ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ความก้าวหน้าของสมาธิอยู่ที่ศิลปะในการบริหารเวลา

คุณยายอาจารย์ · รอยเท้ายาย ปี48

PDF
ความก้าวหน้าของสมาธิ อยู่ที่ศิลปะการบริหารเวลา พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านไม่เคยลืมบุญคุณของสถาบัน การศึกษา ทุกสถาบันที่ท่านเรียนมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย ท่าน บรรยายถึงการศึกษาในอดีต ตั้งแต่วัยเด็กก่อนถึงเกณฑ์เข้าเรียนว่า “เรียนชั้นประถมโรงเรียนวัดไชยชุมพลชนะสงคราม จังหวัดกาญจนบุรี เรียนจบ ม.๖ โรงเรียนประจำจังหวัดกาญจนบุรี โรงเรียนวิสุทธรังษี ตอน นั้นก็อ่านหนังสือจนหมดห้องสมุดประจำจังหวัด เข้ามาเรียนชั้น ม.๗, ม.๘ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่กรุงเทพฯ” พระเดชพระคุณหลวงพ่อจำได้แม่น แม้กระทั่งชื่อของอาจารย์หลายๆ ท่าน ที่เคยสอน ที่เคยมีบทบาทต่อชีวิตของท่านในวัยต้น และหมั่นไปเยี่ยม เป็นประจำทั้งครูประถมและมัธยม สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ท่านเข้าเรียนเป็นนิสิต คณะกสิกรรมและสัตวบาล ท่านเคยรับปากกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านหนึ่งว่า จะไปเทศน์ให้นิสิตและคณาจารย์ฟังที่อาคาร พุทธเกษตร ในวัน Home Coming Day ๒ กุมภาพันธ์ ทุกปี ท่านก็ไป เทศน์ให้ทุกปีอย่างสม่ําเสมอ ถ้าปีไหนติดธุระสำคัญจริงๆ ไปไม่ได้ ท่านก็ ส่งพระอาจารย์ที่เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปเทศน์แทน ผู้เขียนติดตามไปฟังเทศน์ด้วยเกือบทุกครั้ง พอเทศน์เสร็จก็มี ครูบาอาจารย์เก่าๆ ของท่าน และรุ่นพี่ รุ่นน้องเข้ามากราบคุยด้วย พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะถามทุกคนว่า “เข้าวัดบ้างหรือยัง” ไปเยี่ยม อาตมาที่วัดบ้างนะ... นั่งสมาธิทุกวันหรือยัง ฯลฯ” ส่วนมากจะได้รับคำตอบว่า ไม่มีเวลา พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะยิ้มๆ ไม่ว่าอะไร เรื่องไม่มีเวลาเข้าวัด ไม่มีเวลานั่งสมาธินี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ทัตตชีโวยกเอาขึ้นเป็นหัวข้อหนึ่งในการแสดงพระธรรมเทศนาบ่อยๆ ท่าน เล่าถึงการบริหารเวลาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง ของคุณยายอาจารย์บ้าง มาเป็นตัวอย่าง ผู้เขียนขอหยิบเอาต้นฉบับถอดเทป การแสดงพระธรรมเทศนาของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ตอนหนึ่ง มาเล่าให้ฟัง ดังนี้ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงสอนให้แบ่งหรือบริหารเวลาให้ดี เพราะวันเวลาที่ผ่านไป มันไม่ผ่านไปเปล่า มันพาเอาโอกาสดีๆ ของเราไปด้วย แถมนำเอาความแก่ ความตายมาให้อีก เพราะฉะนั้น จึงต้องใช้เวลาให้คุ้ม คือ วันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง ให้แบ่งเวลาออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ เวลาส่วนที่ ๑ เอาไว้เพื่อศึกษาค้นคว้าธรรมะ จะด้วยการไต่ถามผู้รู้ หรือสนทนาธรรมก็ตาม เวลาส่วนที่ ๒ เอาไว้ทำความเพียรด้วยการทำสมาธิภาวนา จะยืน จะ เดิน จะนั่ง ก็ภาวนาเรื่อยไป ไม่เห็นแก่การพักผ่อนนอนหลับ ให้เอาเวลา ๒ ส่วนนี้เป็นตัวตั้ง อยากจะได้วันละกี่ชั่วโมง ก็คว้าเอา มาก่อน แล้วเวลาที่เหลือนอกนั้นค่อยเอาไปทำอย่างอื่น นี่เป็นศิลปะของการ บริหารเวลา ไม่ใช่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นเสียเปรอะไปหมดก่อน จนกระทั่ง เหลือเวลาเพียงเล็กน้อยแล้ว จึงค่อยมาศึกษาธรรมะ ค่อยมานั่งสมาธิ ใคร ทำอย่างนี้โง่ตายเลย...” “หลวงพ่อเองก็พลาดไปเสียตั้ง ๒๔ พรรษา ทั้งๆ ที่เห็นอยู่แล้วว่า คุณยายทำอย่างไร เห็นกับตาเลยตั้งแต่เข้าวัดวันแรก เมื่อ ๒๘ ปีที่แล้ว แต่ ว่าตอนนั้นมันดูไม่ออก ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงพ่อไปวัดปากน้ำภาษีเจริญ ไปเจอคุณยายครั้ง แรก ก็เห็นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่า พอไปวัดทีไร ถ้าไปตอนสายๆ ประตูบ้าน ธรรมประสิทธิ์ของคุณยายจะปิดอยู่ จึงเข้าประตูหน้าบ้านไม่ได้ ต้องค่อยๆ ย่องไปเข้าทางหลังบ้าน หลังครัว เพราะว่าคุณยายกำลังนั่งสมาธิอยู่ตอน ๔ โมงเช้า พอ ๕ โมงเช้าตรงเผงนี้ คุณยายนั่งสมาธิแล้ว คุณยายจะนั่งไป จนกระทั่งประมาณ ๑๐ โมง ๔๕ นาที หรือ ๑๑ โมง ก็จะเลิกนั่ง นี่เป็น กิจวัตรในภาคสาย ในภาคกลางวัน คุณยายทำอย่างไร หลวงพ่อเคยไปเห็นมากับตา แต่ไม่รู้ว่านี่คือเทคนิค คือ หลังจากคุณยายกินข้าวเพลแล้วคุณยายจะรับแขก พอถึงบ่าย ๒ โมงไม่เกินนั้น ใครที่มาคุยอยู่ด้วย มาซักถามธรรมะด้วย คุณยายไล่แล้วไม่คุยด้วย แม้พวกที่จะมานั่งสมาธิคุณยายก็ไล่ บอกว่า “ไป ขึ้นไปนั่งสมาธิ (อาคารชั้น ๒) ได้แล้ว คุยมากก็ฟังมาก” คุณ ยายว่าอย่างนั้น ไม่เว้นแม้แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย คุณยายยัง ไล่เลย “คุณ ไปนั่งสมาธิ ไป คุยมากฟังมาก” ทุกคนก็ต้องไปนั่งสมาธิกัน ถ้าเป็นแขกที่มาบอกว่ามีธุระสำคัญ ไล่เขาไม่ได้ คุณยายก็จะบอกว่า “เอ้า นั่งสมาธิกันก่อนนะ แล้วเดี๋ยวค่อยคุย” พอพูดอย่างนี้เท่านั้น แขก ทั้งหลายก็บอกว่า “แหม พอดีติดธุระเลยค่ะ แล้วก็ลากลับ แต่ถ้าใครรัก การปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็จะอยู่นั่งสมาธิกับคุณยาย...” “หลวงพ่อเห็นกับตา แต่ว่าไม่เข้าใจว่า นี่คือศิลปะของการบริหาร เวลาของท่านครั้นมาภายหลัง เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยบวชแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ย้ายมาอยู่วัดพระธรรมกายคุณยายเปลี่ยนการบริหารเวลาใหม่ คือ พอบ่ายโมงตรง แขกมาเท่าไรๆ คุณยายไม่ไล่ คุณยายเปลี่ยนสไตล์ * เปลี่ยนวิธีใหม่ ท่านบอกว่า “เอ้า บ่ายโมงตรงแล้ว ถึงชั่วโมงปฏิบัติธรรมแล้วนั่งสมาธิกันเถอะไปๆ เข้าห้องน้ำห้องท่ากันเสีย” แล้วคุณยายก็รีบนั่งหลับตาก่อนเลยให้เป็นตัวอย่าง แล้วให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยสอนวิธีนั่งสมาธิ หลวงพ่อท่านก็ นำนั่งเต็มที่ไปเลยคุณยายทำอย่างนี้สำหรับวันอาทิตย์พอนั่งไปสักชั่วโมงหนึ่ง ไม่เกินนั้น ค่อยพักกัน เพราะถ้าเกิน ๑ ชั่วโมง ญาติโยมจะทนไม่ไหว แต่ ถ้าเป็นวันธรรมดา เบาะๆ ก็ตั้งแต่บ่ายโมงถึงบ่ายสามโมงนั่งไปเถอะนั่งตลอด ๒ ชั่วโมงในตอนบ่าย ท่านทำของท่านอย่างนี้ สักสามโมงเศษๆ คุณยายก็ปล่อยให้ไปพักถึงห้าโมง ระหว่างนั้นถ้ามี แขกไปใครมา คุณยายก็คุยกับเขาด้วย แต่ว่าพอหกโมง ไม่เกินหกโมงครึ่ง คุณยายเอาอีกแล้ว “ไป ไปนั่งสมาธิกันได้แล้ว คุยมากฟังมาก เรื่องงานอะไรก็วางก่อน ไปนั่งกันก่อน ไม้” ทุกคนก็ไปนั่งสมาธิกัน สามทุ่มค่อยเลิก ตั้งแต่หกโมงครึ่งจนกระทั่ง ถึงสามทุ่ม นั่งสมาธิตลอด หลังจากนั้นแล้วมีอะไรค่อยว่ากัน จะคุยงานคุย การอะไรก็ว่ากันไป ถ้าวันไหนมีงานหนักงานเร่ง ก็นั่งตั้งแต่หกโมงครึ่งไปเลิกเอาสองทุ่ม แล้วค่อยมาคุยงานกัน ถ้างานไม่เร่งนัก สามทุ่มค่อยคุยกัน แล้วท่านก็จะ ตั้งกติกาเวลาของท่านอีก จะมีงานมากอย่างไรก็ตาม สี่ทุ่มต้องคุยให้จบ ไม่ จบ คุณยายก็ไล่ให้กลับ” พอโดนไล่เข้า เราก็หงุดหงิด คิดในใจ “นี่ก็จะทำงานให้ยาย ทำงาน ให้พระพุทธศาสนา ยายยังไม่เห็นใจ มาไล่ให้เรารีบกลับเสียอีก” ที่จริงแล้ว คุณยายจะบังคับให้คุยเฉพาะเรื่องงานให้มาก พูดเรื่องไร้สาระให้น้อย หน่อยนั่นเอง แต่เราเองดูคุณยายไม่ออก คุณยายตีเส้นตายเอาไว้อย่างนี้ ส่วนเช้ามืด คุณยายตื่นเวลาเท่าไร เราไม่รู้ก็ไปถามท่าน ท่านบอก ว่า “คนแก่ ตีสามครึ่ง ตีสี่มันก็ตื่นแล้วคุณ” เคยซักเคยถามท่านว่า ก่อนหน้านี้ ยายบริหารเวลาอย่างไร ยายจึง แตกฉานวิชชาธรรมกายมาได้ถึงทุกวันนี้ ท่านก็ตอบชัดนะ แต่ว่ามันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา มันไม่ได้คิดเอามา ทำตามอย่างจริงจัง พอฟังท่านพูดที ก็ทำคึกคักๆ ไปที่ เลยไป ๒-๓ วันก็ขี้ เกียจอีกแล้ว ตอนนั้นคุณยายตอบว่าอย่างไร คุณยายตอบชัด “ยายอยู่กับหลวง พ่อวัดปากน้ำ นั่งรวดเลยกลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง รวมแล้ว ๑๒ ชั่วโมง “ยายทำได้อย่างนี้อยู่นานเท่าไหร่ ยายก็บอกชัด “ยายทำอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มเข้าวัด จนกระทั่งถึงอายุ ๕๐ ... กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง แต่พออายุเกิน ๕๐ แล้ว มัน ชักหย่อน” “ทำไมมันหย่อนล่ะยาย มันน่าจะยิ่งแก่ยิ่งเจ๋งซิยาย” ท่านตอบหลวงพ่อชัดเจน ยังจำได้ ท่านบอกว่า “คุณนะ คนเราพออายุ ๕๐ ปี ขึ้นไปแล้วนี่ การขับถ่ายมันถี่ขึ้น มันมากขึ้น แทนที่จะนั่งได้รวด ๖ ชั่วโมง มันไม่ได้หรอกคุณ พอสัก ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง มันต้องเข้าห้องน้ำ แล้ว... ถ้าตอนที่กำลังร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ คือช่วงอายุ ๓๐ ถึง ๕๐ ปี การขับถ่ายไม่ถี่ พอนั่งปับใจจะดิ่งเข้าไปภายในเลย มันทิ้งความรู้สึก ทั้งหมดของกายเนื้อ ขาดรู้ภายนอกเข้าไปรับรู้จากธรรมกายละเอียดๆ ซึ่ง อยู่ภายใน” หลวงพ่อก็ยังถาม “ยาย วิชชานี้เขาเรียกวิชชาอะไร ไม่เคยได้ยินใน พระไตรปิฎก” ท่านก็บอก “นี่แหละ เขาเรียกว่า วิชชาขาดรู้ “ขาดรู้มันก็ขาดสติซิยาย” หลวงพ่อยังไม่เข้าใจเลยพูดอย่างนั้น “เออ มันไม่ได้ขาดสติหรอกคุณ ขาดรู้ คือ ขาดการรับรู้ทางกายเนื้อ แต่เข้าไปรับรู้ในธรรมกายที่ละเอียดๆ ข้างใน ธรรมกายที่ละเอียดๆ ข้างใน จะไหลขึ้นมาเป็นสาย ไหลเร็วมาก แต่ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ยิ่งสว่างยิ่งชัดเท่านั้น” หลวงพ่อก็ไปซักท่านอีก “ถ้าเร็วแล้วจะมองทันหรือยาย” “เออ ยิ่งเร็วยิ่งสว่าง ยิ่งสว่างยิ่งชัด มันไม่เหมือนนั่งรถเร็วๆ นะ คุณนะ” แล้วคุณยายก็บอกอีกว่า “พออายุ ๕๐ ไปแล้ว การขับถ่ายมันถี่ ทิ้ง กายเนื้อเข้าไปรู้เฉพาะในธรรมกายข้างในได้ แต่ว่ามันได้ไม่ครบ ๖ ชั่วโมง เหมือนก่อน มันถอยมาเหลือ ๕ ชั่วโมง ต่อมามันชักเหลือแค่ ๔ เหลือแค่ ๓ ชั่วโมง ต้องเข้าห้องน้ำก่อน แล้วค่อยไปนั่งต่อ มันถอนเสียก่อนเป็นช่วงๆ เพราะฉะนั้น พออายุเลย ๕๐ ปีแล้ว ยายก็ได้แต่ทบทวนของเก่าที่หลวงพ่อ วัดปากน้ำท่านสอนให้ถ้าจะไปค้นวิชชาอะไรใหม่ๆมันค้นได้ทีละเล็กทีละน้อย มันไม่ได้มากเหมือนเมื่อก่อน” ก็จากตัวเลข ๕๐ ตรงนี้ก็เลยรู้ว่า ทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านถึงมาปรารภเรื่อยๆ ว่า “เออ นี่หลวงพ่ออายุ ๕๐ แล้วนะ” พอ ปีใหม่ก็บอก “นี่หลวงพ่อ ๕๑ แล้วนะ” พวกเราฟังแล้วมันก็เฉยๆ เพราะมันยังไม่เคยแก่ แต่หลวงพ่อฟัง แล้วมันก็สะดุ้งไปเรื่อยๆ เลย ทำไมจะไม่สะดุ้ง ก็ท่าน ๕๑ แต่หลวงพ่อนี่ ๕๕ จะไม่ให้สะดุ้งได้อย่างไร มันใกล้ตายเข้าไปทุกทีแล้ว แล้วก็ได้บทสรุปว่า บทฝึกตัวเองที่สำคัญที่จะให้เข้าถึงธรรมกายและ แตกฉานวิชชาธรรมกายยิ่งๆ ขึ้นไปนั้น มันอยู่ที่เทคนิคการบริหารเวลา นั่นเอง วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ณ สภาธรรมกายสากล (หลังคาจาก) วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี