คุณยายสร้างคน
คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3
คุณยายสร้างคน
การฝึกคนให้รักการปฏิบัติธรรมนั้น คุณยายใช้วิธีฝึกคนที่จะ
เป็นต้นแบบไว้ก่อน ทางฝ่ายชายคุณยายเลือกหลวงพ่อธัมมชโย
เป็นต้นแบบ แล้วก็ฝึกให้หลวงพ่อทัตตะเอาอย่างหลวงพ่อธัมมชโย
อีกต่อหนึ่ง ส่วนฝ่ายหญิงคุณยายเลือกคุณแข่งแข จิระชุติโรจน์
หรือที่น้องๆ กลุ่มปฏิบัติธรรมในสมัยนั้นเรียกกันว่า “พี่เข่ง”
เป็นต้นแบบ เพราะพี่เข่งมีความใกล้ชิดกับน้องๆ มากกว่าใคร
ทั้งหมด คุณยายจะกำชับให้พี่เข่งดูแลน้องๆ ผู้หญิงให้ดี และพูด
เสมอว่า “ยายเกลียดมาก ถ้าคนที่อยู่ในวงบุญด้วยกันแล้วมามี
เรื่องชู้สาวกันเอง”
วิธีป้องกันเรื่องนี้ต้องเข้มงวดกันอย่างจริงจัง หลังจากเลิก
นั่งสมาธิตอน ๒ ทุ่มทุกวัน พี่เข่งจะพาน้องๆ ผู้หญิงขึ้นรถเมล์กลับ
บ้านพร้อมๆ กันให้หมดก่อน จากนั้นประมาณ ๑๐ - ๒๐ นาที พวก
ผู้ชายจึงค่อยตามไป แต่ถ้าใครมีเรื่องรีบร้อนต้องกลับก่อน คุณยาย
ก็จะให้พวกผู้ชายกลับไปพร้อมกันก่อนพวกผู้หญิง โดยประมาณ
เวลาให้ขึ้นรถเมล์เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงให้พวกผู้หญิงตามไป
คุณยายวางมาตรการไว้อย่างรัดกุมที่จะไม่ให้ลูกศิษย์ฝ่ายหญิง
มีโอกาสสนิทสนมกับฝ่ายชาย ไม่ว่าในโอกาสใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งพี่เข่ง
ก็ปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเรื่องชู้สาว
เกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ทั้งหมดนี้คือการ
สร้างทีมงานของคุณยาย เพื่อนำไปสู่การเผยแผ่วิชชาธรรมกายไป
ทั่วโลก และเป็นสาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้วัดพระธรรมกายมีจุดเด่น
ที่บุคคลภายนอกไม่รู้ และมองดูด้วยความประหลาดใจ
คุณยายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างวัดทั้งหมด ท่านใช้เวลา
สร้างกลุ่มผู้นำ หรือสร้าง Working Group ขึ้นมาก่อน การจะสร้าง
ทีมงานขึ้นมาสักชุดหนึ่ง มิได้ใช้เวลาสร้างเพียงวันสองวัน แต่สร้าง
กันอยู่เกือบ ๑๐ ปี ถือว่าเป็นการเตรียมงานที่ใช้เวลาอย่างมากทีเดียว
การใช้เวลาหลายปี ทำให้มีเวลาที่จะคิดและตรองงานอย่างรัดกุม
และที่สำคัญคือสามารถหลอมความรู้สึกนึกคิด หลอมพฤติกรรม
ต่างๆ ของกลุ่มผู้นำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ เป็นผลทำให้เมื่อ
จะลงมือทำอะไรแล้ว ไม่ขัดแย้งกัน และรู้ใจ รู้ว่าหมู่คณะกำลังจะทำ
อะไร หรือต้องการอะไร
เมื่อคุณยายได้รับคำสั่งจากหลวงปู่วัดปากน้ำ ให้อยู่รอผู้ที่จะ
มาสืบทอดวิชชาธรรมกาย แม้ว่าใจจริงคุณยายอยากจะกลับบ้านเดิม
หลังจากที่หลวงปู่ท่านมรณภาพ แต่ด้วยความเคารพครูบาอาจารย์
ท่านจึงไม่กลับ ตั้งใจรออยู่ที่วัดปากน้ำเพื่อรวบรวมคน
วิธีการรวบรวมคนของคุณยาย คือ ประการที่หนึ่ง ท่านตั้งใจ
สอนสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะแต่เดิมนั้นท่านไม่ได้สอน ท่าน
เข้าไปอยู่ในโรงงานทำวิชชา ไม่ค่อยได้พูดกับใคร แต่หลังจากที่
หลวงปู่วัดปากน้ำมรณภาพแล้ว ท่านไม่ต้องนั่งอย่างนั้นอีกต่อไป
เพราะฉะนั้นท่านจึงเปลี่ยนบทบาทของท่าน คือ ตั้งแต่เช้ามืดตี ๔
เรื่อยไป ท่านจะนั่งเพื่อตัวเองจนกระทั่งถึงเวลารับประทานอาหาร
เช้า พอสายหน่อยประมาณแปดโมงครึ่งท่านก็เริ่มนั่งอีก แต่การนั่ง
ครั้งนี้ท่านนั่งเพื่อสอน
ลูกศิษย์ที่มาหาคุณยายในยุคแรก ส่วนมากไม่ใช่นิสิตนักศึกษา
แต่เป็นผู้ใหญ่มีครอบครัว บางคนอยู่ในวัยทำงาน บางคนอยู่ในวัยชรา
เหตุที่มาหาคุณยายเพราะลูกหลานเจ็บไข้ได้ป่วย เข้าโรงพยาบาล
หลายแห่งแล้วรักษาไม่หาย หรือบางคนลูกหาย สามีหาย ภรรยา
หายไปจากบ้าน ไม่รู้จะไปตามที่ไหนก็มาหาคุณยาย บางคนมีเรื่อง
กระทบกระทั่งกันในที่ทำงานบ้าง บางคนคิดถึงผู้ล่วงลับ อยากทำบญุ
ให้ถึงเขาเต็มที่ก็มาหาคุณยายให้ช่วยคุมบุญให้
พอมาถึง หากคุณยายรับปากช่วยเหลือทันที เขาจะไม่ได้อะไร
ดังนั้นท่านจึงมีคำพูดอยู่คำหนึ่ง คือ “เดี๋ยวก่อน เรื่องอื่นเอา
วางไว้ มานั่งสมาธิให้ใจใสๆ เสียก่อน” ตอนแรกๆ บางคนจะรู้สึก
อึดอัด แต่ก็ต้องทำตาม ไม่มีใครปฏิเสธคุณยายได้ ท่านจึงอาศัย
ประสบการณ์ที่ฝึกมามาก นำนั่งสมาธิแล้วก็คุมบุญให้เขา ปรากฏ
ว่าบางคนที่มีพื้นฐานใจดี เคยอบรมกับหลวงปู่วัดปากน้ำมาบ้างแล้ว
พอนั่งสมาธิก็สว่างขึ้นมาในวันนั้นเอง ได้ความสว่าง สงบ รู้สึกชุ่ม
ชื่นใจ เห็นคุณค่าของธรรมะ จึงมาหาคุณยายบ่อยๆ และชักชวน
ญาติสนิทมิตรสหายมาเพิ่มอีกด้วย
ประการที่สอง พออีก ๕ นาที ๑๐ นาที จะเลิกนั่งสมาธิ
คุณยายจะอบรมทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาอยู่ ท่านเห็นอะไรในใจก็นำเรื่องนั้น
ขึ้นมาเตือนสติ โดยไม่เอ่ยชื่อตัวบุคคล การเตือนสติในวาระที่นั่ง
สมาธิกันเต็มที่แล้วเป็นการเตือนที่ได้ผล เพราะทุกคนมีจิตใจนุ่มนวล
ละเอียดอ่อน พร้อมจะรับฟังคำแนะนำตักเตือนทุกสิ่งทุกอย่าง นี่คือ
การฝึกคนของคุณยายในช่วงแรก
ต่อมาเมื่อหลวงพ่อธัมมชโยมาถึง คุณยายอบรมหนักเป็น
พิเศษ เพื่อจะให้เป็นบุคคลต้นแบบ เมื่ออบรมหลวงพ่อธัมมชโยได้
ถึงจุดหนึ่งแล้ว เห็นว่าหล่อหลอมเหมือนเป็นใจเดียวกับคุณยายแล้ว
ก็ให้หลวงพ่อธัมมชโยไปตามเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน หลวงพ่อทัตตะ
จึงได้เข้ามาสร้างบารมีด้วย จากนั้นหลวงพ่อทัตตะก็ไปตามเพื่อนๆ
มาอีก เป็นทอดๆ กันไป จนมีนิสิตนักศึกษามาเรียนธรรมะมากขึ้น
คุณยายจึงตั้งกฎระเบียบเอาไว้มากมายเพื่อเป็นหลักปฏิบัติต่อไป
นี่คือหลักการหล่อหลอมคนหนุ่มสาวของคุณยาย
หลักการที่คุณยายใช้นี้ เป็นหลักการเดียวกันกับการสร้าง
งานสำคัญๆ ของโลกในอดีต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งที่เป็นพระ
โพธิสัตว์ เมื่อจะทำงานใหญ่แต่ละชาติ พระองค์ก็อาศัยคนหนุ่มสาว
ฝึกขึ้นมาเป็นกำลัง พอตรัสรู้ธรรมแล้วก็ฝึกคนขึ้นมาอีก คือชุด
ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่
ว่า คุณยายเป็นผู้หญิงและไม่มีความรู้ทางโลก แต่ด้วยญาณทัสนะ
คือ ความรู้แจ้งภายในอันเกิดจากการเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ท่านจึง
อบรมหลวงพ่อธัมมชโย อบรมหลวงพ่อทัตตะ และพระภิกษุรุ่น
บุกเบิกได้ ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่าสิบปีจึงจะเริ่มงานเผยแผ่วิชชา
ธรรมกายต่อไป คุณยายเป็นคนจริง ทำจริง และต้องทำให้สำเร็จ
ดังนั้นแม้จะไม่รู้หนังสือ แต่เวลานี้ท่านคือครูของบรรดาหนุ่มสาว
ระดับปัญญาชน
เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงพ่อธัมมชโยเรียนจบ
ปริญญาตรี สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร จากมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ คุณยายกำหนดไว้ว่าเมื่อหลวงพ่อท่านมีความรู้
ทางโลกแล้ว จะต้องมีความรู้ทางธรรมด้วย ความรู้ทางธรรมต้อง
มีทั้งปริยัติและปฏิบัติ จึงจะเป็นพระภิกษุหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยสติ
ปัญญาและมีจิตใจที่เข้มแข็ง เป็นผู้นำในการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กว้างไกลต่อไปได้
โดยเหตุนี้จึงมีการปรึกษาหารือกันว่า หลวงพ่อธัมมชโยควร
จะบวชในพรรษานี้ เมื่อหลวงพ่อตกลงใจที่จะบวช คุณยายก็ปลื้ม
ปีติเป็นอย่างยิ่ง ความรู้สึกทั้งมวลฉายออกมาในแววตาและรอยยิ้ม
ของท่าน เป็นความภาคภูมิใจสมกับที่ได้ทุ่มเททั้งหมดของชีวิตเพื่อ
วิชชาธรรมกาย ดูแลหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความดีนี้ให้เติบใหญ่
ในเส้นทางธรรมอันบริสุทธิ์
เย็นวันนั้นเมื่อทุกคนมาปฏิบัติธรรมกันพร้อมหน้า คุณยายก็
แจ้งข่าวนี้ให้ทราบ ทุกคนต่างปีติยินดีไปกับข่าวอันเป็นมงคลนี้ด้วย
ดังนั้นในวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งตรงกับวันขึ้น
๑๕ ค่ำ เดือน ๙ จึงเป็นวันที่หลวงพ่อธัมมชโยบวช ณ พัทธสีมา
วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีพระเทพวรเวที* เป็นพระอุปัชฌาย์ และมี
ฉายาว่า “ธัมมชโย” แปลว่า “ผู้มีชัยชนะด้วยธรรมกาย”
การบวชครั้งนี้เป็นการบวชอุทิศชีวิตให้กับพระพุทธศาสนา
ด้วยมโนปณิธานที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เป็นภาระ
หน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่รอคอยท่านสืบสานให้สำเร็จลุล่วงในภายหน้า
ต่อไป