ก้าวไปสู่การทำวิชชา
คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3
ก้าวไปสู่การทำวิชชา
คุณยายเป็นคนใหม่ที่ก้าวเข้ามาในโรงงานทำวิชชา แต่ท่าน
ไม่ประมาท ตรึกธรรมะตลอดทุกอิริยาบถ ไม่คิดถึงเรื่องใดทั้งสิ้น
ฝึกหยุดในหยุด นิ่งในนิ่งเข้าไปเรื่อยๆ ทั้งวันทั้งคืน ด้วยความ
วิริยอุตสาหะยิ่ง เพื่อจะได้รู้เห็นวิชชาเหมือนผู้ที่มาก่อน หลวงปู่
วัดปากน้ำจะได้ใช้งานได้อย่างทันใจ เมื่อฝึกมากขึ้นความละเอียด
ก็เพิ่มขึ้นไปตามลำดับจนละเอียดกว่าเดิมที่เคยเป็นมาก่อน และ
สว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันมาร้อยเรียงกันเต็มท้องฟ้า
บางครั้งหลวงปู่วัดปากน้ำจะถามคำถามซึ่งคุณยายไม่เคย
คิดมาก่อน วันแรกที่ท่านเจอข้อสอบของหลวงปู่วัดปากน้ำ คำถาม
แรกก็คือ
“ลูกจันทร์ เมื่อกี้หลวงพ่อเดินผ่านโบสถ์มา เห็นนกมันไป
เกาะบนหลังคา มันเหลียวมาดูข้างหลัง แล้วมันก็หันไปดูข้างหน้า
มันทำอย่างนั้นทำไมวะ?”
เมื่อฟังคำถามแล้ว คุณยายท่านก็หยุดนิ่งอย่างเบาสบาย
หยุดในหยุด ดิ่งเข้ากลางไป พอหยุดถูกส่วนก็เห็นเป็นเรื่องเป็นราว
ทั้งรู้ทั้งเห็น แล้วตอบว่า
“นกมันก็หันไปดูทางที่มันมา จะได้จำทางได้ แล้วมันก็มอง
ไปข้างหน้า ดูที่หมายที่มันจะไปหากินเจ้าค่ะ”
หลวงปู่วัดปากน้ำท่านก็ว่า “เออ มันต้องอย่างนี้ซิวะ”
หลวงปู่วัดปากน้ำท่านจะค่อยๆ ถามจากง่ายไปหายาก พอ
วันรุ่งขึ้นท่านก็ถามอีก “ลูกจันทร์ หลวงพ่อออกมาจากหอฉัน เห็น
คนพิการ ขามันเป๋ เอ็งลองไปดูซิว่า กายละเอียดของมันเป๋ด้วยหรือ
เปล่า?” คุณยายก็หาคำตอบมาจนได้
เวลาหลวงปู่ท่านถาม ถ้าใครตอบถูก ท่านจะบอกว่า “เออ มัน
ต้องอย่างนี้ซิวะ” ถ้าไม่ถูกท่านจะนิ่งๆ เฉยๆ ถามอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งเรื่องยากขึ้นๆ เช่น ถามถึงแขกพาหุรัด ถึงความเชื่อถือ
อะไรต่างๆ ซึ่งคุณยายไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน แต่ด้วยญาณทัสนะ
ที่แม่นยำ ทำให้ท่านตอบถูกทั้งหมด นอกจากนี้หลวงปู่วัดปากน้ำ
ท่านจะคอยซักถามเสมอว่า “เวลาออกไปที่หอฉันน่ะ เอ็งอยู่
ตรงกลางหรือเปล่าวะ?” ทำให้คุณยายต้องเอาใจไว้ตรงกลาง
กายตลอด ไม่ให้คลาดเคลื่อนทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อเป็นอย่างนี้
ความรู้ก็ลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดท่านได้มานั่งบนเตียงขาดรู้
เตียงขาดรู้ มีลักษณะคล้ายธรรมาสน์สำหรับพระนั่งเทศน์
ขนาดพอดีตัว มีไว้ให้เป็นเกียรติสำหรับผู้ที่มีธรรมะดีเด่น เวลา
คุณยายนั่งสมาธิในตอนกลางคืน จะต้องกางมุ้งครอบไว้อีกทีหนึ่ง
เนื่องจากเตียงนี้มีขนาดเล็ก จึงเป็นเหตุให้คุณยายต้องนั่งตัวตรง
นิ่งอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าเผลอทำตัวเอียงไปทางใดทางหนึ่งแม้เพียง
นิดเดียว จะถูกยุงกัดทันที ท่านั่งสมาธิของท่านจึงสวยงามที่สุด
ส่วนคำว่า “ขาดรู้” คือ การทำใจให้หยุดนิ่งสนิทสมบูรณ์
ร้อยเปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งหลุดจากกายหยาบเข้าไปสู่กายธรรมที่
ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ ทิ้งการรับรู้ภายนอกเข้าไปรับรู้ภายใน เมื่อครบ
กำหนดเวลาแล้วจึงถอน การขาดรู้ทำให้จิตบริสุทธิ์มาก มีพลังมาก
ความรู้กว้างขวางมาก และมีญาณทัสนะแม่นยำมากจนกระทั่งความ
รู้แตกฉาน ทำให้เข้าใจเรื่องราวของโลกและชีวิตเพิ่มมากขึ้นไปตาม
ลำดับ คุณยายท่านเอาจริงเอาจังจนกระทั่งขยับจากผู้ที่ไม่รู้อะไร
มาเป็นผู้รู้อยู่แถวหน้า ได้รับความไว้วางใจจากหลวงปู่วัดปากน้ำ
ให้เป็นหัวหน้าเวรขาดรู้ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติยิ่ง
สำหรับผู้ศึกษาวิชชาธรรมกายที่ฝึกฝนตนเองมาอย่างดีแล้ว
ครั้นแล้ว วันเวลาที่ไม่พึงปรารถนาก็มาถึง หลังจากที่อยู่
วัดปากน้ำครบ ๑ เดือน ถึงกำหนดที่คุณยายจะต้องกลับไปหา
คุณนายเลี้ยบ แต่เมื่อผ่านมาถึงเพียงนี้ ท่านตั้งใจว่าจะไม่กลับไป
อีก จึงปรึกษากับคุณยายทองสุขว่า
“พี่สุข พี่สุข ฉันไม่กลับแล้วนะ”
“กูก็ไม่กลับโว้ย อีก้าง เราบวชกันดีกว่า”
คุณยายทองสุขท่านเรียกคุณยายว่า “อีก้าง”
“แล้วเราจะบวชกันอย่างไรล่ะ” คุณยายถาม
“เช่าผ้าเขาบวชกันดีกว่า” คุณยายทองสุขออกความเห็น
เพราะในสมัยนั้นการจะหาซื้อผ้าสักผืนเป็นเรื่องลำบาก จึงต้อง
ใช้วิธีเช่าเขามา เมื่อตัดสินใจดังนั้นแล้วทั้งสองจึงพากันโกนศีรษะ
บวชกันในคืนนั้น ซึ่งหลวงปู่วัดปากน้ำท่านก็ดีใจที่ทหารของท่าน
มาปฏิบัติหน้าที่แล้ว
วันรุ่งขึ้น เมื่อคุณนายเลี้ยบจะมารับกลับ ก็เห็นอุบาสิกาทั้ง
สองนั่งอยู่ตรงหน้าหลวงปู่วัดปากน้ำ ซึ่งนอกจากผมยาวจะหายไป
จากศีรษะหมดสิ้นแล้ว หน้าตาผิวพรรณยังนวลสดชื่นด้วยธรรมรังสี
ของพระธรรมกายอีกด้วย
เวลานั้น คุณนายเลี้ยบยังไม่กล้าพูดสิ่งใด ทั้งนี้เพราะเกรงใจ
หลวงปู่วัดปากน้ำ จึงได้แต่มองหน้ากัน แต่ในที่สุดหลังจากที่หลวงปู่
ลุกออกไปแล้ว คุณนายเลี้ยบก็ถามคุณยายด้วยความไม่เข้าใจว่า
“ไหนว่าจะกลับ ทำไมบวชล่ะ?” คุณยายท่านไม่ตอบสิ่งใด
เลย ได้แต่นั่งฟังด้วยอาการสงบนิ่งอันเป็นอัธยาศัยปกติของท่าน
ความผูกพันที่คุณนายเลี้ยบมีต่อคุณยายนั้น เป็นความผูกพัน
ที่ไม่อาจประมาณได้ว่ามากมายเพียงใด ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์
ในอีก ๒๐ ปีต่อมา ขณะนั้นคุณนายเลี้ยบอายุ ๘๕ ปี มาหาคุณยาย
แล้วพูดด้วยถ้อยคำเดิมว่า “แม่จันทร์นะ แม่จันทร์ บอกว่ามาแล้ว
จะกลับ แล้วก็ไม่กลับ” แม้ในวันที่ใกล้จะละโลก คุณนายเลี้ยบให้
คนมาเชิญคุณยายไปที่บ้าน เพื่อที่จะทำบุญกับคุณยาย แต่พอเจอ
หน้ากันเท่านั้น คุณนายเลี้ยบก็ใช้คำเดิมอีก “แม่จันทร์นะ แม่จันทร์
บอกว่าไปแล้วจะกลับ แล้วก็ไม่กลับ” แล้วก็มอบเงินเพื่อทำบุญกับ
คุณยายผู้มีธรรมะในตัวเอง
นับเป็นการรอคอยอันยาวนานตลอดชีวิตของใครคนหนึ่ง
ซึ่งผูกพันอย่างลึกซึ้งอยู่กับความดีงามของคุณยาย แต่สำหรับ
คุณยายเอง ท่านไม่ได้คิดจะมาแสวงหาอาชีพอย่างนี้ เพราะท่าน
ก็มีบ้านอยู่กว้างขวางใหญ่โต ส่วนที่ยอมตนในตอนแรกก็เพื่อจะ
ศึกษาวิชชาธรรมกาย แม้ว่าจะลำบากเพียงใดก็อดทน ด้วยเหตุนี้
ท่านจึงไม่กลับไปที่บ้านคุณนายเลี้ยบอีก อยู่ศึกษาวิชชาธรรมกาย
กับหลวงปู่วัดปากน้ำนับแต่นั้นมา