อานุภาพของคุณยาย
คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3
อานุภาพของคุณยาย
การศึกษาวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อธัมมชโยในระยะแรก
นั้น คุณยายจะคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ โดยบอกสูตรแห่งความ
สำเร็จให้ปฏิบัติตาม คือ ให้มีความเพียรและทำให้ถูกวิธี
เพียร ก็คือ เพียรนั่งสมาธิทุกวันไปเรื่อยๆ แม้จะหลับบ้าง
ตื่นบ้าง ก็ให้นั่งอย่างสม่ำเสมอ
ทำให้ถูกวิธี ก็คือ หมั่นสังเกตว่า ทำได้ถูกวิธีอย่างที่คุณยาย
แนะนำแล้วหรือยัง นี่คือสูตรสำเร็จแห่งความสมหวังในการเข้าถึง
ธรรมกาย
ในวันหนึ่งๆ คุณยายท่านเผยแผ่วิชชาธรรมกายด้วยการ
สอนธรรมปฏิบัติให้แก่บรรดาลูกศิษย์ที่สนใจ และช่วยปลดทุกข์
ให้กับผู้คนที่มาขอพึ่งบารมี หรือมาขอความช่วยเหลือให้แก้ไขความ
เดือดร้อนต่างๆ ด้วย ซึ่งไม่พ้นไปจากเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่
มนุษย์ทุกคนในโลกประสบกันอยู่ ท่านใช้วิชชาธรรมกายช่วยเหลือ
ทุกคน โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม
ของท่าน แม้ว่าบางคนจะมาเพื่อลองภูมิ หรือพูดในสิ่งที่ไม่สมควร
คุณยายก็ยังคงมีเมตตาช่วยเหลือ ไม่เคยโกรธเคือง
การไปนรกไปสวรรค์ของคุณยายนั้น ดูง่ายดายราวกับท่าน
เดินจากบ้านของท่านไปหน้าวัด ไปหอหลวงปู่วัดปากน้ำ หรือไป
หอฉัน เพราะเวลาใครถาม ท่านไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งหลับตา
ทำใจหยุดใจนิ่งให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกาย จน
ญาณทัสนะครอบคลุมทั้งภพ ๓ เหมือนนำมะขามป้อมใส่ไว้ในฝ่ามือ
แล้วลืมตาดู อุปมาเหมือนการที่ต้องรู้ว่า ในบ้านของเรามีสิ่งของ
อะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ต้องให้เห็นทั้งหมด แล้วเอามาตอบให้ชัดเจน
เช่น ถ้าไปตกนรก ท่านก็จะบอกตรงๆ ไม่อ้ำอึ้งและไม่อ้อมค้อมว่า
ญาติของคุณชื่อนี้ ตอนเป็นมนุษย์ได้ทำกรรมอย่างนั้น ตอนนี้ตาย
ไปตกนรกขุมนั้น มีทุกข์อย่างนี้ ยายไปถึงแล้วเขาสั่งความมาอย่างนี้
เอาบุญไปให้เขา เวลานี้เขาพ้นทุกข์แล้วไปอยู่อย่างนี้ เป็นอย่างนี้
คุณต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา และต้องนั่งปฏิบัติธรรมทุกวัน
เวลานี้ยายสอนเขาให้นั่งสมาธิแล้ว และบอกเขาว่า ถ้าลืมภาวนาจะ
หล่นกลับไปสู่ที่เดิม ส่วนญาติของผู้ตายซึ่งบางครั้งไม่รู้เรื่องอกุศล
กรรมที่ผู้ตายเคยทำไว้ และเห็นแต่เพียงว่าช่วงปลายชีวิตของผู้ตาย
นั้นทำแต่สิ่งที่ดี จึงเกิดความสงสัยว่า ทำไมจึงไปเกิดเป็นสัตว์นรก
ได้ เมื่อกลับไปที่บ้านและได้สืบเรื่องราวต่างๆ ดูแล้ว ปรากฏว่าเป็น
จริงอย่างที่คุณยายพูดทุกประการ
บางคนมาบอกคุณยายว่าจะไปผ่าตัด ท่านก็นั่งนิ่งๆ เงียบไป
๕ นาที แล้วก็บอกว่า “คุณจะไปผ่าทำไม ผ่าแล้วก็ไม่มีอะไร คุณ
ไม่ได้เป็นอะไร” เขาก็แย้งว่า นัดกับหมอที่จะผ่าตัดแล้ว ท่านจึง
บอกว่า “ก็ตามใจคุณ ถ้าจะผ่าตัดก็ภาวนา สัมมา อะระหัง ไว้นะ”
หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว เขามารายงานให้คุณยายทราบว่า หมอ
บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร คุณยายท่านก็ว่า “ก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่า
ผ่าแล้วมันเป็นยังไง”
มีบางเรื่องที่ดูเหมือนเหลือเชื่อแต่เป็นความจริง บางคนเพิ่ง
มาใหม่ๆ เมื่อคุณยายทักครั้งแรก เขามักจะตกใจและเข้าใจว่าคงมี
ใครแอบมาบอกท่านว่าเขาเป็นอย่างนั้น เช่น ครั้งหนึ่ง สามีภรรยา
คู่หนึ่งมากราบคุณยาย พอกราบเสร็จ คุณยายก็บอกว่า “คุณเลิก
เล่นม้าเสียเถอะ” สามีตกใจคิดว่าภรรยาแอบมาบอก ส่วนภรรยาก็
บอกว่า “ฉันก็มาพร้อมกับคุณนี่แหละ” คุณยายจะพูดในสิ่งที่ท่าน
เห็นด้วยญาณทัสนะด้วยน้ำเสียงปกติ เหมือนไม่จริงจัง แต่สิ่งที่ท่าน
พูดนั้นเป็นจริงทุกประการ
นอกจากนี้ ยังมีสามีภรรยาอีกคู่หนึ่ง ภรรยาเป็นอาจารย์อยู่
ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร มีศรัทธามาเป็นลูกศิษย์ของคุณยาย
ส่วนสามีเป็นคนดื้อสุดโต่ง ไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ แต่ก็เผื่อเหนียว
ไว้ อยากได้บุญจึงสวดมนต์วันละหนึ่งหรือสองชั่วโมง เผื่อว่านรก
มีจริงจะได้รอดพ้นบ้าง
วันหนึ่ง ฝ่ายสามีมาถามคุณยายว่า “คุณครู ผมมีเรื่องแปลก
อยู่เรื่องหนึ่ง อยากเล่าให้คุณครูฟัง แล้วช่วยตอบผมหน่อยว่าเรื่อง
นั้นมันเป็นยังไง” จากนั้นก็เริ่มเล่าว่า ครั้งหนึ่งขณะที่เขานอนอยู่ที่
นอกชานที่บ้านต่างจังหวัด ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน แต่ว่าแสง
เดือนแสงดาวที่สาดมา ทำให้สามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
ที่ชานบ้านได้อย่างชัดเจน ในขณะนั้น เขามองเห็นควันแทรกร่อง
กระดานนอกชานขึ้นมา แล้วยืดขึ้นเป็นรูปร่างของคน มองเห็นได้
ด้วยตาเนื้อ สูงขนาดต้นตาล ยกเท้าก้าวข้ามหลังคาบ้านไป
เมื่อเห็นแล้วก็ไม่ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร แม้ว่าจะไปเที่ยวถาม
มาหลายวัด ก็ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน มักมีคำว่า “มั้ง” ตามมา
หรือบางท่านก็บอกว่า “คุณตาฝาด” เขานำเรื่องนี้มาเล่าให้คุณยายฟัง
คุณยายก็หลับตาทำสมาธิฟังเฉยๆ จากนั้นเขาก็ถามว่า
“ครูว่าสิ่งที่ผมเห็น มันคืออะไร?” พอสิ้นคำถาม คุณยาย
ก็ตอบว่า “สิ่งที่คุณเห็นคือเปรต แล้วเปรตนั้นก็เป็นญาติของคุณ
นั่นแหละ” เขาก็เถียงว่า “ญาติผมไม่มีวันไปเกิดเป็นเปรต” คุณยาย
ไม่ว่าอะไร
เขาถามต่อว่า “ทำไมถึงไปเป็นเปรต?”
“ญาติคุณเป็นอดีตมัคนายก โกงของวัด ตายแล้วก็เลยไป
เป็นเปรต” เขาก็แย้งว่า “ไม่มีหรอก ญาติผมที่เป็นมัคนายก ถ้า
ครูว่าเป็นมัคนายก ญาติของผมชื่ออะไร?” คุณยายฟังแล้วท่าน
ก็ไม่แสดงอากัปกิริยาใดๆ ยังคงนิ่งเป็นปกติ แล้วตอบเขาไปว่า
“ชื่อรัศมี” เขาก็แย้งอีกว่า “ยิ่งชื่อนี้ยิ่งห่างไกลเลย ไม่เคยมีญาติ
ชื่อนี้ ชื่ออะไรก็ไม่รู้ ชื่อรัศมี ถ้าเป็นญาติผม มันน่าจะมีชื่อที่เข้าท่า
กว่านี้” จากนั้นก็ยกมือไหว้คุณยายครั้งหนึ่งแล้วลงจากบ้านไป
หลายเดือนต่อมา เขาก็กลับมาบอกคุณยายว่า “เออ จริง
ด้วย ญาติผมคนหนึ่งชื่อรัศมี เขาเป็นมัคนายก ตายไปแล้ว ไปสืบ
ประวัติดู เขาก็โกงของวัดจริงๆ แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าเปรตมีในโลก”
นี่คือความดื้อของเขา ที่ไม่ยอมจำนนต่อญาณทัสนะอันแม่นยำ
ของคุณยายซึ่งได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีจากหลวงปู่วัดปากน้ำ
ในสมัยก่อน หลวงปู่วัดปากน้ำจะฝึกให้ไปดูนรก สวรรค์
เป็นปกติ ซึ่งผู้ศึกษาจะต้องหมั่นฝึกฝนด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้
ญาณทัสนะแม่นยำ จึงจะหาคำตอบมาตอบหลวงปู่ได้อย่างถูกต้อง
ถ้าหากไม่ขยัน ไม่จดจ่อ จะทำให้ตอบคำถามผิด เวลาใครตอบผิด
อย่างนี้หลวงปู่จะดุว่า “ไอ้ขี้ไต้” หมดทุกคน
คำว่า “ขี้ไต้” ก็คือเชื้อเพลิงชนิดหนึ่ง เวลาจะจุดให้ติดไฟ
ต้องเขี่ยขี้ คือเศษขี้เถ้าและถ่านซึ่งหมดน้ำมันยางแล้วออกเสีย
ก่อน เมื่อเขี่ยขี้ไต้ถึงบริเวณที่มีน้ำมันยางชุ่มอยู่แล้วจึงจุด พอมัน
จะดับๆ ก็ต้องเขี่ยขี้ออกอีก มันจึงจะติดขึ้นมาใหม่ นี่คือธรรมชาติ
ของขี้ไต้
ผู้ที่เรียนวิชชา หากเป็นประเภทขี้ไต้ เมื่อไม่ถูกครูบาอาจารย์
กระตุ้น ก็จะนั่งปล่อยใจให้ล่องลอยคิดไปในเรื่องราวต่างๆ นึก
องค์พระได้บ้างไม่ได้บ้าง หรือไม่ก็ไปเดินเล่น เข้าห้องน้ำ ดูนก
ดูไม้ ดูดาว ดูเดือน พอเรียกทีก็มานั่งที แต่สำหรับคุณยายแล้ว
ท่านไม่เคยโดนหลวงปู่วัดปากน้ำดุด้วยคำนี้เลย จนกระทั่งหลวงปู่
ท่านมรณภาพไป
คุณยายเป็นประดุจม้าอาชาไนย เวลาเห็นนายสารถีเฆี่ยนตี
ม้าตัวอื่นเพราะทำไม่ถูกต้อง ม้าอาชาไนยจะสอนตัวเองได้ และไม่
ยอมทำผิดทำนองเดียวกันนั้นให้ถูกเฆี่ยนตีด้วย ดังนั้นคุณยายท่าน
จึงศึกษาค้นคว้า ขวนขวายนั่งสมาธิด้วยความวิริยอุตสาหะ จนเป็น
บุคคลตัวอย่างที่สำคัญยิ่งในโรงงานทำวิชชา
โดยปกติแล้วคุณยายเป็นคนแข็งแรงและกระฉับกระเฉง
สดชื่น ผ่องใสอยู่เสมอ แต่ภายหลังจากที่คุณยายทองสุขละโลก
ไปแล้ว สุขภาพของท่านก็ทรุดโทรมลงจนล้มป่วยอย่างหนัก เวลา
นั้นคนที่เคยมาขอพึ่งบารมีต่างพากันหนีหน้าหายไปหลายคน
นอกจากลูกศิษย์คนหนึ่งที่คอยเป็นห่วงเป็นใย พาคุณยายไปหา
หมอรักษาตัวอยู่เป็นประจำ ต่อมามีศิษย์อีกคนหนึ่งอยากได้บุญ
ในการอุปัฏฐากคุณยายบ้าง จึงรับท่านไปพักที่บ้านของเขาแถว
สุขุมวิท
มหาวิหารคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย
ไม่ว่าคุณยายจะไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด หลวงพ่อธัมมชโย
ก็ตามไปเยี่ยมคุณยายถึงที่นั่น หลวงพ่อต้องเดินไปเป็นระยะทาง
ที่ยาวไกลหลายกิโลเมตร เนื่องจากบ้านที่คุณยายไปพักนั้น ไม่
สามารถนำรถยนต์เข้าไปถึงได้ กว่าจะถึงบ้านก็นับว่าลำบาก
พอสมควร แต่ท่านคิดว่าแม้จะลำบากมากมายกว่านี้ร้อยเท่าพันทวี
ท่านก็ไม่ท้อถอย เพราะในส่วนลึกของใจแล้ว มุ่งมั่นที่จะไปต่อวิชชา
กับคุณยายเพียงอย่างเดียว ใจของท่านผูกพันอยู่กับคุณยายและ
วิชชาธรรมกายเท่านั้น
กว่าจะเดินไปถึง เนื้อตัวของหลวงพ่อก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
เมื่อเข้าไปในบ้านเห็นคุณยายนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง ท่านเดิน
ตรงเข้าไปหา แล้วถามเรื่องวิชชา “ยาย อย่างนี้แล้วทำยังไงต่อ?”
เมื่อคุณยายได้ยินคำถาม ท่านจึงเปิดหน้าออกมาต่อวิชชาให้ ท่าน
มิได้คำนึงถึงอาการป่วยไข้ที่กำลังรุมเร้า หากแต่ทุ่มเทชีวิตจิตใจ
ถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์ ครูผู้สอนนอนเอาผ้าคลุมโปง ปิดหน้า
บ้าง เปิดหน้าบ้าง นักเรียนก็นั่งสมาธิอยู่หน้าเตียงด้วยเหงื่อโทรม
กาย แต่ในใจนั้นท่วมท้นไปด้วยความสุข
หลวงพ่อศึกษาวิชชาธรรมกายอยู่กับคุณยายด้วยความ
สนุกสนาน จนกระทั่งคุณยายหายป่วยกลับไปอยู่วัดปากน้ำแล้ว
ท่านก็ตามไปนั่งสมาธิกับคุณยายทุกวัน
มาถึงตอนนี้ หลวงพ่อเชื่อคุณยายหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่า
คุณยายสั่งอะไรก็จะทำตาม และมีความรู้สึกว่า วันนี้เรียนได้เท่านี้
พรุ่งนี้จะต้องเรียนให้มากขึ้น เพราะเรียนแล้วมีความสุข เป็นความ
สุขที่ไม่อาจแสวงหาสิ่งใดมาทดแทนได้เลยในโลกนี้ หลวงพ่อสัมผัส
ได้ถึงความเป็นผู้มีภูมิธรรมอันสูงส่งของคุณยาย ครูบาอาจารย์ผู้มี
ใจใสสะอาด บริสุทธิ์มาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณยายหยุด
ในหยุดเข้าไปสู่แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม จึง
ไม่ใส่ใจเรื่องอะไรทั้งหมด แม้อาการป่วยไข้ของตัวท่านเอง