อย่าประมาท...ต้องรีบสร้างความดี
คุณยายอาจารย์ · เกิดด้วยสองมือยาย
อย่าประมาท...ต้องรีบสร้างความดี
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
คืนนี้เป็นคืนที่ ๒๖ ของการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย อาตมาก็ขอบรรยายธรรมถึงคุณธรรมของคุณยายบางประการ เพื่อเป็นกุศโลบายในการสร้างความดีสำหรับท่านผู้ฟังทุก ๆ ท่านสืบต่อไป
ตลอดชีวิตของคุณยายที่ได้เป็นแบบอย่างในการสร้างความดีนั้น ท่านมีชีวิตที่สันโดษ เรียบง่าย ยินดีในปัจจัยที่พึงมีพึงได้ รักความสะอาด รักธรรมะ รักในการสั่งสมบุญ แล้วก็รักที่จะสอนบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา ท่านเป็นบุคคลที่ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้ เพราะเข้าใกล้แล้วมีความสุข ใจสงบอย่างประหลาดทีเดียว แค่คิดถึงท่าน ใจเราก็เริ่มรวม สบาย อบอุ่น และมีกำลังใจอย่างน่าอัศจรรย์ มีกำลังใจที่จะสร้างความดีให้ได้เหมือนยาย แล้วก็มีกำลังใจว่า คุณยายอยู่ใกล้ ๆ เรา
อาตมาแม้ได้มาร่วมสร้างบารมีกับคุณยายในช่วงที่ท่านอายุประมาณ ๖๔ ปีแล้ว แต่ก็มีความคิดว่า เราเองยังมาช้ากว่ารุ่นพี่ ๆ อีกหลายคน การสร้างบุญในขณะที่เรายังเรียนอยู่ ช่วงศุกร์เสาร์อาทิตย์ก็พยายามที่จะมาวัดตลอด อยากจะรีบเรียนให้จบเร็ว ๆ จะได้มีโอกาสอยู่สร้างวัด ได้มาอยู่ใกล้ ๆ คุณยาย เพราะท่านบอกว่า ให้ไปเรียนให้จบปริญญาตรีเสียก่อน จึงค่อยมาอยู่วัด จะได้เป็นแบบอย่าง แล้วใคร ๆ ก็จะติเราไม่ได้
อาตมาจึงพยายามศึกษาเล่าเรียนไปด้วย มาสร้างบารมีกับคุณยายและหลวงพ่อไปด้วย โดยไม่ให้ขาดเลย เพราะกลัวว่า เดี๋ยวบุญจะไม่ทันรุ่นพี่ ๆ รุ่นพี่ ๆ เขาคุยกันในเรื่องการสร้างบุญอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็มีความรู้สึกว่า จะตามไม่ทัน ทำให้เรารีบขวนขวายในการสร้างบุญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป คิดว่า ถ้าเราได้อยู่ใกล้ ๆ คุณยาย อยู่ใกล้ ๆ หลวงพ่อซึ่งเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม ก็จะมีโอกาสสร้างบุญได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป หมู่ญาติของเราเองก็จะได้บุญไปด้วย
ในการมาวัด ครั้งนั้นอาตมายังศึกษาอยู่ก็พยายามที่จะติดกลุ่มมากับรุ่นพี่ ๆ ชมรมพุทธศาสตร์ฯ แล้วบางทีก็มาเองบ้าง แต่ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๗ นั้น สาธุชนที่มาวัดยังไม่มาก วันอาทิตย์ธรรมดามีสาธุชนมาปฏิบัติธรรมประมาณสัก ๓๐๐ คนเศษ อาทิตย์ต้นเดือนประมาณ ๕๐๐ คนเศษ ไม่มากมายเหมือนปัจจุบัน เรามาวัดวันศุกร์เย็นก็มาเตรียมพื้นที่ สำหรับการเทศน์สอนของหลวงพ่อทัตตชีโว พยายามเร่งเตรียมให้เสร็จภายในครึ่งวันเสาร์เช้า เพื่อว่าในครึ่งวันบ่าย จะได้มีโอกาสไปร่วมสร้างบุญปลูกต้นไม้กับคุณยาย
ความที่มีเจ้าหน้าที่ช่วยงานกันน้อย ดังนั้นในช่วงต้น งานทุกอย่างเราจะช่วยกันทำทั้งหมด ไม่มีการแบ่งแผนก ช่วยกันทุกอย่างตั้งแต่งานเตรียมพื้นที่ งานก่อสร้างบ้างนิดหน่อย งานครัว งานปักร่มกลด ตลอดจนงานกางเต็นท์และกางร่มชูชีพ (ร่มขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐ เมตร) โดยเอาไม้ไผ่ยาว ๆ ยันตรงกลาง แล้วแผ่ชายผ้าร่มออกโดยรอบ เอาเชือกยึดโยงกับสมอบก ภารกิจทุกอย่างถือว่าทุกคนมีหน้าที่ร่วมกัน และไปจบที่ต้องช่วยกันล้างห้องน้ำเตรียมไว้
พอถึงบ่าย คุณยายพักจากการนั่งปฏิบัติธรรม ก็จะออกมาเตรียมการสำหรับการปลูกต้นไม้ ท่านมีงอบใบหนึ่งสวมที่ศีรษะกันแดด มือซ้ายถือกระป๋องพลาสติกซึ่งบรรจุไปด้วยมีดอีโต้เล็ก ๆ ไว้สำหรับสับแต่งกิ่งไม้หรือดายหญ้า แล้วก็มีเชือกพลาสติกหลากสีซึ่งได้มาจากการมัดของที่ซื้อมาจากตลาด ท่านเก็บไว้สำหรับมัดต้นไม้ที่ปลูกใหม่ติดกับหลักไม้ไผ่เล็ก ๆ ส่วนมือขวาท่านจะหิ้วจอบเล็ก ๆ อันหนึ่ง หรือไม่ก็ชะแลงเหล็กอันย่อม ๆ เพื่อไปปลูกต้นไม้
พวกเราจะเตรียมพันธุ์กล้าไม้หรือปุ๋ยอินทรีย์ที่จะใช้ในการปลูก ซึ่งมีทั้งพันธุ์ไม้ป่าต่าง ๆ แต่ที่จะขาดเสียไม่ได้คือ หน่อกล้วยน้ำว้า กับต้นกล้ามะละกอ โดยใส่รถเข็น แล้วเข็นตามคุณยายไป พอถึงพื้นที่ที่ปลูก คุณยายก็สั่งการว่า ปลูกบริเวณนั้นบริเวณนี้ มีระยะห่าง ปลูกให้เข้าแถวเข้าแนว ระยะห่างที่เราใช้ประมาณ ๔ เมตรคูณ ๔ เมตร หรือไม่ก็กะได้ว่า ๔ ก้าวใหญ่ ๆ
คุณยายจะสั่งงานว่า เอ้า คนโน้นขุดดิน คนนี้ไปขนกล้าไม้มา ไปขนปุ๋ยมา หรือคนโน้นไปช่วยกันเตรียมถากหญ้า หรือขนพวกใบไม้ผุ ๆ มารองก้นหลุม คุณยายก็จะสอนไป ให้กำลังใจไป แล้วอธิบายว่า การปลูกนั้นทำอย่างไร พอพวกเราเข้าใจแล้วก็เริ่มลงมือทำ แต่ในขณะทำนั้นคุณยายก็จะสังเกตการทำงานของทุก ๆ คน ท่านทำไปด้วย สังเกตไปด้วย ใครที่ทำแล้วไม่ค่อยได้ตรงเป้าหมาย ท่านก็จะเข้าไปสอนใหม่ว่า ขุดหลุมขนาดนั้น ลึกเท่านั้น ลึกเท่านี้ กว้างเท่านั้นเท่านี้ แล้วก็เอาพวกปุ๋ยคอก ขี้เถ้าแกลบ หรือไม่ก็เศษใบไม้ผุ ๆ รองก้นหลุม ต้องเอาดินใส่เข้าไปหน่อยหนึ่ง ต้นไม้ก็ถอดถุงออกแล้ววางตั้งตรง เอาดินกลบ เอาปุ๋ยใส่อีกครั้ง แล้วอย่าลืมโรยหน้าด้วยขุยมะพร้าว กาบมะพร้าว หรือฟางข้าวแห้ง ๆ ปักไม้ไผ่เอาไว้ เอาเชือกที่ท่านเตรียมมา ผูกต้นไม้ตรึงแน่นกับไม้ไผ่ เพื่อไม่ให้ลมโยก ทำให้ต้นไม้เอียง
จากนั้นก็รดน้ำ ท่านรดน้ำด้วยกระป๋องที่หิ้วมานั่นแหละ โดยไปจ้วงตักเอาจากคูน้ำใกล้ ๆ คุณยายทำเองทุกอย่าง แต่พวกเราที่ไปก็จะช่วยท่าน พอเห็นท่านไปขุดดิน เราก็ไปช่วยท่าน พอท่านไม่ได้ขุดดิน ก็ไปทำอย่างอื่น ไม่ยอมยืนอยู่เฉย ๆ ท่านจะไปดายหญ้าตรงต้นไม้เก่า ที่ท่านปลูกในวันก่อนหน้านี้ หรือไปรดน้ำ พวกเราก็จะไปช่วยกันตักน้ำ ไม่อยากให้คุณยายลงไปตักน้ำในคู เพราะตลิ่งมันลาดชันกลัวจะลื่นพลัดตกในคูน้ำ
ลักษณะนี้จะเป็นภาพที่เห็นอยู่ตลอดในบรรดาอุบาสกรุ่นแรก ๆ ที่มาช่วยท่านทำงาน ในขณะทำงาน ท่านก็จะให้โอวาทไปด้วย ให้กำลังใจไปด้วย แม้ในช่วงอากาศร้อนมาก ท่านก็ไม่ได้ถือร่มไปเลย ใส่งอบเพียงใบเดียว พวกเราที่ไปช่วย ท่านก็จะให้ใส่หมวกตอกไม้ไผ่ แล้วก็ให้โอวาทไปว่า อากาศร้อนก็ทนเอานะ อดทนสร้างความดีไป ในนรกมันร้อนกว่านี้ ถ้าทนได้เราก็จะไม่ต้องไปลงนรกหรอก ให้เร่งสร้างความดี แล้วก็ช่วยกันปลูกต้นไม้ จะได้เสร็จเร็ว ๆ
ต้นไม้ที่เราใช้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกไม้ป่าหรือไม้ตระกูลถั่ว เช่น ต้นประดู่ เราได้รับความกรุณาจากกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรฯ โดยไปขอพันธุ์ไม้จากศูนย์เพาะชำกล้าไม้ หรือจากหน่วยงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บ้าง หรือจากศูนย์ฝึกนิสิตเกษตรฯ บ้าง เป็นไม้ป่าคละชนิดกัน แต่เท่าที่สังเกตไม้ที่โตได้ดีที่สุดคือต้นประดู่ ต้นกระถินณรงค์ ไม่เพียงแต่พวกไม้ป่า คุณยายยังไปขอหน่อกล้วยน้ำว้าจากสาธุชนข้าง ๆ วัด หรือกลุ่มสาธุชนที่มาวัดในยุคนั้น มาปลูกแทรกในพื้นที่ทั่ววัด ปนกันไปด้วย
ในครั้งนั้นอาตมายังเรียนหนังสืออยู่ บางทีก็ต้องไปดำเนินเรื่องเอกสารการขอกล้าไม้กับผู้ใหญ่ทางราชการของกรมป่าไม้กับรุ่นพี่ ๆ ในนามชมรมพุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรฯ เพื่อให้ท่านอนุมัติพันธุ์ไม้ แล้วก็ไปเบิกตามศูนย์เพาะชำที่ต่างจังหวัด ซึ่งได้มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เขาจะมีเหลือ บางครั้งเราได้มาไม่พอ เพราะบางช่วงหลวงพ่อธัมมชโยมีนโยบายให้พวกนิสิตนักศึกษามาช่วยกันปลูกเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นกิจกรรมให้เขามาวัด
ช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๘ คุณยายมักจะปรารภเสมอว่า ช่วงนี้ยายอยากจะเร่งปลูกต้นไม้ให้มาก เพราะยายเห็นในที่อีกไม่นานคนจะมากันเยอะ เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เราจะได้ต้นไม้ซึ่งโตเพียงพอที่จะรองรับบุคคลเหล่านั้น ช่วงบ่ายแต่ละวันท่านจึงไปปลูกต้นไม้อย่างมีความสุขเพื่อรองรับผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมในอนาคต
แต่พันธุ์กล้าไม้ที่เราได้มานั้นมันไม่เพียงพอ เลยหันมาปรึกษากันว่า จะทำยังไงถึงจะได้กล้าไม้ที่เพียงพอ ไปขอจนเขาผลิตให้ไม่ทันแล้ว เพราะตอนนี้ต้นไม้โตไม่ทัน คุณยายเลยบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เขาไม่มีให้ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา เราต้องช่วยตัวเอง เราปลูกขึ้นมาเอง สร้างขึ้นมาเองก็ได้
ท่านให้ความคิดว่า ลองไปหาวิธีเพาะต้นกล้าขึ้นมาเอง อาตมากับรุ่นพี่ ๆ ตอนนั้นดูแล้วว่า เป็นแนวทางที่ดี เราจะได้ไม้ซึ่งตรงกับความต้องการของเราด้วย คือ ต้นประดู่ ก็สอบถามไปยังรุ่นพี่ ๆ ว่า ต้นประดู่นั้นมีต้นใหญ่ ๆ ที่ไหน ที่มีเมล็ดพอที่เราจะเอามาเพาะปลูกได้ ก็ได้ความว่า พี่วิชา ซึ่งตอนนี้คือ พระมหาวิชา อธิวิชฺโช ทำงานอยู่ที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยรามคำแหง แจ้งว่า ที่สนามกีฬารามคำแหง มีต้นประดู่เยอะ มีต้นประดู่เป็นต้นใหญ่ซึ่งเราจะได้เมล็ดพันธุ์มากพอ
พอรู้แหล่งว่ามีที่ไหน พวกเราเด็กวัดทั้งหลายก็รีบไปเก็บเมล็ดพันธุ์กัน มีอาตมาแล้วก็มีพี่ ๆ ไปอีก ๒-๓ คน ต้องไปปีนต้นนะ เพื่อจะเก็บเมล็ดประดู่ เอาไม้ไผ่ไปช่วยกันสอยบ้าง ก็ได้เมล็ดประดู่มาหลายกระสอบ แล้วไปหาพื้นที่เพาะที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้น หลวงพ่อธัมมชโยตั้งชื่อให้ว่า “บ้านเอื้อเฟื้อ” ทำแปลงเพาะเมล็ดประดู่และบรรจุลงถุงเพาะ ปลูกประมาณ ๓ เดือนก็ได้ต้นกล้าที่ใหญ่พอจะเอามาใช้ลงในพื้นที่ของวัดได้
คุณยายให้กำลังใจอยู่เรื่อย ๆ ว่า อุปสรรคแม้เล็กน้อย อย่าให้มาขวางการสร้างความดีของเราได้ การที่เราไปศึกษาวิชามานี้ ต้องพยายามใช้วิชาที่เราเรียนนั้นให้ได้ ท่านเล่าให้ฟัง หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยสอนยายไว้ เรียนวิชาอะไรมา ต้องใช้วิชานั้นให้ได้ ถ้าเรียนวิชามาแล้ว ใช้วิชานั้นไม่ได้ เรียนมาเสียข้าวสุก เพราะฉะนั้นยายก็เอาวิชชาของหลวงพ่อมาใช้สร้างวัด สร้างบุญ สร้างบารมีของยาย พวกเราเรียนวิชาทางโลกมา เรียนวิชาของมหาวิทยาลัยเกษตรฯ นี้ ต้องพยายามเอาวิชานั้นมาใช้ให้เกิดเป็นบุญเป็นกุศลของเราให้ได้จึงจะคุ้ม ท่านจะให้กำลังใจอย่างนี้
ท่านบอกว่า ยายอยากได้ต้นประดู่เยอะ ๆ เป็นหมื่น ๆ มาปลูกในพื้นที่ มันจะได้โตเร็ว ทันกับการใช้งาน ต้นไม้จะมีมากก็บริเวณที่วัดของเรานี่เอง นอกนั้นรอบ ๆ วัดจะเป็นทุ่งโล่งหมด เพราะฉะนั้นถ้าใครเข้ามาวัด เห็นต้นไม้เยอะ ๆ ใจเขาก็จะสบาย ใจเขาจะเริ่มรวม ความสบายใจนี้เป็นต้นเหตุในการเข้าถึงธรรม ไม่มีใครอยากไปอยู่ในพื้นที่ร้อน ๆ แม้คุณยายเองท่านเล่าว่า ตอนเด็ก ๆ ยายขี่ควายไปทำนา ในเขตท้องนามันร้อน พอได้เห็นพวกต้นสะแกบ้าง ต้นมะขามเทศบ้าง ก็จะดีใจว่า เออ เราพอจะหลบร้อนตรงนี้ได้ ใช้เป็นที่พักอาศัย แม้จะชั่วคราวก็ยังทำความสบายใจให้กับคนที่ไปพักอาศัยได้
พื้นที่วัดที่เราสร้างให้เกิดความร่มเย็นด้วยต้นไม้นี้เอง ต่อไปเมื่อต้นไม้โตขึ้น ผู้คนได้มาอาศัยประพฤติปฏิบัติธรรมกันมาก พวกเราก็จะได้บุญมาก นกกาได้มาอาศัย พวกเราเองก็จะได้บุญด้วย เพราะฉะนั้นให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มาก ๆ เราเองก็จะได้ร่มเงา สาธุชนมาเขาก็จะได้ความสบายใจ คุณยายมักจะพูดเสมอ ๆ ว่า ไม้ดกนกชุม ความสบายใจเป็นต้นทางในการเข้าถึงธรรม ใครมานั่งธรรมะใต้ต้นไม้ที่เราปลูกเราก็จะได้บุญไปด้วย
คุณยายทำงานค่อนข้างหนักมาก นอกจากการประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว บางครั้งก็ต้องรับแขกด้วย ปลูกต้นไม้ด้วย ทำภารกิจอะไรต่ออะไรหลาย ๆ อย่าง สุขภาพท่านก็ไม่ค่อยดี เริ่มมีอาการป่วย ต้องไปหาหมอบ่อย แต่ท่านก็พยายามที่จะประคับประคองสังขารให้สามารถสร้างบุญไปได้เรื่อย ๆ
คุณยายจะสอนให้พวกเรารักษาสมบัติพระศาสนา ควบคู่ไปกับการทำความสะอาด มีบ่อยครั้งที่ท่านไปตรวจวัด แล้วเจอพวกเศษวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่วางทิ้งไว้บ้าง พวกช่างก่อสร้างลืมเอาไว้บ้าง หรือไม่ก็ของเหลือใช้ต่าง ๆ พวกเศษไม้ เศษเหล็ก เศษอิฐ หรือเศษแผ่นปูน ท่านเห็นแล้วก็มักจะบอกพวกเราว่า ให้พยายามใช้ของพวกนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด คิดหาทางเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ให้ได้ เพราะถ้ามัวแต่ซื้อของใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ เราเองก็ไม่ค่อยมีเงินที่จะซื้อประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง เราจะใช้ของญาติโยมที่เขาทำบุญมาไม่คุ้ม เพราะเขาทำบุญมา ถ้าเราใช้ของเขาไม่คุ้ม เดี๋ยวเราเกิดไปชาติหน้าก็ต้องไปเป็นขี้ข้าเขา
ท่านสอนว่า ของที่เขาทำบุญมาทั้งหมดนี่ พยายามใช้ให้คุ้มที่สุดเลย ท่านเล่าว่า ในสมัยที่ท่านอยู่วัดปากน้ำ บ้านธรรมประสิทธิ์ บางครั้งวัสดุของใช้ต่าง ๆ ที่คนอื่นเอาไปทิ้งที่กองขยะ ท่านไปเห็นแล้ว ของบางอย่างยังพอใช้ได้ ท่านก็ไปเก็บมา จะเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ บางทีขาหัก ก็ไปวานให้ช่างเขาซ่อมให้ แล้วก็เอามาล้างมาเช็ดทำความสะอาดเสียอย่างดี เอามาตั้งรับแขกก็จะพอใช้งานได้ จะเป็นขวดน้ำหรือควนหวาย (ตะกร้าหวาย บรรจุขวดน้ำดื่มเป็นชุด ๆ ละ ๔-๖ ขวด) ที่เขาใช้ใส่ขวดน้ำ ท่านก็ไปเก็บบังสุกุลเอามา ขวดน้ำท่านไปเอามาจากโรงครัว พวกขวดน้ำหวาน ขวดน้ำปลา เอามาล้างให้สะอาด แล้วก็ใส่น้ำฝนไว้รับแขก
ท่านพยายามเอาของที่ทุกคนคิดว่าไม่มีประโยชน์ทำให้มีประโยชน์ขึ้นมา คุณยายบอกว่า ท่านจะทำของที่ตายแล้วให้คืนชีพขึ้นมา ทำให้เป็นของที่มีค่าเหมือนเดิม ทุกคนจะได้ใช้อย่างสบายใจ
นอกจากจะสอนเรื่องการรักษาความสะอาดแล้ว บางครั้งท่านก็วางต้นแบบในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ที่จะขยายงานมาในปัจจุบันนี้ สมัยก่อนการบูชาข้าวพระ ในวันอาทิตย์ต้นเดือน เราทำพิธีที่ศาลาจาตุมหาราชิกา บางทีก็มีสาธุชนมาประมาณ ๒,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ คน ยังไม่มาก เพียงแต่ล้นศาลาออกมาหน่อย ๆ ที่โคนต้นไม้บริเวณสนามหญ้าด้านข้าง ญาติโยมผู้มีศรัทธาก็เอาข้าวของบ้าง อาหารบ้าง ขนมบ้าง มาจัดในแท่นพิธีที่บูชาข้าวพระ ทุกคนก็อยากจะจัดของตัวเองขึ้นไปบนแท่นพิธีนั้น บน state ที่บูชาข้าวพระ ซึ่งเป็นแท่นเดียวกับที่พระสงฆ์นั่ง แต่อยู่คนละฟากกัน จนกระทั่งของที่บูชามากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องต่อโต๊ะเสริม ออกมาตั้งข้างหลัง state
คุณยายไปเห็นเข้า ปรารภว่า นี่ต่อไปคนมากขึ้น เราก็ต้องเอาโต๊ะมาเพิ่มให้มากขึ้น ภาชนะอาหารมากขึ้นไปอีก ดูไม่ค่อยเรียบร้อย คุณยายจึงสั่งให้จัดวางแต่พองามไม่มากไม่น้อยเกินไป ให้อาตมาพร้อมด้วยทีมงานคุยกับท่านเจ้าภาพแต่ละท่านที่เอามา ให้เข้าใจว่า ในการบูชาข้าวพระของคุณยาย ไม่ว่าอาหารนั้นจะไปมอบให้ไว้ที่โรงทานอาคารยามาก็ตาม เอาไปจัดไว้ที่วงพระฉันก็ตาม หรือจะเอาไปเตรียมไว้สำหรับแจกสาธุชนผู้มาในวันงานก็ตาม ใครที่นำอาหารมา แล้วตั้งอกตั้งใจที่จะนำมาบูชาข้าวพระให้ตั้งใจให้ดี ยายจะน้อมเอาไปบูชาพระพุทธเจ้าหมด ไม่ให้ตกหล่นเลย ไม่ใช่แต่เฉพาะอาหารตรงแท่นพิธีกรรมหรอก เอาขึ้นไปบูชาหมดทั้งวัดแหละ ไม่ว่าอาคารนั้นจะอยู่ตรงไหนของวัดพระธรรมกาย จะเป็นข้าวสารอาหารแห้งที่เจ้าภาพเอามาไว้ให้ในครัว ยายเอาขึ้นไปบูชาหมดทั้งนั้นแหละ
เพราะฉะนั้นให้ทุกคนสบายใจได้ว่า ของที่เอามานั้น ตัวเองจะได้บุญเต็มที่ จะได้ไม่ต้องกังวลว่า เขาจะจัดภาชนะของเราขึ้นไปร่วมพิธีไหม ต้องมาเป็นห่วงกังวลว่า ภาชนะเราจะไปปนเปสับสนกันไหม ท่านได้พยายามวางรากฐานอันนี้ไว้ แล้วก็ให้ใช้วิธีนี้ตอนที่จะจัดงานใหม่ที่สภาธรรมกายหลังคาจาก ให้บอกต่อ ๆ กันไปว่า ทุกคนจะได้บุญเต็มที่ ไม่ใช่ว่าจะเอามาไว้เฉพาะตรงแท่นพิธีกรรมเท่านั้น แม้แต่เอาไปถวายที่จุดอธิษฐานธรรม ก็ไปถึงกันหมดแหละ ให้เจ้าภาพตั้งใจให้ดีก็แล้วกัน
ในช่วงที่มีภารกิจมาก คุณยายกรำงานหนัก ต่อมาท่านป่วย โอกาสที่ท่านจะไปกรำงานหนักก็เริ่มน้อยลง บางทีหมอก็ไม่อยากให้ไปกรำงานหนัก ป่วยในช่วงที่ ๒ นั้น ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ช่วงนั้นอาตมาอยู่ในช่วงออกไปบอกบุญ หลวงพ่อจึงให้ออกจากทีมบอกบุญมาช่วยดูแลครัวเต็มเวลา แล้วดูแลคุณยายบ้าง เผื่อขับรถพาท่านไปหาหมอ เพราะในช่วงนั้นอาตมายังไม่ได้บวช ตอนป่วยคุณยายบอก ท่านไม่มีแรงไปเฉย ๆ อย่างนั้นแหละ หมอบอกว่า เป็นโรคขาดอาหาร ต้องงดรับแขก งดปลูกต้นไม้ชั่วคราว และพักผ่อนมาก ๆ
ช่วงกลางวันก็จัดเตรียมสำรับอาหารไปส่ง ตอนบ่าย ๆ ก็ไปคุยกับท่านที่กุฏิ ท่านมักจะถามว่า วันนี้ทำอะไรบ้าง เราก็รายงานว่า ตอนเช้าทำโน่นทำนี่ ตอนสายทำอะไร ตอนบ่ายทำอะไร ท่านก็ว่า เออ... ดี แล้วก็ปรารภว่า ตอนนี้ยายป่วย ทำอะไรไม่ได้ มันไม่มีแรง ได้แต่นอน แล้วก็ดูองค์พระของยายไปเรื่อย องค์พระใส ๆ ดูบุญที่ทำมาตั้งแต่เริ่มต้นเข้าวัดถึงปัจจุบันนี้ ได้บุญเท่าไหร่ ๆ ก็ดูบุญไปเรื่อย ดูบุญของท่านเสร็จ ก็มาดูบุญของพระทุกองค์ ดูไล่ไปตั้งแต่ของหลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตะ หลวงพี่ฐิตะ หลวงพี่ฌานา ดูไล่ตามอาวุโสไปเลย จนกระทั่งถึงบุญของเด็กวัดแต่ละคน ได้บุญเท่าไหร่แล้ว ดวงบุญโตใหญ่เท่าไหร่แล้ว
ท่านบอกว่า ดวงบุญที่โตใหญ่เท่านั้น ๆ แล้วนี่ เมื่อเทียบกับยายแล้วยังกะจิ๊ดริด ดูยายไว้เป็นตัวอย่างนะ ยายสั่งสมบุญมาขนาดนี้ ไอ้ดำมันยังเล่นงานเสียนอนซมอยู่นี่ เพราะฉะนั้น พวกเราทุกคนอย่าประมาทว่า จะไม่ป่วยไม่ไข้ ถ้าแข็งแรงอยู่ก็ต้องรีบสร้างความดี
ยายอธิษฐานตลอดเลยว่า อย่าให้ลูกหลานของยายต้องมาป่วยอย่างนี้เลย แม้ท่านป่วย ท่านยังอธิษฐานว่า อย่าให้ลูกหลานป่วย ยายอยู่ในบุญตลอด อธิษฐานเรียกบุญทั้งบุญเก่าบุญใหม่ที่ทำมาทั้งหมด ให้มาช่วยให้แข็งแรงไว ๆ ท่านบอกว่า ถ้ายายสามารถฟื้นกำลังได้อีกสักหน่อย พอเดินได้อีกสักหน่อยล่ะก็ ยายจะรีบสร้างบุญ คราวนี้ท่านบอก จะสร้างบุญให้ยิ่งกว่าเดิมขึ้นไปอีก แล้วก็จะลุยให้สุดฤทธิ์สุดเดชจนกระทั่งให้ถึงที่สุดกันเลย ขนาดป่วยนะ ท่านยังมีจิตใจที่เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวอย่างนี้
ต้องใช้เวลา ๔ ปี กว่าอาการป่วยของท่านจะทุเลา ออกมาตรวจวัดได้ หรือทำภารกิจอะไรข้างนอกได้บ้าง สมัยนั้นได้รถสามล้อ มีคุณอารีพันธุ์ขี่ให้ หรือบางทีก็มีเด็กวัด คือ คุณประดิษฐ์ ซึ่งปัจจุบันคือ พระประดิษฐ์ อริญฺชโย ช่วยปั่นให้ ท่านได้อาศัยสามล้อนั้นไปตรวจวัด ไปดูต้นไม้ที่ปลูกไว้ แต่ในระยะหลังท่านไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้มาก ๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว ได้แต่ชื่นชมต้นไม้ที่ท่านปลูกไว้ว่า เออ มันโตแล้วนะ จะได้เป็นมรดกให้ลูกหลาน
ท่านมักจะสั่งผู้ใกล้ชิดว่า ช่วยกันดูนะ ต้นไม้เหล่านี้เป็นของมีค่า กว่าจะได้มาต้องเหนื่อยกันมากทีเดียว ต้นไม้มันก็โตขึ้นทุกวัน ชีวิตเรามันก็แก่ลงทุกวัน ต้องรีบทำความดีไว้เยอะ ๆ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เวลาไม่คอยใคร เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็เดือน เดี๋ยวก็ปี เดี๋ยวก็ตาย เพราะฉะนั้นอยู่ใกล้ ๆ ยาย ต้องทำอย่างยายทีเดียวนะ ช่วยกันดู ช่วยกันทำ ช่วยกันเก็บให้ดี
คุณยายพูดว่า ยายจะพูดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ พวกเราก็อย่าเบื่อนะ ยายจะพูดบ่อย ๆ เพราะต้องการให้จำเข้าไปในใจ ต่อไปจะได้จำคำของยายได้แม่น ๆ วันข้างหน้าจะได้ไม่ลืม ถ้ากลัวจำไม่ได้ ให้จดเอาไว้เลย เผื่อกันลืม ยายจะอยู่กับพวกเราอีกไม่นาน อีกไม่นานยายก็ตายแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจดจำเอาไว้ สิ่งที่เป็นคำสอนของยายก็ตาม จะเป็นตัวแทนของยาย หมั่นเอามาอ่าน แล้วก็ทำให้ได้อย่างที่ยายสอน แล้วก็สอนเด็กรุ่นใหม่ ๆ ไว้ด้วยว่า สิ่งนี้ยายสอน สิ่งนี้ยายทำ สิ่งนี้ยายพูด เขาจะได้มีแบบอย่างในการสร้างความดี ใครอยากได้บุญอย่างยาย ก็ต้องทำให้ได้อย่างยาย ใครก็ตามที่มาใกล้ชิดจะได้รับการสอนแบบนี้ทั้งหมด
คุณยายจะพยายามสอนทุกคนว่า ในการสร้างความดี ที่จะไปให้ได้ถึงที่สุดนั้น ต้องทำแบบสุดฤทธิ์สุดเดช ต้องทำจนหมดอายุขัยเลย ทำบุญจนสุดชีวิตของเราแหละ เหมือนอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบอกว่า เวลาสู้นี่ สู้กันแค่ตาย สู้ไปจนชนะ อย่างนี้เราจะได้บุญมากที่สุด เราจะได้ส่วนที่เป็นที่สุดของบุญ เพราะฉะนั้นพวกเราลูกหลานยายต้องดูคุณยายไว้เป็นต้นบุญเป็นต้นแบบ สิ่งที่คุณยายได้ฝากฝังไว้กับพวกเราทุก ๆ คนก็คือ สร้างลานธรรมมหารัตนวิหารคด รอบมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นที่รวมของคนรุ่นหลังที่จะมา แล้วก็เป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมที่พวกเราทุกคนจะได้บุญใหญ่ ในฐานะที่เป็นผู้สร้าง
ก่อนที่คุณยายจะละโลกประมาณสัก ๖๐ วัน วันนั้นประมาณวันที่ ๑๒ กรกฎาคม อาตมาเข้าไปหาคุณยาย แล้วก็เรียนท่านว่า ได้รับบุญเอาลายโป้งของผู้มีบุญทั้งหลายไปติดตั้งที่ลานธรรม จะมาขอลายโป้งของยายบ้าง เผื่อจะเก็บไว้เป็นอนุสรณ์แก่ลูกหลานว่า ลายโป้งของยายเป็นแบบนี้ เป็นลายโป้งของคนที่ทำบุญตลอดชีวิต สร้างกุศลมาตลอดชีวิต ก็เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ ทั้งหมึก Stamp ทั้งกระดาษ เตรียมไปปึกใหญ่เชียว กะเอาเยอะเลย
คุณยายลืมตามาดู แล้วก็ยิ้ม ๆ ท่านไม่ได้พูดอะไร หงายมือให้ดูที่ฝ่ามือ ช่วงนั้นท่านไม่ค่อยพูดแล้ว เราก็ตกลงกันเองว่า ท่านอนุญาตแล้ว เพราะท่านหงายมือให้ ก็ให้คุณอารีพันธุ์รีบจัดการพิมพ์ลายนิ้วมือคุณยายเลย ก็ได้ลายนิ้วมือเอาไว้ อย่างที่เราเห็นในธงชัยที่โบกสะบัดเมื่อวันคล้ายวันเกิดหลวงพ่อวัดปากน้ำ ลายโป้งข้างหลังธงเป็นของคุณยาย
เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลายที่ตามมาภายหลัง จะได้เห็นว่า นี่คือลายนิ้วมือของมหาปูชนียาจารย์ที่สร้างความดีเป็นต้นบุญต้นแบบของเราตลอดชีวิตทีเดียว เราเองจะได้เอาอย่าง แล้วบอกคนต่อ ๆ ไปว่า เอาแบบอย่างนี้ ลายนิ้วมือนี้เป็นสิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้เป็นอนุสรณ์แห่งความดีของท่านที่ได้ทำตลอดชีวิต