เคารพคำยาย
คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3
เคารพคำยาย
ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาวิชชาธรรมกายกับคุณยายมา หลวงพ่อ
ได้ซึมซับความรู้สึกที่ดี ซึมซับอุดมการณ์และคุณธรรมอันสูงส่ง
ของคุณยายไว้ในชีวิตจิตใจของท่าน และเมื่อปฏิบัติธรรมละเอียด
ลึกซึ้งมากขึ้น ท่านสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เป็นสุขภายใน ทำให้
อารมณ์ดี โกรธใครไม่เป็น แม้จะทราบว่าใครอิจฉาท่านด้วยเรื่องอะไร
ก็ไม่มีความรู้สึกขุ่นมัว ยังสามารถพูดคุยกับผู้นั้นได้อย่างเป็นปกติ
เสมือนคุยกับญาติมิตร ไม่มีความพยาบาทหรือน้อยใจ ไม่ขัดเคือง
ใจ หรือแม้กระทั่งความคิดที่ว่า “ไม่เป็นไร ลืมเสียเถิด” ก็ไม่มี
อารมณ์ของท่านปราศจากความรู้สึกที่เป็นบาปอกุศล จึงมี
ความสงบสุขอยู่เต็มหัวใจ ทำให้ท่านมั่นใจว่า เมื่อความสุขเกิดขึ้น
เต็มหัวใจของผู้ใดแล้ว ความทุกข์ย่อมไม่สามารถชำแรกแทรกเข้า
มาได้เลย เพราะทั้งสองอย่างจะเข้ามาพร้อมกันไม่ได้ เช่นเดียวกับ
ความสว่างย่อมไม่เกิดพร้อมกับความมืด ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติธรรม
สะสมความสุขไว้ให้เต็มหัวใจอยู่เสมอ เพราะถ้าพร่องเมื่อใดความ
ทุกข์ก็จะแทรกเข้ามาได้ทันที
เมื่อปฏิบัติธรรมมากขึ้น หลวงพ่อมองเห็นคุณค่าของธรรมะ
มากขึ้น ธรรมะนั้นแตกต่างกับวิชาทางโลกซึ่งเรียนไปแล้วไม่สามารถ
ช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้ แต่การเรียนธรรมะทำให้ได้คำตอบที่สงสัย
มานาน ชัดแจ้งทั้งหมด ทำให้รู้ว่าเกิดมาทำไม เป้าหมายชีวิตคือ
อะไร ทั้งยังทำให้ไปนิพพานได้ ช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้ ด้วยเหตุนี้
ท่านจึงอยากบวช แต่เมื่อไปขออนุญาตจากคุณยาย นอกจากคุณยาย
จะไม่อนุญาตแล้ว ยังกำชับให้หลวงพ่อเรียนจนจบปริญญาอีกด้วย
ท่านให้เหตุผลว่า หลวงพ่อจะต้องเป็นทั้งบัณฑิตในทางโลกและ
เป็นนักปราชญ์ในทางธรรม เพื่อว่าเมื่อบวชแล้วจะได้เป็นประโยชน์
ต่อพระศาสนาอย่างเต็มที่
ไม่นานต่อมา คุณยายท่านสอนวิธีบูชาข้าวพระให้กับหลวงพ่อ
ซึ่งหลวงพ่อก็พยายามฝึกด้วยการตื่นแต่เช้า เพื่อไปซื้ออาหารมาหัด
บูชาข้าวพระอยู่เสมอ ท่านมีความสุขมากกับการที่คุณยายเมตตา
ถ่ายทอดวิชชาให้ทุกอย่าง
สำหรับการบูชาข้าวพระนั้น นับเป็นบุญใหญ่สุดที่จะประมาณได้
ที่คุณยายปฏิบัติร่วมกันกับคุณยายทองสุขมาโดยตลอด ตราบกระทั่ง
ท่านละจากโลกนี้ไปแล้ว คุณยายยังคงปฏิบัติสืบเนื่องเรื่อยมามิได้
ขาดเป็นเวลาหลายสิบปีด้วยความคล่องแคล่วและชำนาญ
การบูชาข้าวพระ คือ การนำเครื่องไทยธรรม อันมีดอกไม้
ธูปเทียน อาหารคาวหวาน ซึ่งเป็นของหยาบนำมากลั่นให้ละเอียด
ด้วยวิชชาธรรมกาย จนกระทั่งเครื่องไทยธรรมเหล่านี้ละเอียดใส
บริสุทธิ์เท่ากับพระธรรมกาย แล้วจึงน้อมนำไปถวายเป็นพุทธบูชา
แด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน แต่ธรรมกาย
ของพระพุทธเจ้านั้นท่านไม่ต้องฉันเหมือนมนุษย์ และมีสุขอยู่ด้วย
ธรรมธาตุอันบริสุทธิ์ อิ่มอยู่เสมอ ที่เราเอาไปถวายนี้เป็นพุทธบูชา
เพื่อต้องการบุญ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ ที่เกิดจาก
การบูชาข้าวพระให้ถึงแก่เรา ด้วยเหตุนี้ ผู้บูชาข้าวพระจึงต้องเข้า
ถึงธรรมกายให้ได้ ต้องรู้จักหนทางสายกลาง ทำวิชชาธรรมกาย
เป็น จนกระทั่งเข้าสู่อายตนนิพพานได้ เห็นพระธรรมกายของ
พระพุทธเจ้าในอายตนนิพพานนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน รวมทั้ง
มีความเชี่ยวชาญจนสามารถน้อมเครื่องไทยธรรมเหล่านี้ไปถวาย
เป็นพุทธบูชาได้ ซึ่งในเวลานั้นจะเห็นตัวเอง เห็นเครื่องไทยธรรม
แล้วก็เห็นพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน และยิ่งไปกว่า
นั้น จะเห็นผลบุญ เห็นกระแสธารแห่งบุญที่บังเกิดขึ้นจากการนำ
เครื่องไทยธรรมไปถวายเป็นพุทธบูชานี้ด้วย การบูชาข้าวพระจึง
เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง
เมื่อหลวงพ่อธัมมชโยอายุได้ ๒๐ ปี ซึ่งนับว่าอายุน้อยที่สุด
ในบรรดาลูกศิษย์ของคุณยาย แต่มีผลการปฏิบัติธรรมดีเด่นที่สุด
ก้าวหน้าเกินกว่ารุ่นพี่ที่เรียนมาก่อนหน้านี้ เพราะท่านมีความเพียร
ขยันมาฝึกปฏิบัติทุกวันไม่เคยขาด คุณยายจึงมอบหมายให้ท่าน
เป็นผู้นำในการบูชาข้าวพระทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน หรือแม้แต่
ในพิธีต่างๆ อย่างเช่น พิธีทอดผ้าป่า หรือการถวายผ้าอาบน้ำฝน
หลวงพ่อจะเป็นผู้นำในพิธีทั้งหมด ส่วนคุณยายท่านทำหน้าที่เป็น
ผู้คุมบุญให้ ทำกันอย่างนี้ตลอดมา เวลานั้นนอกจากผู้ใหญ่จะให้ความ
เชื่อถือแล้ว ทุกคนต่างยินดี ไม่มีใครคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หลวงพ่อมีความรู้สึกสดชื่น เบิกบาน
มีความสุขทั้งวันทั้งคืน เพราะใจของท่านมีเพียงคุณยายกับธรรมะ
ท่านเคยกล่าวว่า คุณยายเป็นทั้งพ่อแม่ เป็นปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์
เป็นกัลยาณมิตร เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของท่าน ไม่ว่าคุณยายจะให้
โอวาทอย่างไร ท่านจะอยู่ในโอวาทอย่างไม่มีเงื่อนไข คำสั่งสอน
นั้นเป็นเสมือนสิ่งแทนตัวคุณยาย ที่ไม่ว่าหลวงพ่อจะไปไหนมาไหน
ก็นึกถึงอยู่ตลอดเวลา
หลวงพ่อเคารพในคำสั่งของคุณยายผู้เป็นครูบาอาจารย์ที่ท่าน
เทิดทูนอย่างสูงสุด ดังนั้นไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง ท่านพร้อมที่
จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง
ในวันขึ้นปีใหม่ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดให้มีงานรื่นเริง
สนุกสนานกัน หลวงพ่อจึงไปขออนุญาตจากคุณยายเพื่อไปร่วม
งานนี้ คุณยายไม่ห้าม เพียงแต่พูดว่า “คุณก็เที่ยวมาทุกปีแล้ว ปีนี้
คุณก็เที่ยวได้ ยายไม่ว่า แต่ให้ไปหลังเที่ยงคืน”
วันนั้นหลังจากปฏิบัติธรรมและคุยธรรมะกับคุณยายจนถึง
๒ ทุ่มแล้ว หลวงพ่อก็กลับ เมื่อมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย ท่านก็
รับประทานอาหารแถวนั้นพอ ๔ ทุ่มจึงเข้าไปในบริเวณงาน แม้จะ
รู้ว่าถ้ารอถึงหลังเที่ยงคืนงานรื่นเริงเขาก็จะเลิกแล้วก็ตาม แต่ด้วย
ความที่อยู่ในโอวาทของคุณยายอย่างเคร่งครัด ท่านจึงเดินผ่าน
บริเวณที่มีการละเล่นโดยไม่ยอมดูอะไรทั้งสิ้น หลวงพ่อไปนั่งรอ
เวลาเที่ยงคืนอยู่ที่คอกวัวพลางดูนาฬิกาข้อมือเป็นระยะๆ ด้วยใจ
ที่จดจ่อ พอเที่ยงคืน เหมือนก้นติดสปริง ท่านรีบออกจากคอกวัว
ไป แล้วก็ได้ดูเหมือนกัน คือ ดูเขาขี่จักรยานกลับหอกัน
สิ่งนี้คือตัวอย่างการอยู่ในโอวาทของหลวงพ่อ ความสำเร็จ
ความเจริญรุ่งเรืองของท่านและหมู่คณะทั้งหมดในปัจจุบันนี้ ได้มา
เพราะอยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ ท่านเคยกล่าวว่า การที่จะมา
เรียนกับครูบาอาจารย์นั้น ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการอยู่ในโอวาท
เพราะเราได้ฝากชีวิตจิตใจและหนทางเดินไปสู่พระนิพพานไว้กับ
ท่าน ในการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้ามีข้อแย้งในใจแม้เพียงนิดเดียว จิต
จะฟุ้งซ่าน รวมเข้าไปสู่ภายในไม่ได้เลย
ด้วยความเคารพของท่าน คุณยายจึงรัก เมตตาเอ็นดู และ
ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้กับหลวงพ่อโดยไม่ปิดบังอำพราง
ในการถ่ายทอดความรู้ นอกจากความเมตตาปรานีที่มีอยู่
เดิมแล้ว คุณยายยังพิจารณาด้วยว่า จะถ่ายทอดให้ใครได้มาก
น้อยแค่ไหน ทั้งนี้เพราะวิชชาธรรมกายในระดับที่ละเอียดลึกซึ้ง
ขึ้นไปนั้น ไม่ใช่จะสอนให้ใครก็ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนกันได้
ทุกคน ผู้รับต้องทำได้จริง จึงจะสอนต่อให้ได้ ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อเรียน
ด้วยความตั้งใจ และมีผลการปฏิบัติก้าวหน้ารองรับวิชชาได้อย่าง
รวดเร็วเป็นที่พอใจของคุณยาย ท่านจึงถ่ายทอดให้อย่างเต็มที่