ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

กำเนิดบ้านธรรมประสิทธิ์

คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3

PDF
กำเนิดบ้านธรรมประสิทธิ์ ในช่วงเวลานั้นมีคนมานั่งสมาธิกับคุณยายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันอาทิตย์ต้นเดือน มีคนมามากเป็นพิเศษ นั่ง สมาธิกันเต็มบ้านของคุณยายจนไม่มีที่นั่ง ต้องไปนั่งกันแม้กระทั่ง บนตุ่มน้ำ ซึ่งนับว่าลำบากมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ วัดปากน้ำจะทำการก่อสร้างหอฉันตรงบริเวณที่เป็นบ้านพักของ คุณยาย ซึ่งก็หมายความว่า บ้านของคุณยายจะต้องถูกรื้อถอน ไปอย่างแน่นอน ด้วยเหตุสองประการดังกล่าว บรรดาศิษยานุศิษย์จึงปรึกษา หารือกันว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องสร้างบ้านหลังใหม่ หลวงพ่อ ธัมมชโยกับหลวงพ่อทัตตะก็มาชวนคุณยายให้สร้างบ้านใหม่ โดยที่ ท่านทั้งสองจะรับหน้าที่เป็นผู้นำในการจัดหาทุนทรัพย์เอง ในสมัยนั้น คุณยายท่านบอกอานิสงส์ของการสร้างสถานที่ ปฏิบัติธรรมให้ศิษย์ทุกคนทราบว่า “ใครซื้อตะปูสักตัว ไม้กระดาน สักแผ่น หรืออิฐสักก้อนมาร่วมสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม จะได้บุญ อย่างมหาศาล เพราะเป็นสถานที่รองรับผู้บริสุทธิ์ ผลบุญนี้จะช่วย ให้เรารู้ธรรมะต่อไปในอนาคตได้อย่างสะดวกสบาย ง่ายดาย และมี สมบัติติดไปในภพเบื้องหน้า” หลวงพ่อธัมมชโยอยากได้บุญจึงยอม อดอาหารกลางวันเป็นแรมเดือน เพื่อเก็บเงินไว้สำหรับทำบุญ ครั้ง นั้นบรรดาลูกศิษย์ของคุณยายรวบรวมเงินกันได้ถึง ๕๘,๐๐๐ บาท ซึ่งนับว่ามากสำหรับสมัยนั้น และสิ่งนี้ได้ส่งผลเป็นความภาคภูมิใจ อย่างยิ่งสำหรับท่าน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะได้เงินมามากพอที่จะสร้างบ้านหลัง ใหม่แล้ว คุณยายก็ยังต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมากกับการย้ายบ้าน และดูแลการก่อสร้าง บ้านหลังใหม่เป็นบ้านไม้ ๒ ชั้นอยู่ภายในบริเวณวัดปากน้ำทาง ด้านเหนือ ดำเนินการก่อสร้างโดยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าอาวาส วัดปากน้ำในสมัยนั้น ซึ่งมอบหมายให้พระราชโมลี (ณรงค์ ฐิตญาโณ) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และอดีตเจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม ช่วยเหลือควบคุมการก่อสร้าง เพราะท่านรู้จักคุณยายเป็นอย่างดี และ เห็นว่าคุณยายพร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ชุดนี้เป็นหมู่คณะใหญ่ ที่มีศีลมีธรรม และพลังที่จะสร้างสรรค์ความดี มีการสอนปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กว้างไกลออกไป อันจะ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงช่วย เหลือเป็นธุระดูแลการสร้างบ้านครั้งนี้อย่างเต็มที่ ส่วนอีกรูปหนึ่งคือ พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมฺมธโร) หรือหลวงพ่อเล็ก รองเจ้าอาวาสวัด ปากน้ำในขณะนั้น ซึ่งเป็นพระอาจารย์ใหญ่ในด้านวิปัสสนา ได้เมตตาตั้ง ชื่อให้ว่า “บ้านธรรมประสิทธิ์” อันมีความหมายอย่างลึกซึ้งว่า “ใคร ก็ตามที่มาถึงบ้านนี้ คุณยายจะสอนธรรมะให้กับเขาทุกคนไป” ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๐ การสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ได้เสร็จสิ้น อย่างสมบูรณ์ เป็นบ้านที่ทันสมัยที่สุดในละแวกนั้น และเหนือสิ่ง อื่นใด เป็นบ้านที่สะอาดมาก ดังจะเห็นได้จากพื้นไม้กระดานทุกแผ่น ที่ได้รับการเช็ดถูจนเป็นเงาด้วยฝีมือของคุณยาย คุณยายเป็นคนขยันมาก ขยันทำงานสารพัด ขยันทำโน่น ทำนี่ รักความสะอาด ความมีระเบียบ และผูกพันอยู่กับธรรมะ ภายในตลอดเวลา ดังเช่นวันหนึ่ง หลวงพ่อสังเกตเห็นคุณยาย ยืนเล็งดูอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่ระหว่างพื้นบันไดกับพื้นชั้นบน จึงถามด้วยความสงสัยว่า “ยายทำอะไรครับ?” คุณยายตอบ ว่า “กำลังดูว่ามีฝุ่นไหม” โดยปกติแล้วคุณยายจะเช็ดบันไดบ้าน ทั้งบนบันไดและใต้บันได ซึ่งไม่เหมือนใครเลยในโลก เมื่อ หลวงพ่อถามต่อไปว่า ทำไมต้องทำอย่างนั้น คุณยายก็ตอบ อย่างชัดเจนว่า “เช็ดแล้วมันสะอาด ใจเราก็สะอาด เข้ากลาง คล่องดี” เรื่องความสะอาดของคุณยายนี้ สิ่งแรกที่เห็นได้ชัด คือความ สะอาดของสิ่งแวดล้อมที่พักของท่าน ซึ่งมีระเบียบ สวยงาม ไม่ ว่าท่านจะไปอยู่ที่ใดก็ตาม แม้ว่าข้าวของเครื่องใช้จะทำด้วยวัสดุ ที่เรียบง่าย บางชิ้นก็เป็นสิ่งที่เขาทิ้งแล้วในกองขยะ แต่คุณยายก็ เอามาทำความสะอาด เช็ดถู ปรับปรุงใหม่ให้ใช้ได้ ส่วนวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่มีคนนำมาถวาย ไม่ว่าจะเป็นถุง กระดาษใส่ผลไม้หรือใส่สิ่งของอะไรก็ตาม เมื่อเอาสิ่งนั้นออกไปแล้ว ท่านก็จะเอากระดาษมาตัดอย่างมีระเบียบ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แล้ว วางซ้อนกันไม่มีเหลื่อมเลย เอาไว้ใช้รองก้นกระโถนด้านใน เมื่อทิ้ง สิ่งของลงในกระโถนแล้วก็จะใช้กระดาษปิดทับอีกทีหนึ่ง สลับกันเป็น ชั้นๆ พอเต็มแล้วอุปัฏฐากที่นำไปทำความสะอาดก็จะรวบกระดาษ นั้นทิ้งไปในถังขยะ ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ และทำความสะอาดง่าย ที่นั่งสมาธิกับที่นอนและที่รับแขกของคุณยายนั้นเป็นที่เดียวกัน ท่านนอนตรงไหนก็รับแขกตรงนั้น สะอาดเกลี้ยงเกลาเป็นระเบียบ หยูกยาต่างๆ ท่านจะเก็บใส่ตู้เล็กๆ ที่อยู่ข้างฝา และจัดเรียงลำดับ ลดหลั่นจากเล็กไปใหญ่ จากต่ำไปสูง เรียงกันไปอย่างนี้ ไม่มีลักลั่น กัน แม้ว่าตู้ยาใบนี้จะไม่มีฝาปิด แต่ก็หาได้มีร่องรอยของฝุ่นละออง ที่มาจับขวดยาเลยแม้แต่น้อย เหนือสิ่งอื่นใด เสื้อผ้าอาภรณ์ที่คุณยายนุ่งห่มนั้นเรียบง่าย ปราศจากรอยยับย่น ขาวสะอาด หาที่ติมิได้ อย่างที่หลวงพ่อทัตตะ เคยเล่าว่าวันหนึ่งสมัยที่ยังไม่ได้บวช ท่านสังเกตเสื้อผ้าที่คุณยาย ใส่แล้วอดถามไม่ได้ “ยาย...