พิธีถวายวัดใหม่
หลวงพ่อธัมมชโย · ตำนานข้ามชาติ คุณครูไม่เล็ก เล่ม ๒
พิธีถวายวัดใหม่
วันหนึ่งพระราชาองค์ใหม่มีพระบรมราชโองการให้บรรดาแม่ทัพนายกองรวมถึงเหล่าเสนาอำมาตย์ทุกคนมาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อทรงแจ้งข่าวเกี่ยวกับ “พิธีถวายวัดใหม่หรือพิธีฉลองวัดใหม่” โดยทรงเล่าว่า พระเถระมีพระราชดำรัสสั่งให้พระองค์และทุกคนช่วยกันจัดเตรียมขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่มาประดิษฐานที่วัดใหม่ โดยพระเถระจะทรงเป็นผู้นำขบวนพุทธบุตรส่วนหนึ่งจากวัดป่าย้ายมาประจำอยู่ที่วัดใหม่อย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ พระเถระยังมีพระราชดำรัสสั่งให้เตรียมจัดพิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระมหาเจดีย์ใหญ่และพิธีประดิษฐานอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ ณ มหาวิหารพระมหาเถระผู้ใหญ่ หลังจากพิธีถวายวัดใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดย ๒ พิธีนี้จัดขึ้นคนละวัน เพราะพิธีกรรมทั้งสองล้วนมีความสำคัญและเป็นพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งคู่
เมื่อพระราชาองค์ใหม่ทรงแจ้งข่าวเกี่ยวกับพิธีกรรมที่จะจัดขึ้นทั้ง ๓ พิธี ให้ข้าราชบริพารทุกคนทราบแล้วพระองค์ยังมีพระบรมราชโองการให้คณะราชทูตประจำพระองค์เดินทางไปกราบบังคมทูลเชิญพระราชาแคว้นพันธมิตรให้เสด็จมาร่วมพิธีฉลองวัดใหม่ พิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพิธีประดิษฐานอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ พระราชาผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจ
นอกจากนั้น พระราชาองค์ใหม่ยังมีพระราชดำรัสสั่งให้ข้าราชบริพารทุกคนนำข่าวการฉลองวัดใหม่ไปแจ้งให้ประชาชนในแคว้นทราบโดยทั่วกัน อีกทั้งยังทรงประกาศให้ทุกคนช่วยกันจัดสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงบ้านเรือนของตัวเองให้สะอาดสะอ้าน และให้ช่วยกันทำความสะอาดถนนหนทางทุกสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนที่ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขบวนอัญเชิญ พร้อมกับให้ประดับประดาอาคารสถานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ในเมืองให้สวยสดงดงามที่สุดเท่าที่จะทำได้
สาเหตุที่พระราชาองค์ใหม่มีพระราชดำรัสสั่งให้ทุกคนช่วยกันจัดเตรียมงานฉลองวัดใหม่อย่างยิ่งใหญ่อลังการขนาดนี้ เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า วัดใหม่เกิดจากแรงศรัทธาของมหาชนที่อยากเอาบุญใหญ่ในครั้งนี้ เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ร่วมบุญสร้างวัด ก็คือเจ้าของวัดแห่งนี้ ดังนั้นเมื่อมีการจัดงานเฉลิมฉลองวัดใหม่หรืองานถวายวัด เจ้าของงาน
คงไม่ใช่แค่พระเถระ พระราชาองค์ใหม่ หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เจ้าของงานที่แท้จริงก็คือ ทุกคนที่มีส่วนร่วมบุญในการสร้างวัด ดังนั้นพระราชาองค์ใหม่จึงทรงเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนร่วมบุญสร้างวัดในครั้งนี้ ทำหน้าที่เป็นเจ้าของวัด เจ้าของงาน โดยให้ช่วยกันรับบุญต่าง ๆ เพื่อที่งานบุญครั้งนี้จะได้สมบูรณ์แบบที่สุด และกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ชีวิตให้ทุกคนระลึกถึงด้วยความเบิกบานว่า เรา คือ หนึ่งในผู้สถาปนาศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกายแห่งโลก
เมื่อการประชุมวาระพิเศษสุดเสร็จสิ้นลง เหล่าข้าราชบริพารทุก ๆ คน ก็รีบออกไปทำหน้าที่แจ้งข่าวบุญแก่คนที่ตนรู้จัก
ข่าวงานฉลองวัดใหม่ พิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพิธีประดิษฐานอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่วัดใหม่ แพร่กระจายไปทั่วทุกหัวระแหงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและปีติยินดีกันไปทั่วทั้งแคว้น อาจกล่าวได้ว่าทุกคนในแคว้นของพระเถระแทบจะไม่มีใครไม่รู้ข่าวบุญในครั้งนี้ บรรยากาศของแคว้นในตอนนั้น
คล้ายกับช่วงกัปโกลาหลเลยทีเดียว และเมื่อแต่ละคนทราบข่าว ก็พากันทำหน้าที่นำข่าวบุญนี้ไปบอกหมู่ญาติและคนรู้จักทันที เพราะทุกคนต่างอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยจัดงานบุญใหญ่ครั้งนี้กันทั้งนั้น
นอกจากนั้น ข่าวนี้ยังกระจายออกไปยังแคว้นพันธมิตรที่อยู่รอบ ๆ แคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชอย่างรวดเร็ว จนเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่คนในแคว้นและนอกแคว้นพูดถึงมากที่สุด แม้บุคคลระดับพระราชามหากษัตริย์พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ในแคว้นพันธมิตร ก็ทรงให้ความสนใจและติดตามข่าวนี้เช่นกัน
ดังนั้น เมื่อพระราชาองค์ใหม่ส่งคณะราชทูตไปกราบบังคมทูลเชิญ พระราชาของแคว้นพันธมิตรพร้อมด้วยเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ในแคว้นนั้น ๆ จึงทรงตอบรับด้วยความยินดี ทั้งนี้นอกจากเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเถระและพระราชาองค์ใหม่แล้ว ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างแคว้นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและที่สำคัญพระราชาทั้งหลายต่างมีพระราชประสงค์ที่จะมาเอาบุญใหญ่ในครั้งนี้ร่วมกับพระเถระด้วย
ในท่ามกลางบรรดาพระราชาจากแคว้นพันธมิตรที่จะเสด็จมาร่วมงานครั้งนี้ มีพระราชาอยู่พระองค์หนึ่งที่ทรงตื่นเต้นเบิกบานมากกว่าใคร ๆ พระราชาองค์นั้นก็คือ “พระราชาผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจ” ที่ทรงตื่นเต้นมาก เพราะทรงเป็นเจ้าของบุญสร้างมหาวิหารสำหรับเก็บพระคัมภีร์โบราณ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศาสนสถานหลักของวัดใหม่ และในการเสด็จมาร่วมงานฉลองวัดใหม่ครั้งนี้ พระราชาผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจจะทรงเป็นประธาน
กล่าวคำถวายมหาวิหารสำหรับเก็บพระคัมภีร์โบราณที่พระองค์ทรงเป็นเจ้าภาพในการก่อสร้างด้วย
ดังนั้น การเสด็จมาร่วมพิธีในครั้งนี้ พระราชาผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจจึงเสด็จในฐานะเจ้าของวัดผู้หนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะพระราชอาคันตุกะเหมือนคราวก่อน ๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระองค์จะทรงตื่นเต้นกว่าพระราชาที่มาจากแคว้นพันธมิตรพระองค์อื่น
เมื่อใกล้ถึงวันฉลองวัดใหม่ มหาชนภายในแคว้นต่างพากันทำความสะอาดบ้านเรือนของตนให้สะอาดเรียบร้อย บางส่วนชวนกันไปเตรียมสถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธี บางส่วนช่วยกันทำความสะอาดถนนหนทางตามจุดต่าง ๆ ที่เป็นทางผ่านของขบวนอัญเชิญ บางส่วนช่วยกันประดับประดาสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองให้ดูสวยสดงดงามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า พิธีฉลองวัดใหม่เป็นงานที่มีประชาชนจำนวนมหาศาลออกมาช่วยกันเตรียมงานชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งทุกคนล้วนออกมาด้วยใจและช่วยกันอย่างเต็มที่ด้วยความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในบุญใหญ่ครั้งนี้ เพราะฉะนั้นงานฉลองวัดใหม่ในครั้งนี้จึงถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ งานนี้เป็นงานแรกและเป็นงานเดียวที่มหาชนทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของงาน
ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของทุก ๆ คน และทุก ๆ ฝ่าย การเตรียมงานฉลองวัดใหม่จึงสำเร็จเสร็จสิ้นลงในเวลาอันรวดเร็ว สถานที่ทุกแห่ง ถนนหนทางทุกสาย ประดับประดาอย่างวิจิตรสวยงามราวกับวิมานบนดิน พร้อมจะให้มหาชนจากทุกสารทิศเดินทางมาชื่นชมและร่วมงานฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้
เมื่อวันประกอบพิธีฉลองวัดใหม่ที่ทุกคนเฝ้ารอคอยมาถึง มหาชนจากทั่วทุกสารทิศทั้งในแคว้นและนอกแคว้นต่างเดินทางมาร่วมพิธีในครั้งนี้เป็นจำนวนมหาศาล ทำให้สองข้างทางที่เป็นเส้นทางผ่านของขบวนอัญเชิญรวมถึงพื้นที่ตั้งแต่วัดป่าจนถึงวัดใหม่เนืองแน่นไปด้วยมหาชน
ส่วนขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและขบวนอัญเชิญอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่นั้น นับว่าเป็นขบวนอัญเชิญที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในยุคนั้น เพราะประกอบไปด้วยริ้วขบวนย่อยมากมาย จนกลายเป็นขบวนที่ยาวที่สุดและยิ่งใหญ่กว่าขบวนอัญเชิญใด ๆ ที่เคยจัดมา
ด้านหน้าสุดของขบวนอัญเชิญ คือ ขบวนกองเกียรติยศของเหล่าทหารราชองครักษ์ ที่ตบเท้าเดินแถวนำขบวนอย่างเป็นระเบียบ เป็นแถวเป็นแนว ถัดจากขบวนกองเกียรติยศเป็นขบวนพานพุ่มดอกไม้และขบวนธงทิว
ขบวนพานพุ่มดอกไม้มีความสวยสดงดงามมาก ตัวแทนอัญเชิญพานพุ่มดอกไม้ก็มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส ทำให้มหาชนที่มาชมขบวนอัญเชิญรู้สึกสดชื่นเบิกบานตามไปด้วย ส่วนขบวนธงทิวแลดูเป็นระเบียบงดงามราวกับธงธรรมที่กำลังโบกสะบัดปลิวไสว คล้ายเป็นสัญญาณให้รับรู้ว่า อีกไม่นานพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย กำลังจะแผ่ขยายออกไปทั่วโลกแล้ว
ถัดจากขบวนพานพุ่มดอกไม้และขบวนธงทิวเป็น ขบวนอัญเชิญอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ ที่บรรจุอยู่ในโกฏิที่มีลักษณะเป็นพระเจดีย์ทองคำ ประดิษฐานอยู่บนราชรถเทียมม้าที่ตกแต่งและประดับประดาอย่างวิจิตรตระการตา
นอกจากนี้ ยังมีขบวนของคณะพระภิกษุสงฆ์ที่ล้วนแต่เป็นพระมหาเถระผู้มีพรรษากาลที่ยาวนานเดินขนาบข้างขบวนราชรถเทียมม้า ส่วนบริเวณแนวกลางด้านหน้าสุดของขบวนอัญเชิญมีบุคคลสำคัญที่สุด คือ พระเถระ ที่ทรงทำหน้าที่เป็นองค์ประธานเสด็จนำขบวนอัญเชิญนี้
เมื่อขบวนอัญเชิญอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ผ่านไปที่ใด มหาชนในบริเวณนั้นต่างพร้อมใจกันนั่งคุกเข่าพนมมือ เปล่งเสียงสาธุการดังกึกก้องด้วยความปลื้มปีติ
ถัดจากขบวนอัญเชิญอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ คือ ขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งถือเป็นขบวนอัญเชิญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาขบวนอัญเชิญทั้งหมด บริเวณแนวกลางของขบวนนี้ ประกอบไปด้วยช้าง ๓ เชือก แต่ละเชือกประดับด้วยเครื่องทรงที่วิจิตรงดงามเป็นพิเศษ ช้างที่ดูโดดเด่นที่สุด คือ ช้างเชือกที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นพญาช้างทรงของพระราชา ที่พระเถระและพระราชาองค์ใหม่ทรงเลือกให้เป็นช้างอัญเชิญ
พระบรมสารีริกธาตุ
บริเวณด้านหน้าและด้านหลังของขบวนช้างอัญเชิญ เป็นขบวนพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งทุกรูปต่างอยู่ในอาการสงบเสงี่ยม สง่างาม สมเป็นพุทธชิโนรส
ด้านข้างขบวนช้างอัญเชิญ มีขบวนพานพุ่มดอกไม้และขบวนธงทิวขนาบทั้งด้านซ้ายและขวา เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมให้ขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุแลดูโดดเด่นงดงามมากยิ่งขึ้น
เมื่อขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุผ่านไปที่ใด มหาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างเกิดความปีติอย่างท่วมท้น จนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ พากันพนมมือเปล่งเสียงสาธุการดังกึกก้องประหนึ่งว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาในขบวนอัญเชิญด้วยพระองค์เองเลยทีเดียว
ถัดจากขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เป็นขบวนพระราชามหากษัตริย์พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์จากแคว้นพันธมิตร ซึ่งทรงให้เกียรติพระเถระและพระราชาองค์ใหม่ โดยการเสด็จมาร่วมพิธีอัญเชิญในครั้งนี้ด้วยพระองค์เอง ในวันนั้นถึงแม้ว่าทุกพระองค์จะต้องเสด็จเข้าร่วมขบวนอัญเชิญจากวัดป่ามายังวัดใหม่ด้วยระยะทางที่ยาวไกล แต่ทุกพระองค์กลับทรงปลื้มปีติเบิกบานจนลืมความเหน็ดเหนื่อยไปหมดสิ้น
ถัดจากขบวนของพระราชามหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จากแคว้นพันธมิตร เป็นขบวนของเหล่าข้าราชบริพาร รวมถึงประชาชนที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของขบวนอัญเชิญในครั้งนี้ ขบวนนี้ถือเป็นขบวนอัญเชิญขบวนสุดท้าย แต่ไม่มีคำว่าท้ายที่สุด เพราะไม่สามารถหาคนที่อยู่ท้ายที่สุดของขบวนนี้ได้ ทั้งนี้เพราะคนที่เข้าร่วมในขบวนอัญเชิญมีจำนวนมากขนาดที่ว่า หัวขบวนถึงวัดใหม่แล้ว แต่ท้ายขบวนยังอยู่ที่วัดป่า แถมยังไม่มีที่ว่าง
ให้แทรกอีกด้วย กล่าวได้ว่า ในวันนั้นมีแต่คนปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนอัญเชิญทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและขบวนอัญเชิญอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่จึงกลายเป็นขบวนอัญเชิญครั้งประวัติศาสตร์ ที่ผู้คนในยุคนั้นโจษขานและจดจำไปอีกนานแสนนาน
การเคลื่อนผ่านของขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและขบวนอัญเชิญอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็น ทัสนานุตริยะ ซึ่งทำให้มหาชนที่มาร่วมงานเกิดความปลื้มปีติเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละคนล้วนไม่เคยเห็นพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้
เมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงซุ้มประตูทางเข้าวัดใหม่แล้ว พระเถระ พระราชามหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรม-วงศานุวงศ์ทุก ๆ พระองค์ ทรงแปรแถวตั้งขบวนพร้อมด้วยคณะพระภิกษุสงฆ์และข้าราชบริพารระดับสูงทุกท่าน เพื่อประกอบพิธีถวายวัดใหม่ที่พระอุโบสถ
