได้ว่า สมัยที่อยู่กับคุณยายท่านได้เล่าถึงประวัติของท่านไว้ว่า “พอยายมาถึงวัดปากน้ำ พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านถามอยู่ไม่กี่ประโยค แล้วก็ส่งยายเข้าไปในโรงงานทำวิชชา แล้วตั้งแต่นั้นยายไม่เคยได้ไปไหน ยายไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหน ยายอยู่แต่ที่วัดปากน้ำ นั่งธรรมะกลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง” ฟังให้ดีนะจ๊ะ นี่ประโยคเหล่านี้เป็นประโยคที่คุณยายพูด ตรงนี้เป็นประวัติสำคัญที่ทำให้ชีวิตของคุณยายอยู่กับธรรมะ ตลอดเวลาที่อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ๑๐ กว่าปี ร่วม ๒๐ ปี ก็อยู่อย่างนี้ คุณยายไม่ได้ไปไหนเลย หลวงพี่พอนึกย้อนถึงประวัติของท่านแล้วมีความรู้สึกอัศจรรย์ใจอยู่เรื่องหนึ่ง คือ ในขณะที่คุณยายพลาดโอกาสที่ชาวโลกพึงได้ แต่คุณยายก็ได้สิ่งที่ล้ำค่า ที่ชาวโลกไม่มีโอกาสได้ เช่นเดียวกับบรรทัดแรก ที่หลวงพี่ได้พูดถึงว่า บัณฑิตที่แท้ ในขณะที่ชาวโลกยกย่องบัณฑิตจบปริญญา แต่คุณยายไม่รู้หนังสือ โอกาสในการเรียนหนังสือของคุณยายขาดไป แต่การขาดโอกาสเรียนหนังสือนั้น ทำให้คุณยายได้สิ่งที่ล้ำค่าที่คนอื่นไม่ได้ นั่นคือ ท่านทุ่มเทจิตใจอยู่กับเรื่องของธรรมะแท้ ๆ โดยไม่มีภาพของปริยัติอยู่เลย เพราะฉะนั้น ใจคุณยายจะอยู่กับเรื่องของแท้ ๆ ไม่ได้มีสิ่งที่เขาเล่าให้ฟังอยู่ในใจเลย คุณยายคลาดโอกาสที่ชาวโลกเขาได้กัน ก็คือการได้ไปท่องเที่ยว ไปรู้จักสถานที่ต่าง ๆ ไปรู้จักสังคมของโลกในที่ต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายนั้น แต่คุณยายไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย จึงได้สิ่งที่ล้ำค่าคืนกลับมา แล้วล้ำค่ายิ่งกว่าสิ่งที่ชาวโลกเขาพึงได้กัน นั่นก็คือ โอกาสแห่งการนั่งปฏิบัติธรรม กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมงนั่นเอง ชีวิตของคุณยาย ๑๐ กว่าเกือบ ๒๐ ปี ที่อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ชีวิตของท่านอยู่กับการนั่งธรรมะ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง แล้วสิ่งเหล่านี้เองที่ได้สั่งสมก่อร่างสร้างตัวอยู่ในคุณธรรมของคุณยาย จนกระทั่งเป็นคุณยายที่เรารู้จัก และเป็นครูของพวกเราทั้งหลาย คุณยายรู้จักโลกอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้รู้จักโลกภายนอกอย่างที่ชาวโลกเขารู้จัก คุณยายรู้จักโลกจากภายใน จากธรรมะที่ท่านเข้าถึง คุณยายไม่ได้รู้จักโลกกว้างที่อยู่ภายนอก แต่โลกภายนอกที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้น กลายเป็นโลกที่ดวงเล็ก ๆ อยู่ในใจท่าน แล้วท่านก็รู้จักโลกนั้นเป็นอย่างดี สังคมมนุษย์ที่หลากหลาย ที่ชาวโลกเขารู้จัก เขามักคุ้น แล้วเขาก็ศึกษากันอย่างกว้างขวาง คุณยายไม่ได้รู้จักจากอันนั้น แต่คุณยายรู้จักสังคมของมนุษย์ของโลกแท้ ๆ ที่มันดำเนินไป มีหลายคำถามทีเดียว ที่ชาวโลกศึกษาค้นคว้าไปแล้วไม่มีคำตอบ แต่คุณยายสามารถค้นคำตอบนั้นจากภายในของท่านได้ สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้คุณยายสั่งสมความรู้เกิดขึ้นมาอย่างมหาศาล แล้วคุณยายก็ได้ทุ่มเทเวลาให้กับการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น นั่งธรรมะกลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง เราฟัง ฟังผ่าน ๆ นึกว่า จะง่าย แต่ลองนั่งดูเถอะ ไม่ง่ายเลย ไม่ใช่นั่งเพียงวันเดียว สัปดาห์เดียว เดือนเดียว ปีเดียว แต่ท่านนั่งหลาย ๆ ปี ท่านก็ทำอย่างนี้ ทำจนคุ้น คุ้นจนกระทั่งติดเป็นนิสัยของท่าน แล้วทำอย่างนี้ตลอดไป หลวงพี่เคยถามคุณยายว่า “ยาย แล้วในที่ทำวิชชานี่ คนอื่นเขาเคยออกไปข้างนอกบ้างไหม?” คุณยายท่านก็เล่าให้ฟังว่า “ก็พอมีบ้าง” “แล้วที่เขาออกไปข้างนอกนั้น เขาขออนุญาตหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าอย่างไร ?” คุณยายก็ตอบว่า “ส่วนใหญ่เขาก็ขอกลับไปเยี่ยมบ้าน” ถึงตรงจุดนี้หลวงพี่ก็ถามคุณยายว่า “ยาย แล้วยายได้กลับไปเยี่ยมบ้านไหม?” คุณยายนิ่งนิดหนึ่ง แล้วท่านก็ตอบว่า “ตั้งแต่อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ แม้กระทั่งกลับไปเยี่ยมบ้าน ก็ยังไม่ได้ไปเลย” ท่านอยู่กับสิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งให้ทำ แล้วก็พยายามทำให้ได้ แล้วสิ่งเหล่านี้เองจึงเป็นคุณสมบัติของคุณยาย ที่ยายพึงมีและสั่งสมขึ้น จนกระทั่งเป็นคุณสมบัติประจำตัวของท่าน ทำให้คุณยายเชี่ยวชาญในวิชชา เพราะหัวใจของท่านอยู่กับสิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบอกให้ทำ แล้วท่านก็พยายามทำให้ได้ เมื่อความเชี่ยวชาญของท่านปรากฏ หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงได้ยกคุณยายขึ้นมาเป็นหัวหน้าเวร และเมื่อท่านชำนาญมากเข้ามากเข้า ท่านจึงได้เป็นคนเดียวในที่ทำวิชชาที่หลวงพ่อวัดปากน้ำยกย่องไว้ว่า “หนึ่งไม่มีสอง” แน่นอน ถ้าหากว่าคุณยายไปเที่ยว หรือไปโน่นไปนี่ โอกาสที่ท่านจะทำเป็นอย่างที่ท่านเป็นอยู่ย่อมขาดไป สิ่งที่ท่านมี สิ่งที่ท่านเป็น จึงเกิดจากการที่ท่านได้ทุ่มเทชีวิต ทุ่มเทจิตใจให้กับการปฏิบัติธรรม คำว่า “เที่ยว” จึงดูเหมือนว่าจะลบออกไปจากพจนานุกรมที่ท่านรู้ เพราะท่านไม่รู้ว่า เรื่องเที่ยวนั้นเป็นอย่างไร กัลยาณมิตรทุกท่านจ๊ะ เราเที่ยวกันมาเยอะแล้วนะ ตั้งแต่เริ่มต้นแห่งการสร้างบารมี เราก็หลงไปเที่ยวกันมาเยอะ เที่ยวกันจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ปัจจุบันก็ยังดูเหมือนว่า จะขาดเที่ยวกันไม่ได้ เพราะว่ามันคุ้น การเที่ยวนั้นถึงเราจะได้อย่างหนึ่ง แต่เราก็จะขาดอีกสิ่งหนึ่งไป ถึงเราจะได้ประสบการณ์ทางโลกเพิ่มพูนขึ้น แต่โอกาสที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมให้มากยิ่งขึ้นก็ด้อยลง จะทำอย่างไรสิ่งเหล่านี้จึงจะพอดี ๆ กับวิถีชีวิตของเราที่จะพึงมี ที่บอกว่า เราเที่ยวกันมาตั้งแต่ต้นนั้น นั่นก็คือ สิ่งที่กำลังจะบอกพวกเราว่า เราท่องไปในสังสารวัฏอันกว้างใหญ่ไพศาล ก็คือ การท่องเที่ยวอันนี้ และถ้าหากว่า “เที่ยว” โดยความเพลิดเพลินหลงระเริง เวลาเที่ยวไปแล้วมันจะยิ่งไกลจากเป้าหมายของชีวิต แต่ถ้าหากเป็นแบบคุณยาย คุณยายไม่ได้เที่ยว มีแต่ฝึกนั่งธรรมะกลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ใจไม่ได้เคลื่อนไปไหนเลย อยู่แต่ตรงกลางที่จะเอาเป้าหมาย ใจของท่านไม่เคยจากเป้าหมายของชีวิต เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ทำให้เราได้ระลึกถึงวิถีชีวิตของพวกเราไปด้วยว่า จะทำอย่างไรจึงจัดให้พอเหมาะพอดี ให้พอเหมาะพอดีกับหน้าที่การงานที่เราได้ทำอยู่ ที่บอกว่า คุณยายนั่งธรรมะ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมงนั้น เป็นสิ่งที่ได้ปลูกฝังจนกระทั่งเป็นอุปนิสัยของท่าน เพราะว่าสมัยนั้นนั่งกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีอยู่ ๒ กะ ถ้าพูดง่าย ๆ มีอยู่ ๒ ชุด เหมือนชุด ก ชุด ข อย่างนี้ ชุดของคุณยายจะเข้าไปนั่งธรรมะเวรดึก คือ เริ่มต้นตอนเที่ยงคืน แล้วไปออกตอนสว่าง พอสว่างก็ออกมาพัก บริหารขันธ์ รับประทานอาหาร ทำความสะอาดร่างกาย ทำความสะอาดที่พัก สารพัดที่จะทำ ซึ่งมีเวลาว่างอยู่ประมาณ ๖ ชั่วโมง หลังจากนั้นประมาณกลางวันก็กลับเข้าไปนั่งธรรมะต่ออีก ๖ ชั่วโมง ออกมาก็เป็นตอนเย็น หลังจากที่บริหารขันธ์ ทำความสะอาดร่างกาย ก็เป็นเวลาพัก ก็ต้องนอนตอนหัวค่ำ แล้วไปตื่นเอากลางดึก ก่อนเที่ยงคืน เพื่อที่จะไปนั่งธรรมะตอนเที่ยงคืน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เป็นหลาย ๆ ปี ก็เป็นอย่างนี้ เมื่อตอนที่หลวงพี่ได้ไปพบคุณยาย ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำจะไม่อยู่แล้ว แต่คุณยายก็ยังคงลักษณะอย่างนี้เอาไว้ แต่ไม่เข้มข้นเหมือนตอนที่อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังจากที่คุณยายสอนธรรมะพวกเราเสร็จ ประมาณสัก ๒ ทุ่ม พอเรากลับกันแล้ว คุณยายก็จะเข้าพัก คะเนว่า คุณยายคงเข้าพักอยู่ในช่วงตอนประมาณสัก ๒ ทุ่มครึ่งถึง ๓ ทุ่ม เพราะว่าเราออกจากบ้านธรรมประสิทธิ์สมัยนั้น ก็ประมาณสัก ๒ ทุ่ม ๒ ทุ่มเศษ อีกตอนหนึ่ง เป็นตอนที่คุณยายเล่าให้ฟังว่า สมัยอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ คุณยายจะตื่นขึ้นมาตอนกลางดึก (ตอนกลางดึกของท่านนั้นก็คือประมาณตี ๑ ตี ๒) ตื่นขึ้นมาแล้วท่านก็นั่งธรรมะไปถึงสว่างจนเป็นนิสัย นี่คือชีวิตของคุณยาย วิถีชีวิตของคุณยายเป็นอย่างนี้ จนกระทั่งย้ายมาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งหลวงพ่อธัมมชโยท่านรักและเมตตาคุณยายมาก คุณยายจะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อปรับให้พอเหมาะกับสภาพสังขารของท่าน แต่ที่คุณยายเคยเล่าให้หลวงพี่ฟัง ก็ยังเป็นไปในทำนองคล้าย ๆ อย่างนี้ เพียงแต่ค่อย ๆ คลายความเข้มข้นลง เพราะสภาพสังขารของท่าน อายุท่านมากขึ้น สังขารไม่ได้แข็งแรงเหมือนเดิม แต่นิสัยตื่นกลางดึกก็ยังคงอยู่สำหรับคุณยาย ตื่นขึ้นมาแล้วก็นั่งธรรมะ พอมาอยู่วัดพระธรรมกาย อาจจะตื่นสักตี ๒ ตี ๓ แล้วก็นั่งไปถึงสว่าง วิถีชีวิตของคุณยายถึงพร้อมเสมอ ท่านถึงพร้อมเสมอตั้งแต่บ้านธรรมประสิทธิ์จวบจนถึงวัดพระธรรมกาย ท่านพร้อมเสมอสำหรับลูกศิษย์ของท่านทุกคน เพราะใจของท่านอยู่ที่ศูนย์กลางกายมาตลอดชีวิตของท่าน จึงทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรม เรื่องเที่ยวนั้นตัดออกไปได้เลย ทำให้ท่านแตกฉานในธรรมะที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนสั่งให้ทำ เมื่อเล่าถึงประวัติช่วงที่คุณยายอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว อดจะกล่าวถึงอีกท่านหนึ่งไม่ได้ ท่านคือ คุณยายทองสุข สำแดงปั้น คุณยายทองสุขนั้นได้ชื่อว่าเป็นครู เป็นกัลยาณมิตรให้กับคุณยายของเรา คุณยายของเราเรียนธรรมะครั้งแรกกับคุณยายทองสุข แล้วคุณยายทองสุขก็สอนธรรมะ แนะการปฏิบัติให้ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย และคุณยายทองสุขนี่แหละ ที่เป็นคนที่ชี้แนะหนทางให้คุณยายไปช่วยพ่อที่อยู่ในนรกว่า ทำอย่างไรจึงจะไปช่วยพ่อได้ ซึ่งก็อาศัยคำแนะนำของคุณยายทองสุขผู้เป็นครู ได้ไปช่วยพ่อให้พ้นจากอบายได้ เพราะฉะนั้นคุณยายทองสุขจึงมีพระคุณต่อคุณยายมาก สอนให้เข้าถึงธรรม สอนให้ช่วยพ่อ แล้วก็เป็นคนนำคุณยายไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ส่งคุณยายของเราเข้าไปในโรงงานทำวิชชา แล้วคุณยายทองสุขกับคุณยายของเราก็อยู่ที่วัดปากน้ำ เป็นกัลยาณมิตรให้กันและกัน คุณยายของเราให้ความเคารพคุณยายทองสุข ในฐานะเป็นครู บางครั้งคุณยายของเราก็เรียกคุณยายทองสุขว่า “ครู” บ้าง บางทีก็เรียก “พี่” บ้าง เพราะอายุก็มากกว่ากันไม่มากนัก แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็คือ คู่นี้ ในขณะที่คุณยายของเราได้รับการยกย่องในเชิงของการทำวิชชาในโรงงานทำวิชชา ได้เป็นหัวหน้าเวร จนกระทั่งได้รับคำยกย่องจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ว่า “หนึ่งไม่มีสอง” คุณยายทองสุข สำแดงปั้น ของเราก็มีความสามารถอีกแบบหนึ่ง นั่นก็คือ ท่านมีความสามารถอย่างมากในเชิงของการเผยแผ่ ด้านการสอน คุณยายทองสุขได้รับคำสั่งจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า ให้ไปเผยแผ่ ไปสอนธรรมะตามหัวเมืองต่าง ๆ แล้วคุณยายทองสุขก็ทำได้ดี จนเรียกได้ว่าเป็นมือหนึ่งของการเผยแผ่ ที่มาเกี่ยวข้องในประวัติที่หลวงพี่จะพูดถึงก็คือตรงนี้ หลวงพี่เคยถามคุณยายถึงคุณยายทองสุขว่า เป็นอย่างไร คุณยายท่านก็บอกว่า “ยายสุก ก็ไปสอนธรรมะตามหัวเมือง ไปเผยแผ่ ลูกศิษย์ลูกหาเยอะ แล้วก็ไปสอนเขา ให้เข้าถึงธรรมะ เข้าถึงธรรมกายเยอะแยะทีเดียว” เวลาคุณยายทองสุขกลับจากหัวเมืองมาวัดปากน้ำ มาถึงบ้านพัก คุณยายทองสุขก็จะเล่าเรื่องที่ไปเผยแผ่ ไปพบอะไร ๆ ให้คุณยายของเราฟัง แล้วก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ทีเดียวว่า คุณยายทองสุขท่านมีอายตนะพิเศษ เวลาไปที่ไหน ท่านมักจะเจอเรื่องพิเศษ ๆ แล้วก็กลับมาเล่าให้คุณยายฟังเป็นที่สนุกสนานทีเดียว สมมติว่า ไปเจอผู้สำเร็จก็ดี ไปเจอเขาปล่อยตะปูลอยมา จะเอาเข้าตัว แล้วมันตกลงพื้นก็ดี มาเล่าให้คุณยายฟัง เมื่อเล่าจบแล้วคุณยายทองสุขมักจะตามด้วยประโยคที่ว่า “เออ ! แล้วว่าง ๆ กูจะพาเอ็งไป” คือจะพาคุณยายไปเที่ยว หลวงพี่ก็ถามคุณยายว่า “ยาย ยาย แล้วคุณยายทองสุขได้พายายไปไหม? ”คุณยายก็บอกว่า “ไม่เคยพาไปเลย” “อ้าวทำไมล่ะ?” “คุณยายทองสุขท่านกลัวหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพราะหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งเอาไว้ ห้ามพาลูกจันทร์ข้าไปเที่ยว” ท่านบอกอย่างนี้ แต่นั่นแหละ เรื่องภายนอกที่คุณยายทองสุขไปสอน แล้วไปเจอ ก็มาถึงคุณยาย และสิ่งที่คุณยายของเราเป็นกัลยาณมิตรให้กับคุณยายทองสุข ก็คือ เมื่อคุณยายทองสุขกลับมาถึงแล้ว คุณยายทองสุขมักจะถามคุณยายของเราว่า “หลวงพ่อสั่งเรื่องอะไรบ้าง” เพราะคุณยายทองสุขก็ทั้งรักทั้งเกรง แล้วจริง ๆ น่าจะบอกว่า ทั้งกลัวหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่ง คุณยายทองสุขไม่ยอมให้ผิดพลาดเลยตลอดในชีวิตท่าน และท่านจะรู้งานเหล่านี้ได้ก็ต้องจากคุณยายของเรานี่แหละ เพราะงานส่วนใหญ่ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่เป็นเรื่องสำคัญ ๆ นั้นท่านสั่งผู้ที่เกี่ยวข้องในที่ทำวิชชานั่นเอง จึงทำให้วิถีชีวิตของคุณยายทองสุขในการเผยแผ่ท่านไปได้ดี เพราะมีคุณยายของเราเป็นกัลยาณมิตรให้ และคุณยายของเราก็เป็นกัลยาณมิตรให้คุณยายทองสุข จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต คุณยายก็อยู่ด้วย เรียกได้ว่า คุณยายทองสุขสิ้นบนตักคุณยายของเรา เหตุที่ต้องเอาเรื่องของคุณยายทองสุขมาเล่าให้ฟัง เพราะเมื่อพูดถึงประวัติคุณยายแล้ว ท่านเน้นไปในเรื่องการทำวิชชา เวลาในชีวิตของท่านทุ่มให้เรื่องของการปฏิบัติธรรม ทำหยุดทำนิ่ง ไม่ปล่อยใจเคลื่อนออกจากกลางเลย แต่ในวิถีชีวิตของคุณยายทองสุขต้องไปสู่เรื่องการเผยแผ่ ท่านสามารถทำได้ดีมาก แล้วการเผยแผ่ของคุณยายทองสุข ไม่ได้ถือว่าเป็นการไปเที่ยวนะจ๊ะ ท่านไม่ได้เพลินอยู่กับเรื่องของการเที่ยวอย่างชาวโลกเขาทำกัน แต่ท่านกำลังนำธรรมะที่แท้จริงไปถึงชาวโลก แล้วก็แนะนำการปฏิบัติธรรมให้เขา ให้เขาปฏิบัติเพื่อเข้าถึงธรรมที่แท้จริง แล้วท่านก็ทำได้ดี ท่านไปทำงานตามหน้าที่ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมอบหมายให้ทำ และการที่มีคู่อัศจรรย์คู่นี้ ก็คือ คุณยายทองสุขซึ่งชำนาญในเรื่องการเผยแผ่ เป็นมือหนึ่งเผยแผ่ มีคุณยายของเราชำนาญในเรื่องการทำวิชชา เป็นหนึ่งไม่มีสอง ทำให้งานของหลวงพ่อวัดปากน้ำสำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์ในระดับหนึ่ง หนทางเดินของชีวิตของครูบาอาจารย์ของเราทั้งสองท่านนี้ จะได้รับฟังรับรู้ แล้วจะได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติของพวกเรา คุณยายท่านไม่ได้ท่องเที่ยว แต่ท่านได้สิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่านั้นกลับคืนมา สิ่งเหล่านี้มีคุณค่า จนกระทั่งทำให้วิถีชีวิตของท่านนั้นก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ที่มีธรรมะที่น่าอัศจรรย์ แล้วก็เป็นที่ยกย่องของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราจะได้ภูมิใจในวิถีของคุณยายของเรา แม้ท่านจะไม่ได้ท่องเที่ยวไปทั่วทุกมุมโลก และสุดท้าย เราจะได้เอามรดก* ที่คุณยายให้ไว้ตั้งแต่เมื่อคราวที่แล้ว ไปทำให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น มรดกยายที่ให้ไปนั้น รับแล้วอย่าเอาไปใส่ตู้เซฟเก็บนะจ๊ะ ไม่เกิดคุณค่า อย่าเอาไว้แค่บนหิ้ง เอาไว้แค่บูชา มรดกคุณยายจะงอกงามได้นั้น ต้องอาศัยพวกเรานำไปประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่บอกเอาไว้ว่า เวลาคุณยายนั่งธรรมะ ท่านทิ้งหมด สิ่งนั้นถอดมาจากชีวิตจริง ๆ ของท่าน แล้วท่านก็ทำอย่างนี้มาตลอด แล้วถ้าหากเราเอาไปใช้ จะได้งอกงามอยู่ในจิตใจของพวกเรา และจะได้เป็นแนวทางการปฏิบัติธรรม ให้เราเข้าถึงธรรมะได้ง่าย ได้คล่องนะจ๊ะ