งานเทศกาลประจำปี
หลวงพ่อธัมมชโย · ตำนานข้ามชาติ คุณครูไม่เล็ก เล่ม ๑
งานเทศกาลประจำปี
เมื่อเหล่านักเรียนเตรียมทหารทั้งหลายตั้งใจฝึกฝนร่ำเรียนวิชาทหารกันมาอย่างตลอดต่อเนื่องจนกระทั่งมาถึงช่วงปิดภาคเรียน แต่ละคนต่างก็เดินทางกลับบ้านเกิดของตัวเอง ในโอกาสนี้ท่านมหาเสนาบดีชวนเพื่อน ๆ ในกลุ่มของท่านไปเที่ยวงานเทศกาลประจำปีที่จัดขึ้นในเมืองที่เป็นบ้านเกิดของท่าน ซึ่งในช่วงที่มีการจัดงานนี้ ชาวเมืองต่างพร้อมใจกันประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนของตัวเองด้วยช่อดอกไม้หลากสีอย่างสวยสดงดงาม เนื่องจากงานนี้เป็นงานใหญ่ที่ชาวเมืองทั้งหลายต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะไปร่วมงานกันทุกคน
สำหรับภาพรวมของงานเทศกาลประจำปีในเมืองที่เป็นบ้านเกิดของท่านมหาเสนาบดีนั้น มีการแสดงที่น่าสนใจในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งมีขบวนแห่ดอกไม้ มีการออกร้านอาหารและขนมนมเนยของชาวเมืองและมีกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีนำขนมมาแจกพวกเด็ก ๆ ที่มาจากในเมืองและนอกเมืองกันอย่างสนุกสนานอีกด้วย
ที่สำคัญประเพณีการละเล่นที่ถือว่าเป็นสีสันที่โดดเด่นที่สุดของงานนี้ก็คือ ประเพณีชิงช่อดอกไม้มงคล เพื่อนำไปประดับไว้ที่หน้าบ้าน ซึ่งหากใครสามารถครอบครองช่อดอกไม้มงคลนี้ได้ ก็จะถือว่าบุคคลนั้นเป็น “พระเอก” หรือ “ซูเปอร์ฮีโร่” ประจำปีเลยทีเดียว
ในขณะที่ท่านมหาเสนาบดีกำลังพากลุ่มเพื่อน ๆ ของท่านเดินเที่ยวชมงานเทศกาลประจำปีของเมืองในบริเวณลานกลางเมืองอย่างสนุกสนานอยู่นั้น ทันใดนั้นท่านก็เหลือบไปเห็นเด็กสองกลุ่ม ซึ่งยืนอยู่ห่างจากกลุ่มของท่านไม่ไกลนัก กำลังประคารมและทำท่าเหมือนจะมีเรื่องกัน
เมื่อท่านมหาเสนาบดีฟังการประคารมของพวกเด็กทั้งสองฝ่ายแล้ว ก็พอจะจับใจความได้ว่า เด็ก ๆ ทั้งสองกลุ่มนั้น กลุ่มหนึ่งเป็นเด็กเจ้าถิ่นที่อยู่ในเมือง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเด็กที่อยู่ชานเมือง ทั้งสองกลุ่มกำลังทะเลาะกันเรื่องแย่งขนม
เมื่อท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อนเห็นว่าเหตุการณ์ชักไม่ค่อยดี และดูท่าทางจะบานปลาย ท่านและกลุ่มเพื่อน ๆ จึงเดินเข้าไปหาเด็กทั้งสองกลุ่ม เพื่อช่วยยุติความรุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้น
แต่ก่อนที่กลุ่มของท่านมหาเสนาบดีจะเดินไปถึง ทันใดนั้นก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวธรรมดา ๆ แต่หล่อเหลาสง่างามราวกับเทพบุตรจำแลง ลักษณะท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุล เดินฝ่าเข้าไปกลางวงของเด็กทั้งสองกลุ่ม
ทันทีที่เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงเดินเข้าไปกลางวงระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่ม พวกเด็ก ๆ เหล่านั้นก็เหมือนดั่งต้องมนตร์คาถา ยอมสงบลง
เมื่อท่านมหาเสนาบดีมองเห็นเด็กหนุ่มผู้สง่างามคนนั้นเพียงแค่ปราดเดียว ท่านก็จำได้ว่า เด็กหนุ่มที่ดูดีคนนั้น คือใครคนหนึ่งที่ท่านรู้จัก เมื่อเห็นดังนั้น ท่านจึงรีบพุ่งปราดเข้าไปเพื่อช่วยเหลือทันที แต่เด็กหนุ่มผู้สง่างามคนนั้นพลันยกมือส่งสัญญาณในทำนองที่ว่า ช้าก่อนลูกพี่ เดี๋ยวผมจัดการเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านมหาเสนาบดีจึงหยุดชะงัก แล้วเลี่ยงออกมาดูสถานการณ์อยู่ข้าง ๆ ด้วยความเป็นห่วง
จากนั้น เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงก็เรียกเด็กที่เป็นหัวโจกของทั้งสองฝ่ายให้เข้าไปหา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก ที่หัวโจกของทั้งสองฝ่ายเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มอย่างง่ายดายราวกับต้องมนตร์สะกด
หลังจากนั้น กระบวนการในการสอบสวนก็เริ่มขึ้น โดยเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงคนนั้น ซักถามเรื่องราวความจริงจากพวกเด็ก ๆ เหล่านั้นด้วยวาจาที่ไพเราะและอ่อนหวาน ซึ่งกลุ่มเด็กที่อยู่ชานเมืองก็รีบชิงฟ้องขึ้นก่อนว่า พวกเด็กอีกกลุ่มหนึ่งแย่งขนมของพวกตัวเองไป เมื่อเด็กที่อยู่ชานเมืองพูดจบลง เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงก็หันไปถามเด็กเจ้าถิ่นที่อยู่ในเมืองแห่งนี้บ้าง ว่าแย่งขนมของพวกเด็กอีกกลุ่มหนึ่งมาจริงหรือเปล่า
ฝ่ายเด็กเจ้าถิ่นที่อยู่ในเมืองแห่งนี้ เมื่อเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มผู้สง่างามคนนั้น ที่แม้แต่งตัวเหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไป แต่แววตา สีหน้า และท่าทาง กลับมีอำนาจอันน่าเกรงขาม สามารถสะกดคนไปทั่วทั้งบริเวณ เด็กเจ้าถิ่นจึงไม่กล้าโกหก ต้องบอกไปตามความเป็นจริงว่า พวกตนไปแย่งขนมของเด็กอีกกลุ่มหนึ่งมาจริง ๆ เพราะในขณะที่พี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีกำลังแจกขนมให้พวกตนอยู่นั้น เด็กอีกกลุ่มหนึ่งก็กรูกันเข้ามารับขนมเหมือนกัน พวกตน ก็เลยคิดว่า เด็กชานเมืองพวกนี้กำลังแย่งขนมของพวกตนไป จึงไปแย่งคืนมา แต่ถึงอย่างไรเด็กกลุ่มนั้นก็มาต่อว่าพวกตนก่อน
เมื่อเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงได้ฟังความจากเด็ก ๆ ทั้งสองฝ่ายแล้ว เพื่อเป็นการยุติกรณีพิพาทของเด็ก ๆ เด็กหนุ่มจึงหันมาทางท่านมหาเสนาบดี พร้อมกับบอกให้ท่านช่วยไปตามพี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีที่ทำขนมมาแจก ให้มาช่วยเล่าสาเหตุการทะเลาะวิวาทของเด็กทั้งสองฝ่าย
พอพี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีมาถึงก็เล่าว่า ตั้งใจทำขนมมาขายและแจกเด็ก ๆ ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะแจกเด็กที่มาจากไหน แต่ที่เด็ก ๆ สองกลุ่มนี้ทะเลาะกัน ก็เพราะมีเด็ก ๆ มารับขนมเป็นจำนวนมาก ทำให้ทำขนมไม่ทัน ก็เลยแจกไม่ทั่วถึง และพอเด็ก ๆ ได้รับขนมไม่ทั่วถึง เด็กทั้งสองกลุ่มนี้ก็เลยแย่งกัน
เมื่อเด็กทั้งสองกลุ่มฟังเรื่องราวจากพี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีที่ทำขนมมาแจกแล้ว สีหน้า แววตา และท่าทางของพวกเด็ก ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป คือ จากเดิมที่แสดงสีหน้าโกรธกัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนทั้งสองกลุ่มพร้อมที่จะเข้าใจอะไรมากขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงจึงเรียกเด็ก ๆ ทั้งสองกลุ่มมาสอนให้รู้จักการเสียสละและให้อภัย ซึ่งทุกคนก็ตั้งใจฟังคำสอนเป็นอย่างดี
เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายลง เด็กหนุ่มก็หันไปบอกพี่ ๆ ผู้ใหญ่ใจดีที่ทำขนมมาแจกเด็ก ๆ ว่า “วันนี้พวกเราจะขออนุญาตนั่งทานขนมแบบเหมาหมดร้านเลย” จากนั้นทุกคนก็ไม่รอช้า พากันยกโขยงไปที่ร้านขนมทันที ซึ่งนอกจากเด็ก ๆ ทุกคนจะเดินตามเด็กหนุ่มคนนั้นไปแล้ว ท่านมหาเสนาบดีก็เดินตามไปด้วย