เสื้อยายขาด ปะตั้งหลายแห่ง ทำไม ยังขาวกว่าเสื้อของผมอีก นี่ผมใช้ยังไม่กี่เดือนเลย ยังขาวสู้ของ ยายไม่ได้ ผ้าของผมเนื้อดีกว่าของยายนะ” คุณยายมองหน้า “คุณ...ยายมันลูกชาวนา มีเสื้อผ้าไม่มาก เพราะฉะนั้นยายใช้แล้วซักทุกวัน ไม่เคยทิ้งหมัก ไม่เคยทิ้งข้ามวัน ยายไม่เคยเลยที่จะมาใส่กะละมังทิ้งไว้ ใช้วันนี้พอตอนเย็นยายก็ซัก มันจะได้ไม่เข้ากร้าน (คือ ความสกปรกไม่ซึมลึก) ซักเรียบร้อยแล้ว ยายก็ตากแดดให้มันแห้ง พอแห้งยายก็รีบเก็บ ไม่งั้นสีมันจะออก ซีดๆ เก่าๆ เพราะฉะนั้นเสื้อผ้าของยายทุกตัว แม้มันจะขาดแล้ว ก็ยังขาวเหมือนใหม่” หลวงพ่อทัตตะเล่าอีกว่า ตั้งแต่ท่านเกิดมาไม่เคยเห็นใคร สะอาดอย่างนี้ ปกติผ้าขี้ริ้ว พอใช้แล้วมันสกปรกท่านก็ทิ้งไป เพิ่ง มาเห็นว่าแม้แต่ผ้าขี้ริ้วที่คุณยายใช้ถูบ้านเช็ดบ้านนั้น คุณยายก็ ซักจนสะอาด เมื่อเห็นอย่างนั้นท่านจึงรู้สึกอายและเริ่มปรับปรุง ตัวเองตั้งแต่นั้นมา คุณยายจะสอนธรรมะที่บ้านธรรมประสิทธิ์ตั้งแต่เช้าจนถึง ๒ ทุ่มทุกวัน บรรดาลูกศิษย์ของคุณยายมีทุกระดับทั้งหญิงและ ชาย ตั้งแต่เด็กนักเรียน นิสิตนักศึกษา ไปจนถึงผู้ที่ประกอบอาชีพ แล้ว ซึ่งโดยปกติจะมาถึงบ้านธรรมประสิทธิ์พร้อมหน้ากันเมื่อเวลา ๖ โมงเย็นเป็นต้นไป และคุณยายจะเริ่มสอนตั้งแต่เวลานั้น กลางปี พ.ศ. ๒๕๑๐ วันหนึ่งระหว่างที่หลวงพ่อทัตตะกำลัง นั่งสมาธิอยู่กับคุณยาย วิชาไสยศาสตร์ที่เคยฝึกมาก็ตามมาทำร้าย ทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออก มีลมดันขึ้น กระอักกระอ่วน น้ำลาย ฟูมปาก คุณยายบอกกับท่านว่า “คุณฝึกไสยศาสตร์มามาก อาจารย์ เก่าๆ เขาไม่ยอมให้คุณเปลี่ยนทาง เขามาขวางไว้” หลวงพ่อทัตตะถามคุณยายด้วยความกังวลใจว่า “ยังงี้ผมไม่ แย่หรือ?” คุณยายตอบว่า “จะเอาธรรมะก็ต้องสละชีวิต พระพุทธเจ้า ก็ทำอย่างนี้ คุณกล้าไหมล่ะ?” หลวงพ่อทัตตะเห็นแววตาเด็ดเดี่ยว นั้นแล้วก็ตอบอย่างมั่นใจว่า “กล้าครับ” นับจากวันนั้น ท่านจึงตั้งใจนั่งสมาธิเรื่อยมา คุณยายก็คอย ช่วยแก้ไขให้ อาการดังกล่าวจึงค่อยทุเลาเบาบางลง ดูเหมือนว่า จะหาย แต่ก็ไม่หายขาด เพราะในส่วนลึกแล้วท่านยังคงมีความ เสียดายวิชาไสยศาสตร์อยู่ อย่างที่คุณยายบอกกับท่านว่า “ยัง ไม่หายขาดหรอก ยายแก้ให้ได้แค่นี้ ส่วนที่เหลือเป็นเพราะคุณยัง เสียดายวิชามารอยู่ แต่คุณจะไม่ขลังอีกแล้ว เพราะทั้งหมดที่คุณ เรียนมาเป็นประเภทมนตร์ปนธรรม ไม่ใช่ธรรมบริสุทธิ์ ต่อไปนี้ ต้องหมั่นนั่งสมาธิให้มากๆ” หลังจากเริ่มปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ได้ไม่นาน หลวงพ่อทัตตะก็ชักชวนน้องๆ ชมรมพุทธศาสตร์จากมหาวิทยาลัย ต่างๆ มานั่งสมาธิกับคุณยายเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ พอถึงวันอาทิตย์ ต้นเดือน บรรดาลูกศิษย์ต่างก็แบ่งงานกันทำทุกคนไม่มีละเว้น แต่เนื่องจากหลวงพ่อทัตตะเป็นเหมือนพี่ชายคนโต มีอายุมาก ที่สุดในกลุ่มนักศึกษาด้วยกันคือ ๒๙ ปี น้องๆ จึงไม่แบ่งงานให้ทำ ท่านจึงหันไปจัดรองเท้า ซึ่งถูกถอดวางทิ้งไว้เกะกะแถวหน้าบันได ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย พอเสร็จจากการนั่งสมาธิ ทุกคนลงมาเห็น รองเท้าที่วางอยู่ก็ชื่นชมกันโดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ หลวงพ่อ ทัตตะทำเฉยเสีย แต่ใจนั้นปีติเบิกบานเป็นที่สุด ต่อมาคุณยายได้มอบหมายให้ท่านช่วยสอนธรรมะบ้าง รับแขกแทนบ้าง หลวงพ่อธัมมชโยเล่าให้ท่านฟังว่า การที่คุณยาย มอบหมายหน้าที่นี้ให้ เพราะหลวงพ่อทัตตะเป็นคนไม่มีมานะถือตัว รู้จักสร้างงาน และที่สำคัญคือเป็นคนมีความกตัญญู แม้ว่าคุณยาย จะว่าอะไรก็ไม่เคยโกรธ รวมทั้งไม่มีนิสัยคดในข้องอในกระดูก สามารถเป็นครูคนได้ เย็นวันหนึ่งที่บ้านธรรมประสิทธิ์ เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว คุณยายก็นำนั่งสมาธิ พอทุกคนหลับตาได้ประมาณ ๑๐ นาที คุณยาย ก็หายเข้าไปในห้องน้ำและอยู่ในนั้นเป็นเวลานานกว่าจะกลับมา นั่งต่อจนถึงเวลาเลิก หลังจากเลิกนั่งสมาธิแล้ว หลวงพ่อทัตตะไป เข้าห้องน้ำ ท่านเห็นห้องน้ำแห้งสนิท สะอาด น่าใช้ ท่านสังเกตว่า เมื่อไปเข้าห้องน้ำทีไรก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมี ผู้ใช้ห้องน้ำแล้วก็ตาม โดยเหตุที่เป็นคนช่างสังเกต ประกอบกับความประหลาดใจ ใคร่รู้ว่าเวลาที่ทุกคนหลับตานั้น คุณยายทำอะไรบ้าง ดังนั้นใน ระหว่างที่ทุกคนนั่งสมาธิกันอยู่ ท่านจึงลืมตาขึ้นมองดูคุณยาย เมื่อ ไม่เห็นนั่งอยู่ ท่านก็ลุกตามไปดู พอไปถึงก็ได้พบคุณยายกำลังขัดถู ห้องน้ำและเช็ดพื้น เช็ดข้างฝาอยู่ หลวงพ่อทัตตะรู้สึกสะเทือนใจ กับภาพที่เห็นตรงหน้า เพราะทั้งตัวท่านและบรรดาลูกศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันทำความเปียกแฉะไว้ให้คุณยายตามเช็ดตลอดเวลา โดยที่ ตนเองไม่มีโอกาสล่วงรู้เลย ต่อมา เมื่อมีโอกาสนั่งอยู่กับคุณยายตามลำพัง ท่านก็ เลียบเคียงถามคุณยายถึงเรื่องนี้ว่า “ยาย...ทำไมต้องทำอย่างนั้น?” คุณยายให้เหตุผลชัดเจนว่า “ยายแก่แล้ว อายุจะ ๖๐ แล้ว คนแก่น่ะ เท้ามันไม่มียาง (ลายเท้า) มันลื่นง่าย ถ้าไม่ระวังเดี๋ยวจะล้มหัวฟาดพื้น แล้วจะฟื้นยาก ยาย เลยต้องทำไว้ให้ชินเสียตั้งแต่ตอนนี้แหละคุณ” หลวงพ่อทัตตะฟังคำตอบนั้นด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในความ ละเอียดรอบคอบของคุณยาย แม้ท่านเพิ่งรู้จักคุณยายได้ไม่นาน แต่สิ่งที่พบพานด้วยตาตนเองครั้งนี้ เป็นความประทับใจยากที่จะ ลืมเลือนได้