วัยเด็กของคุณยาย
คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3
วัยเด็กของคุณยาย
อาณาบริเวณทุ่งนากว้างใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอนครชัยศรี
จังหวัดนครปฐม ในครั้งนั้นดารดาษไปด้วยต้นข้าวเขียวขจีพลิ้ว
ไสว ภายใต้ฟ้าใสและปุยเมฆที่เกลื่อนกล่น รวมทั้งบ้านริมแม่น้ำ
นครชัยศรี มีเรือและต้นไม้ใหญ่น้อยรายรอบบริเวณนั้น เอื้อต่อการ
ซุกซนของลูกสาวพ่อยิ่งนัก
ลูกสาวคนนี้ซนมาก ชอบพายเรือเล่นไปตามคลอง ซนถึง
ขนาดพ่อต้องขู่ว่าจะตีให้มากที่สุด พ่อจะพูดเช่นนี้ เพื่อหยุดความ
ซุกซนของลูกสาวคนที่ ๕ ซึ่งพ่อลงความเห็นว่า ในบรรดาลูกชาย
หญิงทั้ง ๙ คน ไม่มีใครซนได้มากเท่านี้อีกแล้ว
ลูกสาวคนนี้ ต่อมาคือคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกา
จันทร์ ขนนกยูง (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “คุณยาย”) ท่านเกิดเมื่อวัน
ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา พ.ศ. ๒๔ ๕๒ เป็นลูกของพ่อพลอย แม่พัน
ในครอบครัวชาวนาผู้มีฐานะปานกลางแห่งอำเภอนครชัยศรี ที่นา
ของพ่อและแม่มีรวมกันราว ๓๕ ไร่ และอยู่ไม่ห่างไกลกันมากนัก
โดยธรรมชาติของท้องนาจะมีโคกเป็นหย่อมๆ ในสมัยที่
คุณยายยังเด็ก ท่านมักจะหาบกระเช้าข้าวไปส่งผู้ใหญ่ที่ทำงาน
อยู่กลางนาเสมอ แล้วไปนั่งร่วมวงกินอาหารกลางวันกันบนโคก
ปล่อยให้ควายที่ถูกใช้งานมาแล้วครึ่งวันได้กินหญ้ากินน้ำของมัน
ตามลำพัง
คุณยายมีเพื่อนมาก เพื่อนๆ ต่างก็รักคุณยายกันทุกคน
ตกตอนเย็น คุณยายและเพื่อนๆ จะต้อนควายไปอาบน้ำและเอา
เข้าคอกพร้อมๆ กัน
วิถีชีวิตของชาวนาหล่อหลอมให้คุณยายเป็นคนแข็งแกร่ง
เพราะต้องช่วยพ่อแม่ทำนาตลอดทั้งวัน คุณยายไม่ได้เรียนหนังสือ
ดังนั้นจึงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะในสมัยนั้นนิยมให้เด็กผู้หญิง
อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ให้เป็นแม่ศรีเรือน อีกทั้งยังไม่มีการศึกษา
ภาคบังคับ คุณยายจึงต้องทำงานบ้านและทำนาไปด้วย ท่านเป็น
คนขยันอย่างที่สุด ในนาของท่านจึงปราศจากวัชพืชและให้ผลผลิต
สูงกว่านาของเพื่อนบ้านข้างเคียง
ทุกวันก่อนที่ดวงตะวันจะทอแสง ในราวตี ๓ ใกล้ตี ๔ คุณยาย
จะตื่นขึ้นมาเพื่อออกไปลงนา ท่านชอบมองดูดวงตะวันยามที่
ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า พลางคิดคำนึงด้วยความอยากรู้
ว่า “ดวงตะวันนี้เจ้ามาจากไหนนะ ทำอย่างไรเราจะไปถึง
ดวงตะวันได้” แม้ว่าจะเห็นเป็นประจำอยู่ทุกวัน เช่นเดียวกับคน
ทั่วๆ ไป แต่ความคิดของท่านไม่เหมือนใครเลย ท่านอาจหาญ คิดที่
จะไปให้ถึงดวงตะวัน อยากรู้ว่ามันขึ้นมาจากตรงไหน ทำอย่างไรจึง
ไปถึงได้ ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่ธรรมดา เป็นวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้ง ฉายแวว
ของบัณฑิตนักปราชญ์ ของนักสร้างบารมีมาตั้งแต่เด็กทีเดียว
ความขยันขันแข็งของคุณยายนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อ
สายตาของเพื่อนบ้าน ที่ทำนาในที่ติดกันอยู่ทุกคืนวัน เขาพยายาม
อย่างยิ่งที่จะแข่งความขยันกับคุณยาย โดยไปที่นาให้เช้าขึ้น แต่ไม่
ว่าเขาจะไปที่นาให้เช้ายิ่งขึ้นเพียงไหน ก็ไม่เคยไปถึงก่อนคุณยาย
เลยสักครั้งเดียว เขาจึงรู้สึกทึ่งและยอมรับในความขยันที่ผสมผสาน
ด้วยความมุ่งมั่นแข็งแกร่งของคุณยาย และให้สมญายกย่องท่าน
ว่า “แข้งเหล็ก” ซึ่งมีความหมายเฉพาะสำหรับผู้ให้สมญา คือ
ขยันมาก ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีมานะ มีความอดทนที่หาใครเสมอ
เหมือนได้ยากยิ่ง เมื่อขยันช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่าง ฐานะทางบ้าน
ของคุณยายจึงอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร
คุณยายมองเห็นชีวิตครองเรือนของพ่อแม่ที่อยู่ด้วยกัน ซึ่ง
มีทั้งสุขและทุกข์คลุกเคล้าปะปนกันตลอดมา เพราะพ่อเป็นคน
ติดเหล้า ต้องดื่มเหล้าวันละ ๑๐ สตางค์ทุกเย็น
ยามใดที่ไม่ดื่มเหล้า พ่อจะเป็นคนใจดี แต่ถ้าดื่มเหล้าเข้าไป
ครั้งใด พ่อจะหาเรื่องมาถกเถียงกับแม่ทุกครั้งไป แล้วแม่ก็จะมี
ถ้อยคำเอาไว้สำหรับปราบพ่อโดยเฉพาะ เพราะแม่รู้ว่าหากพูด
คำนี้ออกไปคราวใด พ่อก็จะหายเมาคราวนั้น
วันหนึ่ง เกิดเรื่องใหญ่และเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญยิ่งต่อการ
เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคุณยาย วันนั้นพ่อเมาเหล้านอนอยู่บนแคร่
ใต้ถุนบ้าน บ่นพึมพำไม่ยอมเลิก แม่อยู่ข้างบนบ้านคงจะรำคาญ จึง
ตะโกนลงไปด้วยถ้อยคำเหน็บแนมที่ใช้ได้ผลในทุกครั้งที่ผ่านมาว่า
“ไอ้นกกระจอก มาอาศัยรังเขาอยู่ บ่นอะไรพึมเชียว”
โดยเหตุที่พ่อมาอยู่บ้านของแม่ซึ่งมีฐานะดีกว่าตน จึงเป็นปม
แห่งความน้อยเนื้อต่ำใจที่แฝงเร้นอยู่ในจิตใจของพ่อ วันนั้นพ่อทน
ไม่ไหวเมื่อได้ยินแม่พูดเช่นนี้ จึงถามลูกๆ ว่าพ่อเป็นนกกระจอกมา
อาศัยรังแม่อยู่จริงไหม? แม่เขาด่าว่าอย่างนี้จริงไหม? น้ำเสียงของ
พ่อสร้างภาวะตึงเครียดให้กับลูกๆ จึงไม่มีใครกล้าตอบนอกจาก
คุณยาย เพราะท่านไม่อยากให้พ่อแม่ทะเลาะกัน และไม่ได้คิดว่า
คำของแม่เป็นคำด่า จึงบอกพ่อไปว่า “แม่ไม่ได้ว่าพ่ออย่างนั้นหรอก”
แต่ถ้อยคำแห่งความหวังดีนั้นกลับเป็นผลร้ายต่อท่าน เพราะพ่อหัน
มาโกรธคุณยายแทน และแช่งให้หูหนวก ๕๐๐ ชาติ
คำแช่งของพ่อติดอยู่ในจิตใจอันละเอียดอ่อนของคุณยาย
นับแต่นั้นมา เพราะคุณยายรู้ว่าคำให้พรของพ่อแม่นั้นศักดิ์สิทธิ์
สามารถส่งผลดีจริงตามที่ท่านพูดได้ ส่วนคำสาปแช่งก็คงต้อง
ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน กลัวจะส่งผลร้ายจริงตามที่แช่งไว้ คุณยายจึงตั้งใจ
ว่าจะขออโหสิกรรมต่อพ่อในยามที่พ่อใกล้จะละโลกตามธรรมเนียม
ที่เคยเห็นมา เพราะหากไปขอขมาในเวลาที่พ่อยังแข็งแรงอยู่ พ่อ
อาจจะย้อนโกรธเป็นไฟขึ้นมาอีกก็เป็นได้
หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็ล้มป่วยลง พ่อป่วยหนักหลายเดือน
ถึงกับต้องป้อนข้าวกันทุกวัน ลูกๆ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน
มาดูแลพ่อ จนกระทั่งเช้าวันที่เป็นวาระสุดท้ายของพ่อ หลังจากที่
คุณยายป้อนข้าวพ่อแล้ว ท่านก็เข้าครัวไปกินข้าว แล้วพายเรือออก
ไปดูต้นข้าวที่กำลังออกรวงอยู่เต็มท้องนาตามปกติ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ท่านเห็นทุกคนกำลังร้องไห้กับการจาก
ไปอย่างไม่มีวันกลับของพ่อ พี่น้องต่างตำหนิว่าคุณยายไปไถลเสีย
ที่ไหน ไม่มาขอขมาพ่อ คุณยายฟังถ้อยคำเหล่านั้นด้วยอาการที่
สงบนิ่ง ท่านไม่ร้องไห้คร่ำครวญ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของ
มนุษย์ที่จะต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ในใจลึกๆ ยังคิดกังวลเกี่ยว
กับคำแช่งของพ่ออยู่ตลอดเวลา กลัวว่าจะติดตัวไปในภพเบื้องหน้า
เพราะท่านกลัวบาป จึงตั้งปณิธานที่จะตามหาพ่อในสัมปรายภพ
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา