ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้
คุณยายอาจารย์ · ดวงจันทร์กลางดวงใจ พิมพ์1 ปี41
ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้
ที่กุฏิใหม่เป็นอาคารปูน จะสร้างคล้าย เรือนปั้นหยา ๒ หลัง แต่ต่างกันที่มีระเบียงเป็น ตัวเชื่อมอาคาร รอบๆ กุฏิจะปลูกต้นไม้ที่ให้ร่ม เงา เช่น ต้นสัตบรรณ ลั่นทม ทองหลาง กร่าง และไม้หอม เช่น แก้ว บุญนาค ประยงค์ ชมนาด เมื่อถึงคราวออกดอก ไม้หอมเหล่านี้ ก็จะส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณกุฏิที่เรือนแรกจะมีโรงจอดรถ ถัดจากโรง จอดรถก็จะเป็นสนามหญ้าที่ถูกตกแต่งเนินดิน มีแผ่นหินสี่เหลี่ยมวางรองเป็นขั้นบันไดเรียง รายต่อกันไปที่คลองเล็กๆ ที่มีท่าไว้สำหรับให้ อาหารปลา
วันไหนอากาศดี แดดร่มลมตก พี่อารีพันธุ์จะพาคุณยายมาที่ท่าเลี้ยงปลานี้ และวัน นี้ ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เป็นผู้ตระเตรียม เก้าอี้ ผ้ารองตัก ถุงมือ และอาหารเลี้ยงปลา สำหรับคุณยาย ซึ่งมีทั้งขนมปังและอาหารปลา ที่ทำมาจากเศษเนื้อปลาอัดเป็นเม็ดเล็กๆ
เมื่อคุณยายมาถึงที่ท่าเลี้ยงปลา ข้าพเจ้า ได้เอาถุงมือยางใส่ให้คุณยาย และปูผ้ารองตักให้ท่าน จากนั้นก็จะใช้นิ้วมือดีดลงไปในน้ำ ดีดน้ำ เรียกปลามากินอาหาร สักครู่ปลาทั้งหลายก็มา ลอยตัวอยู่ที่ท่าน้ำนี้ มีทั้งปลานิลแดง ปลาหมอเทศ ปลาดุก ปลาสวาย ปลาตะเพียน
คุณยายโยนขนมปังให้กับปลาที่มาลอย ตัวให้เห็น และท่านก็บอกให้น้าเล็ก พี่อารีพันธุ์ และข้าพเจ้าช่วยกันโยนอาหารไปให้ปลาด้วย
ปลาเยอะมาก ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกจังเลย.. สักครู่คุณยายก็หันมาบอกข้าพเจ้าว่า
“โยนไปไกลๆ ไอ้หลานน้อย ตรงโน้น ยังไม่ได้กิน”
ข้าพเจ้าก็รีบโยนไปตามที่คุณยายบอก ทั้งที่ใจยังคิดไปว่าตรงโน้นไม่มีปลาหรอกยาย มันมาตรงนี้หมดแล้ว
แต่ภาพที่ปรากฏให้เห็นในขณะนั้นมัน สวนทางกับความคิดของข้าพเจ้า อาหารที่ข้าพเจ้าโยนไปนั้นเป็นเหมือนของขวัญอันโอชะ ของปลาตะเพียนน้อย และปลานิลแดง ที่ไม่สามารถฝ่าฝูงปลาดุก และปลาสวายเข้ามาได้ ข้าพเจ้าได้แต่คิดอยู่ในใจว่า
“ทำไมหนอคุณยายท่านมองไกล และ มองได้ทะลุปรุโปร่งเช่นนั้น”
ในท่ามกลางฝูงปลาดุก และปลาสวาย ยังมีปลาหมอเทศผู้เชื่องช้า ดำผุด ดำโผล่ คอยหาจังหวะที่จะแย่งอาหารให้ได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถแย่งได้สักที
เมื่อคุณยายท่านเห็นปลาหมอเทศแย่ง อาหารไม่ทัน ท่านก็คอยรอจังหวะที่จะโยน เฉพาะเจาะจงให้กับปลาหมอเทศให้ได้อาหาร เช่นกัน และแล้วปลาหมอเทศก็ได้รับอาหารที่ คุณยายโยนให้ถึง ๓ ครั้ง
สักครู่หนึ่ง..พี่อารีพันธุ์สังเกตเห็นว่าคุณ ยายท่านมีเหงื่อออกมาบ้างแล้ว จึงพาคุณยาย กลับเข้ากุฏิ เพื่อให้ท่านได้พักผ่อน
ส่วนข้าพเจ้าก็เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำ มาใช้ให้เรียบร้อย ทำให้ท่าเลี้ยงปลานี้สะอาด ว่างเปล่าเหมือนเดิม
ขณะที่กำลังเก็บข้าวของอยู่นั้นก็คิด ในใจว่า คุณยายนอกจากจะมองไกลแล้ว สายตา ของท่าน ยังละเอียดถี่ถ้วนอีกด้วย
วันต่อมา..หลังจากเสร็จภารกิจภายใน กุฏิแล้ว ข้าพเจ้าก็ออกมาเดินเล่นนอกกุฏิ มา ยืนอยู่ที่ท่าน้ำที่ให้อาหารปลา ก้มดูผืนน้ำให้ เห็นเงาหน้าของตัวเอง นอกจากจะได้เห็นหน้า ของตัวเองแล้ว ยังมีหน้าปลาหมอเทศโผล่มา ให้เห็นอีกด้วย
ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าจะเป็นตัวเดียวกับเมื่อ วานหรือเปล่า จึงก้มดูให้แน่ใจ เห็นปานดำปรากฏชัดอยู่ที่หัวของมัน ก็นึกในใจว่า ใช่ตัว เดียวกันจริงๆ
วันต่อมาเวลาเดิมข้าพเจ้าก็มายืนแกว่ง แขนที่ท่าน้ำเลี้ยงปลา มองทิวสนที่ไหวไปตาม กระแสลมอ่อนๆ มองนกที่กำลังบินกลับรัง ได้ยินเสียงปลาตอดน้ำเล่นดังจ่อมๆ
ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจกับเสียงนั้นเลย ยัง คงแกว่งแขนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าพเจ้ารู้สึก ได้ว่าเสียงนั้นดังขึ้นและถี่ขึ้น จึงก้มหน้ามองไป ที่ผืนน้ำนั้น แล้วก็ต้องร้องอุทานขึ้นในใจว่า “เฮ้ย…ปลาหมอเทศตัวเดิมนี่นา มาอีกแล้วเหรอ”
ข้าพเจ้ารีบวิ่งจากท่าน้ำเลี้ยงปลา เพื่อไปนำอาหารมาให้มัน ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่า อยากจะนำอาหารมาให้มันเร็วที่สุดเท่าที่ขาทั้ง สองของข้าพเจ้าจะทำได้ ขณะที่ให้อาหารปลานั้น ข้าพเจ้านึกถึงภาพของคุณยายที่พยายามโยน อาหารให้กับเจ้าปลาตัวนี้
แม้วันนี้ไม่มีคุณยายมาที่ท่าน้ำเลี้ยงปลา นี้อีกแล้ว แต่ภาพนั้นยังคงปรากฏชัดให้เห็น เป็นภาพลักษณ์ของคุณยาย ที่ท่านได้แสดงให้ เห็นว่า กระแสแห่งความเมตตาอันบริสุทธิ์นั้น ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นได้