ผู้คัดหางเสือ
คุณยายอาจารย์ · เกิดด้วยสองมือยาย
ผู้คัดหางเสือ
วันจันทร์ที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓
คืนนี้เป็นคืนที่ ๗๒ ของการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเรา ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย อาตมาก็ขอบรรยายธรรมถึงประวัติคุณธรรม และสิ่งที่คุณยายได้บอกได้สอนแก่ตัวอาตมา ตามที่เคยได้ยินได้ฟังมาด้วยตัวเอง เพื่อจะได้เป็นกุศโลบายสำหรับท่านผู้ฟังทุก ๆ ท่าน เอาไปใช้ในการสร้างบุญสร้างบารมี
ในช่วงแรก ๆ ที่คุณยายได้รับที่ดินมาผืนแรก ๑๙๖ ไร่ ท่านเล่าให้ฟังว่า ในยุคแรกของการสร้างวัด ท่านต้องเหนื่อยมาก เพราะหลวงพ่อหรือพระของวัดเราก็เพิ่งบวชใหม่ ๆ อายุพรรษายังไม่มาก ญาติโยมยังรู้จักไม่มากนัก ช่วงนี้คุณยายต้องรับภาระหนักทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับแขก เรื่องการหาทุน แล้วก็เรื่องสอนธรรมะ
อาตมาเคยถามท่านว่า คุณยายรับแขกยังไง เวลาแขกถามอะไรแต่ละเรื่อง คุณยายไม่ได้เรียนหนังสือหนังหามา คุณยายตอบเขาได้ทุกเรื่อง ตอบได้อย่างไม่ติดขัด เป็นคำตอบที่ถูกอกถูกใจ และถูกต้องกับเจตนาของผู้ฟัง ท่านผู้ถามทุก ๆ คน คุณยายก็บอกว่า ยายก็ฝึกตัวเองมาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ยายเตรียมกาย วาจา ใจ ให้พร้อมสำหรับคำถามทุกคำถามของหลวงพ่อ คือ ยายจะดิ่งธรรมะเข้าไปลึกที่สุด ซ้อนพระธรรมกายเข้าไปเต็มที่เลย เพราะว่าในสมัยนั้นเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำถามคำถามอะไร ต้องได้คำตอบ ต้องค้นคำตอบมาให้ท่านอย่างฉับพลันทันที แล้วก็ถูกต้อง รวดเร็วที่สุด
เพราะฉะนั้น เวลาญาติโยมหรือแขกที่เขามาถามปัญหาธรรมะหรือปัญหาอะไรจิปาถะ คุณยายก็จะซ้อนธรรมะเข้าไป เหมือนประหนึ่งว่า เขาได้ถามกับพระธรรมกายโดยตรง แล้วท่านก็เพียงนำคำตอบนั้นผ่านปากคุณยายออกมา คุณยายบอกแบบนี้ เพราะฉะนั้น คำตอบแต่ละเรื่องผู้ถามก็เลยได้คำตอบที่รัดกุมแล้วก็ถูกต้องแบบแทงใจดำเลย แม้ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน ท่านใช้คำว่า ยายนะ *กอ ข้อ ไม่กระดิกหู แต่คำถามนั้นไม่ว่าจะเป็นคำถามธรรมะในพระไตรปิฎก หรือคำถามเกี่ยวกับเรื่องทางโลกหรืออะไรก็แล้วแต่ คุณยายตอบได้หมด นี่เป็นสิ่งที่น่าทึ่งในปฏิปทาของคุณยาย
(* กอ ข้อ เป็นคำของคุณยาย ท่านหมายถึง อักษร ก, ข)
พอคุณยายย้ายมาอยู่วัดพระธรรมกาย ที่คลองหลวง ปทุมธานี ซึ่งสมัยนั้นเราใช้ชื่อว่า ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมประมาณ ๔-๕ ปี ท่านเห็นว่า ช่วงนี้พระของท่านแต่ละรูปอายุพรรษาเพิ่มมากขึ้นแล้ว ท่านจึงได้เริ่มลดบทบาทของตัวเอง จากที่เคยเป็นประธานในทุกสิ่งทุกอย่าง ประธานก่อสร้าง ประธานหาทุน หรือว่าประธานในเรื่องจัดเตรียมอะไรต่ออะไร ท่านขอลดบทบาทตัวเอง ท่านบอกว่า ตอนนี้ท่านขอเป็นแค่เด็กวัด ท่านจะยกให้หลวงพ่อธัมมชโยเป็นประธานแทนท่าน และเคยปรารภกับอาตมาว่า ต่อไปนี้คนจะมาเยอะ คนที่มาวัดพระธรรมกายจะมีแต่ผู้มีการศึกษามาก คนเหล่านั้นเมื่อได้มา ได้พบพระของยาย พบหลวงพ่อธัมมะ หรือหลวงพ่อทัตตะ ซึ่งแต่ละรูปก็จบการศึกษาสูง ๆ เขาเองก็จะพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ ยายไม่รู้หนังสือ เพราะฉะนั้นยายก็ต้องการยกพระของยายให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ในช่วงต้น ๆ อุบาสกที่มาอยู่วัด ยายถึงย้ำนักย้ำหนาว่า อย่างน้อยต้องเรียนให้จบปริญญาตรีเสียก่อน ถึงจะบวชให้ เพราะการเผยแผ่ธรรมะ จะทำได้อย่างกว้างขวาง ใคร ๆ ก็จะตำหนิไม่ได้ว่า มาอาศัยศาสนาเพียงฝ่ายเดียว แต่จะมาให้พระศาสนาได้อาศัยด้วย ท่านวางแผนไว้ถึงขนาดนี้
คุณยายเหมือนนายท้ายคอยคัดหางเสือเรือ ให้นาวาลำนี้คือวัดพระธรรมกายไปสู่เป้าหมายที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นอุบาสกเด็กวัด หรือพระก็ตาม ท่านคอยให้ข้อคิด ให้คำสอน ให้กำลังใจว่า อย่างนี้ดี ทำเถอะ อย่างนี้ทำแล้วได้บุญมาก ได้บุญสะอาด อย่างนี้ไม่ดี อย่าทำเลย ทำแล้วได้บุญปนกิเลส ได้ไม่คุ้มเสีย คนนี้ควรคบ คนนี้ไม่ควรคบ แล้วท่านจะพยายามมองสอดส่อง ให้อยู่ในสายตาตลอด ถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้บริหารโดยตรง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสายตาท่านตลอด เรียกว่า ท่านอยากจะให้พระที่เป็นลูกศิษย์หรืออุบาสกที่เป็นศิษย์ตาม ๆ กันมานั้น ได้ไปสู่หนทางที่ถูกต้อง
บางวันคุณยายได้ยินได้ฟังอะไรมา ก็มักจะเรียกอาตมาเข้าไปคุย หรือมาคุยกับอาตมาที่โต๊ะทำงานบ้าง ท่านมักจะใช้คำว่า พระหมูมานี่ ยายจะเล่าอะไรให้ฟัง ถ้าน้ำเสียงท่านสดใสร่าเริง ก็เออ เราจะได้ฟังของดี ๆ แต่ถ้าเสียงท่านฟังแข็ง ๆ แสดงว่า ท่านคงไปอบรมใครมา แล้วก็จะถ่ายทอดให้อาตมาต่ออีก คือว่าได้ฟังเบิ้ลอีกทีหนึ่ง ท่านบอกว่า ยายจะพูดให้ฟังบ่อย ๆ จะได้ไม่ลืม เอาไว้สอนคนอื่นต่อไป
มีวันหนึ่งท่านนิมนต์อาตมาไปหา แล้วเอามือป้องปากด้วย ท่านมานี่ ยายจะคุยอะไรให้ฟัง ท่านบอกว่า ตอนเช้าหลวงพ่อธัมมะไปฉันภัตตาหารเช้าเสร็จ หลวงพ่อท่านก็บ่นรำพึงกับยายว่า คนของเราไม่พอ ท่านต้องใช้คนข้างนอกเสริม หมายถึง อาจจะเป็นอุบาสก อุบาสิกาข้างนอกวัดแหละที่ไม่ใช่เด็กวัด ใช้ให้เขาช่วยทำงาน ด้วยความปรารถนาดีหลวงพ่ออยากให้เขาได้บุญ ได้สมบัติไปในภพเบื้องหน้า แล้วงานของเราก็จะสำเร็จเร็วขึ้นด้วย แต่บางคนก็งอแงบ้าง บางคนก็ทำไม่จริงบ้าง ทำ ๆ เล่น ๆ ทำ ๆ หยุด ๆ ทำบ้างไม่ทำบ้าง หงุดหงิดกันเองบ้าง ทะเลาะกันเองบ้าง อะไรทำนองนั้น
หลวงพ่อท่านว่า เราเองก็มุ่งจะเอาแต่งานให้เสร็จไปเร็ว ๆ ก็เจอแต่คนไม่เอาจริงอย่างนี้ หลวงพ่อรำพึงให้ยายฟัง เพราะบางทีช่วงเช้า หลวงพ่อฉันภัตตาหารที่กุฏิคุณยายหลังเก่า(อาคารปรนิมมิตวสวัตดี) คุณยายนั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่ที่อาสนะข้างล่าง ยายก็บอกหลวงพ่อไปว่า หลวงพ่อ คนเราแต่ละคนนะ เกิดมามันเอาบุญติดตัวมาไม่เท่ากันหรอก บางคนก็เอามามาก บางคนก็เอามาน้อย ไอ้คนที่เอาบุญมามาก มันก็สอนตัวเองได้ อบรมตัวเองได้ เราก็เหนื่อยน้อยหน่อย แต่คนไหนที่มีบุญมาน้อย เขาเอาบุญติดตัวมาน้อย เราก็ต้องสอนมากหน่อย เพราะคนพวกนี้มันลืมเก่ง ได้หน้าลืมหลัง เขาสอนตัวเองไม่ได้ เราก็ต้องเหนื่อยหน่อย
