ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

โรงงานทำวิชชา

คุณยายอาจารย์ · รอยเท้ายาย ปี48

PDF
โรงงานทำวิชชา วัดพระธรรมกายเมื่อแรกสร้าง ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๓ มีพื้นที่ ๑๓๖ ไร่ ๙ ตารางวา ได้รับบริจาคมาจากมหาเศรษฐีผู้ใจบุญท่านหนึ่ง คือ คุณหญิง ประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี หลังจากได้ที่ดินมาเรียบร้อยแล้ว คณะ ผู้บุกเบิกที่ยังไม่ได้บวช ก็ลุยงานสนามกันเต็มที่ ส่วนคุณยายอาจารย์ก็ต้อง ใช้เวลาทำสมาธิมากยิ่งขึ้น เพื่ออาศัยวิชชาธรรมกายกลั่นแผ่นดิน และตาม เอาสมบัติละเอียดมาไว้ในแผ่นดินที่กำลังจะสร้างวัด ซึ่งต้องใช้ทั้งทุนทรัพย์ มากมายและกำลังพี่น้องในวงบุญที่มีศีลและสัมมาทิฏฐิเสมอกันอีกไม่ใช่น้อย คุณยายอาจารย์ต้องใช้พลังสมาธิ พลังวิชชาส่วนละเอียด ตามทั้งเงินและ ตามทั้งคนมาช่วยกันบุกเบิกสร้างวัดอยู่ตลอดเวลา ท่านจึงเหน็ดเหนื่อยเกินคาดคิด คุณยายอาจารย์ไม่เพียงนั่งสมาธิตามลำพังเพื่อทำละเอียดตามหาสมบัติ หากยังต้องเคี่ยวเข็ญให้คณะผู้บุกเบิกสร้างวัดมานั่งสมาธิร่วมกันไม่ ว่างเว้นแต่ละวัน เพื่อให้ใจละเอียดผ่องใสอยู่เสมอ ทั้งยังสอนวิธีตามหาสมบัติละเอียดในสมาธิให้ด้วย แม้บัดนี้ขั้นตอนการสร้างวัดจะผ่านมาถึงขั้น ขยายพื้นที่รอบข้าง อีกประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ สร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม เพื่อ รองรับสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรมกันมากถึงเรือนหมื่นเรือนแสน ในวันงานบุญ ใหญ่เสมอ เราก็ยังมีงานเตรียมพื้นที่ งานฝึกอบรมอาสาสมัครช่วยงานวัด ที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเต็มที่ หลายส่วนงานที่ต้องอดตาหลับขับตานอน เร่งงานให้ทันใช้ ทำให้หลายคนแบ่งเวลานั่งสมาธิน้อยไป พระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์จึงสั่งลงมาเสมอว่างานที่แท้จริงของพวกเราคือ การนั่งสมาธิ ทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี สมบัตินอก กายหาไม่ยากถ้าข้างในละเอียด การทำละเอียดจะทำเหยาะๆ แหยะๆ ผลุด ลุกผลุดนั่งกล้วปวดกลัวเมื่อยไม่ได้ จากนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตต ชีโวก็จะหาเวลาขึ้นธรรมาสน์เทศน์ สาธยายความเด็ดเดี่ยวมั่นคง ในการทำ สมาธิของคุณยายอาจารย์ สมัยอยู่ในโรงงานทำวิชชาของพระเดชพระคุณ หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญให้ฟัง พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวเล่าความหลังถึงคุณยายอาจารย์ว่า “ก่อนบุกเบิกสร้างวัด หลวงพ่อยังไม่ได้บวช เลิกงานแล้วมักกลับไปนั่ง สมาธิกับคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์เกือบทุกวัน นั่งที่ไรก็เมื่อยทุกที แม้ หลวงพ่อจะเคยลงนั่งขัดสมาธิ หัดทำสมาธิภาวนามาบ้างจากสำนัก เกจิอาจารย์ต่างๆ เมื่อสมัยหนุ่มๆก่อนเข้าวัดแต่ความปวดเมื่อยก็เกิดขึ้นเสมอ ไม่กล้าพูดสักครั้งว่านั่งสมาธิไม่เมื่อย ในระยะแรกๆ ปวดเมื่อยเหมือนแข้ง ขาจะปริจะหัก หัวเข่าเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ความคิดฟุ้งซ่านไปสาระพัด แต่ก็ไม่เคยท้อถอย ไม่เคยคิดว่าตัวเองทำแบบเหยาะๆ แหยะๆ สักที แต่ เมื่อฟังคุณยายอาจารย์เล่าถึงวัตรปฏิบัติของท่าน ในโรงงานทำวิชชาของ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ หลวงพ่อก็มานั่งนึกถึงตัวเองว่า เรานี่ยังเอาจริงเอาจังไม่ได้เท่าขี้เล็บของคุณยายเลย มิหนำซ้ํา ตอนพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย พาไปกราบฝากตัวเป็นลูกศิษย์คุณยาย อาจารย์ใหม่ๆ เรายังทำฤทธิ์ทำเดชไว้ไม่น้อย เห็นหน้ากันวันแรกก็ตั้ง คำถามซักใช้ไล่เรียงเอากับคุณยายเสียถี่ยิบ จนคนพาไปนั่งอึ้งห้ามไม่ทัน ต้องพากลับมาอบรมมารยาทเสียสามเดือน” เรื่องความเข้มงวดในการนั่งสมาธิ ในโรงงานทำวิชชาของหลวงปู่ วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระเดชพระคุณหลวงพ่อถ่ายทอดคำบอกเล่าของคุณ ยายอาจารย์ว่า "สมัยยายอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำงานประจำคือนั่งสมาธิ นั่งไปเถอะ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง พอนั่งปุ๊บละก็ไม่มีกระดิกกายเลย “ตอนนั้นหลวงพ่อเพิ่งมานั่งสมาธิกับคุณยายได้ไม่นาน ก็เลยถาม ท่านโดยเอาประสบการณ์ของตัวเองเป็นหลักว่า “นั่งนานอย่างนั้น ไม่เมื่อยแย่หรือยาย” ท่านก็บอกว่า “เฉยๆ” หลวงพ่อถามอีกว่า “แล้วยายไม่ปวดฉี่่ปวด แย่” ท่านบอกว่า “เออ นั่งสมาธินี่มันดีนะ พอนิ่งเข้าไปข้างในละก็ ร่างกายภายนอกทั้งหมด เรื่องปวดฉี่ปวดอะไรนี่ไม่มีทั้งนั้น เข้ากลาง นิ่งเงียบไปเลย มันสว่างโล่งเข้าไปข้างใน” “สว่างขนาดไหนยาย” หลวงพ่อถามอีก ท่านบอกว่า “สว่างกว่าเอาตะวันเที่ยงมาเรียงเป็นดวงๆ เต็มท้องฟ้า” หลวงพ่อตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์แบบนี้เลย ก็เลยถามยาย ประสาชื่อว่า “โอ้โฮ ยาย แล้วไม่ร้อนแย่หรือ” ท่านบอกว่า “ไม่ร้อน ยิ่งสว่างยิ่งเย็น ยิ่งชุ่มชื่นใจ ใจมันใหญ่มันกล้า มันพร้อมจะนั่งรวดเดียว ๖ ชั่วโมง ก็นั่งในตอนกลางวัน ๖ ชั่วโมง อีก ๖ ชั่วโมง นั่งตอนกลางคืน” หลวงพ่อถามอีกว่า “ยายเคยนั่งหลับไหม?” ท่านบอกว่า “ยายไม่เคยหลับกับเขาหรอก” หลวงพ่อซักอีกว่า “แล้วคนอื่นเขาหลับไหม?” ท่านบอกว่า “หลับ หลับโงกเงกๆ บางคนเสียหลักหัวคะ กลิ้ง ขลุกขลักๆ ไปเลยก็มี แต่ที่ไม่หลับก็มีนะ อันนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ไม่เหมือนกัน” หลวงพ่อถามอีกว่า “ทำไมยายไม่หลับกับเขาบ้าง มันไม่ง่วงหรือ” คุณยายอาจารย์นิ่งไปสักพักเหมือนนึกทบทวนไปถึงวันคืนเก่าๆ แล้วบอกยิ้มๆ ว่า “ไอ้ง่วงมันก็ง่วงบ้างเหมือนกันละนะ บางคราวง่วง แต่ว่า กลัวหลวงพ่อท่านมากกว่า เลยไม่กล้าง่วง” ตอนนั้น หลวงพ่อตรองตามคำพูดของคุณยายอาจารย์ไม่ออกว่า ทำไมคุณยายต้องกลัวพระเดชพระคุณหลวงปู่ ก็คิดตามประสาคนที่เคย กราบพระเดชพระคุณหลวงปู่เพียงครั้งเดียวเห็นท่านยิ้มย่องผ่องใสท่าทางใจดี จะดุอะไรนักหนา แล้วตอนนั้นก็ยังไม่ได้สนใจจะเรียนวิชชาธรรมกายจาก ท่านแม้สักนิด” เวลาผ่านไปนาน จนกระทั่งงานสร้างวัดพระธรรมกายทำให้พวก เราเหนื่อยหนักเต็มที่ ถึงเวลานั่งสมาธิจิตใจก็อ่อนล้า ทำใจให้ละเอียดเสมอ กันทั้งทีมไม่ได้ คุณยายท่านรู้ด้วยญาณทัสนะของท่าน จึงได้เล่าให้ฟังถึง เหตุการณ์ในโรงงานทำวิชชาของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ และประเทศไทยต้องกลายเป็นคู่สงคราม ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร คุณยายเล่าว่า “เมื่อยายทำวิชชาได้ ๒ ปี สงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เกิดขึ้น หลวงพ่อ วัดปากน้ำท่านใช้ให้บรรดาลูกศิษย์ของท่านที่เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ให้ช่วย ประเทศชาติและช่วยมวลมนุษยชาติทั้งหลาย โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นฝ่ายใด ให้เลิกรบราฆ่าฟันกัน และให้ประเทศไทยรอดพ้นจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากสงคราม” คุณยายเล่าถึงวิธีการที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ใช้วิชชา ธรรมกายช่วยชาวโลกว่า ท่านได้สั่งให้บรรดาศิษย์ที่บรรลุวิชชาธรรมกาย ช่วยแก้ไขทุกข์ดังกล่าวข้างต้น ด้วยการปัดลูกระเบิดบ้าง หรือดลจิตดลใจ ให้ข้าศึกมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญผิดเพี้ยนไป เช่นเห็นเมืองเป็นป่าบ้าง เห็นทะเลเป็นเมืองบ้าง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ข้าศึกทิ้งระเบิดได้ตรงเป้าหมาย งานนี้ ต้องประสานกำลังสมาธิกันอย่างเหนียวแน่นเรียกว่าสู้กันตาไม่กระพริบทีเดียว ใครที่ใช้งานไม่ได้ดังใจ ต้องให้ครูบาอาจารย์คอยกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ ท่านจะ ไม่ค่อยเรียกใช้ และตำหนิลูกศิษย์พวกนี้ว่า “ไอ้ขี้ไต้” “พวกเราบางคนที่เป็นเด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักชี้ได้ว่าเป็นอย่างไร หรือ บางทีก็ไม่รู้จักธรรมชาติของไต้และขี้ไต้ จึงอาจไม่เข้าใจว่าการถูกตำหนิว่า เป็น “ไอ้ขี้ไต้” มันจะเจ็บแสบเสียหายตรงไหน ไต้ คือคบเพลิง หรือเชื้อเพลิงชนิดหนึ่ง ทำจากขี้เลื่อยคลุกน้ำมันยาง แล้วพันให้เป็นแท่งด้วยเปลือกไม้ที่ผ่านจนแบนเป็นแผ่น ไต้นี้เมื่อติดไฟ แล้วส่วนที่เผาไหม้จะเกิดเป็นขี้เถ้าสีเทาขาวคลุมอยู่ตรงปลายคบ ติดไฟได้ ไม่นานขี้เถ้าที่ปลายคบก็หนาขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่หมั่นเขียขี้เถ้าออกไฟก็จะดับ เวลาจะจุดให้ติดไฟใหม่ต้องเขียขี้เถ้าออกให้หมดเสียก่อน ธรรมชาติของไต้ เป็นอย่างนั้น ผู้ใช้ได้จึงต้องคอยเขี่ยขี้ไต้ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ไฟดับนี้อยู่ตลอด เรื่องราวต่างๆ นึกถึงองค์พระบ้าง ดวงแก้วบ้าง เคลิ้มหลับไปบ้าง หรือไม่ก็ ย่องออกไปเดินเล่น ไถลไปเข้าห้องน้ำห้องส้วม ดูนก ดูไม้ ดูดาว ดูเดือน เรื่อยเปื่อยไป พอเรียกทีก็มานั่งตั้งท่าที แต่สำหรับคุณยายอาจารย์แล้วท่าน ไม่เป็นอย่างนั้นท่านมีสำนึกความรับผิดชอบสูงมากไม่กลัวเหนื่อยไม่กลัวง่วง แต่กลัวถูกตำหนิว่าเป็น “ไอ้ขี้ไต้” มากที่สุด นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในโรงงานทำวิชชา คุณยายแสดงชัดถึงธาตุแท้ ของความทรหดอดทน ความใฝ่เรียนใฝ่รู้ และความสำนึกรับผิดชอบ ต่อหน้าที่การงาน ไม่ว่างเว้น ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเวรกะกลาง คืน และเพราะคุณสมบัติดีเยี่ยมเช่นนี้เอง ท่านจึงสามารถถ่ายทอดความรู้ ถ่ายทอดคุณธรรมจากหลวงปู่วัดปากน้ำมาได้มาก พวกเราซึ่งเป็นลูกศิษย์ ของคุณยาย แม้ไม่เคยพบหลวงปู่ เพียงฟังคุณยายเล่าถึงปฏิปทาของท่านที่ มีต่อชาวโลก ก็เกิดความปลื้มปีติและซาบซึ้งในพระคุณของท่านอย่างเหลือจะกล่าว พระเดชพระคุณหลวงปู่ทุ่มเทในการปฏิบัติธรรมเพื่อฝึกตัวของ ท่านเองอย่างจริงจัง และทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับลูกศิษย์มากมายอย่างนี้นี่เอง แม้ท่านละสังขารแล้ว ลูกศิษย์ของท่านจึงยังมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง และ ลูกศิษย์ก็ได้ถ่ายทอดคุณธรรมของท่านกันต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน การสอนภาวนาของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำนั้น ท่านได้ ปรับปรุงวิธีสอนให้เหมาะสมกับยุคสมัยเสมอ ยิ่งกว่านั้นที่น่าชื่นชมมากๆ เลย ก็คือ พอใครได้ปฐมมรรค หรือเข้าถึงธรรมกายแล้ว และมีความตั้งใจจริง จะปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ท่านจะใช้ระบบโรงงานเข้ามาจัดการกับผู้เข้าถึงธรรม เหล่านี้ คือ พอใครนั่งได้ดีพอสมควรแล้ว ท่านให้เข้าไปนั่งสมาธิในอาคารทำ ภาวนา ซึ่งท่านเรียกว่า โรงงานทำวิชชา เพราะสร้างเป็นโรงโล่งๆ เช่นเดียวกับ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อมๆ แต่บรรยากาศสงบเย็น มีที่นั่งภาวนาเดี่ยว ๆ ห่างกันประมาณ ๑-๒ ช่วงแขน เหมาะแก่การทำภาวนาอย่างยิ่ง โรงงานทำวิชชาของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ขณะนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว สมัยนั้นแม้คนที่ไปทำบุญที่วัดปากน้ำก็ไม่มีโอกาสได้เข้าไปถึงโรงงานทำวิชชา เพราะเป็นเขตที่มีรั้วสังกะสีกั้นล้อมไว้เป็นสัดส่วนเฉพาะผู้ทำวิชชาเท่านั้น ฟังจากที่คุณยายอาจารย์เล่า ท่านว่าโรงงานทำวิชชาเป็นกุฏิไม้หลังใหญ่ มี เพิ่งออกไป ๒ ข้าง มีแผงกั้น แบ่งฝ่ายหญิงไปนั่งซีกหนึ่ง พระภิกษุรวมทั้ง ฝ่ายชายนั่งอีกซีกหนึ่ง แผงที่กั้นไม่สูงนัก พอไม่ให้ข้ามได้และฝ่ายหญิงฝ่าย ชายไม่เห็นหน้ากัน มีทางเข้าคนละทาง พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านระวังมาก ป้องกันมาก เรื่องระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง เมื่อเข้าไปอยู่ในโรงงานทำวิชชาแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะไม่เห็นหน้ากันเลย ท่านว่าแม้แต่หน้าแข้งพระก็ไม่ให้ผู้หญิงเห็น แม้ที่สุด นอกโรงงานทำวิชชาท่านก็ห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้ากุฏิพระ แม้ผู้หญิงที่แก่แล้วท่านก็ห้าม ท่านว่า “ไอ้แก่ละตัวดี” พระเดชพระคุณหลวงปู่นั่งเป็นประธานในซีกของฝ่ายพระภิกษุ มีการทำสมาธิต่อเนื่องกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่ว่าทำเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มละ ๒ กะ เวลา ๑ กะเท่ากับ ๖ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น แต่ละกลุ่มจึงนั่งสมาธินับเป็น เวลารวมกันวันละ ๑๒ ชั่วโมง กลุ่มที่ ๑ เรียกว่า กะเช้า ทั้งสองฝ่ายเข้าโรงงานทำวิชชาตั้งแต่เวลา ๖.๐๐ น. นั่งไปจนกระทั่งถึง ๑๑.๐๐ น. แล้วก็ไปพัก กลุ่มที่ ๒ เรียกว่า กะเพล เข้าทำวิชชา ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ น. ไปออก เวลา ๑๘.๐๐ น. แล้วไปพัก กลุ่มที่ ๑ ที่ออกไปเมื่อตอน ๑๑.๐๐ น. ก็มา เข้ากะตอน ๑๘.๐๐ น. ไปออกเมื่อถึงเวลา ๒๔.๐๐ น. แล้วกลุ่มที่ ๒ ที่ออกไปตอน ๑๘.๐๐ น. ก็มาเข้ากะตอน ๒๔.๐๐ น. แล้วไปออกตอน ๖.๐๐ น. ทั้ง ๒ กลุ่มก็ผลัดเปลี่ยนเวียนเข้าออกในโรงงานทำวิชชาอยู่อย่างนี้ ตลอดปี แต่สำหรับคุณยายอาจารย์ของเรา ถึงแม้ว่าจะถึงเวลาหมด ของท่านในช่วงนั้น ท่านก็ยังไม่ยอมลุกออกจากที่นั่ง หากแต่ยังคงนั่งอยู่กับ กะต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง ทั้งนี้เพราะท่านทราบว่าช่วงรอยต่อนี้ พระเดช พระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำจะซักถามธรรมะกับหัวหน้ากลุ่มหรือหัวหน้ากะ คนต่อไป แล้วถ่ายทอดความรู้เพิ่มเติมให้ คุณยายตระหนักถึงความสำคัญ ของรอยต่อนี้เป็นอย่างดี จึงคอยรองรับความรู้ช่วงนั้น เพื่อทำวิชชาให้ เชื่อมโยงติดต่อกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง นั่นหมายความว่าถ้าคนอื่นนั่ง ๖ ชั่วโมง คุณยายอาจารย์จะต้องนั่งถึง ๖ ชั่วโมงครึ่ง กลายเป็นวันละ ๑๒ ชั่วโมง เป็นอย่างนี้สม่ําเสมอ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำท่านนั่งเป็นประธานสั่งทำวิชชา จัด ระบบ และควบคุมระบบให้วิชชาต่อเนื่องกันด้วยตัวของท่านเอง วิธีนี้คือ การจัดการแบบระบบโรงงาน ซึ่งสมัยโน้นไม่มีใครเขาเอาระบบโรงงานมาใช้ ในการปฏิบัติธรรม แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านทำและเรียกสถานที่ทำ ภาวนาในระบบนี้ว่า โรงงานทำวิชชา ผลของการจัดระบบเช่นนี้ทำให้ ลูกศิษย์ของท่านที่เป็นประเภทเอาจริงหลายคนทำวิชชาได้เก่งกล้า จนกระทั่งสามารถใช้วิชชาธรรมกายช่วยชาติบ้านเมืองได้ในตอน สงครามโลกครั้งที่ ๒ คุณยายอาจารย์ของเราเป็นหนึ่งในจำนวนผู้เก่งกล้า เหล่านั้นและเป็นผู้ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ออกปากชมว่า เป็นหนึ่งไม่มีสอง การจัดระบบในโรงงานทำวิชชานี้ ทางฝ่ายหญิงท่านจัดเป็น ๒ กลุ่ม และได้แต่งตั้งผู้ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มไว้ทั้ง ๒ กลุ่ม คุณยายของเราเป็น หัวหน้ากลุ่มที่ ๒ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กะกลางคืน เข้าโรงงานทำวิชชาตอน ๑๑.๐๐ น. ออกจากโรงงาน ๑๘.๐๐ น. แล้วไปเข้าโรงงานทำวิชชาต่อ ตอน ๒๔.๐๐ น. ออกตอนเช้า ๑.๐๐ น. พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านปรับปรุงวิธีสอนของท่านให้ เหมาะสมอยู่เสมอ และทุกคนทุกรูปก็ตั้งใจทำวิชชากันอย่างทุ่มเท นอกจากตัวของท่านเองจะเอาชีวิตเป็นเดิมพันแล้ว ลูกศิษย์ทุกคนก็ต้องฝึกเอาชีวิต เป็นเดิมพันตามท่านด้วย เมื่อใครมีอาการชักจะล้าๆ หลวงปู่ท่านจะพูดเปรยๆ ให้ได้ยินกันทั่วๆ ว่า “เวลาพระพุทธเจ้าปฏิบัติธรรมยังทรงเอาชีวิตเป็นเดิมพันพวกเอ็งเก่งกัน มาจากไหน ไม่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน แล้วจะให้ได้ธรรมะของพระพุทธเจ้า มันเป็นไปไม่ได้” เท่าที่คุณยายอาจารย์เล่าให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อฟังมานี้ เป็น เพียงส่วนหนึ่งของการทุ่มชีวิตฝึกลูกศิษย์ ของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ อย่างไรก็ตาม ด้วยวิธีการสอนที่ให้ทุ่มเทชีวิตเป็นเดิมพัน กันอย่างนี้ ผลจึงปรากฏว่าที่วัดปากน้ำภาษีเจริญในเวลานั้น ได้มีผู้เข้าถึง ธรรมกายกันมากมาย วันอาทิตย์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ณ สภาธรรมกายสากล (หลังคาจาก) วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี