ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ผู้มองการณ์ไกล

คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3

PDF
ผู้มองการณ์ไกล ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ การดำเนินการสร้างวัดได้เสร็จสิ้นไปแล้ว เป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือมีศาลาสำหรับปฏิบัติธรรมและมีกุฏิให้อยู่ กันได้แล้ว ราวเดือนเมษายน หลวงพ่อและคุณยายจึงย้ายจาก บ้านธรรมประสิทธิ์มาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งขณะนั้นยังเป็นศูนย์ พุทธจักรปฏิบัติธรรม คุณยายท่านมองการณ์ไกลตั้งกฎระเบียบ ภายในวัดด้วยตนเองทั้งหมด โดยนำประสบการณ์ในสมัยที่ท่าน อยู่กับหลวงปู่วัดปากน้ำมาใช้ ท่านให้เหตุผลว่า “พระยายยังหนุ่ม ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร” กฎระเบียบที่สำคัญก็คือ ๑. ให้มีการปิดประตูวัด เวลา ๖ โมงเย็น และเปิด ๖ โมงเช้าทุกวัน ๒. ห้ามพระทุกรูปรับแขกในกุฏิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้ามผู้หญิงขึ้นกุฏิพระอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ท่านยังเห็นว่า พระที่วัดพระธรรมกายมีเป็นจำนวน มาก อาหารที่บิณฑบาตมาได้จะไม่พอฉัน และยังต้องมีอาหารอย่าง พอเพียงไว้เลี้ยงญาติโยมที่มาช่วยงานวัดอีกด้วย ท่านจึงปรารภ กับหลวงพ่อให้ตั้งโรงครัวขึ้นภายในวัดเหมือนกับสมัยของหลวงปู่ วัดปากน้ำ คุณยายเป็นคนกล้าตัดสินใจ ท่านไม่เคยหวั่นวิตกว่าใครจะ วิพากษ์วิจารณ์อย่างไร หากเห็นว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ผิดต่อวินัย ไม่ผิด ต่อศีลธรรม อีกทั้งไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสังคม เพราะโลกนี้มีธรรม ประจำโลกอยู่ ชื่อว่าโลกธรรม ๘ เป็นสภาพความผันแปรประจำโลก คือมีลาภคู่กับเสื่อมลาภ มียศคู่กับเสื่อมยศ มีสรรเสริญก็มีนินทา มี สุขก็มีทุกข์คละเคล้ากันไป แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเอก ในโลกก็ยังถูกนินทา ส่วนโจรผู้เลวทรามต่ำช้าก็ยังมีคนสรรเสริญ เพราะฉะนั้นการที่คุณยายคิดจะทำอะไร เมื่อเห็นว่าเหมาะสม ถูกต้องแล้วคุณยายก็กล้าตัดสินใจทันที ท่านเคยกล่าวว่า “ตลอดชีวิต ยายมีวิธีตัดสินใจง่ายๆ ของยาย คือ ยายไม่ เอาใจใครเลย ยายตามใจอยู่ท่านเดียว คือพระพุทธเจ้า เพราะ ท่านแยกได้ชัดเจนแล้วว่า อะไรผิด อะไรถูก อะไรดี อะไรชั่ว อะไรบุญ อะไรบาป อะไรควร อะไรไม่ควร เพราะฉะนั้นยาย ทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่าเอาไว้ แล้วใครเขาจะด่า ใคร เขาจะติยายทั้งเมือง ยายก็เฉยๆ ยายเอาใจคนเดียว คือ พระพุทธเจ้า” ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อทัตตะเคยถามคุณยายว่า “แล้วเขาไม่ โกรธเอาหรือยาย?” คุณยายตอบว่า “โกรธ ทำไมจะไม่โกรธ” “แล้วยายทำอย่างไรเวลาเขาโกรธ?” “ยายก็เข้ากลางของกลางไปเรื่อยๆ เอาธรรมกายของเราไป กราบพระพุทธเจ้าอยู่ข้างในนั้น ไปอยู่กับธรรมกายพระพุทธเจ้า ในอายตนนิพพาน” นี่คือคุณลักษณะของคุณยาย ท่านไม่หวั่นไหวไปตามกระแส ของการกระทบกระทั่งเหล่านั้น ใจของท่านจึงหยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถนำหมู่คณะให้สามารถสร้างงานที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ การเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรค มากมาย หากแต่ความนิ่งเฉย ไม่สู้ ไม่หนี ทำความดีเรื่อยไป และ ความเป็นผู้มีใจบริสุทธิ์ ปรารถนาดีต่อคนทั้งโลก ทำให้สามารถ ฝ่าฟันทำลายอุปสรรคเหล่านั้นให้มลายหายสูญไปได้ ในระหว่างที่ทุกคนกำลังลุยงานสร้างโบสถ์กันอย่างขะมักเขม้น คุณยายก็ปฏิบัติตนเสมือนเป็นแม่บ้าน คอยดูแลการหุงหาอาหาร เลี้ยงพระด้วยตนเอง หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ท่านจะนั่งสมาธิจนถึงเกือบ ๑๑ โมง แล้วพักรับประทานอาหาร กลางวัน จากนั้นท่านจะถือถังใบหนึ่งกับจอบคู่มือ แล้วก็มีดอีโต้ ซึ่งใช้ประจำอีกเล่มหนึ่ง ชวนเด็กวัดไปช่วยกันปลูกต้นไม้ ท่านปลูก ทุกอย่างที่ปลูกได้ เช่น ต้นประดู่ หรือต้นมะค่า แต่ที่ปลูกมากที่สุด คือ ต้นกล้วยน้ำว้า บางครั้งต้องมีการปรับดิน เมื่อปลูกต้นไม้แล้ว เขาไถของ ท่านทิ้ง ท่านก็ปลูกต่อ ไม่ปริปากบ่น ปลูกด้วยความเพลิดเพลินใจ แม้อายุกว่า ๖๐ ปีแล้ว แต่ท่านทำไหว ทำด้วยความเข้มแข็งและ อดทน จนหนุ่มๆ ต้องอายเพราะหมดแรงก่อน คุณยายปลูกต้นไม้จนกระทั่ง ๔ - ๕ โมงเย็นจึงจะเลิก ท่าน ตรงเวลา เมื่อเลิกแล้วท่านจะเอากระติกน้ำร้อนไปส่งไว้ที่กุฏิของ หลวงพ่อธัมมชโย เป็นกระติกน้ำตราอูฐ มีฝากระบอก ที่ท่านเอา ติดมาด้วยจากบ้านธรรมประสิทธิ์ ใครจะหาให้ใหม่ท่านก็ไม่สนใจ กระติกใบนี้ดูมีค่าสำหรับท่านอย่างยิ่ง พอส่งเสร็จเรียบร้อย ก็ไปอาบน้ำเตรียมตัวนั่งสมาธิ ท่านจะ เริ่มนั่งตั้งแต่ ๒ ทุ่ม ประมาณ ๓ หรือ ๔ ทุ่ม ก็พักผ่อนและตื่นขึ้น มาอีกครั้งประมาณตี ๓ กว่า เพื่อนั่งสมาธิ ตามทรัพย์สมบัติ และ ตามบริวารสมบัติ คือนักสร้างบารมีทั้งหลายให้มาช่วยกันสร้างวัด อันเป็นสิ่งที่ท่านปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง