ตามหมู่คณะ
คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3
ตามหมู่คณะ
นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา คุณยายกับหลวงพ่อ
ธัมมชโยได้นั่งเข้าที่ ช่วยกันตามหมู่คณะที่จะมาร่วมสร้างบารมีกับ
ท่าน ซึ่งไม่ว่าจะไปเกิด ณ แห่งหนตำบลใด ให้มาร่วมปฏิบัติธรรม
สร้างบารมีด้วยกันให้มากที่สุด เพื่อให้งานเผยแผ่วิชชาธรรมกาย
ไปทั่วโลกบรรลุผลสำเร็จ ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๙ หลวงพ่อจึงได้พา
คุณเผด็จ ผ่องสวัสดิ์ มากราบคุณยาย
คุณเผด็จ หรือหลวงพ่อทัตตชีโว* (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกท่าน
สั้นๆ ว่าหลวงพ่อทัตตะ) หลวงพ่อธัมมชโยได้บรรยายบุคลิกลักษณะ
ของหลวงพ่อทัตตะสมัยนั้นเอาไว้ว่า “ชอบใส่เสื้อลายสก๊อต กางเกง
ยีน บุคลิกเย็นชา เสียงดังมีอำนาจ ชนิดที่วัววิ่งอยู่ได้ยินเสียงแล้ว
ต้องหยุดทันที หุ่นสง่างาม handsome หลวงพ่อตั้งฉายาให้ว่า
thoroughbred never gets fat ม้าศึกย่อมคึกคักเพราะไม่อ้วน”
หลวงพ่อทัตตะเป็นนิสิตรุ่นพี่ของหลวงพ่อธัมมชโย ขณะนั้น
เพิ่งกลับจากการไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ทั้งสองท่านได้
พบกันครั้งแรก เมื่อวันลอยกระทงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ตรงกับวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๙ งานนี้ ๔ ปี จึงจะจัดให้มี
ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชภาวนาจารย์
รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
สักครั้งหนึ่ง เมื่อพบกันแล้ว หลวงพ่อทัตตะรู้สึกถูกชะตากับหลวงพ่อ
ธัมมชโยเป็นอย่างมาก
หลวงพ่อทัตตะเป็นรุ่นพี่ ท่านจึงเรียกหลวงพ่อธัมมชโยว่า
“ไอ้น้อง” วันนั้นท่านชวน “ไอ้น้อง” ไปดื่มเหล้า แต่หลวงพ่อปฏิเสธ
ด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ผมไม่ดื่มเหล้า ผมถือศีล”
คำว่า “ถือศีล” ส่งผลกระทบต่อจิตใจของหลวงพ่อทัตตะ
อย่างรุนแรง และเป็นสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
ต่อวิถีชีวิตของท่านในเวลาต่อมา
หลวงพ่อทัตตะเคยศึกษาวิชาไสยศาสตร์มามาก เช่น วิชาหนัง
เหนียว รูดโซ่ ลุยไฟ เล่นแร่แปรธาตุ เป็นต้น ถึงกระนั้นก็ยังมีความ
สนใจเรื่องนรก สวรรค์ ท่านจึงอยากจะไปพบคุณยาย ซึ่งในกรณี
หลังนี้ นอกจากหลวงพ่อธัมมชโยยังไม่ยอมพาไปทันทีแล้ว ท่าน
ยังต้องแนะนำการปฏิบัติตัวให้หลวงพ่อทัตตะอยู่เป็นเวลานานถึง
๓ เดือน เพื่อให้วางตัวได้อย่างถูกต้องเวลาอยู่ต่อหน้าคุณยาย
สมัยนั้นหลวงพ่อเรียกหลวงพ่อทัตตะว่า “พี่เด็จ” ในการ
แนะนำ ท่านต้องคอยกำกับเรื่องกิริยาวาจา เช่น “พี่เด็จ คำพูด
อย่างนี้คุณยายไม่ชอบ” “นั่งอย่างนี้คุณยายไม่ชอบ” หรือ “ลูกนัยน์ตา
อย่างนี้ท่านไม่ชอบ” “บุคลิกเย็นชาชนิดที่ใครเรียกแล้วหันขวับมา
ทำตาเขียวพร้อมจะเอาเรื่องอย่างนี้ มีหวังโดนไล่ตั้งแต่วันแรก” หรือ
ไม่ก็บอกว่าแบบไหนคุณยายชอบ
แม้หลวงพ่อคิดว่าได้แนะนำหลวงพ่อทัตตะจนเป็นที่พอใจแล้ว
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะในวันแรกหลังจากที่
กราบคุณยายแล้ว หลวงพ่อทัตตะก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า
“ยาย ผมอยากจะลองเอาปรอทใส่มือยาย” หลวงพ่อได้ยินดังนั้น
ก็สะกิดและแนะนำว่า “อย่างนี้ไม่ควร” ต้องอธิบายกันอยู่นาน
ในที่สุดคุณยายจึงบอกให้ไปลองกับหลวงพ่อธัมมชโยก่อน
ไม่เพียงแต่ลืมสิ่งที่หลวงพ่อธัมมชโยแนะนำไว้ก่อนที่จะมาพบ
คุณยายเท่านั้น ท่านยังถามคุณยายต่อไปอีกอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ยาย คุณไชยบูลย์เขาว่า ยายพาไปดูนรกสวรรค์ได้จริงไหม?”
คุณยายตอบอย่างมั่นใจว่า “จริง ยายเคยไปช่วยพ่อขึ้นจากนรกมา
แล้ว” ถึงตอนนี้หลวงพ่อทัตตะมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะได้พบ
คนจริงที่พยายามค้นหามาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ท่านก็ยัง
ไม่ยอมยุติคำถาม “แล้วอย่างผมจะไปดูได้ไหม?” คราวนี้คุณยายตอบ
อย่างยืดยาวพร้อมทั้งให้กำลังใจว่า “คุณน่ะมีบุญมากอยู่แล้วถึงได้
มาถึงที่นี่ อย่างนี้ฝึกไม่นานหรอก”
เวลานั้นหัวใจของหลวงพ่อทัตตะเปี่ยมไปด้วยความปีติ
เพราะคำพูดของคุณยายบ่งบอกโดยปริยายว่า รับท่านเป็นศิษย์แล้ว
วันนั้นทั้งวันหลวงพ่อทัตตะจึงนั่งสมาธิรวดเดียว ๓ ชั่วโมงเป็นวัน
แรก เพื่อแสดงให้คุณยายเห็นว่าท่านก็เอาจริงเหมือนกัน อย่างไร
ก็ดี ในระหว่างเวลานี้ กิริยาวาจาตลอดจนบุคลิกภาพของท่านก็ยัง
เป็นที่ขวางหูขวางตาลูกศิษย์รุ่นพี่หลายคน พี่บางคนถึงกับบอกคุณ
ยายว่า “อีตาคนนี้ รุ่มๆ ร่ามๆ สกปรก พูดก็เสียงดังเอะอะ ยายอย่า
ไปรับเป็นลูกศิษย์เลย ไล่ไปเถอะ” แต่คุณยายก็ยังคงรับหลวงพ่อ
ทัตตะไว้เป็นศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งภายหลังต่อมา เมื่อรู้ความจริงเรื่องนี้
ท่านถึงกับรำพึงด้วยความซาบซึ้งในความเมตตาของคุณยายที่
มีต่อท่านเสมอมาว่า “โถ...คุณยายคงต้องใช้ความอดทนกับเรา
มากเหลือเกิน”