จากนั้น บรรยากาศที่เคยขมุกขมัวด้วยความโกรธก็เปลี่ยนเป็นความสนุกสนานเบิกบาน โดยมีเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพบุตรจำแลงเป็นเสมือนหัวหน้าแก๊ง ทำให้เด็ก ๆ ทุกคนปรองดองกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนกับไม่เคยตั้งท่าจะชกต่อยกันมาก่อน ทำให้บรรยากาศดี ๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณนั้น จนกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีที่ออกร้านอยู่ข้าง ๆ ต่างก็พากันรู้สึกเบิกบานไปกับความสนุกสนานของพวกเด็ก ๆ ด้วยเหตุนี้กลุ่มผู้ใหญ่ใจดีเหล่านั้นจึงเอาขนมอร่อย ๆ มาแจกสมทบ ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ทุกคนต่างดีใจกันยกใหญ่
เมื่อพวกเด็ก ๆ ได้รับขนมจากกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีที่ออกร้านอยู่ข้าง ๆ แล้ว จึงส่งขนมให้กันและกันอย่างมีความสุข และในช่วงเวลาแห่งการแบ่งปันนี้เอง เด็ก ๆ ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความประทับใจอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากการให้และต่างรู้สึกว่า การให้ดีกว่าการแย่ง ด้วยเหตุนี้เด็ก ๆ ทุกคนจึงกินขนมอย่างมีความสุขกว่าทุกครั้ง เพราะในขนมที่อร่อยนั้นมีรสแห่งการให้และมิตรภาพผสมอยู่ด้วย และในขณะที่เด็ก ๆ กำลังรับประทานขนมกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น เด็กหนุ่มคนนั้นก็เล่าเรื่องที่สนุก ๆ ให้ฟัง ทำให้พวกเด็ก ๆ หัวเราะกันอย่างเบิกบานและมีความสุข
เด็กหนุ่มที่มีบุคลิกสง่างามราวกับเทพบุตรจำแลงผู้นี้ แท้จริงแล้วก็คือ พระราชโอรสหรือพระราชาองค์ที่ออกบวชนั่นเอง จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ท่านมหาเสนาบดีมองพระราชโอรสด้วยความรู้สึกแปลกใจว่า เหตุไฉนในตอนที่พระราชาและพระราชโอรสเสด็จไปชมการฝึกของนักเรียนเตรียมทหาร พระราชโอรสจึงทอดพระเนตรการฝึกที่ตื่นเต้นเร้าใจของเหล่านักเรียนเตรียมทหารด้วยความรู้สึกที่เรียบเฉยและสงบนิ่งราวกับภูเขาหินที่ไม่หวั่นไหวต่อลมและฝน
แต่ในตอนนี้ พระราชโอรสทรงดูเหมือนเป็นคนละคน คือไม่ถือพระองค์เลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังทรงเป็นกันเองและกลมกลืนไปกับเด็ก ๆ ทำให้พระองค์ทรงกลายเป็นทั้งวีรบุรุษและขวัญใจที่ดึงดูดให้พวกเด็ก ๆ อยากเข้าใกล้ อีกทั้งยังทรงทำให้พวกเด็ก ๆ ที่กำลังทะเลาะกันกลับใจมาสามัคคีและรักกันเหมือนคนที่รู้จักกันมานานอีกด้วย เหตุการณ์นี้ทำให้ท่านมหาเสนาบดีรู้สึกเคารพ รัก ศรัทธา และปลื้มพระราชโอรสมากขึ้น
เมื่อมาถึงจุดนี้ ท่านมหาเสนาบดีจึงอยากจะทูลถามคำถามที่ค้างคาใจ ซึ่งเวลานี้ถือว่าเป็นเวลาที่ดีและเหมาะสมที่สุดที่จะขจัดปัญหาคาใจ เมื่อคิดดังนั้นท่านมหาเสนาบดีก็ไม่รอช้า รีบย่อเข่าลง แล้วกล่าวด้วยความนอบน้อมว่า “เดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ทำไมพระองค์...”
และก่อนที่ท่านมหาเสนาบดีจะพูดจบ พระราชโอรสก็ตรัสขึ้นว่า “ช้าก่อน! อย่าเอ็ดไป ตอนนี้พระราชบิดาเสด็จมาประทับอยู่ที่เมืองนี้ เพื่อทอดพระเนตรงานเทศกาลประจำปี และดูแลสารทุกข์สุกดิบของไพร่ฟ้าประชาชนเป็นการส่วนพระองค์” และตรัสว่า แม้พระองค์เองก็ทรงอยากชมงานเทศกาลแบบสบาย ๆ โดยไม่ต้องมีขบวนติดตามเป็นทางการ ดังนั้นจึงทรงปลอมพระองค์เป็นคนธรรมดาและเสด็จประพาสชมงานอย่างที่เห็น
นอกจากนี้พระราชโอรสยังทรงกำชับกับท่านมหาเสนาบดีว่า “เรื่องนี้ห้ามบอกใคร” เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ยังไม่ทันที่ท่านจะกราบทูลถามคำถามที่ค้างคาใจ งานเทศกาลประจำปีก็เริ่มขึ้น ดังนั้นท่านจึงจำต้องเก็บคำถามนั้นไว้ก่อน