สิ่งที่คุณยายพร่ำสอน
คุณยายอาจารย์ · เกิดด้วยสองมือยาย
สิ่งที่คุณยายพร่ำสอน
วันจันทร์ที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
คืนนี้เป็นคืนที่ ๑๖ ของการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง อาตมาขอถือโอกาสแสดงธรรมถึงคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ฯ ของเรา เพื่อเป็นกุศโลบายในการสร้างความดีแก่ทุก ๆ ท่านต่อไป
อาตมา เริ่มเข้าวัดสมัยเป็นนิสิตนักศึกษาปีที่ ๑ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) เป็นสมาชิกชมรมพุทธศาสตร์ฯ ในยุคนั้น ได้ยินได้ฟังกิตติศัพท์ของคุณยายจากรุ่นพี่ ๆ บอกเล่าคุณธรรมของท่าน ตลอดจนได้อ่านจากหนังสือ “เดินไปสู่ความสุข” รู้สึกซาบซึ้งคุณธรรมของท่าน แล้วก็อยากจะได้พบตัวจริง อยากจะได้สนทนา อยากจะฝากตัวเป็นศิษย์
มีความตั้งใจอยู่นาน จนกระทั่งประมาณช่วงเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ วันนั้นเป็นวันที่ ๑๓ ปิดภาคเรียนพอดี ก็ตั้งใจมาช่วยเตรียมงานกฐินที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ซึ่งต่อมาก็เป็น วัดพระธรรมกายในปัจจุบัน
การได้ไปร่วมกันเตรียมงานกฐินในครั้งนั้น มีรุ่นพี่ ๆ หลายคนร่วมเดินทางไปด้วย พี่วันชัย จิระชุติโรจน์ ปัจจุบันท่านเป็นพระครูปลัดวันชัย สีลวัณโณ ครั้งนั้นท่านเป็นคนขับรถซึ่งในช่วงเวลาเย็น ท่านจะไปรับพวกเราที่อาคารชมรมพุทธฯ และขับรถพาพวกเรามาที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม กว่าจะเดินทางมาถึงก็ประมาณ ๖ โมงเย็นเศษ ๆ ประตูวัดด้านหน้าซึ่งเป็นประตูเหล็กใหญ่ก็ปิดแล้ว แต่เบื้องหลังของประตูนั้นมีพระภิกษุอยู่ ๒ รูป ซึ่งก็คือ หลวงพ่อธัมมชโย กับหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านทั้งสองกำลังเดินปรึกษางานกันอยู่ พอท่านเห็นรถของวัดเข้ามาก็ช่วยเปิดประตูให้ หลวงพ่อธัมมชโยเปิดประตูทางขวา หลวงพ่อทัตตชีโวเปิดประตูทางซ้ายให้รถเข้าไป
พอรถเข้าผ่านพ้นประตูไปจอด รุ่นพี่ก็ลงไปกราบหลวงพ่อ แล้วแนะนำตัวหมดทุกคน คนนี้ชื่อ วิชา ซึ่งปัจจุบัน คือ พระมหาวิชา อธิวิชฺโช คนนี้ชื่อ สมชาย ซึ่งปัจจุบันคือ พระสมชาย สุคันโธ คนนี้ชื่อ.. พอมาถึงอาตมาก็ไม่แนะนำชื่อจริงกลับแนะนำชื่อเล่น น้องคนนี้ชื่อเล่นว่า “หมู” ตอนนั้น หลวงพ่อธัมมชโยกับหลวงพ่อทัตตชีโวกำลังคุยปรึกษางานกันอยู่ หลวงพ่อธัมมชโยคงอยากจะให้ทุกคนคลายเครียด จึงหันมาทางหลวงพ่อทัตตชีโวบอก “เอ้า ! หมูมาแล้ว งั้นเรื่องงานทุกอย่างที่คุยมาเมื่อสักครู่ก็เรื่องหมู ๆ หมดเลยสิ ก็หมูมาแล้วนี่นา”
หลวงพ่อทัตตชีโวท่านก็ปล่อยฮา ! ใหญ่ เสียงดังลั่น พร้อมกับย้ำคำว่า “หมูมาแล้ว ๆ” พอกราบเสร็จ ท่านก็ให้ไปเก็บของแล้วเข้าที่พัก รุ่งขึ้นค่อยเตรียมงาน การเตรียมงานกฐินในช่วงนั้นจะเป็นงานโยธาเสียส่วนใหญ่ ทุกคนช่วยกันหมด สิ่งที่ต้องเตรียมเพิ่มก็คือ การยืมเครื่องมือเครื่องใช้ ของทุกอย่างขอยืมเกือบหมด เรียกว่า เอาของมากองรวมทั้งหมดแล้ว ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นของยืมทั้งนั้น
กวาดสายตาไปรอบ ๆ ดูว่า ของวัดเองมีอะไรบ้าง ก็เห็นแต่ หนังสือสวดมนต์ และองค์พระประธาน นอกนั้นของยืมทั้งหมด ถามรุ่นพี่ว่า เอ๊ะ ! เราทำไมต้องยืม ไม่มีของเราเองบ้างเลยหรือ เพิ่งมาครั้งแรก ถามไปเซ่อ ๆ อย่างนั้น รุ่นพี่ก็บอกว่า ตอนนี้ไม่มีสตางค์ซื้อหรอก แล้วอีกอย่างคุณยายท่านสั่งไว้ให้ยืมเขาใช้จัดงานไปก่อน จากวัดรอบ ๆ หรือจากญาติโยมข้างวัด
ต่อมา อาตมาได้ฟังนโยบายจากคุณยาย ท่านมีวัตถุประสงค์นะ ท่านบอกว่า วัดเราเป็นวัดใหม่เพิ่งสร้าง ยังไม่มีใครรู้จัก การที่เราไปยืมของเขาเท่ากับไปประกาศตัวเองกับหน่วยราชการ วัดต่าง ๆ องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ว่า วัดนี้เกิดขึ้นแล้วนะ จะเป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมสร้างบุญของสาธุชน มีนิสิตนักศึกษา มีเยาวชนไปปฏิบัติธรรมกันเยอะ อยู่ที่ตรงนั้นน่ะ คลองสาม หมู่ ๗ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
เราได้ไปคุยกับเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ที่เราไปยืมของ ทุกรูปก็รู้ว่า มีวัดใหม่เกิดขึ้นที่คลองสามพระเถระเหล่านั้นมักจะเรียกวัดเราในสมัยนั้นว่า “วัดใหม่” บางทีเราก็ไปยืมของตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาจารย์ก็ทราบว่า มีกลุ่มนิสิตนักศึกษาเขาไปสร้างวัดกันที่ตรงนั้นตรงนั้น นี่เป็นกุศโลบายอันแยบยลของคุณยาย ที่ท่านให้ไปยืมของ นี่มีวัตถุประสงค์ไปพรีเซ้นต์ (Present) ตัวเอง แล้วการที่เราไปยืมของ กว่าจะได้ของมา เราต้องไปอ่อนน้อมกับเขา เรียกว่า ต้องไปกราบกรานเขาเลย ถ้าทำเป็นคนมือกระด้างคางแข็ง ก็ไม่ได้ของ เขาไม่ให้ยืมหรอก แถมเขาจะตำหนิมาด้วย นี่เป็นอุบายที่คุณยายให้ฝึกตัวเอง
เพราะฉะนั้นการจัดงานบุญใหญ่ในช่วงแรก ๆ บางทีอาตมา หรือรุ่นพี่รุ่นน้องต้องช่วยกันทำเอกสารหนังสือยืมไปตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นวัตถุประสงค์ของคุณยาย ท่านต้องการให้ไปฝึกความรอบคอบ เพราะว่าของที่เรายืมมาจากหลาย ๆ ที่ จากหลาย ๆ วัด เวลายืมมาแล้วต้องมีการจดบันทึกทำบัญชี ถ้าเกิดความผิดพลาด หลงสลับกันขึ้นมา เราจะส่งคืนเขาไม่ได้ เดี๋ยวมีปัญหา
คุณยายจะฝึกให้พวกเรามีความละเอียดรอบคอบ โดยท่านจะเน้นเสมอว่า ของที่ยืมเขามา เช่น ภาชนะอุปกรณ์ต่าง ๆ เมื่อใช้เสร็จแล้ว ให้ทำความสะอาด ให้ดีกว่าของเดิมที่เรายืมเขามา อะไรของเขาชำรุดมา ก็ซ่อมให้ดีกว่า จะเป็นสิ่งที่ดี บางทีไปยืมภาชนะ เช่น หม้อ หรือกระทะ บางทีมันมีเขม่าดำเมี่ยมมา ก่อนส่งคืน คุณยายจะสอนให้พวกเราขัดให้ขาวให้หมด จานชามภาชนะทุกชนิดสะอาดหมด ไปคืนวัดที่เป็นเจ้าของของเดิม ทำเอาเจ้าของจำไม่ได้ นึกว่าหยิบอันผิดมาให้ เราต้องยืนยันว่า ใช่ใบนี้แหละ แต่ว่าล้างมาให้ขาวเชียวจะได้ดูสะอาดน่าใช้
พระที่ท่านดูเรื่องสังฆภัณฑ์ หรืองานพัสดุ ท่านก็ชอบใจว่า ที่นี่เขายืมของมาแล้ว เขาเอาคืนในสภาพที่ดีกว่าเดิม แสดงว่ามีการอบรมที่ดี ลูกศิษย์ลูกหาได้รับการอบรมที่ดี และการส่งคืนก็ต้องไปขอบคุณเขาด้วยตัวเอง ตอนไปก็อย่าไปมือเปล่า ถ้าเป็นวัดก็มีไทยธรรมติดไปถวายพระท่านด้วย ถ้าเป็นหน่วยงานราชการก็มีหนังสือธรรมะ หรือมีอะไรไปฝากเขาบ้าง เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึง ผูกใจกันไว้ว่า ต่อไปคงต้องมาขอยืมอีก
แล้วคุณยายก็สรุปไว้ว่า การที่เราไปยืมของเขา เราก็ได้ศึกษาไปด้วยว่า อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เรายืมมา พอถึงคราวที่เราจะต้องมีเอง ชนิดไหน ขนาดไหน หรือประเภทไหนที่พอเหมาะ ตอนที่เราจัดหา มันจะได้ตรงเป้า ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าจัดซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ เสียของเสียสตางค์เปล่า ๆ สมัยรุ่นอาตมาเป็นอุบาสกหรือเป็นเด็กวัด จะได้รับการฝึกแบบนี้ เรียกว่าแต่ละแห่งหยิบยืมกันจนคุ้น จนกระทั่งเขาไม่มีของพอจะให้ยืม เพราะงานวัดเราใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ต้องเพิ่มสถานที่ยืมและเพิ่มปริมาณของที่จะยืมมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ปัจจุบันนี้ ประเภทซื้อซะเงินไม่พอ กับไม่มีของจะให้ซื้อ มันคนละอย่างกัน สมัยก่อนคุณยายฝึกพวกเราอย่างนี้ พยายามให้ไปยืมของเขา แล้วก็ฝึกตัวไปด้วย เรายืมหมด ตั้งแต่เต็นท์ รถบรรทุก รถเข็น โต๊ะ เก้าอี้ พัดลม ไม้ประดับ ไม้กระถาง เสื่อ พรม กระทั่งหม้อ กระทะ จาน ชาม ช้อน ตะหลิว ทัพพี ยืมหมด ยืมจริง ๆ เพราะว่า อาตมาเป็นคนรับหน้าที่ทั้งส่งหนังสือยืม ทั้งเจรจา ทั้งขนย้าย สมัยก่อน ขนแบกมาแล้วก็ต้องขนไปคืน ตอนไปเอาในโกดังตามวัดต่าง ๆ หรือสถานที่ราชการ บางทีก็ต้องไปค้น ไปรื้อ หรือไปแยกประเภท เท่ากับไปจัดของให้เขาในตัว
ท่านก็สอนอีก เวลาไปยืมให้ฉลาด ๆ หน่อย เลือกของมาอย่าหยิบของชำรุดมานะ เดี๋ยวตอนเอาไปคืน กลายเป็นของชำรุด เขาจะมาว่าเราทำชำรุด เราต้องเลือกของให้เป็น ยืมทั้งหมด กระทั่งพัดลมก็ต้องยืม คราวนี้พัดลมหน่วยราชการเขาก็ไม่มีให้ยืม ตามวัดก็ไม่มีให้ยืม ต้องไปยืมตามบ้านชาวบ้านรอบวัด ตามริมคลองสามนี่แหละ
สมัยนั้นขับรถตระเวนตามบ้าน ยืมบ้านละตัวสองตัว ต้องเขียนชื่อเจ้าของใส่สติกเกอร์แปะไว้ตามพัดลม สมัยก่อนการจัดงานบุญใหญ่ ตอนที่จัดงานกฐินปีแรก ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ พื้นที่ก็ยังไม่สมบูรณ์ ศาลาจาตุมหาราชิกา เพิ่งจะเทพื้นใหม่ ๆ ตอนนั้นน้ำเจิ่งเลย เขาเอาน้ำบ่มคอนกรีตไว้ เหล็กเส้นถูกถักตั้งขึ้นเพื่อจะเทเสาคอนกรีตเต็มโดยรอบไปหมด หลังคายังไม่มีต้องเอาเต็นท์มากางจนเต็มศาลา เราต้องพยายามพัฒนาพื้นที่ เหมือนปัจจุบันนี้ การก่อสร้างเกิดขึ้นยังไม่ทันเสร็จ แต่เราต้องรีบใช้เพื่อประกอบพิธีกรรม เพราะฉะนั้นต้องใช้พื้นที่ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เสร็จนั่นแหละ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดจนปัจจุบันเหมือนกันมาตลอดทุกยุค
แม้ปัจจุบัน สภาธรรมกายสากลยังสร้างไม่เสร็จ ก็ต้องเริ่มเอามาใช้งานแล้ว หรือลานธรรมมหารัตนวิหารคดบางส่วนยังไม่เสร็จ เราก็ต้องใช้งานแล้ว ต้องใช้ให้ได้ ทำพื้นที่ให้พร้อม จัดเฉพาะกิจสำหรับพิธีกรรม เราฝึกกันมาอย่างนี้ การก่อสร้างก็ต้องเร่ง พิธีกรรมก็ต้องจัด
หลังจากงานกฐินปีนั้นคือปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เสร็จแล้ว ช่วงเย็นก่อนที่คุณยายจะกลับไปวัดปากน้ำคุณยายจะมาให้โอวาทแก่ลูกศิษย์ลูกหลานทุกคน ตอนนั้นมีพี่ขจร ต่อมาท่านบวชเป็น พระขจร กรุณาจาโร แต่ปัจจุบันนี้ท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านเป็นพี่ใหญ่ พาน้อง ๆ มากราบคุณยายเพื่อฟังโอวาทอันทรงคุณค่า สำหรับพระภิกษุ ท่านก็ไปทำพิธีกรานกฐินกันที่โบสถ์วัดกลาง คลองสาม (สมัยนั้นเรายังไม่มีโบสถ์จึงต้องไปขอยืมโบสถ์ของวัดกลางคลองสามใช้ประกอบสังฆกรรม)
เวลาคุณยายให้โอวาท ท่านจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่สนามหญ้า ริมน้ำใกล้ ๆ อาคารดาวดึงส์ในปัจจุบัน ท่านจ้องมองทุกคนเลย ซึ่งส่วนมากก็มีแต่ผู้ชาย มองจ้องเป๋งเลย แล้วท่านก็บอกว่า พวกเราทุกคนมาเอาบุญกับยายนะ พวกเราทุกคนเคยเกิดร่วมบุญกับยายมาหลายภพหลายชาติแล้ว ชาตินี้เราก็มาเอาบุญร่วมกันอีก ยายมองพวกคุณนี่ มองทะลุไปถึงอดีตชาติเลยนะ มองไปในปัจจุบันแล้วก็เลยต่อไปในอนาคต เข้าไปดูบุญของคุณ แต่ละคน ๆ น่ะ มาเกิดเอาบุญมาคนละเท่าไหร่ ๆ ยังไงก็ตาม ในการที่จะสร้างบุญร่วมกันต่อไปให้ตลอดรอดฝั่ง ต้องอดทนนะ อดทนทุกอย่าง ต้องสู้ สู้อยู่ในศีลในธรรม สู้กับกิเลสของตัวเองนะ ไม่ใช่ไปทำร้ายใคร สู้จนกว่าจะสำเร็จ
เพราะพวกเรามาจากครอบครัวที่หลากหลาย ท่านจะสอนให้อดทน สิ่งที่ท่านสอนมีอยู่ ๓ ประเด็น คือ
๑. สอนให้รักธรรมะ ให้รักบุญ เพราะสิ่งนี้เท่านั้นที่จะช่วยเราได้ทั้งชาตินี้และทุก ๆ ชาติ ให้นั่งธรรมะทุกวันอย่าขาด ถ้าใจละเอียดจะมีกำลังใจ เพราะท่านรู้ว่า การทำงานจะเหนื่อย เดี๋ยวใจจะหยาบ กิเลสจะเข้ามาครอบครองใจได้ง่ายแล้วก็จะหงุดหงิดกันเอง
๒. ท่านสอนให้ฉลาดในการทำงาน ยามมีแรง เราก็ใช้เรี่ยวแรงของเราทำบุญเต็มที่ ยามหมดแรงก็ต้องใช้ปากใช้ปัญญาชวนคนมาช่วยเยอะ ๆ เพราะปริมาณงานมาก แต่คนช่วยทำงานมีน้อย ญาติโยมที่เขามาร่วมงาน เขาอยากจะช่วยอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้ว่าจะให้ทำอะไร ไปบอกเขาสิ พูดกับเขา ชวนเขา ทำให้ทุกคนเป็นเจ้าของวัด เขาจะได้รักวัด ให้เขาได้รับบุญเก็บงานไปด้วย คือ เมื่องานบุญพิธีเสร็จ ก็เก็บของเสร็จพอดีเลยในวันนั้นแหละ พยายามทำให้ได้อย่างนี้ พวกเราจะได้ไม่เหนื่อย แล้วให้ช่วยกันชวนพวกน้อง ๆ มาช่วยงานบุญกันเยอะ ๆ เราไม่ชวนไม่ดึงเขามาในทางบุญ เดี๋ยวบาปอกุศลก็จะฉุดจะดึงพวกเขาไปสู่หนทางแห่งบาปอกุศล
๓. ทำงานทำภารกิจไปก็นึกถึงบุญ นึกถึงองค์พระใส ๆ ในตัวไปด้วย แล้วก็ให้นึกอธิษฐานล้อมคอกให้ได้มีโอกาสสร้างบุญสร้างความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยไม่ตกหล่นแม้บุญเดียว อย่าได้สร้างบาปอกุศลทั้งกาย วาจา ใจ
เราก็ทำแบบนี้กันเรื่อยมา พิธีกรรมงานเสร็จ ช่วยกันเก็บของทำความสะอาดจนเสร็จ และกว่าจะส่งของคืน ตามวัดต่าง ๆ ตามสถานที่ราชการต่าง ๆ บางทีเป็นอาทิตย์ นี่คือ การจัดงานบุญใหญ่ในสมัยก่อน ๆ
เมื่อได้พบคุณยายครั้งแรกแล้ว ในใจอาตมาก็นึกอยู่ว่า อยากจะพบท่านอีก ทำอย่างไรหนอ ไปฟังรุ่นพี่ ๆ ที่ชมรมพุทธฯ เขาคุยกันเรื่องคุณยายที่วัดปากน้ำ เราก็อยากจะไปบ้านธรรมประสิทธิ์บ้าง ที่บ้านกัลยาณมิตรหลังที่ ๒ แต่เราไปไม่เป็น ไม่รู้จะไปยังไง
อาตมาเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด อยู่กรุงเทพฯ แต่อยู่บ้านกับไปโรงเรียน ไม่ใช่นักเที่ยวซอกแซก ไม่ค่อยได้ไปไหน จนเข้ามหาวิทยาลัย แค่จะไปวัดปากน้ำยังไปไม่ถูก แต่อาศัยคอยเงี่ยหูฟังว่า พี่ ๆ ชมรมพุทธศาสตร์ฯ เขาจะไปกันเมื่อไหร่ เราก็จะติดเขาไปบ้าง แล้วพยายามจำทาง จำรถเมล์ (รถประจำทาง) วันหลังจะได้ไปเอง อยากจะไปหาคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์บ่อย ๆ
นับตั้งแต่บัดนั้นมา วันเสาร์วันอาทิตย์ อาตมาก็มาช่วยงานอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรฯ วันธรรมดา บางวันก็พอจัดเวลาว่างจากการเรียน เพราะความอยากพบคุณยาย ถึงแม้ไม่ว่างก็ทำให้ว่างได้ “โดดเรียน” ว่างั้นเถอะ พอรุ่นพี่ชมรมพุทธศาสตร์เขาไปวัดปากน้ำ จังหวะวันนั้นว่าง เราก็โดดเรียนติดไปกับเขาด้วย รุ่นพี่ส่วนมากเป็นผู้หญิง พอจะไปวัด เขาก็มักจะซื้ออาหาร ซื้อขนมติดมือไปถวายพระที่วัด ที่บ้านคุณยาย คือบ้านธรรมประสิทธิ์สมัยนั้น
เราก็อาสาเป็นคนถือของ แล้วก็ไปถึงวัดได้จริง ๆ วันนั้นพวกเราไปถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ร่วม ๑๐ โมงเช้า ก่อนไปกราบคุณยาย รุ่นพี่ ๆ เขาเตือนเราว่า คุณยายท่านรู้วาระจิต คิดอะไรท่านรู้หมดนะ ไปถึงต้องสำรวมกาย วาจา ใจ ทะลึ่งตึงตังไม่ได้นะ อะไรทำนองอย่างนี้ ยิ่งโดนสำทับอย่างนี้ ยิ่งต้องระวังตัวระวังใจกันอย่างอุกฤษฏ์เลย
ไปถึงก็ไปกราบคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์แล้วบอกท่านว่า คุณยายครับผมอยากจะเรียนธรรมะกับยายครับ คุณยายก็บอกว่า โอ้ คุณ คุณไปเรียนกับหลวงพ่อธัมมะเถอะนะ ยายสอนให้ท่านหมดแล้ว วิชชาธรรมกายที่ยายฝึกมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ยายสอนให้หลวงพ่อธัมมะไว้นะ ถ้าเอามาเขียนใส่กระดาษ แล้วเอามาปูเต็มในที่ดิน ๒๐๐ ไร่ ยังไม่พอให้ปูเลย เอาไว้คุณเรียนกับหลวงพ่อธัมมะเองเถอะนะ แล้วท่านก็ถามว่า เคยนั่งธรรมะหรือเปล่าล่ะ อาตมาก็ตอบว่า เคยครับ เคยนั่งที่ศูนย์พุทธจักรฯ คุณยายก็ว่า เออ พอรู้วิธีการนั่ง งั้นขึ้นไปนั่งข้างบน พร้อมกับชี้มือไปที่ชั้นสองของบ้านธรรมประสิทธิ์ แล้วตอนเพลค่อยลงมานะ เดี๋ยวยายอยู่ทางนี้จะคุมธรรมะให้
เป็นอันว่า พบคุณยายครั้งแรก ท่านก็ให้ขึ้นไปนั่งธรรมะ นั่งไปสักชั่วโมง ถึงเวลาเพลก็ลงมาข้างล่าง รุ่นพี่ ๆ เขาก็จัดอาหารเตรียมจะถวายพระสงฆ์ คุณยายบอก เอ้า เดี๋ยวพวกเราคอยประเคนภัตตาหารพระกัน คุณยายกับพวกเราก็คอยกันอยู่ถึง ๑๑ โมง ๒๐ นาที พอดีวันนั้นพระที่จะมาฉันคงจะติดธุระ ท่านจึงไม่มา สักครู่คุณยายบอก ป่านนี้พระคงไม่มาแล้ว ถ้างั้นเดี๋ยวยายจะเอาไปถวายพระพุทธเจ้าบูชาข้าวพระเลยแล้วกัน ให้พวกเราได้บุญกันเยอะ ๆ คุณยายก็ชวนทุกคนนั่งสมาธิ โดยใช้ภาษาพื้น ๆ ของท่านว่า “เอ้า ทุกคนนั่งเข้าที่” แล้วก็เงียบ นิ่งไปสัก ๑๕ นาที ๒๐ นาที ท่านก็ชวนบอกลาข้าวพระ แล้วชวนทุกคนมากินข้าว
พอคุณยายเริ่มชวนทุกคนมากินข้าว อาตมามองซ้ายมองขวา มีเราเป็นผู้ชายอยู่คนเดียว ก็คิด... เดี๋ยวเราจะเดินออกไปกินข้าวตรงท่ารถเมล์ ปากซอย พอเตรียมขยับตัวจะออก คุณยายก็เรียก คุณจะไปไหน เดี๋ยวมากินข้าวกับยาย เราก็ตกใจเพิ่งมาครั้งแรก คุณถือศีล ๘ ไม่ใช่เหรอ ยายก็ศีล ๘ เหมือนกัน เดี๋ยวมากินข้าวกับยาย เราก็ เอ๊ะ นึกในใจ คุณยายรู้ได้ยังไงว่า เราถือศีล ๘ เราไม่เคยไปบอกใคร
แล้วท่านก็พูดอีก จะต้องไปซื้อให้เสียสตางค์ทำไมข้าวยายเยอะแยะ เก็บเงินเอาไว้เรียนหนังสือ เอาไว้ทำบุญดีกว่า ท่านคงรู้ว่าเราคงจะไปหาซื้อข้าวกินแน่ เราก็ปฏิเสธว่า คุณยายไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปตรงนี้ ท่านก็บอกยังไม่ต้องไป มากินข้าวกับยายก่อน พอท่านชวนครั้งที่ ๒ ที่ ๓ เราก็เลยต้องตามใจท่าน
แต่ในใจตอนนั้น มีความรู้สึกปีติยินดี ปนกับความเขินเหนียมอายและเกรงใจ นึกในใจว่า โอ้โฮ คุณยายให้เกียรติเรากินข้าวร่วมเสื่อกับท่านเลยนะ เวลาท่านจะรับประทานข้าวก็ลำเลียงเอาอาหารทั้งหมดไปที่ห้องครัวของบ้านธรรมประสิทธิ์ มีอาตมาเป็นผู้ชายนั่งอยู่คนเดียว นอกนั้นก็มีรุ่นพี่ผู้หญิง ๒ คน หลานสาวคุณยายอีก ๑ คน
ท่านเห็นเรานั่งเฉย ๆ ก็บอก เอาเลยกินข้าวเลย เป็นผู้ชายหนุ่ม ๆ กินเยอะ ๆ ถือศีล ๘ ด้วย เดี๋ยวเย็นจะหิว กินเยอะ ๆ ไม่ต้องเหนียม ท่านตักข้าวให้เองเลยนะ เอาจานมาวางข้างหน้า ตักข้าวใส่จานของเรา เอาช้อนใส่ให้ เอ้า..นี่ข้าว ท่านบอก ไอ้นี่เป็นข้าวต้มกุ้ง แต่แยกข้าวกับแยกน้ำซุป ท่านเอากุ้งใส่ให้ตัวหนึ่ง ตัวใหญ่เชียว แล้วเอาน้ำซุปร้อน ๆ ราด นี่ข้าวต้มกุ้ง กินซะเลยคุณ อร่อยดีเชียวนะ กินเยอะ ๆ นะคุณ หัดรักษาศีล ๘ ใหม่ ๆ ตอนเย็นมันหิว กลางวันต้องกินเยอะตุนไว้หน่อย
ปัจจุบันนี้ ภาพที่คุณยายตักข้าวให้ ยังติดฝังแน่นอยู่ในใจ มิได้เลือนหายไปจากใจเลย ตอนนั้นมีความคิดว่า ถ้าเราได้รับเชิญไปกินอาหารร่วมโต๊ะกับประธานาธิบดี หรือผู้นำประเทศ ต่าง ๆ เรายังไม่ภูมิใจขนาดนี้ คุณยายให้เกียรติเราถึงขนาดนี้ มีความคิดว่า เราจะแทนคุณข้าวยายไปตลอดชีวิตทีเดียว
พอทานข้าวเสร็จแล้ว ช่วยกันล้างจาน พักสักครู่ คุณยายก็บอก เอ้า ไปนั่งธรรมะต่อ ๕ โมงเย็นค่อยกลับนะ ก็ขึ้นไปนั่งธรรมะ พอถึง ๕ โมงเย็น อาตมาค่อย ๆ ลงมาจากชั้นบน ท่านก็ให้โอวาท ให้กำลังใจ นั่งธรรมะบ่อย ๆ นะคุณ ยังหนุ่ม ๆ ต้องรีบนั่งตุนไว้ให้มาก ทำทุกวัน ค่อย ๆ ทำสบาย ๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องไปเครียด ทำใจสบาย ๆ ธรรมะอยู่ในตัวของเราไม่ได้หนีไปไหนหรอก อยู่ในตัวของเรา ค่อย ๆ ปรับใจ เดี๋ยวก็สว่างเอง
คุณ เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วมาอยู่กับยายนะ มาช่วยยายสร้างวัด อาตมาตอบสั้น ๆ “ครับ” ตอบคำเดียว พออาตมาเดินมาใส่รองเท้าบริเวณหน้าบ้านเตรียมจะเดิน ท่านก็บอก แล้วมาหายายอีกนะ อาตมาก็ตอบอีกทีหนึ่งว่า “ครับ” แล้วกราบลาท่าน แต่ในใจอาตมาตอนนั้นรู้สึกปีติยินดีว่า คุณยายชวนเราว่า เรียนจบแล้วมาอยู่กับยายนะ คำพูดนี้ยังดังก้องอยู่ในใจของอาตมาอยู่จนบัดนี้
รู้สึกดีใจว่า เอ๊ะ คุณยายชวนเราแฮะ อาตมาได้ไปที่บ้านธรรมประสิทธิ์อีกหลายครั้ง แต่จะหาโอกาสไปวันธรรมดา เพราะว่าวันเสาร์ วันอาทิตย์ก็มาช่วยงานบุญที่ศูนย์พุทธจักรฯ
เมื่อไปที่บ้านธรรมประสิทธิ์ เราก็ได้พบเห็นความสะอาด ความมีระเบียบ ห้องน้ำคุณยายสะอาดมาก เห็นคุณยายเข้าไปคุกเข่าเช็ดพื้นและสุขภัณฑ์ด้วยผ้าขนหนูสะอาด อาตมาไม่กล้าเข้าไปเลย มันสะอาดซะจนต้องยอมทน รู้สึกเต็มที่เมื่อไหร่ก็ไปเข้าห้องน้ำที่หอหลวงปู่ หรือไม่ก็แถว ๆ ที่หอฉัน แต่ไม่ยอมเข้าห้องน้ำที่บ้านคุณยาย เห็นคุณยายทำความสะอาดแล้วไม่กล้าใช้เลย กลัวไปทำให้คุณยายต้องลำบากกับการต้องไปเช็ดทำความสะอาดห้องน้ำบ่อย ๆ
ต่อมาคุณยายก็ย้ายจากบ้านธรรมประสิทธิ์ วัดปากน้ำ มาอยู่ถาวรที่ศูนย์พุทธจักรฯ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ ช่วงนั้นอาตมากำลังอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๔ พอดี อยากจะไปช่วยท่านขนของย้ายบ้านที่วัดปากน้ำ แต่ติดช่วงอบรมออกไปไม่ได้ ก็เลยรอรับท่านอยู่ที่วัดนี่ เห็นคุณยายขนข้าวขนของมาเยอะแยะได้แต่ช่วยขนลง คุณยายมาอยู่ full time ที่วัด ไม่ต้องลำบากเดินทางไปมาระหว่างวัดปากน้ำฯ กับศูนย์พุทธจักรฯ อีกแล้ว
คุณยายเริ่มให้ก่อสร้างกำแพงรอบ ๑๙๖ ไร่ก่อน โดยบอกว่า สร้างกำแพงกันกิเลส กันคนพาล ทำให้แข็งแรงเลยนะ จากนั้น ท่านก็เริ่มวางระเบียบวินัย โดยสั่งให้เขียนใส่กระดานติดไว้ที่ข้างอาคาร (ปัจจุบันคือป้ายกฎระเบียบที่ติดอยู่ที่อาคารดาวดึงส์) ให้ทุกคนอ่าน ท่านเริ่มวางแนวทางปฏิบัติหลาย ๆ อย่าง ให้มีหลักมีเกณฑ์ขึ้น ทำให้เรามีการทำงานที่เป็นแบบแผนขึ้นเป็นลำดับ ๆ ไป พออาตมาเรียนจบชั้นปีที่ ๔ ก็เข้าวัดเลย ไม่ได้ไปสมัครงานที่ไหน
เพราะคิดว่าเป้าหมายเราจะมาที่นี่ ใจนึกถึงแต่คำชวนของคุณยาย คุณยายบอกว่า คุณเข้าวัดนี่ ยายช่วยคุณได้ทั้งในชาตินี้และชาติหน้านะ ยายบอกทางปิดนรกให้คุณได้ บอกทางเปิดทางสวรรค์ให้คุณได้ คุณเรียนจบแล้วไปทำงานข้างนอก อย่างดีก็ช่วยพ่อแม่ได้เฉพาะชาตินี้เท่านั้นแหละ แต่มาอยู่วัดมาประพฤติปฏิบัติธรรม มาสร้างกุศล มาช่วยยายสร้างวัด ช่วยตัวเองและช่วยพ่อแม่ท่านได้ทั้งภพนี้และภพหน้า นิสัยเป็นคนซื่อ ๆ อย่างคุณไปทำงานทางโลก เดี๋ยวโดนเขาหลอกหมดตัวไม่เหลือ อยู่วัดกับยายดีกว่า ไม่กี่ปีก็ตายจากกันแล้ว สั่งสมบุญไปภพหน้ากันเยอะ ๆ ดีกว่า
ต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๑ หลวงพ่อธัมมชโยตอนนั้นท่านเริ่มเปิดทีมบอกบุญ จึงให้อาตมาเข้าไปร่วมทีมด้วย ไปฝึกซ้อมบอกบุญ ฝึกได้สักพักหนึ่ง คุณยายจึงเมตตาเรียกอาตมามาปฐมนิเทศ คือจะเรียกอุบาสกคนไหนมาปฐมนิเทศอีกหรือเปล่าไม่รู้ แต่วันนั้นเรียกอาตมามาคนเดียว ท่านบอกว่า ออกไปบอกบุญน่ะ จำไว้ ๔ อย่างนะ
๑. ออกไปข้างนอกไกลหูไกลตายาย อย่าไปติดสาวที่ไหนนะ อย่าไปทำตาหวานให้ใครนะ รีบไปทำภารกิจ เสร็จแล้วก็รีบกลับ อย่าได้เที่ยวไปเถลไถลที่ไหน
๒. อย่าไปกินข้าวบ้านใครนะ เราก็งง ๆ เอ๊ะ อย่าไปกินข้าวบ้านใคร ยายบอกว่า อยู่กับยายกินข้าวยาย กินข้าวหลวงพ่อ เราก็เป็นหนี้บุญคุณหลวงพ่อกับยาย พอแล้ว อย่าให้มันมากคนนักเลย เราไปกินข้าวบ้านโน้นบ้านนี้ ต่อไปในอนาคตเมื่อเราต้องทำงานใหญ่ ๆ ขึ้น เดี๋ยวมันจะเสียความยุติธรรม เพราะความติดหนี้บุญคุณกัน อืม.ท่านมองไกลขนาดนั้นเลย
๓. ท่านบอกว่า อย่าไปค้างแรมคืนที่ไหนนะ ดึกดื่นยังไงก็ต้องกลับมาวัด ถ้าจำเป็นจะต้องไปค้างจริง ๆ ล่ะก็ ให้บอกยายก่อน จะไปกี่วัน กลับมาเมื่อไหร่ก็ต้องบอกให้ยายทราบ ยายอธิบายคร่าว ๆ ว่า คนที่มาอยู่กับยาย ลูก ๆ หลาน ๆ นี้ ยายเอาทุกคนมาซ้อนอยู่ในศูนย์กลางกายของยาย เอามาแก้ไขให้สะอาดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นออกไปข้างนอก ไปค้างข้างนอกนาน ๆ เดี๋ยวไปติดกิเลสอะไรต่ออะไรเลอะ ๆ เทอะ ๆ มา
และข้อ ๔. ท่านบอก อยู่กับยาย อย่าโกหกยายนะ อย่าปิดบังยาย แม้กับหลวงพ่อด้วยเหมือนกัน อย่าโกหกหลวงพ่อหรือปิดบังหลวงพ่อ
๔ อย่างนี้ คือโอวาทที่คุณยายให้ตอนออกไปบอกบุญ ยังจำได้จนบัดนี้ (ไม่รู้ว่า อุบาสกคนอื่นเขาได้ฟังแบบนี้หรือเปล่า) สงสัยยายจะเมตตาเราถึงได้เรียกไปปฐมนิเทศเดี่ยวเลย
นี่แหละคุณธรรมคุณยาย ดูคุณยายท่านเป็นห่วงอุบาสกมาก กลัวจะไม่ได้บวช กลัวจะสร้างบารมีตามไม่ทันท่าน พวกผู้ชายหนุ่ม ๆ กลัวไปซนที่อื่น คุณยายมักจะสอน ให้โอวาทกับอุบาสกมากเป็นพิเศษ ท่านมักจะหาโอกาสเหมาะ ๆ โดยเลือกเอาเวลาอาหารของอุบาสก ซึ่งจะกินข้าวหลังพระฉัน คุณยายบอกว่า เวลานี้แหละเหมาะ เพราะเขาอยู่กันพร้อมหน้า กินข้าวกันพร้อมหน้า ไปไหนไม่ได้ อย่างไรก็ต้องฟังยายอบรม ซึ่งจะได้ทั้งเช้าและเพล ความเป็นห่วงของท่านขนาดนี้
ปกติช่วงเช้า ตี ๔ ท่านก็ตื่นมานั่งสมาธิถึงตี ๕ ครึ่ง พออรุณท่านออกมาเข้าครัว ถือกาน้ำมาใบหนึ่ง ต้มน้ำ แล้วเอาไปไว้ที่กุฏิหลวงพ่อ ๗ โมงเช้าก็รับประทานข้าว ๘ โมงครึ่งนั่งธรรมะไปกระทั่งถึงเพล ทานอาหารเพลเสร็จ ช่วงเที่ยงกว่า ๆ ท่านก็ไปดูในครัว จานชามล้างสะอาดไหม ไปดูหมด เก็บมันเรียบร้อยไหม ตอนบ่าย ๆ ท่านก็ไปปลูกต้นไม้ ปลูกกล้วย มะละกอ ไม้ป่า ไม้ร่มเงา ปลูกทุกชนิดตามกล้าไม้ที่พอจะมีอยู่ในเนอสเซอรี่ (Nursery : เรือนเพาะชำต้นไม้) โดยเดินสวมงอบที่ศีรษะ มือถือชะแรง ๑ อัน กับถังพลาสติก ๑ ใบ (สำหรับไปตักน้ำรดต้นไม้) ไปปลูกต้นไม้ในพื้นที่ ๑๙๖ ไร่
ประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ช่วงนั้นคุณยายเริ่มป่วย หลวงพ่อธัมมชโยให้อาตมาแยกจากทีมบอกบุญ ออกมาช่วยดูแลบริหารเรื่องครัวเต็มเวลา อาตมาก็เลยทำรถสามล้อให้คุณยายคันหนึ่งตามคำสั่งของหลวงพ่อธัมมชโย โดยท่านบอกว่า เอาเบาะสีแดง ๆ นะ ขี่ไปไหนจะได้เห็นได้ชัดว่า คุณยายอยู่ตรงไหน แล้วก็ให้อารีพันธุ์เป็นคนขี่ คุณยายท่านอดไม่ได้ที่จะต้องไปตรวจวัด ตรงโน้น ตรงนี้ ดูต้นไม้อะไรต่ออะไร เมื่อท่านต้องไปตรวจวัดก็นั่งสามล้อไป จะช่วยผ่อนแรงท่านได้มาก ไม่ต้องเดินไปเหมือนสมัยก่อน ๆ ซึ่งท่านก็จะไม่ลืมเอาอุปกรณ์ปลูกต้นไม้ของท่านติดรถไปด้วย
ช่วงนั้น ตอนบ่าย นอกจากคุณยายจะมาทำภารกิจต่าง ๆ ตามปกติของท่านแล้ว ยังต้องรับแขกไปด้วย บางครั้งบ่าย ๆ มีแขกมา ท่านก็ไปรับแขกก่อน อีกอย่างหนึ่ง บางครั้งหลวงพ่อธัมมชโยต้องออกไปกิจธุระข้างนอกบ้าง ติดต่องานอะไรต่ออะไรบ้าง ก็อาศัยคุณยายรับแขก เพราะตอนนั้น หลวงพ่อยังอายุไม่มาก และแขกที่มาหาคุณยายนั้น ส่วนมากเป็นลูกศิษย์เก่า ๆ ของท่านสมัยอยู่วัดปากน้ำ เมื่อมาแล้วเห็นเรามีโครงการโน้นโครงการนี้เขาก็ร่วมทำบุญมา ยายก็เลยต้องรับแขกไปด้วย สร้างวัดไปด้วย
คนใหม่หรือคนเก่าท่านจะสอนทุกคนที่มาพบท่านว่า เอาบุญกับยายนะ บุญเล็กบุญน้อยอะไรก็ทำไป อย่าทิ้งบุญ เมื่อทำบุญเสร็จแล้วก็อธิษฐานไป แล้วก็สอนให้ละบาปอกุศล อย่าไปทำผิดศีลผิดธรรม ให้ทำแต่ความดี สวดมนต์ไหว้พระบ้าง ก่อนนอนทำใจให้ใส นั่งสัมมาอรหังไป ท่านก็จะสอนอยู่ ๓ เรื่องนี้
นอกจากสอนเองแล้ว ท่านจะแนะนำอาตมาด้วยว่า เออ...มีโอกาสให้เราช่วยกันสอนด้วย โยมเขามาวัด เขาก็อยากได้ความรู้ สอนเขานี่บางครั้งเขาก็เอาบ้างไม่เอาบ้างก็ช่างเถอะ สอนไป ให้เขาได้ธรรมะติดตัวไป ได้บ้างนิดหน่อยก็ยังดี ญาติโยมบางคนมากับญาติ บางทีเขาก็ยังไม่ได้ศรัทธา มาเพราะเกรงใจญาติ ๆ สอนไปเถอะ เอาไม่เอาเผื่อในอนาคตอินทรีย์ของเขาแก่กล้าขึ้นก็คิดได้ เขาอาจจะปรับปรุงตัวเองได้บ้าง อย่าไปเบื่อกับการสอน
ท่านมักจะบอกว่า คนที่มาทำบุญกับยาย ยายจะคุมบุญให้เขา ตามวิธีที่ยายฝึกมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี เอาบุญนี่แหละไปกลั่นแก้ ไปทับทวีให้เป็นสมบัติ เป็นอริยทรัพย์แก่เขาไปในภพเบื้องหน้า สมบัติอันนี้มันไม่ไปไหน ไปรอท่าอยู่ในวิมานของเขาแล้ว ส่วนเงินทองหยาบ ๆ ที่เขามาทำบุญ คุณยายก็เอาเข้าวัดหมด เอาถวายเข้าในหมู่สงฆ์ ให้สงฆ์ท่านจัดการ ให้หลวงพ่อธัมมะจัดการว่าจะเอาไปใช้อะไร ยายเอาแต่บุญ
คุณยายบอกว่า ในโลกนี้เห็นมีแต่บุญนั่นแหละเป็นที่พึ่ง ยายจะเอาบุญให้เป็นภูเขาเชียว จะสร้างบุญไม่ให้แพ้ใครเลย จะเอาบุญติดตัวไปให้เต็มที่ เพราะว่า เราตายแล้วก็ยังต้องเกิดอีกหลายภพหลายชาติ เรายังไม่หมดกิเลส ยังไม่หมดเชื้อแห่งการเกิด แต่เมื่อจะเกิดอีกที เราจะต้องมีความสมบูรณ์ทุกอย่าง จะได้มีทรัพย์มากและมีทั้งอริยทรัพย์ด้วย เมื่อมีทรัพย์มากจะไม่กังวลเรื่องทำมาหากิน จะได้ไม่เผลอไผลทำความชั่ว ทำความไม่ดี จะเหลือแต่การสร้างบุญกุศลนั่งปฏิบัติธรรม ได้มีทรัพย์ไปใช้ทำบุญทำทานไม่รู้จักหมดสิ้น เอาสมบัติต่อสมบัติ เอาบุญต่อบุญไปให้มากที่สุด นี่ท่านจะสอนแบบนี้
แล้วก็ให้ทุกคนพิจารณาว่า เวลามันผ่านไปทุกวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า อย่าทำชีวิตให้เหมือนนกกา ท่านชี้ให้ดู นกกานี่เห็นไหม เวลาเช้ามันก็ออกไปหากิน เวลาเย็นมันก็กลับรังนอน มันไม่ได้บุญอะไรไปเลย ชีวิตหมดไปเปล่าไม่มีคุณค่า เราทำบุญของเราดีกว่า เพราะฉะนั้น ตื่นเช้ามา ให้วางแผนซิว่า วันนี้เราจะทำความดีอะไร โดยทั้งวันเราก็ทำให้เต็มที่ ก่อนที่ตะเกียงดวงใหญ่ คือดวงอาทิตย์จะลาลับไป และก่อนนอนให้สรุปสิว่า วันนี้เราทำความดีอะไรไปบ้าง ท่านมักจะสอนด้วยคำโบราณ ให้ฟังว่า เอ้า...เร็วเถิดพ่อรีบถ่อรีบพาย ตะวันจะสาย ตลาดจะวาย เดี๋ยวสายบัวจะเน่า
ท่านบอกว่า จะทำบุญทำความดีอะไรก็รีบ ๆ ทำซะ คือ รีบถ่อรีบพาย ตะวันจะสาย คือ ชีวิตที่เราเกิดมามันจะแก่ไปเสียเปล่า ตลาดจะวาย คือ มันจะตาย เดี๋ยวสายบัวจะเน่า ก็คือ เดี๋ยวไอ้ที่เราตั้งใจมาเกิดจะมาสั่งสมบุญบารมี ทำพระนิพพานให้แจ้งนี้ เดี๋ยวมันจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์
ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๑ อาตมาได้รับอนุญาตให้บวช ปีนั้นคุณยายท่านดีใจ ๒ เรื่องคือ เรื่องที่อาตมาได้บวช แล้วอีกเรื่องหนึ่งคือ ท่านได้รับเป็นประธานกฐิน ซึ่งเป็นความปรารถนาของท่านมายาวนาน ท่านปรารภกับอาตมาว่า ยายดีใจนะ พระหมูได้บวชแล้ว ยังไงบวชแล้วนี่ ต้องช่วยยายด้วยนะ ช่วยยายดูครัว แล้วก็ช่วยยายบอกบุญกฐิน ยายจะไปบอกบุญด้วยตัวเอง ไปขึ้นบ้านโน้นบ้านนี้ ยายจะไปบอกให้หมดเลย ทั้งมนุษย์ ทั้งเทวดาให้มาเอาบุญร่วมกับยาย ตอนนั้นฟังแล้วก็งง เอ๊ะ ยายไปบอกบุญเทวดา
อาตมาก็ถามคุณยาย เทวดาเขาใช้สตางค์กันเหรอ แล้วยายจะได้สตางค์จากเทวดาได้ไง ยายบอกว่า เทวดาเขามีวิธีของเขา หมู่ญาติเขาที่อยู่ในเมืองมนุษย์ก็มีเยอะแยะ เดี๋ยวเขาก็ไปดลจิตดลใจกันมาทำบุญเองแหละ เทวดาเขาก็อยากได้บุญ เดี๋ยวเขาหาทางเองล่ะ ไม่ต้องห่วง
สิ่งที่อาตมาทึ่งอยู่จนบัดนี้ คือ ช่วงฉลอง ๘๔ ปีคุณยาย ตอนนั้นประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๕ หลวงพ่อธัมมชโยให้ช่างมาปั้นรูปเหมือนคุณยาย เป็นอาจารย์จากศิลปากร ว่าง ๆ คุณยายก็มาเรียกอาตมาไป ท่านเรียกว่า พระหมู ยายจะเล่าอะไรให้ฟัง หลวงพ่อให้ช่างเขามาปั้นรูปยาย ท่านกะว่า เมื่อยายละโลกแล้วจะสร้างวิหารยายไว้ตรงนั้น ที่เกาะกลางหลังโบสถ์ แล้วจะเอารูปหล่อยายไว้ในนั้น
คุณยายท่านบอกว่า พระหมูหล่อให้ยายได้ไหม ยายไม่อยากให้ใครหล่อให้ยาย ไม่อยากให้ช่างที่ไหนหล่อให้ยาย อยากให้ท่านแหละหล่อให้ยาย คุณยายพูดอย่างนี้ อาตมาก็บอกคุณยาย พระรู้แต่วิชาหล่อเรซิ่น (RESIN) รู้แต่หล่อไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) หล่อโลหะนี่ยังไม่เคยทดลองเลยนะ
ท่านก็ให้กำลังใจ เอาน่าท่านลองทำไป ค่อย ๆ เรียนไป ค่อย ๆ ศึกษาไป เดี๋ยวก็ทำเป็น ท่านฝึกอันนี้ให้ได้แล้วจะได้บุญใหญ่ ซึ่งคำพูดของยายนี้ เอ...ก็ค้างอยู่ในใจ เอ๊ะ ท่านว่าจะได้บุญใหญ่อะไร แต่ก็ไม่ขัด คุณยายว่า ลองไปเรียนดูซิ มันไม่ยากหรอก ค่อย ๆ เรียนไป ศึกษาไป ความรู้ทั้งหลายมันอยู่ในท้องเรานี้นะ อยู่ที่ศูนย์กลางกายนี่ ทำใจนิ่ง ๆ เดี๋ยวก็รู้ ไม่เข้าใจอะไรก็ไปถามผู้รู้เขา เดี๋ยวยายจะนั่งเข้าที่หาคนมาสอนให้ ซึ่งการศึกษาวิชาหล่อโลหะนี้ ก็ทำให้อาตมาได้รับบุญใหญ่จริง ๆ ตามคำคุณยาย คือ ได้รับบุญเรื่องการหล่อองค์พระธรรมกายประจำตัวประดิษฐานที่มหาธรรมกายเจดีย์
ท่านบอก ลองดูสิ เหล็กทั้งชิ้นใหญ่ ๆ เขายังทำเป็นเรือเอาไปลอยน้ำให้คนข้ามมหาสมุทร ข้ามทะเลได้ โลหะหนัก ๆ ยังไปทำเครื่องบินให้มนุษย์ขึ้นไปโดยสารบินไปโน่นบินไปนี่ได้ เรื่องนี้เรื่องเล็ก ลองศึกษาดู เรื่องไม่ใหญ่ ยายสร้างวัดมานี่ยากซะกว่าอีก หนังสือก็ไม่ได้เรียน สร้างมาตั้งแต่ไม่มีที่สักนิดหนึ่ง มีเงิน ๓,๒๐๐ บาท ยังยากกว่าเยอะ เพราะฉะนั้นค่อย ๆ ศึกษาไป เดี๋ยวก็รู้ ติดขัดอะไรนึกถึงยาย เดี๋ยวยายจะช่วย นี่ท่านพูดไว้ ประโยคนี้จำได้แม่น ปัจจุบันนี้อาตมายังใช้อยู่ ติดขัดอะไรนึกถึงยาย เดี๋ยวยายจะช่วย...แล้วก็สำเร็จจริง ๆ ด้วย
แล้วคุณยายท่านบอกอีก ค่อย ๆ ศึกษาไปทำไปเถอะ ผิดบ้างถูกบ้าง สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง สองขาโด่เด่ก็ซวนเซไปบ้างแหละ แล้วค่อย ๆ แก้ไขเอา เดี๋ยวก็สำเร็จ สำเร็จน่า เชื่อยายเถอะ ท่านให้กำลังใจว่า วิชาความรู้ใดเราได้เพียรพยายามศึกษามา แม้เอามาใช้สร้างประโยชน์สร้างบุญกุศลในพระพุทธศาสนา ให้เกิดบุญกุศลกับตัวเองบ้าง ในภพนี้และภพหน้า คุ้มสุดคุ้ม เหมือนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยสอนไว้ว่า เรียนวิชาใด ต้องใช้วิชานั้นให้ได้ เรียนวิชาไปแล้ว ใช้วิชาไม่ได้เรียนไปเสียข้าวสุก
พอต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๑ อาตมายังอัศจรรย์ใจ หลวงพ่อธัมมชโยให้หล่อรูปเหมือนคุณยายด้วยทองคำ อาตมายังปีติว่า ได้หล่อรูปคุณยายจริง ๆ พวกเราในที่นี้หลาย ๆ คนคงได้เข้าไปร่วมในพิธี บางคนคงได้มีส่วนนำทองคำของตัวเองเข้าไปร่วมหล่อรูปคุณยาย อาตมาก็อนุโมทนาด้วย
ต่อมาเมื่อพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ของเราเรียบร้อย ได้ทำความเข้าใจกับผู้เช่านาที่เคยเช่าอยู่ก่อน จนได้ที่โดยสมบูรณ์แล้ว หลวงพ่อธัมมชโยก็วางแผนที่จะก่อสร้างในพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่นี้ แบ่งเขต เขตนี้จะสร้างเจดีย์ เขตนี้จะสร้างสภาฯ ตรงนี้สร้างลานธรรม ตรงนี้สร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ท่านคงไปแจ้งให้คุณยายทราบตอนไหนไม่ทราบ
ว่าง ๆ คุณยายก็มาหาอาตมา ท่านมักจะเรียก พระหมูมานี่ยายจะเล่าอะไรให้ฟัง หลวงพ่อธัมมะบอกยายว่า ๒,๐๐๐ ไร่น่ะจะสร้างเจดีย์ สร้างสภาฯ ท่านบอกว่า จะสร้างลานธรรม สร้างมหาวิหารฯ บอกจะเอาใหญ่ ๆ จุคนเยอะ ๆ เพราะเมื่อก่อนสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ พักเดียวคนก็เต็มแล้ว คนมานั่งสมาธิเยอะ สร้างศาลาจาตุฯ ไม่นานคนเต็มอีกแล้ว คนล้นเลย ต่อมาให้สร้างสภาธรรมกายหลังคาจาก ไม่นานเต็มอีกแล้ว ตอนนี้ก็เลยต้องสร้างใหม่ เตรียมพื้นที่ไว้ใหญ่โต ตอนนี้ต้องเอาหลังใหญ่ ๆ จุคนเยอะ ๆ
คุณยายบอกว่า หลวงพ่อบอกให้ยายช่วยไปตามสมบัติ ไปตามคนมาช่วยกันสร้าง ยายเลยตกลงกับท่านไปแล้ว จะสร้าง ๔ อย่าง ยังไงพระหมูช่วยยายด้วยนะ คุณยายบอกอีกว่า นี่ถ้า ๒,๐๐๐ ไร่คนเต็มล้นนี่ หลวงพ่อจะขยายไปตรงไหนหนอ มันติดคลอง ติดถนนหมดแล้ว อีกด้านก็ติดบ้านคนหมด แล้วท่านก็ขำใหญ่ บอกว่า ยังไงช่วยกันนะ
แต่คุณยายบอก ตอนนี้ยายน่ะอายุ ๘๔ ปีแล้วนะ เราจะทำยังไงกันดี อาตมาก็บอก ไม่เห็นจะมีอะไรยาก ก็ลุยสิยาย ลุยเลย หลวงพ่อท่านให้บุญอย่างนี้แล้วก็ลุยเลย คุณยายบอกว่า ยายไม่มีแรงเหมือนก่อนแล้ว ตอนกฐินครั้งแรกของยาย ยายไปหมด เหนือ ใต้ ออก ตก ไปแทบทุกจังหวัด ไปขึ้นบ้านเขาแทบทุกบ้าน ไปบอกบุญเขา ตอนนี้ยายไปไม่ไหวอย่างนั้นแล้ว นี่แค่จะไปหลังวัดยังต้องนั่งสามล้ออารีพันธุ์เลย
อาตมาเลยบอกว่า โอ้ ยาย ไม่ต้องไปหาเขาหรอก ให้เขามาหายายที่วัดก็แล้วกัน แล้วยายก็บอกบุญเขาแค่นั้นแหละ เดี๋ยวเขาก็มาช่วยสร้างกันเอง คุณยายเลยปรารภว่า ยายอายุ ๘๔ ปี แล้วนะ ยังไม่เกษียณเลย ยังต้องช่วยหลวงพ่ออยู่นี่ เกษียณไม่ได้ซะแล้วอย่างนี้ ความเป็นห่วงของท่านถึงขนาดนี้
พออายุคุณยายใกล้ ๆ ๙๐ ปี สังขารท่านชักไม่ไหวแล้ว คนที่มาหาท่านทุกคน จะคุ้นกับประโยคที่ว่า มาเอาบุญกับยายนะ มาเอาบุญกับยายนะ ท่านจะพูดคำนี้เรื่อย ๆ สังขารท่านไม่ไหว เรี่ยวแรงก็เริ่มถอยลง คณะแพทย์ก็แนะนำว่า ให้คุณยายเพลา ๆ เรื่องการรับแขก เพราะบางครั้งแขกบางคนไม่ระวังตัว เอาเชื้อหวัดมาติดท่าน ในฐานะผู้สูงวัย พอเป็นไข้หวัดทีก็ใช้เวลานานกว่าจะหาย เราจะถนอมสังขารยายไว้นาน ๆ คุณอารีพันธุ์ ซึ่งหลวงพ่อมอบหมายให้ดูแลอุปัฏฐากคุณยาย ก็เลยให้คุณยายออกมารับแขกน้อยลง พักผ่อนให้มากขึ้น
แต่วิญญาณแห่งความเป็นผู้นำบุญของท่าน ยังฉายแสงตลอดเวลา บางวันพออาตมาว่างจากภารกิจประจำวัน ก็ไปเยี่ยมท่าน ตอนนั้นท่านพักอยู่ที่อาคารดาวดึงส์ ท่านมักจะเตือนอาตมาเรื่องอย่าลืมงานที่ยายสั่งไว้นะ อย่าลืมเอาบุญกับยายนะ ท่านบอกว่า ตอนนี้ยายไม่มีแรงแล้ว ไปบอกบุญใครเขาเหมือนก่อนก็ไม่ได้แล้ว ยายฝากท่านไปบอกนะ สาธุชนลูกหลานยายทุกคนว่า ยายจะอยู่กับพวกเราอีกไม่นาน ใครจะเอาบุญกับยายก็รีบ ๆ เสียนะ
ใครเอาบุญกับยาย ยายจะหอบหิ้วทุกคนไปให้หมดเลย เอาไปให้เตียน ไม่ให้ตกหล่นแม้แต่คนเดียว ยายจะเอาไปเกิดร่วมกับยาย เอาไปสร้างบุญร่วมกับยายอีก
มโนปณิธานของท่านที่ตั้งใจไว้กับหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย จะหอบหิ้วลูกหลานทุกคนไปให้หมด
ช่วงนี้ที่คุณยายตั้งใจไว้กับหลวงพ่อธัมมชโยว่า จะช่วยหลวงพ่อสร้างเจดีย์ สภาฯ ลานธรรมมหารัตนวิหารคด มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี เพราะฉะนั้นพวกเราลูกหลานยายทุกคนต้องมาช่วยกัน
คุณยายมีความเคารพในพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านก็อยากสร้างถวายหลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่ตอนนี้โอกาสที่จะทำแบบนั้นก็ยากนะ ต้องอาศัยลูกหลานทุกคนนั่นแหละ เพราะฉะนั้นในวันที่ ๑๐ ตุลาคมที่จะถึงนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งเหลือเวลาอีก ๘ วัน จึงเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้ร่วมบุญกับคุณยายอีกครั้งหนึ่ง
การทำบุญในครั้งนี้เราจะได้บุญ ๒ ต่อทีเดียว ได้บุญกับยายด้วย ได้บุญกับหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วย หลวงพ่อธัมมชโยท่านบอกว่า รีบ ๆ เอาบุญกับยายนะ ในระหว่างที่สรีระสังขารร่างกายของท่านยังอยู่ จะเป็นจุดเชื่อมโยงบุญศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านจะให้กับลูกหลานของท่าน
เป็นความโชคดีของพวกเราทุกคน ที่เกิดมาได้พบคุณยาย ได้รับการอบรมบ่มนิสัย พร่ำสอน แนะนำ เคี่ยวเข็ญ ประคับประคองให้เดินอยู่บนเส้นทางบุญ พร้อมทั้งปิดหนทางนรก เปิดหนทางสวรรค์ให้ ฝ่ายชายก็ได้มาบวชเป็นพระอยู่ในวัดจำนวนมากรูป ฝ่ายหญิงก็ได้มาเป็นอุบาสิกากันเต็มวัด ส่วนโยมท่านที่มีครอบครัว ก็ได้มาร่วมเข้าวัดปฏิบัติธรรม ตามคำพร่ำสอนของคุณยายมิได้ขาด และนับวันก็มีแต่จะชักชวนสมาชิกใหม่ให้มาร่วมปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้น ถือได้ว่า คุณยายอาจารย์ฯ คือ ยอดกัลยาณมิตรของมหาชนในยุคนี้ และเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ ของพวกเราเหล่าศิษยานุศิษย์ทุกรูปทุกคน
ณ โอกาสนี้ อาตมาก็ขอให้พวกเราทุกคนตั้งใจร่วมบุญกับคุณยาย โดยมาช่วยกันสร้างลานธรรมมหารัตนวิหารคดให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อจะได้เป็นบุญใหญ่ส่งผลให้เราได้เป็นศิษย์ของคุณยายอาจารย์ฯ ได้สร้างบารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี และหลวงพ่อธัมมชโยของเราตลอดไปทุกภพทุกชาติ ตราบวันถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