ถ้าเราจะใช้เขา เราก็ต้องทุ่มบุญให้เขา เขาถึงจะทำได้ บางคนพอเก่งขึ้นมาหน่อยก็ใช้ความเก่งของตัวเองสร้างความดี เป็นบุญเป็นกุศลติดตัวเขาไปแหละ แต่บางคนพอเก่งขึ้นมาหน่อยก็ลืมตัว มีฤทธิ์มาก ก็มีของแถมให้หลวงพ่อต้องปวดหัวเดือดร้อนอีกนั่นแหละ เพราะฉะนั้นก็ต้องเลือกคนใช้งานหน่อย คนที่มีพื้นฐานมีบุญมาน้อย เราจะให้ของดีอะไรไป เขาก็รับไม่ค่อยได้ หรือรับได้ก็ได้อย่างฉาบฉวย เหมือนลิงได้แก้ว หรือไก่ได้พลอย เขามองไม่เห็นคุณค่า
ยายก็บอกหลวงพ่อไปอย่างนี้ แล้วยายก็มาเล่าให้ท่านฟัง แล้วก็บอก ยายนึกขำ ๆ นะ นี่เราคุยกัน ๒ คนนะพระหมู ท่านคุยไป หัวเราะไป ท่านบอกว่า ยายนึกถึงตอนยายเด็ก ๆ ตอนนั้นบ้านอยู่นครชัยศรี บ้านยายอยู่ริมแม่น้ำ ยายเลี้ยงหมาเอาไว้ ๒ ตัว ชื่อไอ้เขียวกับไอ้แดง ตัวผู้ทั้งคู่ ยายไม่เลี้ยงหมาตัวเมีย ไอ้เขียวกับไอ้แดงมันก็เล่นของมันทั้งวัน ไปที่ไหน ๆ คลุกฝุ่นมามอมเชียว บางทีทั้งหมัดทั้งเห็บเต็มตัวนั่งเกาทั้งวัน บางครั้งยายก็สงสารมัน ปรารถนาดี เออ อาบน้ำให้มันสักหน่อยเผื่อมันจะสะอาดขึ้นบ้าง แต่พออาบน้ำให้มัน เอาน้ำราดเข้าไป ปรากฏว่า มันสะบัดเปียกเราหมด กว่าจะอาบน้ำให้มันเสร็จ ๒ ตัวนี้ ทั้งคนทั้งหมาเปียกหมด ท่านพูดแล้วท่านก็ขำ ๆ
แล้วยิ่งซ้ำร้ายกว่านั้น พอตัวมันสะอาด เผลอแพลบเดียว มันไปคลุกขี้ฝุ่นอีกแล้ว มันไม่ได้นึกถึงความปรารถนาดีของเราเลย นี่ยายคุยสนุก ๆ นะ คุยกันสนุก ๆ ๒ คน ยายไม่ได้ว่าใครนะ อย่าให้ยายบาป ไม่ได้กระทบใครนะ ยายนึกถึงตอนเด็ก ๆ เท่านั้นแหละว่ามันเป็นอย่างนี้ ยายเจอมาอย่างนี้
คุณยายก็พูดต่อ เด็ก ๆ ที่หลวงพ่อท่านส่งออกไปบอกบุญนี่นะ คนที่เขาตั้งใจเอาบุญมันก็มีอยู่ พวกนี้ก็จะได้บุญมาก มันก็จะแบกบุญของมันไปเยอะแยะแหละ แต่บางคนพอบอกบุญได้เยอะ ๆ สักหน่อย ก็เที่ยวเอาความเก่งไปงัดข้อกับคนอื่น ไปข่มคนอื่นบ้าง มันก็เลยเกิดเรื่องหงุดหงิดกันเองน่ะแหละ เขาคงไม่รู้หรอกว่า ที่เก่งมาได้เพราะอะไร พูดแล้วท่านก็เอามือชี้ไปที่พัดลม พระหมูดูพัดลมนั่นสิ พัดลมมันติด มันเป่าลมได้ หมุนได้ ลองเจ้าของไปดึงปลั๊กไฟออกสิ มันหมดฤทธิ์เลยนะ ท่านชี้ให้ดูง่าย ๆ ดึงปลั๊กออก ก็เหมือนของที่ตายแล้วน่ะแหละ
คุณยายเล่าว่า ตอนเช้าทุกวันหลังฉันเช้า ยายนั่งเข้าที่ดิ่งธรรมะไปกับหลวงพ่อ ไปแก้ไขปรับปรุงเหตุละเอียดต่าง ๆ ไว้หมดแล้ว ทำผังความสำเร็จล่วงหน้าไว้หมดแล้ว เขาถึงไปบอกบุญกันได้ง่าย ๆ เหลือแต่เอากายหยาบ ๆ คือ กายมนุษย์ไปบอกกับกายมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นน่ะ เหลือขั้นตอนนี้ขั้นตอนเดียว อย่างนี้เองถึงต้องอาศัยเด็ก ๆ หรืออาศัยคนให้เขาไปบอกบุญ เจ้าภาพถึงจะศรัทธาเกิดปีติยินดีแล้วมาทำบุญกัน หรือมาวัดปฏิบัติธรรม หรือมาช่วยงานจนสำเร็จ
แล้วท่านบอกต่อนะ นี่ถ้าลองให้ไปบอกบุญวัดอื่นดูซิ มันจะง่ายอย่างนี้ไหม แล้วจริงอย่างคุณยายว่า อาตมาเคยถามกับหลาย ๆ คน บางครั้งไปบอกบุญที่อื่นมันยากกว่าเยอะทีเดียว หืดขึ้นคอเชียว เลยนึกขึ้นได้ว่าต้องมีเหตุอะไรสักอย่าง อย่างที่คุณยายพูดไม่ผิดว่า คุณยายกับหลวงพ่อไปทำความสำเร็จไว้หมดแล้ว ท่านไปปรับปรุงเหตุละเอียด ๆ เอาไว้หมดแล้ว เหลืออีกนิดเดียวเท่านั้นที่ท่านผู้นำบุญทุกท่านจะไปคุยกับเขา ไปชวนเขาสร้างความดี ท่านบอกว่า เรื่องนี้ยายรู้ดี แค่หลวงพ่อเปรยรำพึง ๆ ยายมองทะลุหมด
คุณยายเล่าอีกว่า สมัยก่อน ยายจะทำงานใหญ่ ๆ อย่างนี้ ยายไม่เอาใจใครหรอก เอาใจคนนี้ คนโน้นก็หงุดหงิด เอาใจคนนั้น คนนี้ก็หงุดหงิด ยายเอาธรรมะ เอาใจพระธรรมกายดีกว่า คือ เอาใจเข้ากลางพระธรรมกาย อย่างนี้สบายใจ ยายก็สบายด้วย ได้บุญใส ๆ บริสุทธิ์ แล้วทุกคนเขาก็ทำงานกันอย่างสบาย ไม่ต้องกลัวว่า วัดพระธรรมกายจะขาดคน เพราะยายเห็นในที่แล้ว คนมาเยอะแยะไปหมด ถ้าคนนี้ไม่ทำงานก็เอาคนโน้นขึ้นมาทำ ไม่ยากอะไร คุณยายมักจะใช้คำว่า “เสียแล้วเสียไป หาใหม่ดีกว่า” อย่าไปกลัวว่าวัดพระธรรมกายจะหมดคน ให้อยู่ในธรรมอยู่ในบุญเข้าไว้เถอะ เดี๋ยวคนจะมาเยอะแยะจนรับไม่ไหว
คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่คุณยายทองสุข สำแดงปั้น ละสังขารใหม่ ๆ หมอดูเขาเข้ามาบ้านยาย ถามหาพี่สุขอยู่ไหม ยายบอกไม่อยู่ พี่สุขตายไปแล้ว เขาก็ว่า ฉันเป็นหมอดู เคยมาดูลายมือให้พี่สุขบ่อย ๆ ดูกันสนุก ๆ นะ เขาถามคุณยายว่า จะดูไหม เดี๋ยวจะดูให้ ไม่คิดสตางค์ เขาก็เอามือคุณยายมาดู พอดูเสร็จ บอก โอ้โฮ ต่อไปนี่คนจะมาหาเยอะแยะไปหมด จะมีบริวารเยอะแยะไปหมดเลย บริวารจะมาพึ่งเต็มไปหมด พอหมอดูกลับไป คุณยายก็รำพึงกับตัวเองเล่น ๆ นะ เออ ไอ้หมอเอ๊ย กูอยู่คนเดียว ไม่เห็นมีใครสักคนวะ ก็เห็นมีแต่มึงนั่นแหละคนแรกที่มาหากู
แต่จากนั้นไม่นาน ก็ค่อย ๆ มีคนทยอยมาหาเต็มไปหมด จนล้นบ้านยาย มาทำบุญ มาให้ยายช่วยคุมบุญไปให้ญาติที่ละโลกบ้าง ให้ท่านช่วยใช้วิชชาธรรมกายแก้ไขโรคภัยไข้เจ็บ แก้ภัยพิบัติ อะไรต่าง ๆ นานา จนกระทั่งพบกับหลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งตอนนั้นท่านยังไม่ได้บวช ยังเป็นนักเรียน นักศึกษา ท่านก็มาหายาย มาเรียนธรรมะกับยาย แล้วก็เลยพาหลวงพ่อทัตตะ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่บวชเหมือนกัน พานักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาปฏิบัติธรรมกันเต็มบ้านยาย แล้วก็มากันเยอะแยะจนถึงบัดนี้
คุณยายมักจะสอนอาตมาบ่อย ๆ ว่า การเกิดเป็นมนุษย์นี่มันของยากนะ กว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ได้ เราเป็นมาแล้วสารพัด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เทวดา ๖ ชั้นฟ้า พรหม อรูปพรหม เราเกิดมาหมดแล้วทั้งนั้นทุก ๆ คน และเกิดกันมาอย่างละหลาย ๆ ชาติด้วย และบุญก็พาเรามารวมกันอยู่นี่ ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ รวมกันสร้างความดี เป็นสิ่งที่ยากทีเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่า เราเกิดมาสร้างบุญสร้างบารมี มาแก้ไขตัวของเราเอง มาเข้าถึงพระธรรมกาย แก้ไขตัวของเราให้พ้นจากบ่าวจากทาสของพญามาร และทำพระนิพพานให้แจ้ง ท่านจะสอนว่า การสร้างบารมีทั้งหลาย ต้องอดทน อดทนมาก ๆ ทีเดียว เหมือนอย่างยาย ยายจะอดทนทุกสิ่งทุกอย่าง ทนลำบากตรากตรำ ทนหิวกระหาย ทนเขาดุเขาว่าเสียดสีต่าง ๆ ยายทนหมดทุกอย่าง มุ่งหวังอย่างเดียว ยายคิดอย่างเดียว ยายจะเอาธรรมะ เอาวิชชา จะเอาบุญ ยายไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรกับใคร เพราะฉะนั้นยายถึงอยู่ได้จนบัดนี้
สมัยทำวิชชาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำก็เหมือนกัน ยายก็ทนทุกอย่าง อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อจะใช้อะไร ยายทำให้หมด จะถามอะไร ยายนั่งเข้าที่เตรียมพร้อม ยายตอบคำถามท่านหมด แล้วก็ถูกทุกเรื่อง บางครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถึงแม้หลวงพ่อจะใช้ยายไปเผยแผ่ธรรมะที่โน่นที่นี่บ้าง ยายก็ไป ไม่เคยปฏิเสธเลย ครูบาอาจารย์ใช้อะไร ทำหมด จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำชมยายว่า “ลูกจันทร์เป็นหนึ่งไม่มีสอง” ยายบอกว่า ยายไม่อยากให้หลวงพ่อด่าว่า ไอ้ขี้ไต้ เพราะฉะนั้นยายจะฝึกฝนอบรมตัวเอง เคี่ยวเข็ญตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ พยายามเคี่ยวเข็ญตัวเองอย่างนี้ ไม่อยากให้หลวงพ่อเอาคำนี้มาใช้กับเรา
พอสิ้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายก็อยู่กับคุณยายทองสุขมาตลอด ด้วยความคิดว่า ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่สอนธรรมะให้เข้าถึงพระธรรมกายเป็นคนแรก อยากจะตอบแทนพระคุณท่านจึงช่วยอุปัฏฐากช่วยดูแลบ้านช่องให้ ดูแลอาหารการกินกวาดบ้านถูบ้าน ที่หลับที่นอน แม้ยามป่วยไข้ก็พาไปหาหมอ หาหยูกหายารักษาไข้ให้ ดูแลทรัพย์สมบัติ คุณยายบอกว่า ยายเก็บข้าวของให้เรียบร้อยทีเดียว แล้วก็บอกคุณยายทองสุขว่า ทรัพย์สมบัติที่ดูแลเก็บไว้ให้นี่ ฉันจะไม่เอาเลยสักชิ้นเดียว ก่อนพี่สุขจะตายจะให้ใครก็ให้ไปเถอะ ฉันจะไม่เอาหรอก
เพราะฉะนั้นคุณยายทองสุขถึงรักคุณยายมาก ยายก็คิดว่า *เราจะตอบแทนพระคุณของครูบาอาจารย์ของเราให้หมดในชาตินี้ทีเดียว จะทำทุกอย่าง ไม่เคยให้ครูบาอาจารย์ต้องกระทบกระเทือนใจเลย เอาอกเอาใจ ท่านใช้คำว่า ยายจะอดทนทำไปจนกระทั่งตายจากกันไปข้างหนึ่งแหละ
ใกล้ ๆ วันที่คุณยายทองสุขจะละโลก ท่านมักจะเรียกคุณยายว่า ก้าง ก้างเอ๊ย พอกูตายไปแล้วนะ กูจะเอามึงไปอยู่วิมานกูด้วย คุณยายก็ยิ้มเฉย ๆ ได้ฟังแล้ว ยายเงียบ ยายเล่าให้อาตมาฟัง ตอนนั้นยายเงียบ ยายไม่ตอบ ท่านบอกอาตมาว่า เรื่องอะไร วิมานเราก็มี เรื่องอะไรเราต้องไปอยู่วิมานกับพี่สุข
นี่แหละคุณยาย ท่านอยู่กับใครก็เป็นที่รักของคนนั้น ใคร ๆ ก็อยากจะเอาไปอยู่ด้วย คุณยายดูแลคุณยายทองสุขจนกระทั่งหมดลมเลย คุณยายเล่าว่า คุณยายทองสุขนอนสิ้นลมบนตักท่านเลย หลังจากที่สิ้นแล้ว คุณยายก็จัดการฌาปนกิจให้เรียบร้อยหมดทุกอย่าง ทำอย่างดีที่สุดเลย พอเผาคุณยายทองสุขเสร็จแล้ว ท่านบอกว่า โอ้ ยายโล่งอกที่สุดในโลก ยายได้ตอบแทนคุณของครูบาอาจารย์หมดสิ้นเลย ใคร ๆ ก็ติยายไม่ได้แล้ว ดีใจที่สุด ยายทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว
พอสิ้นคุณยายทองสุข ยายก็อยู่บ้านหลังเก่านั่นแหละ จนได้พบหลวงพ่อธัมมะ เลยสร้างวัดพระธรรมกายมา ก็เอาอีกแล้ว คุณยายบอก ต้องอดทนเหนื่อยกันอีกแหละ เพราะว่า เราสร้างวัดพื้นฐานที่มีเงินเพียง ๓,๒๐๐ บาท เพราะฉะนั้นก็ต้องอดทนเก็บหอมรอมริบไปเรื่อย เหนื่อยจนกระทั่งสามารถเอาวัดขึ้นมาได้สำเร็จ ท่านบอกเหนื่อยมาก แต่ท่านก็ทำจนสำเร็จ แล้วก็มีพระภิกษุสงฆ์เกิดขึ้นมากมายจนบัดนี้
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๙ มีสิ่งที่คุณยายภูมิใจมากก็คือ ยายได้สร้างโรงครัว (อาคารยามา) สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณยายปรารถนามานานแสนนาน เพื่อให้พระมีเวลาทำภาวนามาก ๆ ได้ศึกษาธรรมะ ศึกษาธรรมวินัย ยายก็เลยทำโรงครัวเหมือนอย่างวัดปากน้ำนี่แหละ เพื่อว่าในอนาคต เมื่อโรงครัวยังอยู่ ยายจะได้บุญเรื่อย ๆ แม้ยายจะละโลกไปแล้ว โรงครัวยังทำอาหารเลี้ยงพระอยู่เรื่อย ๆ ยายก็ยังได้บุญเรื่อย ๆ นี่แหละเป็นความฉลาดในการหาบุญของท่าน
เมื่อท่านคุยกับอาตมา ท่านก็จะบอกว่า ยังไงเมื่อยายตายไปแล้ว พระหมูท่านช่วยดูโรงครัวของยายด้วยนะ ยายจะได้บุญเรื่อย ๆ ท่านบอกกับอาตมาว่า จะทำงานอะไรก็ทำไปเถอะ จะหล่อพระหรือจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่อย่าลืมต้องดูครัวของยายด้วยนะ
เคยถามคุณยายว่า ยายจะให้พระดูไปนานเท่าไหร่ ท่านก็บอกว่า เขาทำบุญฉลอง ๘๔ ปีของยาย ๘๔ ปีแล้ว หลวงพ่อธัมมะก็ยังไม่ให้ยายปลดเกษียณ ยังให้ยายเป็นประธานกฐินผ้าป่าเรื่อย ๆ ทุกปี ท่านยังให้ยายนั่งเข้าที่ตามสมบัติทุกวัน ท่านเอางี้ก็แล้วกัน เอาแค่อายุ ๘๔ ปีก็พอแล้ว แล้วค่อยพักเกษียณกัน
เพราะฉะนั้นหลาย ๆ คนถามอาตมาว่า จะต้องทำครัวไปจนตายหรือ ก็มักจะบอกว่า เออ ยายให้ช่วยดูแล รับปากกับคุณยายไปแล้ว ยังไงคงต้องทำไปเรื่อย ๆ เคยถามเหมือนกันนะ ยายจะให้ครัวของยายเป็นอย่างไร นโยบายจะเอาอย่างไร ท่านมักจะบอกว่า ทำง่าย ๆ เอาง่าย ๆ กินกันตาย ทำให้พอ ทำให้ทันก็แล้วกัน กับข้าวก็ไม่ต้องเลิศหรูมากเหมือนตามภัตตาคาร เอาแบบพื้น ๆ เราเป็นวัด เป็นนักบวช ไม่ต้องทำแข่งกับคนข้างนอก สู้เขาไม่ได้หรอก ยายอยู่วัดปากน้ำ ที่ครัววัดปากน้ำเขาทำอะไรมา ยายก็กินอย่างนั้นแหละ แล้วท่านก็สรุปว่า เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้ามีกินแล้ว เดี๋ยวก็คุยกันรู้เรื่อง จะทำงานอะไร ถ้าอิ่มท้องแล้ว คุยกันสบาย ๆ รู้เรื่องหมดแหละ
เวลาทำอาหารนี่นะ พระเณรมีเท่าไหร่ เลี้ยงให้หมดเลย อุบาสก อุบาสิกาที่เข้ามาถือศีล ๘ ที่วัดนี่ เลี้ยงให้หมด พวกเด็กนักเรียนที่มาช่วยงานก็เลี้ยงเขาด้วย พวกเด็กนักเรียนที่มาอบรม เลี้ยงเขาให้หมด ท่านบอกที่ให้เลี้ยงพวกนักเรียนไม่ใช่เรื่องอะไร ยายขอเถอะ เพราะว่ายายนึกถึงหลวงพ่อธัมมะ ตอนท่านมาหายายใหม่ ๆ ไม่มีสตางค์หรอก เด็กนักเรียนไม่ค่อยจะมีสตางค์เหมือนกัน ยายเลยสงสารพวกเด็กนักเรียน เห็นแล้วนึกถึงหลวงพ่อธัมมะสมัยโน้น พวกเด็กเหล่านี้ยังไม่ได้ทำมาหากินอะไร เพราะฉะนั้น มาถึงวัดเขามาช่วยงานวัด เป็นอาสาสมัคร เลี้ยงให้หมด
ญาติโยมที่มาใหม่ ๆ หรือคนที่เขามาทำบุญ เลี้ยงให้หมด แต่คนที่เขามาเก่า ๆ แล้วท่านต้องพยายามปลูกฝังให้เขาเอามาทานเอง หรือเอามาเลี้ยงพรรคพวกในกลุ่มบ้าง หรือไม่ก็พยายามผลักดันให้เกิดร้านอาหารขึ้นมา นี่ท่านบอกนโยบายอย่างนี้จะได้ลดค่าใช้จ่ายของวัด
สมัยก่อน ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๙ อาตมายังไม่บวช คุณยายเคยให้ทุนมาทำร้านอาหาร ให้มา ๑ หมื่นบาท เปิดร้านอาหารสมัยโน้นตั้งชื่อว่า ร้านอาหารทิพย์ กิจการก็เจริญรุ่งเรือง ได้ปัจจัยเพิ่มมาใช้ซื้อหาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในครัว มาระยะหลังเราปรับรูปแบบการบริหารงานวัดใหม่ให้ร้านอาหารอยู่นอกวัด คุณยายก็ถามถึงร้านอาหารเป็นยังไงบ้าง ไม่รู้จะตอบท่านยังไง ตอบไม่ถูก ได้แต่บอกว่า ถูก take over ไปแล้ว ยายก็ว่า แล้วมันเป็นยังไง take over
คุณยายจะพยายามหาวิธีการให้ว่า ทำยังไงถึงจะประหยัด ทำยังไงถึงจะลดค่าใช้จ่ายของวัดลงไปบ้าง การสร้างโรงครัวของคุณยาย เท่ากับว่าเป็นการหาหนทางที่จะเติมบุญเติมบารมีของท่านเรื่อย ๆ ท่านฉลาดที่จะหาบุญเรื่อย ๆ ท่านบอกว่า บุญเล็กบุญน้อย ยายจะเก็บให้หมด ท่านมักจะสอนบ่อย ๆ บุญนี้มีได้มันก็หมดได้นะ
เพราะฉะนั้นต้องทำบุญบ่อย ๆ กว่าเราจะละความชั่ว มาสร้างความดีได้นี้ เราเผลอทำความไม่ดีมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ซึ่งสิ่งไม่ดีก็คือบาปอกุศลเหล่านั้นมันไม่ได้หายไปไหนหรอก มันเหมือนตอที่อยู่ใต้น้ำ ถ้าน้ำลด ตอมันก็โผล่ พอตอมันโผล่มากเข้ามากเข้า ก็เป็นอุปสรรคกับเรือที่สัญจรไปมา ซึ่งก็หมายถึงชีวิตของเรานั่นแหละ
ยายมีชีวิตอยู่ริมน้ำมาตลอด ตั้งแต่เด็ก ๆ บ้านอยู่ริมแม่น้ำนครชัยศรี มาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็อยู่ริมคลองภาษีเจริญ แม้มาอยู่วัดพระธรรมกาย กุฏิยายก็อยู่ข้างน้ำ พอน้ำลดนี่ตอมันโผล่นะ เพราะฉะนั้นต้องหมั่นทำบุญเยอะ ๆ เติมบุญของเราไปเรื่อย หนีตอใต้น้ำไปให้พ้น จนกระทั่งแม้มันมี ก็ไม่ทำอันตรายเราได้ ทำบุญหนีบาปทั้งหลายไปให้พ้น เพราะตอใต้น้ำนี่ มันโผล่ขึ้นมาแล้ว เป็นอุปสรรคในการสร้างบุญของพวกเรา
คุณยายมักสอนว่า อย่าประมาทเชียวนะ ทำบุญกันไว้เยอะ ๆ อย่าลืมว่าบุญมีได้ ก็หมดได้นะ ถ้าไม่หมั่นสร้างบุญใหม่เรื่อย ๆ มัวแต่ชะล่าใจ กินบุญเก่าไปเรื่อย ๆ ที่สุดบุญเก่าหมด ก็ตกกระป๋องเลยทีเดียว หมดบุญ บาปอกุศลก็เล่นงานเอาละทีนี้ กว่าจะโงหัวขึ้นมาได้สร้างความดีก็อีกยาวนานหมดกันเป็นชาติ ๆ เป็นกัป ๆ กันละ พรรคพวกเขาไปกันถึงไหน ๆ แล้ว นี่ยังคลานกระดึ๊บ ๆ อยู่นี่
เมื่อทำบุญสร้างความดีแล้วต้องอธิษฐานนะ อธิษฐานหลาย ๆ ครั้งก็ได้ ยายยังอธิษฐานดัง ๆ เลย ยายชอบอธิษฐาน และมักจะอธิษฐานบ่อย ๆ เพราะยายรู้ว่า คำอธิษฐานมีผลทีเดียว สิ่งนี้จะเป็นแผนผังการดำเนินชีวิตของเราในอนาคต ยิ่งเราได้อธิษฐานบ่อย ๆ ก็จะยิ่งตอกย้ำความสำเร็จ เราจะได้ล้อมคอกตัวเราเอง ไปสู่เส้นทางของความดีให้แน่นเข้า ให้รัดกุม ให้ละเอียดถี่ถ้วน คำอธิษฐานจะส่งผลยิ่ง ๆ ขึ้นไป ภพในอนาคตชีวิตเราจะดำเนินได้ตรงเป้าที่สุดเลย ไม่ยักเยื้องไปไหน
เรื่องคำอธิษฐานนี้สำคัญนะ ยายตั้งความปรารถนาไว้ว่า ยายทำบุญแล้วขอให้ได้อธิษฐานบ่อย ๆ แม้ไปในภพเบื้องหน้า ได้เกิดมาสร้างบารมี ก็ให้ได้อธิษฐานอีก ให้อธิษฐานซ้ำ ๆ ได้ละเอียดลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก ให้คำอธิษฐานส่งผลศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีเดช ให้ได้สร้างบารมีได้ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
นี้แหละ จะไปให้ถึงที่สุด หาบุญได้ ต้องใช้บุญให้เป็น เอาบุญต่อบุญให้ได้สร้างบุญยิ่ง ๆ ขึ้นไป
คนส่วนมากทำบุญแล้วไม่ค่อยอธิษฐาน ผลบุญก็เลยส่งผลช้า และก็ส่งผลสะเปะสะปะไม่ตรงเป้า ยิ่งไปคบคนพาลเข้า เลยเอาสมบัติไปใช้สร้างความชั่ว ตายแล้วก็ต้องตกนรก น่าเสียดาย
ยายสร้างบุญมามาก ยายยังต้องอธิษฐานล้อมคอกตัวเองเลย เพราะเรายังไม่หมดกิเลส ภพนี้เราทำบุญมาก ภพหน้าเวลาบุญส่งผล เราก็จะมีทรัพย์สมบัติมาก มีอำนาจมาก แต่หากเราเผลอเอาทรัพย์เอาอำนาจไปใช้ในทางที่ผิด ไปใช้สร้างบาปอกุศลไปเบียดเบียนใคร ไปฆ่าใครเข้าละก็แย่เลย เพราะมันจะส่งผลในภพต่อ ๆ ไปให้มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน และอายุสั้น โอกาสสร้างบารมีก็จะน้อย
เพราะฉะนั้น ยายจะอธิษฐานบ่อย ๆ ว่า ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้ไปเบียดเบียนใคร อย่าได้ไปฆ่าใคร และใคร ๆ ก็อย่าได้มาเบียดเบียนข้าพเจ้า อย่าได้มาฆ่าข้าพเจ้าได้ ให้ข้าพเจ้ามีร่างกายแข็งแรง มีอายุยืนยาว ได้สร้างบารมีได้นาน ๆ ทุกภพทุกชาติ
แล้วพวกเราก็ต้องทำหน้าที่กัลยาณมิตรไปด้วย อย่างที่หลวงพ่อธัมมชโยบอกบ่อย ๆ ว่า โอกาสที่จะสร้างบุญของเขาจะเกิดขึ้นเมื่อเราเดินไปหาเขา ไปพูด ไปบอก ไปชวนเขาสร้างความดี ให้เขาได้บุญสร้างลานธรรมมหารัตนวิหารคด เป็นสมบัติติดตัวไปในภพเบื้องหน้า เราเองก็จะได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรที่สมบูรณ์ด้วย
เพราะฉะนั้นเรื่องการสั่งสมบุญนี่แหละ คุณยายถึงบอกว่า เป็นสิ่งที่ยายคิดอยู่ตลอดเวลา ยายจะเอาบุญติดตัวไปให้มากที่สุด เพื่อว่าในภพเบื้องหน้าจะได้บริบูรณ์ เรายังต้องเกิดกันอีกหลายภพหลายชาติ จะได้ไม่ขัดสน พอถึงเวลานั้นแล้วการสร้างบารมีของเราก็จะง่ายขึ้น