เหตุที่ทำให้คุณยายแตกฉานวิชชาธรรมกาย
คุณยายอาจารย์ · รอยเท้ายาย ปี48
วันนั้นจำได้ว่า เป็นสัปดาห์ใกล้วันคล้ายวันเกิด ของพระเดช พระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว พวกเราที่อยู่วัดทั้ง ๓ อาศรม รวมทั้งผู้ที่มาวัด ประจำอีกหลายคน ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าจะต้องรวมกลุ่มพากันไป กราบแสดงมุทิตาสักการะและขอรับฟังโอวาทจากท่าน ซึ่งในที่สุดก็ไม่เคย ผิดหวังสักปี พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้โอวาทได้ลึกซึ้งจับใจ มีข้อคิด คำคมให้พวกเราต้องหันกลับมาพิจารณาตนเองว่า ที่เราเคยปฏิญาณทั้งใน ใจและคำพูดว่า “จะตามติดและติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองและ คุณยายอาจารย์สร้างบารมีไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม” นั้น บัดนี้เราเดินตามอยู่ ห่างท่านแค่ไหน หรือว่าจะไม่เห็นฝุ่นเสียแล้ว!!
มีบันทึกในสมุดบันทึกเล่มที่ ๕ ของพวกเราคนหนึ่ง จดโอวาทวัน เกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นลายมือยุ่งๆ จับใจความสำคัญได้ว่า
“พวกเราเข้ามาอยู่ในวัดกัน บางคนก็มาตั้งแต่เริ่มสร้างวัดใหม่ๆ หลายคนอยู่วัดมาหลายสิบปี ทุกคนตั้งใจมาแต่แรกว่าเป้าหมายหลักที่เข้าวัดมาคือทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี และจะใช้วิธีนั่งสมาธิ ทำใจหยุดใจนิ่งให้เข้าถึงธรรมกาย เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับถางทางไปพระนิพพาน เพราะฉะนั้น งานหลักของทุกคนคือนั่งสมาธิ แต่เนื่องจากงาน เผยแผ่พระพุทธศาสนาแตกลูก แตกดอกออกไปมาก หากไม่รู้จักแบ่งงาน แบ่งเวลาให้เหมาะสม ชั่วโมงนั่งสมาธิอาจถูกเบียดแบ่งไปใช้ทำงานอื่น บางคนอาจถึงขนาดหลงเพริดไปเอาดีทางงานหยาบ ใครก็ตามเมื่อมีเวลาทำงาน ละเอียดน้อย คือนั่งสมาธิน้อย ผลสัมฤทธิ์ในการนั่งสมาธิย่อมเกิดยากขึ้น ทุกทีๆ ความแตกฉานในวิชชาธรรมกายที่หวังไว้แต่แรก จึงเป็นอันหมดหวัง
วิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ * พระมงคลเทพมุนี้ค้นพบ แล้วนำมาถ่ายทอดให้ศิษยานุศิษย์ของท่านนั้น มีอิทธิปาฏิหาริย์ปรากฏให้เห็นเป็นอัศจรรย์อยู่บ่อยๆ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเป็นประจักษ์พยาน อิทธิปาฏิหาริย์เป็นอภิญญาที่ เป็นผลพลอยเกิดจากการบําเพ็ญฌาน ในเส้นทางไปสู่โลกุตตรฌานของ พระอรหันต์ทั้งหลาย สิ่งนั้นมีจริงแต่ท่านไม่ยึดติดและไม่นำมาใช้ เพราะ ท่านมุ่งไปสู่เป้าหมายที่สูงกว่า คือ อาสวักขยญาณ ความหลุดพ้นจากกิเลส อาสวะทั้งปวง เข้าสู่พระนิพพานอันเกษม...”
“ คุณยายอาจารย์ของพวกเราท่านเป็นนักศึกษาวิชชาธรรมกาย กว่าท่านจะเรียนสำเร็จ และแตกฉานในวิชชาจนเอาวิชชามาใช้ได้ ท่านต้อง ใช้ความเพียรอย่างยิ่งยวดในการแสวงหาโอกาส และเมื่อได้มีโอกาสมาเป็น ลูกศิษย์พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำฯ ท่านก็เอาใจจดจ่ออยู่กับการนั่ง สมาธิ ทำใจหยุดใจนิ่งตามคำสอนของหลวงปู่ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันที่เดียว งานหลักในการสร้างบารมีของคุณยาย จึงเป็นการนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลากลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง คุณยายเห็นความสำคัญ ของเวลาทำงานละเอียดมาก ถึงเวลาต้องไปนั่งทำวิชชา ในโรงงานทำวิชชา ไม่เคยขาดหรือชักช้า
เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ละสังขารและอาจารย์คนแรกของท่านคือ คุณยายทองสุก สำแดงปั้น ก็ล่วงลับไปอีกคน ในเวลา ๒-๓ ปีต่อมา คุณ ยายของเราก็นั่งสมาธิทำวิชชาต่อไปตามลำพัง ในบ้านหลังเก่าของคุณยาย ทองสุก ซึ่งต่อมาพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยให้เรียกบ้านหลังนั้นว่า บ้านกัลยาณมิตร เลขที่ ๑ เป็นบ้านสำคัญหลังหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ การสร้างวัดพระธรรมกาย
คุณยายอาจารย์เข้มงวดเรื่องการนั่งสมาธิของลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ที่นั่ง ทำภาวนาในบ้านหลังนี้มาก ท่านให้นั่งต่อเนื่องกันวันละหลายชั่วโมง แม้
ท่านจะไม่ช่างพูดช่างเล่า แต่ท่านก็มีวิธีพูด วิธียกเรื่องมาเล่าให้ฟังเป็น กำลังใจได้ถูกจังหวะเสมอ เหมือนท่านรู้ทันความคิดของเราอยู่ตลอดเวลา
เรื่องเจโตปริยญาณ หรือ ความสามารถในการหยั่งรู้ใจคน สามารถ อ่านความคิดของผู้อื่น คือ รู้ว่าใครกำลังคิดอะไรอยู่ แม้ที่สุด รู้กระทั่งว่า ใครกำลังใจเศร้าหมองหรือผ่องใสนี้ ลูกศิษย์ของคุณยายทุกคนกริ่งเกรง กันมาก ขนาดว่าพอท่านพูดเปรยขึ้นมาทีไร เจ้าของคดีแต่ละคดีก็มีอันเป็น ให้เสียวสันหลังวาบไปทีเดียว..”
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า “ขณะนั้นหลวง พ่อยังไม่ได้บวช ได้ประจักษ์ในฤทธิ์ข้อนี้หลายครั้งเข้า วันหนึ่งจึงถามคุณ ยายว่า “ยายคนอื่นเขาก็นั่ง ๖ ชั่วโมง เหมือนกับยาย แล้วทำไมเขาไม่ แตกฉานเท่ายาย”
คุณยายนิ่งไปพักหนึ่งแล้วก็ตอบชัดเจนว่า “คุณเด็จ... คนที่จะเป็นหัวหน้าคนได้ จะเป็นผู้นำเขาได้ ถ้าทำเท่าคนอื่นมันก็เป็นไม่ได้หรอก จำคำนี้ไว้ ถ้าเราทำแค่เท่ากับเขา แล้วคิดจะเป็นผู้นำเขา มันเป็นไม่ได้หรอก”
“แล้วยายทำยังไง” หลวงพ่อยังไม่หายสงสัย
คราวนี้คุณยายบรรยายภาพชัด “ยายน่ะ กลางวันต้องนั่ง ๖ ชั่วโมง กลางคืนเข้าเวร ก็ต้องนั่ง ๖ ชั่วโมง เวลานั่ง หัวเด็ดตีนขาด ๖ ชั่วโมง ยายไม่ขยับเลย ทีแรกมันก็ไม่ค่อยได้ ยายก็ฝืนไป เพราะขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง แต่ละที ใจมันมักจะเคลื่อนจากศูนย์กลางกาย ยายก็ฝืนๆ ไป คิดว่า ทิ้งสังขารมันไปเลย ไม่งั้นเดี๋ยวเรา ก็จะตามหลวงพ่อท่านไม่ทัน หากท่านสั่งให้ เราทำธรรมะละเอียดๆ เราก็จะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตัดอก ตัดใจ ตายก็ ให้มันตายไปเถอะ ยายก็ฝืนใจนั่งไป ที่แรกมันก็ไม่ค่อยครบ ๖ ชั่วโมง แต่ ในที่สุดก็ได้”
หลวงพ่ออยากรู้อาการของคนอื่นบ้าง ก็เลยถามอีก “แล้วคนอื่นเขา ไม่ได้ทุ่มเทอย่างกะยายหรือ”
คุณยายตอบว่า “เขาก็ทุ่มเหมือนกัน แต่ว่าได้แค่ชั่วโมง สองชั่วโมง เดี๋ยวเขาก็ต้องพลิกเปลี่ยนท่านั่งกันแล้ว จิตเขาก็ต้องถอยกลับกันมาอีก หลังจากยายเข้าไปอยู่ได้ปีหนึ่งแล้ว พอ ๖ ชั่วโมงนี่ยายนั่งรวดไม่มีขยับ ทิ้งชีวิตมันลงไปเลย ยายขาดรู้ คือขาดการรับรู้ทางด้านกายเนื้อไปเลย แต่ไปรู้ ละเอียดๆ พระธรรมกายข้างในไหลขึ้นมาเป็นสาย ยายไปรับรู้เอาวิชชาข้าง ในโน้น ข้างนอกยายทิ้งมันไปเลย จะตายก็ช่างมันเถอะ ยายตัดใจอย่างนี้”
พระเดชพระคุณหลวงพ่อนำเรื่องนี้มาเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง แล้ว เทียบเคียงเรื่องราวในสมัยพุทธกาลว่า เคยอ่านแต่ในพุทธประวัติพบว่า วัน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ พระองค์อธิษฐานจิตว่า แม้เลือดเนื้อใน ร่างกายจะแห้งเหือดหายไปเหลือแต่หนังเอ็นกระดูกก็ตามที ถ้าไม่บรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณ ยอมตายมันตรงนี้ บุคคลที่คิดทำนองเดียวกันนี้ มีชีวิต อยู่ในชาติเดียวกับเรานี้ เราได้เห็นแล้ว ๒ ท่าน ท่านแรกก็คือ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำฯ ท่านเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แล้วไปเอาธรรมะมาให้เรา ท่านที่ ๒ คือคุณยายอาจารย์ “หลวงพ่อก็ดีใจว่า เราเคย อ่านเจอแต่ในหนังสือ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเจอคนจริงที่ยังมีชีวิตอยู่ มันดีใจจน บอกไม่ถูก แล้วก็มีความมั่นใจว่า เราเลือกครูบาอาจารย์ไม่ผิด เราจะเอา ท่านทั้งสองนี้แหละเป็นต้นแบบ”
พระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าเพิ่มว่า วันนั้นหลวงพ่อยังถามต่ออีกว่า “ยาย คนที่นั่ง ๖ ชั่วโมงรวด ไม่ขยับอย่างยายมีกี่คน”
คุณยายบอกว่า มีอยู่อีก ๒-๓ คน ก็แสดงว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่ ท่านก็สร้าง ก็ฝึกลูกของท่าน ไม่เบาอีกเหมือนกัน คือได้ศิษย์ชนิดที่ เอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างคุณยายของเราอีก ๒-๓ ท่าน แต่หลวงพ่อเอง ไม่มีโอกาสได้พบ เพราะท่านเหล่านั้นละโลกไปเสียก่อนแล้ว
คราวนี้หลวงพ่อเกิดสงสัยอีกว่า คุณยายมีอะไรดีพิเศษกว่าคนอื่นที่ เก่งเท่ากับคุณยาย จึงถามต่ออีกว่า “แล้วทำไมอีก ๒ ท่านนั่นน่ะ จึงไม่ได้เป็นหัวหน้าเวร”
คุณยายตอบชัด “คนที่จะเป็นหัวหน้ามันต้องทำมากกว่าเขา ยายไม่เหมือนคนอื่น พวกนั้นพอครบ ๖ ชั่วโมง แต่ละคนก็ออกเวร คนอื่นเขาลุก ออกไปแล้ว แต่ยายยังไม่ลุก รอให้ชุดใหม่เข้ามาผลัดพอเขานั่งปรับใจกันได้ดี จนกระทั่งละเอียดเท่ากันแล้วหลวงพ่อท่านก็สั่งวิชชาต่อว่า ต้องทำอย่างนั้นๆ พอสั่งเรียบร้อยแล้ว ต่างคนก็ต่างนั่งเข้าที่ทำตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่าน สั่งวิชชา แล้วหลวงพ่อท่านก็ทำของท่านนำดิ่งไป ยายจะต้องรอจนกระทั่ง หลวงพ่อท่านสั่งวิชชาให้กับเวรใหม่เสร็จเรียบร้อยก่อน ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็อีกครึ่งชั่วโมง บางทีถึง ๑ ชั่วโมง ยายถึงจะลุกออกไปพัก”
แล้วคุณยายก็ให้ข้อคิดต่อไปอีกว่า “คุณเด็จ คุณคิดดูก็แล้วกันนั่งมา ๖ ชั่วโมง มันอั้นการขับถ่ายขนาดไหน แต่แล้วเพื่อจะเอาวิชชาให้มันต่อเนื่อง ไม่ขาดห้วง ขาดตอน ยายต้องอยู่ฟังอีกครึ่งชั่วโมง เป็นอย่างน้อย บางทีถึงหนึ่งชั่วโมง พูดน่ะมันง่ายนะคุณ แต่เวลาทำจริงนี่ มันแทบตายเชียว แต่ยายก็ทน ฟังหลวงพ่อท่านสั่งวิชชาเสร็จเรียบร้อย รับรู้คำสั่งแล้ว ยายก็ทำ ตีคู่กับเขาไปด้วย ตีคู่ไปได้กับเขาแล้ว แล้วยายจึงออกไปพัก
ออกจากโรงงานทำวิชชาไปแล้ว ยายก็ตรึกของยายไปเรื่อย พอถึงเวลาจะเข้าเวรใหม่คนอื่นเขาก็จะเข้าตอนถึงเวลา แต่ยายอย่างน้อยต้องเข้าไป ก่อนสัก ๑๕ นาที เผื่อว่าตอนท้ายชั่วโมงของชุดนั้น หลวงพ่อท่านจะอบรม พวกนั้นว่ายังไงบ้างซึ่งถ้าใครทำผิดทำพลาดอะไร ท่านจะเตือนท่านจะอบรม ก็ตอนท้ายที่จะเลิกนี่แหละ ที่ยายต้องรีบเข้าไปฟัง พอฟังรับรู้ รับทราบ เรียบร้อยแล้ว พวกเวรเดียวกันกับยาย เขาถึงจะเข้ามา
ตกลงความรู้ที่หลวงพ่อมีนั้น ยายไม่ปล่อยให้ตกให้หล่นเลย ยายได้ หมด เริ่มต้นอย่างไร ตบท้ายอย่างไร ส่งต่อกันอย่างไร ยายรู้หมด ยาย ทำได้หมดนั่นแหละ หลวงพ่อท่านจึงให้ยายเป็นหัวหน้า”
พระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าเรื่องความรับผิดของคุณยายให้ฟังจบแล้ว ก็หันมาย้ําให้พวกเราทุกคนที่เป็นลูกหลานคุณยายจดจำไว้ในใจว่า “พวกเรา ไม่ว่ารูปใด คนใด หากได้เป็นหัวหน้าบ้าน หัวหน้าแผนก หัวหน้ากอง หัวหน้า สำนัก หรือเป็นหัวหน้าอะไรก็ตาม ต้องเอาต้นแบบความรับผิดชอบของ คุณยายในลักษณะนี้ไปถือปฏิบัติ ถ้าไม่ทำให้ได้อย่างท่าน ก็จะได้เพียงชื่อ สักแต่ว่าเป็นหัวหน้าเท่านั้น แต่เป็นหัวหน้าที่บกพร่อง ซ้ําร้ายพอมีการ ปรับปรุงหน่วยงาน ปรับเปลี่ยนหน้าที่ ตัวเองเป็นหัวหน้ามาตั้งหลายรอบ หลายปี แต่งานยังอยู่แค่นั้นไม่พัฒนาให้ดีขึ้นเลย คณะกรรมการเขาก็อาจ จะต้องเอารุ่นน้องรุ่นหลังขึ้นมาเป็นหัวหน้าแทน ถึงตอนนั้นจะมาหาว่า หลวงพ่อลำเอียงไม่ได้นะ”
“ใครก็ตาม ถ้าครั้งใดมีความรู้สึกว่าผู้บังคับบัญชา ครูบาอาจารย์ หรือผู้บริหาร ของตนชักลำเอียง ชักอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้รีบห้ามความคิด ในลักษณะนั้นเสียโดยฉับไว ประเดี๋ยวนรกจะกินหัว แล้วหันมาพิจารณาดู ตัวเองให้ดีก่อนว่า เรามันผิดหรือบกพร่องอะไร ตรงไหน แล้วรีบแก้ไขเสีย แต่ถ้าค้นไม่พบ หาไม่เจอ ก็ให้ไปกราบผู้บังคับบัญชา ขอคำแนะนำจากท่าน โดยตรง แต่ไม่ใช่ไปคาดคั้น หรือทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แสดงอาการโกรธ เคืองท่าน จะได้ไม่เป็นการหาบาปด้วยความคิดตื้นๆ ของเราเอง”
วันพุธที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๘ ณ สภาธรรมกายสากล
(หลังคาจาก) วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี