ผู้เป็นศูนย์รวมใจ
คุณยายอาจารย์ · เกิดด้วยสองมือยาย
ผู้เป็นศูนย์รวมใจ
วันอาทิตย์ที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔
วันนี้เป็นวันทำบุญบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายแด่...คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย เป็นครั้งที่ ๒๖๖ อาตมาก็ขอบรรยายธรรม ถึงประวัติ คุณธรรม คำสอนของคุณยาย ตามที่ได้เห็น ได้ยิน หรืออยู่ในเหตุการณ์มาเล่าสู่กันฟัง
คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นตัวอย่างนักสร้างบารมีที่เลิศและเป็นมหาปูชนียาจารย์ที่ทรงคุณค่าแห่งยุค งานที่ได้รับมอบหมายจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ทั้งขณะที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ และที่ได้ฝากฝังไว้ก่อนท่านจะละโลกก็ทำได้สำเร็จสมบูรณ์ ไม่มีที่ติ สมกับที่หลวงพ่อวัดปากน้ำชมไว้ว่า ลูกจันทร์เป็นหนึ่งไม่มีสอง
ในช่วงใกล้วาระที่หลวงพ่อวัดปากน้ำจะละโลก ท่านได้ฝากงานสำคัญไว้กับคุณยาย ๕ อย่าง คือ
๑. ให้คุณยายไปตามนักสร้างบารมีอีกทีมหนึ่งมาเกิด
๒. ให้รออยู่ที่วัดปากน้ำก่อน จนกว่าทีมนักสร้างบารมีชุดนี้จะมาถึง
๓. ให้ถ่ายทอดวิชชาธรรมกายให้กับชุดนี้
๔. ให้รวมหมู่คณะสร้างวัด และสอนธรรมปฏิบัติเรื่อยไปอย่าหยุด เพราะคนที่มีอินทรีย์แก่กล้าพอจะเข้าถึงธรรมกายยังมีอยู่
๕. งานสุดท้าย ก็คือ ให้ขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก
ทั้งหมดนี้ คุณยายก็ทำได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนถึงวาระที่ท่านละโลกไป ทำได้ครบทุกเรื่อง แม้งานสุดท้าย ดูเหมือนว่ายังทำไม่เสร็จ แต่ท่านก็ได้กำหนดแผนการต่าง ๆ ไว้ให้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีอะไรน่าห่วงอีก
หลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำละสังขารไปแล้ว กลุ่มอุบาสิกาที่ร่วมกันทำวิชชากันในสมัยนั้นซึ่งมีหลายท่าน ก็อยากได้บุญพิเศษ แต่ละท่านก็ออกไปสร้างวัด สร้างสำนักของตัวเอง ได้อาราธนาพระภิกษุที่สนใจการประพฤติปฏิบัติธรรม รวมทั้งอุบาสก อุบาสิกา ไปสร้างวัดในท้องที่ต่างจังหวัดอยู่หลายวัด
มีคุณยายทองสุขแล้วก็มีอีกหลาย ๆ ท่าน และมีพระอีกหลาย ๆ รูปที่อยู่ในทีมทำวิชชาสมัยนั้น แต่ละท่านเมื่อไปเยี่ยมวัดของตนเองก็กลับมาเล่าสู่กันฟัง มาเล่าให้คุณยายฟังบ้าง เล่าให้ท่านโน้นท่านนี้ฟังบ้าง เออ วัดโน้นวัดนี้มีพระกี่รูป มีเนื้อที่กี่ไร่ มีสาธุชนผู้สนใจมาประพฤติปฏิบัติธรรมกันกี่คน ท่านฟังแล้วก็นึกอนุโมทนา
แต่ในใจลึก ๆ คุณยายนึกว่า สักวันหนึ่ง เมื่อทีมงานของเรามาพร้อม เราจะสร้างวัดให้ใหญ่ ให้สวยที่สุด สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ เอาคนมานั่งธรรมะ ปฏิบัติธรรมเยอะ ๆ เราจะทำให้ดีที่สุด แล้วก็เอาส่วนละเอียดไปถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน เพื่อเอาบุญละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นความปรารถนาของคุณยายมานานแสนนาน แต่ในช่วงที่คุณยายรอทีมงานอยู่ที่วัดปากน้ำ ท่านก็สอนธรรมะไปด้วยตามคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ สอนให้ประพฤติปฏิบัติธรรมไป ช่วงแรกก็อยู่ในอาคารทำวิชชาหลังเดิมของวัดปากน้ำ แต่หลังจากคุณยายทองสุขท่านละสังขารไป คุณยายก็สอนธรรมะที่บ้านคุณยายทองสุขเรื่อยมา ซึ่งหลวงพ่อธัมมชโยมักจะเรียกบ้านหลังนั้นว่า บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑
ต่อมา เมื่อคุณยายได้พบกับหลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งขณะนั้นท่านยังเป็นฆราวาส เป็นนักเรียน นักศึกษา คุณยายได้สอนธรรมะจนกระทั่งหลวงพ่อธัมมชโยแตกฉานในวิชชาธรรมกาย จึงได้ไปชวนพี่ ๆ น้อง ๆ ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มา มีหลวงพ่อทัตตชีโวแล้วก็มีทีมงานอีกหลาย ๆ ท่าน เพื่อที่จะมารวมกลุ่มปฏิบัติธรรมกัน และได้มาช่วยกันสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งหลวงพ่อธัมมชโยมักจะเรียกว่า บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๒
ครั้นกลุ่มปฏิบัติธรรมใหญ่ขึ้น มีจำนวนหลายสิบ จนกระทั่งเป็นร้อย และหลาย ๆ ร้อยคน พื้นที่ปฏิบัติธรรมที่นั่น คือที่บ้านธรรมประสิทธิ์ก็เริ่มจะแคบลง เวลารวมกลุ่มปฏิบัติธรรมในวันอาทิตย์แต่ละครั้ง โดยเฉพาะในวันอาทิตย์ต้นเดือนคนก็มาก จนกระทั่งล้นออกมาทางเดินหน้าบ้าน และนอกรั้วบ้าน
คุณยายก็มาพิจารณาว่า กลุ่มของเราเริ่มใหญ่แล้ว ถึงเวลาสมควรที่จะขยับขยายพื้นที่ไปสร้างวัดได้แล้ว ก็เริ่มมีความคิดที่จะหาพื้นที่สร้างวัดตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยชี้ช่องทางเอาไว้ ก็ได้ป้าหวิน (อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) เป็นผู้นำบุญไปบอกบุญกับคุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี ซึ่งเป็นแม่ของอาจารย์วรณี สุนทรเวช เราก็เลยได้ที่ดิน ๑๙๖ ไร่มาสร้างวัดพระธรรมกายกัน ที่คลองสาม ปทุมธานีนี้แหละ
คุณยายทุ่มสุดชีวิตที่จะสร้างวัดใหม่ด้วยเงินทุน ๓,๒๐๐ บาทที่มีอยู่ทั้งหมดในขณะนั้น สร้างวัดไป สอนธรรมะไป ชักชวนคนทำบุญไป คุณยายสอนธรรมะอยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์จนกระทั่งวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านก็ย้ายจากวัดปากน้ำมาอยู่ที่คลองหลวง วัดพระธรรมกาย ซึ่งสมัยนั้นใช้ชื่อว่า ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม
ส่วนอาตมาเองเข้าวัดมาปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ยังโชคดีที่เป็นปีสุดท้ายก่อนที่คุณยายจะย้ายมาจากบ้านธรรมประสิทธิ์ เคยได้ไปร่วมปฏิบัติธรรมกับคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ในช่วงปีสุดท้ายอยู่หลายครั้ง ยังทันได้เห็นวัตรปฏิบัติของคุณยายอย่างใกล้ชิดที่วัดปากน้ำ เห็นกิจกรรมที่ท่านทำในแต่ละวัน จนกระทั่งได้เห็นถึงวิธีทำความสะอาดที่ดีเยี่ยมของท่าน
ในการสร้างวัด นโยบายหลักของคุณยายคือต้องมี ๑. ความสะอาด ๒. ความมีระเบียบ และ ๓. การสอนธรรมะภาคปฏิบัติ ตามวิธีการของหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ญาติโยมทั้งหลายมาวัดก็จะชื่นชมกันในเรื่องของความสะอาด ความมีระเบียบ และการปฏิบัติธรรม ซึ่งตรงตามนโยบายทุกประการ
คุณยายมักจะบอกบ่อย ๆ ว่า ถ้าเราทำวัดให้สะอาดแล้ว คนเห็นก็จะสบายใจ คนที่จิตใจยุ่งเหยิง พอมาเห็นความมีระเบียบ ใจเขาก็จะมีระเบียบตาม ซึ่งจะเป็นต้นทางในการเข้าถึงธรรม แม้พวกเราอุบาสกอุบาสิกาที่ช่วยกันทำความสะอาด ท่านจะสอนว่า เวลาทำความสะอาดวัด ใจเราจะสะอาดตาม วิมานเราก็จะสะอาดไปด้วย เมื่อใจเราสะอาด เวลาเราหลับตา จะนั่งธรรมะ ท่านใช้คำว่า ใจมันดิ่งเข้ากลางคล่องดี เพราะฉะนั้นคุณยายจึงชอบมากในเรื่องการทำความสะอาดเสนาสนสงฆ์
หลังจากที่คุณยายมาอยู่ที่วัดพระธรรมกายแล้ว วันอาทิตย์จะเป็นวันบุญที่ญาติโยมมาวัดกันมาก คุณยายจึงวางนโยบายเอาไว้ว่า เช้าวันอาทิตย์ ก่อนที่สาธุชนจะมา ทุกอย่างต้องสะอาดเรียบร้อย ใครจะเตรียมงานแผนกไหนจะเตรียมงานอย่างไร เท่าไหร่ ก็ทำไปเถอะ แต่ว่าไม่ใช่เตรียมไปจนกระทั่งไม่มีจุดสิ้นสุด ท่านขีดเส้นใต้เอาไว้ว่า เช้ามืดวันอาทิตย์ต้องเรียบร้อยพร้อมใช้งาน
เพราะฉะนั้น ทุกคนก็ต้องทำอย่างมีแผน ทุกแผนกถึงเช้ามืดวันอาทิตย์ต้องสะอาดสมบูรณ์ แล้วก็เรียบร้อย แล้วท่านยังสั่งอีกว่า เมื่อเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่หยุดอยู่เท่านั้นนะ ทุกคนต้องมาช่วยกันยืนยิ้มหรือนั่งยิ้มต้อนรับแขกด้วย แล้วหลังเสร็จงานบุญตอนเย็นให้ช่วยกันเก็บงานให้เรียบร้อย อย่าให้ข้ามวัน
ผู้ที่เป็นหัวหน้างาน ไม่ว่าจะเป็นอุบาสกผู้ใหญ่หรือพระผู้ใหญ่ในวัดที่รอง ๆ ลงมา ท่านก็มักจะบอกเสมอว่า พอจะถึงวันอาทิตย์หรือว่าก่อนจะถึงวันอาทิตย์ ก็มาช่วยกันตรวจตราดูว่า มีอะไรที่ยังบกพร่อง ถูกหลงลืม หรือยังไม่ได้ทำ ต้องรีบแก้ไขเสียให้ทัน อย่ามัวนั่งจมอยู่แต่ในห้อง มาช่วยกันดู ช่วยกันทำ อย่าปล่อยให้ลูกน้องทำงานอยู่ฝ่ายเดียว หรืออย่ารอให้หลวงพ่อธัมมะต้องมาสั่ง เรารีบขวนขวายดูแลกันเสียก่อนให้สำเร็จ
เพราะฉะนั้น กว่าจะเตรียมงานบุญใหญ่ หรืองานวันอาทิตย์เสร็จแต่ละครั้งได้ เจ้าหน้าที่แต่ละท่านแต่ละแผนก ต้องบอกว่า เหนื่อยทีเดียวคุณโยม แต่ทุกคนก็หวังจะเอาบุญที่จะให้ญาติโยมผู้ที่มาวัดนั้น ได้รับความสะดวกในการประพฤติปฏิบัติธรรม
แล้วยุคนั้น (ช่วง พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๒๘) ในวัดของเราก็แปลก เราเริ่มสร้างวัดใหม่ ๆ ภัยธรรมชาติมักจะเกิดวันเสาร์หรือก่อนงานบุญ ๑ วันเสมอ ราวกับตั้งใจมาเพิ่มขันติบารมีให้ เดี๋ยวฝนตกบ้าง เดี๋ยวไฟฟ้าดับ ลมพายุมา ต้นไม้โค่น เต็นท์โค่นล้มกระจุยกระจาย ท่อประปาแตก ทำให้เราต้องรีบแก้ไข รีบซ่อม รีบจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก่อนที่จะถึงวันอาทิตย์ อย่าให้ญาติโยมมาเห็นสภาพที่ไม่น่าดู
ยิ่งถ้าสมัยก่อนอยู่ที่ ๑๙๖ ไร่ เราต้องเช่าเต็นท์มากางเสริม ถ้าฝนตกน้ำนองล่ะก็ หลวงพ่อทัตตชีโว หลวงพี่ฐิตสุทโธ ก็ต้องรีบนำทีมเรียกเด็กวัดอุบาสกทุกคนถือจอบถือเสียมคนละอัน ไปขุดร่องดินปล่อยน้ำไหลออกไป อย่าให้เจิ่งนอง บางจุดต้องเอาหินเกล็ดหรือทรายมาโรยเสริม เพราะรุ่งขึ้นญาติโยมมาต้องใช้พื้นที่ตรงสนามดิน สนามหญ้าเป็นพื้นที่นั่งธรรมะ ถ้าพื้นที่แฉะ ก็จะนั่งไม่ได้ เดี๋ยวเสื้อผ้าเขาจะเปรอะเลอะเทอะ นี่แหละคือการเตรียมงานของเราในสมัยนั้น ต้องเตรียมพื้นที่ให้พร้อม สำหรับญาติโยมมานั่งปฏิบัติธรรม ทุกอย่างต้องเสร็จก่อนญาติโยมมาถึงในตอนเช้า ซึ่งบ่อยครั้งก็เสร็จกันแบบเฉียดฉิวเลยทีเดียว
ยังดีที่สมัยนี้ เรามีสภาธรรมกายสากลหลังใหม่และก็หลังใหญ่ ปัญหาเรื่องนี้ก็น้อยลง สามารถสร้างบุญบารมีจากพื้นที่นี้ได้อีกเยอะ คุณยายเองท่านก็เข้าใจดีว่า ลูกศิษย์ลูกหาเด็กวัดในสมัยนั้นเหนื่อยกันจริง ๆ ในการเตรียมงานวันอาทิตย์ เพราะฉะนั้น เย็นวันอาทิตย์เมื่อเสร็จจากงาน แขกเริ่มทยอยกลับ คุณยายไม่ได้อยู่กุฏิเปล่า ๆ นะ ท่านจะเดินออกมาตรวจว่า งานอะไรยังเก็บไม่เรียบร้อย แล้วก็คอยสั่งงานให้กำลังใจเด็ก ๆ เจ้าหน้าที่ที่ยังไม่ได้กลับบ้าน รอเก็บงานอยู่
ท่านจะมาพูดให้กำลังใจ เออ อย่างนี้สิดีไอ้หลานกู ทำงานแล้วก็ต้องเก็บงาน เก็บบุญไปให้หมด อย่าให้มีซากของเหลือให้หลวงพี่หลวงพ่อท่านต้องมาเก็บงานตามหลัง พวกเราก็จะได้บุญที่สมบูรณ์บริบูรณ์ แล้วก็สอนเทคนิคการทำงาน ทำอย่างนี้สิไอ้หลาน ทำอย่างนี้สิคุณ ทำอย่างนี้มันจะเสร็จ ทำอย่างนี้มันจะง่ายเรียบร้อย ซักผ้าขี้ริ้วอย่างนั้น แล้วตากให้ขนาดมันเรียงลำดับเข้าแถวกันอย่างนี้ ของทั้งหลายจัดเรียงกันอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วจะทั้งสะอาด ทั้งเรียบร้อย จะหยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา
คุณยายมาให้ทั้งความรู้ ให้ทั้งธรรมะ แล้วก็มาให้ทั้งบุญกับเจ้าหน้าที่ทุกคน ความเป็นอยู่ของพวกเราสมัยนั้นจึงอบอุ่น และตอนท้ายก่อนที่จะส่งเด็ก ๆ กลับบ้าน คุณยายก็ยังไม่ลืมที่จะชวนทิ้งท้ายไปว่า “เสาร์อาทิตย์หน้ามาเอาบุญกับยายอีกนะไอ้หลานนะ” จะเป็นคำพูดที่เจ้าหน้าที่ทุกคนในสมัยนั้นได้ยินจนชินหู ตอนที่จะลาคุณยายกลับบ้านในตอนเย็นวันอาทิตย์
ทำให้พวกเราในยุคนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างจะติดวัดทีเดียว เราอยากได้บุญ อยากได้ธรรมะ แล้วก็อยากได้สมบัติไปในภพเบื้องหน้า ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา การเตรียมงานแบบนี้ แต่ว่าถ้าทุกท่านลองค่อย ๆ พิจารณาสักนิดหนึ่งว่า เราต้องทำกิจกรรมนี้ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน แล้วก็ทุกปี ซึ่งอย่างน้อยปีละ ๕๒ ครั้ง ไม่รวมงานบุญใหญ่ งานบุญพิเศษ มันจะไม่เหมือนกับวัดอื่น วัดอื่น ๆ เขามีงานกันก็ปีละครั้ง สองครั้ง แต่เราเป็นวัดที่กำลังก่อสร้าง แล้วก็เป็นวัดที่มุ่งเน้นเรื่องการสอนปฏิบัติภาวนา เราจึงต้องทำกิจกรรมบุญบ่อย ๆ ทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง
เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเกิดความต่อเนื่องในการมาวัด มีศรัทธาที่จะมาช่วยงาน ต้องมีคนที่มีกำลังใจอันสูงส่งทีเดียว จึงจะสามารถผูกใจเด็ก ๆ เหล่านั้นเอาไว้ได้ ซึ่งในสมัยนั้นก็มีอุบาสกอยู่น้อย หรืออาสาสมัครก็มีอยู่น้อย และแต่ละคนที่มาช่วยงานนั้นก็มาจากหลาย ๆ ที่ มีพื้นเพความรู้มาไม่เท่ากัน มีประสบการณ์ มีสติปัญญามาไม่เท่ากัน บางคนก็ได้หน้าลืมหลัง ได้หลังลืมหน้า ทำให้ในยุคนั้นมีเรื่องให้คุณยายต้องอบรมได้เกือบทุกวัน คุณยายก็ไม่เบื่อที่จะอบรมให้กำลังใจอุบาสก และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทั้งหลาย
คุณยายมักจะบอกเสมอ ๆ ว่า ยายจะพูดบ่อย ๆ บ่นบ่อย ๆ อย่าเพิ่งเบื่อยายก็แล้วกัน คุณยายไม่เบื่อที่จะสอนพวกเรา แต่ท่านกลับมาถามพวกเราว่า พวกเราเบื่อที่จะฟังยายสอนหรือยัง เราทุกคนต่างก็ยกมือพนมกันอยากได้ยินคุณยายสอนเรื่อย ๆ อยากได้ธรรมะอย่างคุณยาย อยากฝึกตัวเองได้อย่างคุณยาย คุณยายบอก เออ ดีแล้ว เพราะฉะนั้น ต้องอดทนนะ อดทนให้ได้อย่างยาย ขยันให้ได้อย่างยายนะไอ้หลาน
คุณยายเคยบอกอาตมาว่า อุบาสกชุดแรก ๆ นี้ ยายจะต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ ต้องอบรมหนักหน่อย เพราะว่าต่อไปชุดนี้จะต้องบวช จะได้เป็นพระที่ดี ไปอบรมสั่งสอนคนอื่น รุ่นต่อไปให้ดีได้ ทำให้อาตมานึกถึงพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า *“อานนท์ เราจักไม่พยายามกระทำกับพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำกับดินปั้นหม้อที่ยังเปียกยังดิบอยู่ อานนท์ เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด เราจะชี้โทษแล้วชี้โทษอีกไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจะทนอยู่ได้” นี้แหละในยุคสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านก็ทรงสอนอย่างนี้
ในช่วงที่คุณยายอายุประมาณ ๗๐ ปีเศษ ท่านยังแข็งแรง การทำงานทุกอย่างท่านจะเข้มงวดเรื่องระเบียบวินัย แม้ท่านเข้มงวดมาก แต่ลูกหลานก็ชอบที่จะเข้าใกล้ท่าน เพื่อจะได้ฟังธรรมะ ได้ไปช่วยคุณยายทำภารกิจต่าง ๆ ทำความสะอาดเสนาสนะ หรือไปช่วยปลูกต้นไม้ อยากได้ฟังธรรมะดี ๆ จากคุณยาย
คุณยายก็มักจะสอนว่า พวกเราถ้าอยากเป็นอย่างยาย ต้องขยัน อย่าเป็นคนขี้เกียจ พยายามอบรมตัวเองอยู่เรื่อย ๆ พยายามสอนตัวเอง แล้วก็พยายามใกล้ชิดครูบาอาจารย์ อย่าเป็นคนห่างครูบาอาจารย์ เราใกล้ชิดเพื่อจะรับใช้ท่าน ฟังธรรมตามที่ท่านพูด และก็ไตร่ตรองตาม เอามาปรับปรุงแก้ไขตัวเองเหมือนยาย พยายามอยู่ทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำและกับยายทองสุข ยายไม่ค่อยขอลาไปทำธุระที่ไหน ๆ เหมือนคนทำวิชชาคนอื่น ๆ ยายจึงรองรับวิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำไว้ได้มาก จนหลวงพ่อชมยายว่า ลูกจันทร์เป็นหนึ่งไม่มีสอง
คุณยายเคยเล่าว่า แม้ยายทำงานหยาบ ใจก็จะดิ่งธรรมะตลอดเวลา ใจดิ่งอยู่กับธรรมะไปเรื่อย ๆ บางทียายทำงานไป ระลึกชาติไป ระลึกไปถึงการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นพระองค์นี้ ระลึกไปถึงการสร้างบารมีของพระอรหันต์องค์นั้นองค์นี้ แล้วก็ดิ่งธรรมะแก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปบ้าง ค้นธรรมะไปบ้าง
ในขณะเดียวกัน ถ้าพวกเราไปช่วยคุณยายทำงาน คุณยายก็ชำเลืองดูพวกเราว่า เออ ไอ้ลูกหลานมันทำงานได้เรื่องหรือเปล่า ถ้าเกิดทำงานไม่ได้เรื่อง คุณยายก็สอนอีก ทำอย่างนี้สิ ทำอย่างนี้ดีกว่า ทำอย่างนี้เร็วกว่า ทำอย่างนี้ได้ผลกว่า สะอาดกว่า ดูดีกว่าอะไรทำนองนั้น แล้วก็จะบอกเสมอ ๆ เรื่องการฝึกธรรมะ ยายทำจนชำนาญแล้ว ฝึกทำจนเชี่ยวชาญ สมัยอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี ทำให้ยายสามารถทำธรรมะได้ทุกอิริยาบถ แล้วก็ค้นธรรมะได้ จนกระทั่งมาสอนพวกคุณน่ะแหละ
บางทีคุณยายก็มาบอกมาเล่าให้หลวงพ่อทัตตชีโวเอาไว้เทศน์สอน คุณยายรู้ว่า หลวงพ่อทัตตชีโวเป็นพระที่ชอบเทศน์ชอบสอนคน แม้ท่านศึกษาธรรมะแตกฉานในพระไตรปิฎก แต่บางครั้งอ่านไปท่านก็ไม่เข้าใจบางเรื่อง ต้องมาถามคุณยายว่า เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร เรื่องนี้มีรายละเอียดว่าอย่างไร มีเหตุมาอย่างไร เพราะบางเรื่องไม่มีบอกไว้ในพระไตรปิฎก
คุณยายบอก ยายไม่รู้หนังสือ ยายไม่เคยอ่านพระไตรปิฎก ยายก็ได้แต่นั่งเข้าที่ระลึกชาติไปตรวจดู เหตุการณ์ในยุคนั้นสมัยนั้น หาคำตอบมาให้ท่านให้ได้ บอกว่า ยายช่วยได้เท่านี้ คุณยายเคยบอกอาตมาว่า การจะตอบเรื่องเกี่ยวกับธรรมะ ตอบส่งเดชไปไม่ได้นะ ยายต้องเข้าที่ไประลึกชาติย้อนไปดูเหตุ ตรวจดูจริง ๆ ไปให้เห็นจริง ๆ เลย เหมือนเราเข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์แล้วถึงจะมาตอบได้
หลวงพ่อวัดปากน้ำกำชับไว้นักหนาว่า เป็นครูเขา เวลาสอนต้องสอนให้เขารู้ถูกเห็นถูก ตรงตามความเป็นจริงทุกสิ่งทุกประการ แล้วก็ต้องสอบสวนทบไปทวนมาดูให้ดีให้แน่ชัดว่า มันถูกต้องจริง ๆ จะด้นเดาเอาไม่ได้ ให้ถูกต้องตามเส้นทางพระรัตนตรัย ตามเส้นทางพระนิพพาน ถ้าสอนเขาถูกแล้ว เขาเอาไปสอนต่อ คนที่ฟังต่อ ๆ ไปก็ได้ฟังเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้าสอนผิดไป คนรับฟังไปถ่ายทอดต่อ คนที่ฟังต่อ ๆ ไปก็ผิดหมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ถ้าจะตอบคำถามเกี่ยวกับธรรมะ คุณยายจะต้องใช้เวลา ต้องไปสอบสวนดูจริง ๆ
มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อทัตตชีโวเข้าไปถามคุณยายว่า พระได้อ่านเรื่องพระองคุลิมาลหลายเที่ยว องคุลิมาลตอนที่ยังไม่บวช ได้ไปอยู่กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แรก ๆ อาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็รักองคุลิมาลมาก รักอย่างกับลูก เพราะองคุลิมาลเป็นบุรุษที่ร่างกายสูงใหญ่ รูปงาม ฉลาด ขยัน ช่างพูดช่างเจรจา ขยันทำกิจการงานทุกอย่างในบ้านของอาจารย์ ทำหมดไม่ต้องรอให้สั่งเลย อาจารย์รักอย่างกับลูกทีเดียว
แต่ทำไมนะยาย พออาจารย์ทิศาปาโมกข์ไปเจอศิษย์สอพลอบางคนเป่าหูนิดหนึ่ง ความรักนั้นเปลี่ยนไปเป็นความชัง จากคนที่เคยคิดจะให้ กลายเป็นคนที่คิดจะฆ่า สองคนนี้ มีเหตุในอดีตกันมาอย่างไร หลวงพ่อทัตตชีโวถามคุณยายอย่างนี้ คุณยายบอก เดี๋ยวขอเวลายายไปตรวจดูก่อน พรุ่งนี้เย็น ๆ หลวงพ่อทัตตะค่อยมาเอาคำตอบนะ ในขณะทำงานปลูกต้นไม้ไป คุณยายก็ค้นธรรมะไป ระลึกชาติไปเรื่อย ค้นไปเรื่อย กลางคืนคุณยายก็นั่งเข้าที่ไปค้นดูเรื่องนี้
วันรุ่งขึ้น หลวงพ่อทัตตชีโวมาเอาคำตอบ ยายก็เล่าให้หลวงพ่อทัตตชีโวฟัง จากนั้นเล่าให้อาตมาฟังอีก เออ... เรื่องนี้ยายไปเล่าให้หลวงพ่อทัตตะฟังว่า คน ๒ คนนี่นะ องคุลิมาลกับอีตาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ๒ คนนี้เขาเคยเกิดร่วมกันมาหลายชาติ เคยสร้างบุญร่วมกันมาก็มาก เคยสร้างบาปผูกเวรร่วมกันมาก็มาก พอล็อคบุญเปิด คนทั้งสองก็รักใคร่เคารพกันดี พอหมดล็อคบุญ ล็อคบาปเกิดขึ้น ความรักมันก็เปลี่ยนเป็นความชัง สมบัติมันก็เปลี่ยนเป็นวิบัติ แล้วก็วางแผน วางอุบาย หลอกไปให้คนอื่นฆ่า โดยใช้นิ้วมือของมนุษย์เป็นอุบาย ทำอย่างนี้มาหลายชาติแล้ว ผลัดกันทำ โชคดีมาเจอพระพุทธเจ้าเทศน์โปรดซะก่อน มิฉะนั้นก็ยังผลัดกันหลอกไปฆ่า จนกว่าจะคลายความผูกเวรกัน
เรื่องธรรมะที่คุณยายค้นมาสอนพวกเรา ท่านจะบอกผ่านมาทางหลวงพ่อทัตตชีโว หลวงพ่อทัตตชีโวก็มีคำถามไปถามคุณยายหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับในพระไตรปิฎก แล้วท่านก็เอามาประมวลกับการอ่านของท่าน จากหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ ก็มาเป็นตำรับตำราในพระพุทธศาสนาที่น่าอ่านหลายเล่มจนปัจจุบัน ซึ่งความละเอียด ความลึกซึ้งในธรรมะจากตำรับตำรานั้นเอง ได้มาจากหลวงพ่อธัมมชโยและได้มาจากคุณยาย คุณยายแม้ไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ได้ แต่ท่านค้นมาจากในตัว ตามหลักวิธีที่ได้ฝึกมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี เอามาตอบหลวงพ่อทัตตชีโวได้ แล้วต้องการให้หลวงพ่อทัตตชีโวเอาธรรมะมาเทศน์สอนญาติโยม ให้ลูกหลานได้ศึกษา หาความรู้ หาความจริง เพื่อจะใช้ในการประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป
ภารกิจประเภทนี้ คุณยายทำมาจนกระทั่งอายุประมาณ ๘๐ ปีเศษ มีผู้มาบวชมากขึ้น มีคนมาช่วยงานวัดมากขึ้น ก็เริ่มวางมือไปทีละเรื่อง แต่จะมีเรื่องเกี่ยวกับอาหารเท่านั้นที่ท่านยังดูแลอยู่ จนกระทั่งอายุประมาณ ๙๐ ปี ท่านเริ่มเดินไม่ไหว ตอนที่คุณยายยังแข็งแรง ท่านจะเดินเข้ามาดูงานในครัว วันละ ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง เป็นความภูมิใจของท่านที่ได้สร้างครัวสร้างโรงทานเอาไว้เลี้ยงพระ เลี้ยงเณร เลี้ยงผู้มีศีลมีธรรม เพราะฉะนั้น ท่านจึงมาตรวจตราดูครัวของท่านอยู่เสมอ
จุดแรกที่ท่านจะเดินไปในครัวก็มักจะเดินไปตรงจุดที่อาหารเหลือจากพระจากเณรมา ท่านมักจะถามอาตมาบ้าง หรือไม่ก็ถามคนข้างเคียงว่า เออ... ทำไมอาหารเหลือเยอะ เอาไปจัดการอย่างอื่นได้ไหม ไปหาวิธีการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนเมนูทำรายการอาหารใหม่ได้ไหม เพื่อที่จะให้เอามาใช้ประโยชน์ได้ดี มีคำถามอีกหลาย ๆ คำถามที่คุณยายจะถามเสมอว่า มีเจ้าภาพมาสม่ำเสมอทุกวันไหม มีคนเอาวัตถุดิบอะไรมาถวาย มาบริจาคให้บ้างไหม มีเจ้าภาพทุกวันหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ เรียกว่า สิ่งเหล่านี้อยู่ในใจท่านตลอดเวลา
คุณยายจะวางแผนเกี่ยวกับการถวายภัตตาหารเอาไว้ครอบคลุมว่า ตั้งใจจะให้มีเจ้าภาพภัตตาหารมาทุกวัน ซึ่งเจ้าภาพเหล่านั้นอาจจะถวายเป็นปัจจัยเอาไว้สำหรับเป็นกองทุนภัตตาหารบ้างก็ได้ เวลาคุณยายมาเจอ ก็จะบอก คุณ คุณ มาร่วมทำบุญภัตตาหารกับยายนะ พระเณรของยายเยอะ มาเอาบุญกับยายนะ หรือถ้าท่านรู้ว่า คนนี้ ท่านนี้ที่มีกิจการเกี่ยวกับสวนไร่นา พืชผักผลไม้ ท่านก็จะบอกบุญเป็นวัตถุดิบว่า คุณ คุณ เอาผักผลไม้ ข้าวสารอาหารแห้งมาร่วมบุญกับยายนะ พระเณรยายเยอะแยะ มาเอาบุญกับยายนะ คุณยายเจอใครก็จะบอกไปเรื่อย
ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ จะเป็นช่วงที่สุขภาพคุณยายเริ่มอ่อนล้ามาก ช่วงนั้นท่านอายุใกล้จะ ๙๐ ปีแล้ว ท่านมาเยี่ยมที่ครัวไม่กี่ครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้จะมาบ่อยมาก มาทุกวัน ๆ ละอย่างน้อย ๓ ครั้ง การมาแต่ละครั้งก็จะมากับคุณอารีพันธุ์หรือเปิ้ล (คุณสุนิดา) ซึ่งจะพาคุณยายเดินมา ท่านมักจะเจออาตมาแล้วก็บอกว่า คิดถึง อยากมาดู ได้เห็นอะไรแล้วยายก็สบายใจ บางทีท่านก็มาให้ความรู้ มาสั่งงานอะไรต่ออะไรบ้าง มาคุยธรรมะบ้าง ซึ่งจะเป็นความสุขของท่านเกี่ยวกับเรื่องงานครัว
บางครั้งท่านเดินมาคนเดียว อาตมาก็มักจะถามว่า ยาย ยายมาคนเดียว แล้วอารีพันธุ์หรือเปิ้ลไม่มาหรือ คุณยายก็บอกว่า ยายแอบหนีเขามา ยายคิดถึงท่าน อยากจะมาคุยงานกับท่าน อาตมาบอกว่า ยาย เดี๋ยวเขารู้เข้า เขาไม่อยากให้ยายเดินมาคนเดียว คุณยายบอกช่างเขาเถอะ บางครั้งคุณยายจะมาหาอาตมาในลักษณะนี้ อาตมาก็บอกว่า คุณยายให้ใครมาตามก็ได้ เดี๋ยวอาตมาไปหาเอง
วันหนึ่งคุณยายมาหาอาตมาตอนเช้า ท่านบอกว่า เมื่อคืนยายดิ่งธรรมะไปตลอดทั้งคืนจนสว่างถึงเช้า ยายไปดูเหตุการณ์อดีต ปัจจุบัน อนาคต ตั้งใจว่าเช้านี้จะรีบมาหาท่าน คุณยายบอกว่า สังขารของยายใกล้จะละโลกแล้ว ยายจะฝากงานให้ท่านช่วยดูแลครัวของยายให้หน่อย ดูแลไปจนกระทั่งแก่เหมือนยายน่ะแหละ บอกว่า ท่านดูแลไปนะ ไม่ต้องไปทำเองหรอก คอยควบคุมดูแลให้อยู่ในสายตา แล้วก็หาภัตตาหารเลี้ยงพระเณรไป หาเจ้าภาพ ให้ตั้งเป้าไปว่า เลี้ยงพระโดยไม่ต้องเบิกเงินกงสีน่ะ ทำได้ไหม
ท่านบอกว่า ตอนนี้คนก็เริ่มมาเป็นเจ้าภาพภัตตาหารมากแล้ว บางครั้งก็เอาอาหารสำเร็จรูปมา บางคนก็เอาวัตถุดิบมา บางคนเอาผลไม้มา เราลงไปจัดการเรื่องนี้ให้ดี ทำยังไง ทำอาหารเลี้ยงพระได้โดยไม่ต้องเบิกเงินกงสี ส่วนเขาจะมาทำบุญภัตตาหาร เราก็เก็บเอาไว้ สำหรับบางทีเราต้องใช้ยามฉุกเฉิน และท่านก็บอกอีกว่า ก่อนยายจะละโลกไป ยายจะทันได้เห็นท่านเลี้ยงพระโดยไม่ต้องเบิกเงินกงสีไหม อาตมาก็บอกว่า ยายต้องอยู่ร้อยยี่สิบปี จะได้เห็นแน่
นี่แหละความเป็นห่วงของคุณยายว่า อยากจะให้ลูกหลานทุกคนได้ประหยัด ความจริงก็ดีนะ ถ้าเรามีความคิดว่า เราจะทำภัตตาหารโดยไม่ต้องเบิกเงินกงสี แต่ก็รับปากกับท่านว่า จะพยายามตั้งใจทำให้ได้ ท่านบอก เจ้าภาพของเราเริ่มจะมีเยอะแล้ว ลงไปดูจัดการให้ดี สังขารของยายก็แก่เต็มที อายุใกล้จะ ๙๐ ปีแล้วตอนนี้ เหมือนบ้านที่เริ่มมีรอยผุหลายที่ อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายก็เริ่มเสื่อม อีกไม่นานมันคงจะพังครืนลงมา แล้วยายก็คงต้องกลับบ้านยาย
อีกไม่นานยายก็จะต้องกลับบ้านยายแล้ว บ้านยายอยู่ดุสิต ยายจะสวมขันธ์ของกายทิพย์อยู่ดุสิต ยายจะคอยเฝ้าดูการสร้างบารมีของทุก ๆ คน ยายจะคอยเฝ้าดูการสร้างบารมีของหลวงพ่อธัมมะ จะคอยเฝ้าดูการสร้างบารมีของหลวงพ่อทัตตะ คอยเฝ้าดูการสร้างบารมีของท่านนะ แล้วก็คอยเฝ้าดูการสร้างบารมีของลูกหลานยายทุก ๆ คนน่ะแหละ ยายจะสวมขันธ์อยู่ที่ชั้นดุสิต ถ้าท่านเดือดร้อนอะไรก็นึกถึงยาย ยายอยู่บนโน้น ยายก็ช่วยได้ ติดขัดอะไรให้นึกถึงยายนะ ให้ตั้งใจสร้างบุญสร้างบารมีให้เต็มที่ เอาบุญไปให้เยอะ ๆ แบบยาย แล้วคุณยายก็ฝากงานไว้อีกหลาย ๆ อย่าง พอคุณยายสั่งเสร็จ ก็ขอตัวกลับไปพัก อาตมาก็เดินไปส่ง แต่ในใจคิดอยู่ตลอดเวลาว่า เอ๊ะ ทำไมคุณยายมาพูดอย่างนี้กับเรา หรือคุณยายใกล้จะละสังขารจริง ๆ
ขณะเดินไปส่งคุณยายที่ห้องเลขาหน้ากุฏิหลังเดิมของท่าน ผ่านทางแยกหน้าอาคารดุสิต คุณยายชี้มือไปที่เกาะกลางน้ำหลังโบสถ์ บอกว่า ตรงนั้นหลังจากยายละสังขารแล้ว หลวงพ่อธัมมะจะสร้างวิหารให้ยายหลังหนึ่ง ข้างในจะเอารูปปั้นยายตั้งไว้ ให้ญาติโยมกราบไหว้ ท่านช่วยดูแลอย่าให้เลอะเทอะนะ อย่าให้ใครเอาอาหาร หรือผลไม้อะไรเข้าไปวางในนั้น อนุญาตให้มีแต่ดอกไม้กับตู้บริจาคเท่านั้น
หลังจากยายละสังขารไปแล้ว หลวงพ่อธัมมะท่านก็จะนึกถึงยาย ท่านก็จะสร้างอะไรต่ออะไรเป็นอนุสรณ์ให้ยาย ท่านช่วยเป็นแม่งานให้หลวงพ่อหน่อยนะ คิดว่าเอาบุญกับยาย ติดขัดอะไรให้นึกถึงยาย เดี๋ยวยายจะช่วย เออ พระหมูเวลาท่านจะเดินทางไปไหนมาไหน ให้เอายายติดไปด้วย
ล็อคเก็ตของยายศักดิ์สิทธิ์นะ แม้ยายจะแจกให้ใครต่อใครไปแล้ว กลางคืนหลังจากยายดิ่งธรรมะไปทุกคืน ยายยังอธิษฐานเติมความศักดิ์สิทธิ์ทับทวีหนาแน่นนับอสงไขยไม่ถ้วนไปเรื่อย ๆ ทุกวันว่า ล็อคเก็ตของข้าพเจ้าไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด ๆ ทุกมุมโลก คุณยายพูดพลางก็พนมมือว่า ข้าพเจ้าขอเติมความศักดิ์สิทธิ์ ให้มีฤทธิ์มีเดช คุ้มครองป้องกันภัยให้กับลูกหลานยาย ให้มีความสวัสดีมีชัยให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป มีมหาสมบัติเอาไว้กินไว้ใช้ ไว้ทำบุญทำทานไม่รู้จักหมดสิ้น
อาตมาถามคุณยาย เอ...คุณยาย ก็ล็อกเก็ตของยายน่ะ แจกมาตั้งนานหลายปีแล้วนะ บางคนก็เอาติดตัวไปทำมาหากินที่ต่างประเทศนะ คุณยายจะไปตามเอามาอธิษฐานซ้อนความศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไรล่ะ คุณยายตอบว่า เอาเถอะน่าพระหมูยายมีวิธีของยาย ยายฝึกฝนอบรมมาตั้งแต่สมัยอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี สมัยนั้นยายยังได้ร่วมใช้วิชชาธรรมกายซ้อนความศักดิ์สิทธิ์ทำพระของขวัญวัดปากน้ำรุ่นที่ ๑, ๒ และ ๓ ยายฝึกทำอย่างจริง ๆ จัง ๆ เลย
ยายก็ใช้วิธีเดียวกันนั่นแหละ แม้ล็อกเก็ตยายจะอยู่ที่ไหนทั่วโลก ยายก็ขยายธรรมกายของยายให้ใหญ่มากขึ้น ๆ จนโลกเหลือลูกนิดเดียว แล้วก็อธิษฐานซ้อนความศักดิ์สิทธิ์ทับทวีให้หนาแน่นเข้าไป ไม่ยากหรอกท่าน ยายทำจนชำนาญแล้ว รู้ญาณของยายแจ๋วไปเลยนะ คุณยายมักจะใช้ภาษาของท่านว่า “เอาน่า เชื่อสีมือยาย (ฝีมือ)”
แม้รูปภาพของยายก็เหมือนกันนะ เมื่อยายละโลกละสังขารแล้ว ใครมีรูปยายตั้งบูชาไว้ ให้ดูแลรักษาความสะอาดให้ดี อย่าให้สกปรกด้วยฝุ่นหรือหยากไย่ ใครดูแลรูปภาพยายดี ๆ ตั้งไว้สวย ๆ อธิษฐานให้ดี แล้วยายจะตามสมบัติมาให้ ให้ท่านช่วยตามบอกตามดูให้ยายทีนะ ไอ้ลูกหลานยายที่มาภายหลังยังไม่รู้ว่า ยายชอบความสะอาด เดี๋ยวเขาปล่อยให้สกปรกเลอะเทอะ สมบัติก็จะมาไม่ถึงกันพอดี ติดหยากไย่อยู่นั่นแหละ และของอันเนื่องกับยายก็เหมือนกันนะ ยายทวีความศักดิ์สิทธิ์ให้เช่นเดียวกัน ให้บอกเขานะว่า ยายสั่งไว้อย่างนี้
แม้ต่อไปยายจะไปสวมขันธ์ของกายทิพย์ อยู่ที่ดุสิตก็ยังช่วยดูแลพวกเราได้ ไม่เหมือนกายมนุษย์หยาบจะไปไหนมาไหนยังช้า ต้องเดิน ต้องขึ้นรถ กายทิพย์นะ เขาแวบถึง แวบถึงเชียวนะท่าน ยายมีวิธีของยายก็แล้วกัน “เอาน่า เชื่อสีมือยาย (ฝีมือ)” คุณยายพูดปนอาการขำ ๆ ไปด้วย
อาตมาเลยบอกคุณยายว่า อย่างนี้ก็ดีนะไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง แล้วคุณยายมาเยี่ยมพระบ่อย ๆ นะ เวลามายายอย่าลืมเอารัตนชาติ เช่น เพชรนะ เอาติดมือมาฝากพระเยอะ ๆ นะครับ เขาว่าบนสวรรค์นั้นมีเยอะ โถ ยายสั่งงานตั้งหลายอย่าง จะได้มีสตางค์ใช้ทำงานครับ คุณยายบอกว่า มันเป็นของละเอียด มนุษย์เอามาใช้ไม่ได้หรอก เออ แล้วยายจะตามสมบัติมาให้ อาตมาก็เลยรีบขอบคุณคุณยาย คุณยายพูดพลางก็หัวเราะไปด้วย บอกว่า นี่ยายตายแล้วก็ยังต้องตามสมบัติให้เขาใช้อีกนะนี่ เออ งานของหลวงพ่อธัมมะมีแต่งานใหญ่ ๆ วัดก็ใหญ่ งานใหญ่ก็ต้องใช้สตางค์เยอะนะ ทำไงได้ ตอนยายยังอยู่ ก็ยังพอได้ช่วยท่านรับแขก หาสตางค์ได้ ไม่มียายแล้วหลวงพ่อธัมมะคงต้องรับแขกคนเดียว หาสตางค์กันคางเหลืองละทีนี้ ยายรักหลวงพ่อธัมมะ เป็นห่วงหลวงพ่อ พระหมูต้องช่วยหลวงพ่อด้วยนะ อาตมาตอบ ได้ครับ ยินดีเลยครับ ตอนนี้ก็ช่วยอยู่ครับ
ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ปีนั้นกำลังเร่งสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ บ่อยครั้งที่อาตมาบอกคุณยายว่า ยาย อยู่คอยดูเจดีย์เสร็จก่อนนะ กำลังรีบทำ คุณยายบอกว่า ยังไม่เห็นขึ้นมาสักทีเลย ยายจะไม่มีเวลาอยู่แล้วนะ อาตมาก็บอกว่า ตอนนี้เตรียมงานอยู่ เป็นงานฐานราก ตอกเสาเข็มอยู่ เทคอนกรีตตอม่อ งานมันอยู่ใต้ดิน ตอกไปกี่ต้นกี่ต้นไม่ได้เห็นเลย จมดินไปหมดแหละ แต่ก็เร่งนะครับ ทุกครั้งที่คุณยายเปรยถึงเรื่องนี้ อาตมาก็เอามาคุยกับทีมงานทุกที บอกคุณยายบ่นแล้วนะเรื่องนี้ว่า สังขารยายอยู่อีกไม่นานแล้ว รีบนะ เดี๋ยวยายไม่ทันเห็น
ช่วงนั้นอาตมาก็มุ่งเร่งเกี่ยวกับการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ งานผลิตแผ่น Cladding ที่หล่อจากโลหะ Silicon Bronze แล้วก็งานผลิตองค์พระธรรมกายประจำตัว ซึ่งมีน้ำหนักรวมกันมากกว่า ๓,๐๐๐ ตัน พยายามทำยังไงเอาขึ้นมาให้ยายเห็นให้ได้ทัน นาน ๆ ก็ไปหาคุณยาย บอกท่านว่า ยาย อย่าเพิ่งรีบกลับนะ อยู่ทันดูเจดีย์ก่อน กำลังจะเสร็จแล้ว คุณยายก็พยักหน้า อือ ๆ คุณอารีพันธุ์ก็พาคุณยายนั่งรถไปเวียนดูการก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ บ่อย ๆ
คุณธรรมของคุณยายที่จะพาพวกเราทั้งหลาย เคี่ยวเข็ญพวกเราทุก ๆ คนไปสู่หนทางพระนิพพาน ไปสู่หนทางที่สุดแห่งธรรม ทุกท่านลองพิจารณาดูตั้งแต่ที่อาตมาบรรยายมาตั้งแต่ต้นนะ คุณยายหาที่ให้พวกเรา หาพื้นที่สร้างวัดได้สวยงาม จัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อย ให้สะอาดสำหรับนั่งธรรมะ วางกฎวางระเบียบวินัยของวัดให้ดี แล้วท่านก็เคี่ยวเข็ญฝึกอุบาสก ให้มาเป็นพระที่ดี หาธรรมะที่ดีที่ถูกที่ต้องมาสอนพวกเรา แล้วยังหาอาหาร หาเสบียงมาเป็นกำลังในการประพฤติปฏิบัติธรรมให้พวกเรา ชี้ทางสว่างให้กับพวกเรา
เพราะฉะนั้น พวกเราทุก ๆ คน เราต้องเข้าถึงพระธรรมกายในตัวให้ได้ ให้สมกับที่คุณยายตั้งใจ เราต้องทำความปรารถนาของท่านให้สำเร็จให้ได้ ต้องตั้งใจอธิษฐานไว้ในใจทีเดียวว่า เราเกิดมาชาตินี้ต้องเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่คุณยายภูมิใจและดีใจที่สุดว่า ลูกหลานของท่านทุกคนนั้นสามารถเข้าถึงที่พึ่งในตัว มีพระรัตนตรัยในตัวเป็นที่พึ่งที่ระลึก แล้วเราก็จะทำความปรารถนาของท่านให้สมบูรณ์บริบูรณ์