ส่วนขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและขบวนอัญเชิญอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ก็แปรขบวน เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ไปประดิษฐาน ณ ปะรำพิธี ที่พระราชาองค์ใหม่มีพระราชดำรัสสั่งให้จัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้
ปะรำพิธีที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ตั้งอยู่บริเวณลานธรรมหน้าพระมหาเจดีย์ใหญ่ โดยปะรำพิธีที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตั้งอยู่ใกล้กับพระมหาเจดีย์ใหญ่ ส่วนปะรำพิธีที่ประดิษฐานอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ตั้งถัดออกมา
สาเหตุที่ต้องอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่ไปประดิษฐาน ณ ปะรำพิธีดังกล่าว เพราะพระเถระและพระราชาองค์ใหม่มีพระราชประสงค์ให้มหาชนทั้งหลายมีโอกาสสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุของพระมหาเถระผู้ใหญ่กันอย่างทั่วถึง ก่อนที่จะประกอบพิธีประดิษฐานไว้ภายในพระมหาเจดีย์ใหญ่และมหาวิหารพระมหาเถระผู้ใหญ่ในโอกาสต่อไป
เมื่อขบวนอัญเชิญทั้งหมดเริ่มแปรแถวไปประจำ ณ ปะรำพิธีเรียบร้อยแล้ว ตัวแทนฝ่ายคฤหัสถ์ คือพระราชาองค์ใหม่ กราบบังคมทูลเชิญพระราชาทั้งหลาย ทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ทุก ๆ พระองค์ และทรงเชิญข้าราชบริพารระดับสูงทุกท่าน เข้าไปรอประกอบพิธีถวายวัดใหม่ภายในพระอุโบสถ ส่วนประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานกันอย่างล้นหลามนั้น นั่งรอประกอบพิธีอยู่นอกพระอุโบสถ
เมื่อถึงเวลาประกอบพิธีถวายวัดใหม่ คณะพระภิกษุทุกรูปแปรแถวเวียนประทักษิณรอบพระอุโบสถ ๓ รอบ โดยมีพระเถระทรงเป็นประธาน เมื่อเวียนประทักษิณเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงแปรแถวเข้าไปในพระอุโบสถ
เมื่อคณะสงฆ์เข้าไปในพระอุโบสถโดยพร้อมเพรียงกันแล้ว พิธีกล่าวคำถวายวัดใหม่ก็เริ่มขึ้น โดยมีพระราชาองค์ใหม่ทรงเป็นประธานในการกล่าวคำถวาย
ขณะที่พระองค์ทรงกล่าวคำถวายอยู่นั้น ทรงมีความปลื้มปีติอย่างท่วมท้น และทุกคนที่อยู่ร่วมพิธีในเวลานั้นก็เกิดความรู้สึกปลื้มปีติอย่างไม่มีประมาณด้วยเช่นกัน
หลังจากพระราชาองค์ใหม่ทรงกล่าวคำถวายวัดใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีพิธีกล่าวคำถวายอาคารหลักซึ่งอาคารหลักแต่ละหลังนั้น มีประธานแต่ละท่านเป็นตัวแทนในการนำกล่าว เช่น พระราชาผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจทรงเป็นผู้นำในการกล่าวคำถวายมหาวิหารสำหรับเก็บพระคัมภีร์โบราณ ที่พระองค์ทรงเป็นประธานกองทุนในการก่อสร้างแต่เพียงผู้เดียว
ขณะที่พระราชาผู้ทรงมีศิลปะในหัวใจทรงกล่าวคำถวายมหาวิหารฯ พระองค์ทรงมีความปลื้มปีติอย่างท่วมท้นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งพระวรกาย
หลังจากประธานกองทุนทุกท่านกล่าวคำถวายอาคารหลักทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระเถระทรงกล่าวคำอนุโมทนาและนำคณะสงฆ์ให้พรแก่เหล่าสาธุชนที่ไปร่วมพิธีถวายวัดใหม่ในครั้งนี้ ซึ่งทุกคนในที่นั้นต่างปลื้มปีติ มีความสุข เบิกบาน และอิ่มเอิบในบุญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน