ที่สุดแห่งรักแท้ : เรื่องราวบุคคลตัวอย่างผู้พบรักแท้
หลวงพ่อธัมมชโย · Lovely Love ความรักที่น่ารัก
เรื่องราวบุคคลตัวอย่างผู้พบรักแท้
เรื่องราวของคุณอัญชลี นาธานสัน จากประเทศสหรัฐอเมริกา
ดิฉันชื่อ อัญชลี นาธานสัน สามีเป็นชาวอเมริกันยิวชื่อ ไมเคิล นาธานสัน มีลูกชายที่น่ารัก 2 คน คนโตชื่ออิลาน คนเล็กชื่อจาชัวร์ ครอบครัวเราอาศัยอยู่ที่เมืองนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องน่าแปลกที่ดิฉันได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องการครองเรือน จากผู้ที่ไม่ได้ครองเรือน และเมื่อนําไปปฏิบัติแล้วก็ได้ผลจริง เกินความคาดหมาย
ชายหนุ่ม หญิงสาว ผู้แสวงหาความรัก ได้เดินทางข้ามน้ํา ข้ามทะเลมาตามหาความรักที่ตนปรารถนา จนได้มาพบกัน และตกลงกันว่าจะใช้ชีวิตร่วมกัน ต่อเมื่อกาลเวลาผ่านไป มุมมองของเราสองคนเริ่มอยู่คนละฟากคนละฝั่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เราเป็นเหมือนกันคือ เราต่างหลงลืมความรักที่เคยมีให้แก่กันและกัน ลืมไปว่าความรักนั้นมากมายเพียงใด
ดิฉันก็ไม่ต่างจากสามี ที่เริ่มมองหาความชอบธรรมให้กับตนเอง แต่ดิฉันยังโชคดีที่มีโอกาสได้รับฟังคําสอนของหลวงพ่อเสียก่อน เมื่อนํามาทบทวนและพิจารณาตามจึงแจ่มแจ้ง ดังคําสอนของท่านที่ว่า “การแต่งงาน” คือ การทําชีวิตครอบครัวให้ดีขึ้น ตบแต่งให้ดี ให้สวยงาม ตามที่เราต้องการ คําพูดหวานหู ละมุนใจที่เคยพูด เคยได้ยินในช่วงแรกที่พบกันให้นํากลับมาใช้ใหม่ เพื่อความชุ่มชื่นใจของเราทั้งสองคน เรื่องเหล่านี้คู่ครองหลายคู่มักจะหลงลืม เพราะความคุ้นเคย เมื่อวันเวลาผ่านไป
ดิฉันจําได้เมื่อเริ่มแต่งงานใหม่ๆ ทุกวันศุกร์สามีจะกลับบ้าน พร้อมกับดอกกุหลาบช่องาม สีสันสดใส ที่นํามาฝากดิฉัน แต่นานวันเข้าดอกกุหลาบก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเหลือเพียงดอกเดียว ดิฉันจึงสัพยอกเขาด้วยน้ําเสียงเบิกบานว่า “รู้สึกว่าดอกไม้ลดจํานวนลงเรื่อยๆ นะคะคุณ วันนี้เหลือดอกเดียว คราวต่อไปฉันคงได้แต่ก้าน” คําพูดของดิฉันเรียกรอยยิ้มเขินอายจากคุณพ่อบ้านได้ สัปดาห์ต่อมาดิฉันก็ได้รับดอกกุหลาบช่อใหญ่เช่นเดิม สิบปีผ่านไป ดอกไม้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการขอโทษ ขอคืนดี สําหรับเรา ทุกครั้งที่เรามีข้อขัดแย้งกัน วันรุ่งขึ้นดิฉันจะได้รับดอกไม้ช่อใหญ่พร้อมรอยยิ้มเขินอาย น่าเอ็นดูของเขา แล้วเรื่องทะเลาะเบาะแว้งระหว่างเราก็สิ้นสุดลง
คงเป็นเพราะคําสอนของหลวงพ่อที่ว่า “ยิ้มแย้ม เยือกเย็น ยืดหยุ่น แล้วเขาจะยินยอม” ดิฉันรับช่อดอกไม้จากเขาด้วยรอยยิ้ม ที่เบิกบานไม่แพ้ความสดใสของดอกไม้ที่เขามอบให้ น่าแปลกที่หลังจากฟังคําสอนของหลวงพ่อแล้ว ความโกรธหายไปได้ง่ายและเร็วกว่าแต่ก่อน
ก่อนหน้านี้ ดิฉันจะเก็บสะสมความโกรธไว้ครั้งละหลายๆ วัน แถมมีความคิดว่า ฉันจะแก้เผ็ดสามีให้ได้ คิดได้เท่านี้ หน้าก็ยุ่ง คิ้วก็ขมวด รอยแย้มยิ้มจางหายไปอย่างไม่รู้ตัว ดิฉันกลายเป็นผู้หญิงเจ้าอารมณ์ไปแล้ว
เมื่อดิฉันนำหลัก “ยิ้มแย้ม เยือกเย็น ยืดหยุ่น” มาใช้ในชีวิตประจําวัน คนที่สังเกตเห็นก่อนใคร และได้รับประโยชน์มากที่สุด ดูจะไม่มีใครเกินคุณพ่อบ้าน แล้วคําว่า “ยินยอม” ก็ตามมา พร้อมกับข้อแลกเปลี่ยนข้อหนึ่งที่เขาขอ “You have to grow old with me.” คุณจะต้องอยู่กับผมไปจนแก่จนเฒ่านะ เป็นประโยคที่แสดงถึงความรัก ความผูกพันที่คุณพ่อบ้านมีต่อดิฉัน
ไมเคิล ไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่ เขาเป็นคนมีการศึกษาดี มีทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติ เป็นที่หมายปองของผู้หญิงมากมาย ดิฉันเสียอีกที่มีจุดด้อยมากกว่าสามี แต่เป็นเพราะดิฉันนําคําสั่งสอนของหลวงพ่อมาปฏิบัติตาม จึงได้สร้างคุณค่าให้กับตนเองอย่างไม่รู้ตัว
ดิฉันยิ้มให้กับตนเองเมื่อได้ยินคําสอนของหลวงพ่อที่ว่า “ในบ้าน มีหลายห้อง เราต้องตีบทให้แตกในทุกๆ ห้องนะลูกนะ ในห้องครัว เราต้องตีบทให้แตก ทําอาหารให้อร่อย ในห้องนั่งเล่น เราก็เอาแต่เรื่องที่คุยแล้วสบายใจ เรื่องไม่สบายใจ รบกวนใจก็อย่าเอามาคุยให้เขาฟัง”
ชีวิตของดิฉันก่อนหน้านี้มีแต่ความเหนื่อยล้า ไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย การเลี้ยงลูกสองคน การซื้อบ้านหลังใหม่ การปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ สังคมใหม่ ทําให้ดิฉันค่อนข้างเครียด ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้น้อยลง อารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อยขึ้น คนที่ ได้รับผลกระทบโดยตรง คืออิลาน ลูกชายคนโตของดิฉัน เขาเกิดมาพร้อมกับความรักที่ทุกคนมอบให้ ชีวิตอิลานจึงไม่เคยขาดแคลนอะไรเลย สําหรับดิฉัน อิลานคือชีวิต
ดิฉันร้องไห้น้ําตาแทบจะเป็นสายเลือด รู้สึกเหมือนกับว่า ตนเองจะขาดใจ เมื่อดิฉันตีอิลานครั้งแรกในชีวิต รอยไม้แขวนเสื้อ ปรากฏเป็นริ้วๆ บนเนื้ออ่อนนิ่มของลูก ทําให้ดิฉันเจ็บแปลบเข้าไปในอก รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก นี่หรือ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ คนที่คิดว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของลูก ด้วยความรู้สึกนี้เองทําให้ดิฉันคิดที่จะหาวิธีแก้ไขตนเอง แล้วดิฉันก็คิดถึงการนั่งสมาธิ คิดว่าวิธีนี้จะทําให้ดิฉันเย็นลงได้บ้าง จึงเริ่มต้นทําทาน รักษาศีล และนั่งสมาธิ เจริญภาวนาอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่าเมื่อมีความต่าง ความแตกแยกก็เกิดขึ้น ความเชื่อของดิฉันและสามีต่างกัน เราจึงมีข้อขัดแย้งกันบ่อยครั้ง “คุณหักหลังผม” “คุณไม่ใช่คนที่ผมจะฝากชีวิตไว้ได้อีกต่อไป” ประโยคเหล่านี้พรั่งพรูจากปากของเขา ดิฉันรับฟังด้วยความสะท้านใจ แต่การที่จะให้ดิฉันละทิ้งธรรมะซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต และสําคัญที่สุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ดิฉันก็ทําไม่ได้เช่นกัน ดิฉันจึงนําคําสอนของหลวงพ่อที่ว่า “แสวงจุดร่วม สมานจุดต่าง” มาใช้แก้ไขปัญหา
จุดร่วมของดิฉันและสามีคือลูก และความรักที่เรามีให้แก่กันและกัน จุดต่างคือความเชื่อทางศาสนา ดิฉันสมานจุดต่างของเรา ด้วยการนั่งสมาธิ วิธีการนั้นมีอยู่ แต่ต้องใช้เวลาและความอดทนเข้ามาช่วย และดิฉันก็ทําสําเร็จ เมื่อวันหนึ่งไมเคิลขอร้องให้ดิฉันสอนเขานั่งสมาธิ
แล้วความโชคดีในชีวิตก็เกิดขึ้นอีก เมื่อหลวงพ่อได้เปิดสอนเรื่องกฎแห่งกรรมในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ผ่าน DMC ดิฉันได้รับรู้รายละเอียดของการส่งผลบุญและบาปก็ตอนนี้เอง ช่างเป็นเรื่องที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่าเรื่องใดๆ ที่เคยได้ยินมาเสียอีก แต่หลวงพ่อได้อธิบายให้เข้าใจกระจ่างแจ้งในทุกๆเรื่อง เหนือสิ่งอื่นใด ท่านสอนให้ลูกของท่านมีความรัก มอบความรักให้กับทุกคนโดยไม่มีข้อจํากัด เป็นความรักที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้พรมแดน
การสอนศีลธรรมของหลวงพ่อมีหลายรูปแบบ ความอ่อนโยน ความเมตตาของท่านที่มีให้กับทุกคน ได้ถ่ายทอดผ่าน DMC ไปทั่วทุกมุมโลก ดิฉันได้ซึมซับคําสอนของหลวงพ่อมา จึงนํามาถ่ายทอดให้ลูกทั้งสองคนฟัง ด้วยเหตุนี้อิลานกับจาชัวร์จึงมีความผูกพันกับหลวงพ่อมาก ทั้งที่อยู่ห่างกันคนละซีกโลก
หลวงพ่อกําลังสอนให้เราทุกคนรักตัวเอง รักให้มากพอที่จะไม่ต้องไปเรียกร้อง หาความรักจากใคร แม้อยู่คนเดียวก็มีความสุขได้ นี้คือความลับของชีวิตที่หลายคนมองข้ามไป ความสุขอยู่ในตัวเรา ไม่ต้องไปแสวงหาจากที่ไหนหรือคนไหน ทุกคนมีความสุขได้ด้วยตัวเอง เพราะความสุขอยู่ที่ใจ
เรื่องราวของคุณผาดี จันทบัวศรี จากประเทศสหรัฐอเมริกา
ดิฉันชื่อผาดี จันทบัวศรี อายุ 54 ปี เป็นชาวลาวสัญชาติอเมริกัน อาศัยอยู่ที่มลรัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกามา 30 ปีแล้ว สามีของดิฉันชื่อสมศรี จันทบัวศรี เป็นชาวลาวสัญชาติอเมริกันเช่นเดียวกัน และเป็นทหารนักบินเฮลิคอปเตอร์ ดิฉันติดจานดาวธรรมเมื่อปี พ.ศ.2546 โดยมีกัลยาณมิตรจากวัดภาวนาซีแอตเติ้ลมาชักชวนซึ่งตอนแรกติฉันไม่ได้สนใจ ตอบไปว่าไม่มีสตางค์ แต่เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร ให้ยืมไปดูก่อน 3 เดือน ถ้าไม่ชอบให้เอามาคืนได้เลย
หลังจากที่ดิฉันเปิด DMC ถ้อยคําแรกที่ได้ยินหลวงพ่อธัมมชโยพูดก็คือ ลูกต้องตั้งใจปฏิบัติธรรม เพราะเราพลัดกันมานานหลายชาติแล้ว ดิฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าหลวงพ่อพูดกับใคร แต่ว่ามันโดนที่ใจของดิฉันอย่างแรง ถึงกับปล่อยโฮออกมาเลย และนับจากวันนั้นมาดิฉันก็ดูรายการ DMC มาตลอดต่อเนื่อง วันไหนไม่ได้ดูจานดาวธรรมจะรู้สึกขาดความอบอุ่นขึ้นมาทันที
พอครบ 3 เดือน ดิฉันก็ไม่ยอมคืนจานดาวธรรมแล้วค่ะ นอกจากจะไม่คืนแล้วยังอยากช่วยขยายจานอีกด้วย เพราะของดีๆ อย่างนี้ต้องขยาย ก่อนติด DMC ดิฉันมักจะโกรธทันที ในเวลาที่อะไรไม่ได้ดังใจ และมักจะเถียงกับสามีอยู่เนืองๆ พูดจากันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องแม้ว่าเราจะพูดภาษาเดียวกัน
คุณสามีของดิฉันเขาชอบดื่มเหล้าค่ะ ดื่มทุกอาทิตย์ วัดก็ไม่เข้า เหล้าก็ยังเอามาดื่ม ไม่ว่าจะเป็นวัดไหนก็ไม่ชอบทั้งนั้น มิหนําซ้ำยังพูดให้ดิฉันช้ำใจก่อนมาวัดอีก มักจะถามอะไรที่ไม่เข้าท่าบ่อยๆ เช่น บุญนะมันเป็นตัวอย่างไร พอได้ฟังคําถามด้วยความเป็นคนโกรธง่ายอยู่แล้ว และไม่รู้จะตอบอย่างไร ก็สวนกลับคําถามนี้ดิฉัน ไม่ชอบ
ทําให้สองเราแม้เคียงคู่ แต่ก็เหมือนอยู่กันแบบสองคนสองทาง จนดิฉันต้องอธิษฐานทุกครั้งที่ทําบุญมาตลอด 30 ปี ด้วยความรักว่า สาธุ ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ทํามา 30 ปี ขอให้สมศรีสามีของดิฉัน เข้าวัดด้วยเถิด จนกระทั่งมาเจอ DMC และมีโอกาสได้บวชอุบาสิกาแก้วรุ่นแรกที่แคลิฟอร์เนียมีโอกาสปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ดิฉันเริ่มต้นการนั่งด้วยการนึกอาราธนาหลวงปู่มาไว้ที่กลางท้องภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อยๆ ไม่ได้นึกอะไร ค่อยๆ ทําใจให้หยุดอยู่กับหลวงปู่ สักพักก็เริ่มเห็นใบหน้าท่านเหมือนรูปที่ถือในวันอัญเชิญรูปหล่อหลวงปู่ทองคํา แล้วก็ภาวนา “สัมมา อะระหัง” ต่อไปเรื่อยๆ
ต่อมาก็เห็นองค์ท่านเหมือนรูปหล่อทองคําสีทองลอยขึ้นมา พอมองเข้าไปที่กลางกายของท่านก็มีแสงสว่างออกมาจากกลางท้อง ลักษณะเป็นแสงสีขาวออกนวลๆ เป็นแสงสว่างที่บอกไม่ถูก สว่าง แต่ไม่แสบตา รู้สึกมีความสุข นั่งแล้วก็ไม่อยากลุกเลย มีความสุขกับการนั่งสมาธิมาก หลังจากนั้นก็ได้นั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนสามีนั้น พอเห็นดิฉันนั่งสมาธิเมื่อไรก็จะแซวว่า จะนั่งไปทําไม นอนดีกว่า พอจะไปวัดก็ถามคําถามเดิมอีก จะไปวัดทําไม (อยู่บ้านดีกว่า) บุญเป็นตัวอย่างไร แต่คราวนี้ดิฉันมีคําตอบแล้วค่ะ ตอบไปอย่างใจเย็นๆ ว่า คุณสมศรี บุญคือแสงสว่างในตัว ถ้าไม่เชื่อก็ลองนั่งดูสิ แล้วคุณจะติดใจ และได้โทรไปบอกพระอาจารย์ที่ศูนย์ฯ ว่า วันนี้ข้าน้อย (ดิฉัน) ไม่ได้ไปที่ศูนย์เด้อค่ะ แต่จะขอพาพี่ศรีไปสวรรค์ คือจะขอพาคุณสามีนั่งสมาธิค่ะ
โดยวันนั้นดิฉันพยายามค่อยๆ พูดดีๆ กับสามี เรียกว่าใช้ภาษาดอกไม้ไปหลายสวน เพื่อชวนสามีนั่งสมาธิ โดยบอกว่ามานั่งสมาธิกันนะคะ มานั่งสมาธิกันเถอะนะที่รัก แค่ 5 นาที 10 นาทีก็ได้ ถ้ารักกันจริงก็ทําใจนิ่งสัก 10 นาทีสิ สามีก็ยอมนั่ง
ในครั้งนั้นดิฉันเป็นโค้ชให้ โดยแนะนําว่าให้ค่อยๆ หลับตาอย่างสบายๆ ให้วางใจไว้กลางท้องแล้วเดี๋ยวคุณจะเห็นแสงสว่างเอง ว่าแล้วก็เปิดเสียงหลวงพ่อให้เขาน้อมใจตาม ระหว่างนั่งสมาธิดิฉันก็ค่อยๆ เผยอเปลือกตามองดูคุณสามี พอเห็นคุณสามียังนิ่งอยู่ ตัวเองก็เป็นงง ให้นั่งแค่ 5 หรือ 10 นาที แต่เขากลับนั่งได้นาน ทั้งที่ไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อนเลย ดิฉันเองเป็นคนชวนเขานั่งแท้ๆ ยังลืมตาก่อนเลย แต่คุณสามียังนั่งต่อ
เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง สามีก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเลย และแล้วหลังจากเงียบไปเกือบ 120 นาที เขาก็บอกว่า แค่ทําตัวให้ผ่อนคลาย ไปตามเสียงหลวงพ่อ ภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่ง ก็เห็นแสงสว่างเกิดขึ้นที่กลางท้อง เป็นแสงที่สว่างแต่ไม่แสบตา มีความสุขมากๆ ทําให้ไม่อยากลุกเลย และหลังจากนั้น คุณสมศรีก็ นั่งสมาธิมาตลอด และเขาก็เห็นดวงแก้วใสมาก ลักษณะเหมือนฟองสบู่ ที่ใสๆ กลมๆ สว่างมากๆ เกิดขึ้นที่กลางท้อง พอมองไปที่กลางดวงแก้ว ดวงแก้วก็ขยายออกไปเรื่อยๆ เขาบอกว่า เขามีความสุขมาก สุขแท้ๆ
ตอนนี้สมศรีสามีของดิฉันเขาเชื่อแล้วว่าบุญมีจริง และยังบอกอีกว่า สิ่งที่หลวงพ่อพูดเป็นของจริงทั้งนั้น แต่ตอนนี้เขาได้กลายมาเป็นโค้ชแทนดิฉันแล้วค่ะ เพราะดิฉันเห็นแต่แสง แต่เขาเห็นแหล่งกําเนิดของแสงแล้ว คือเห็นดวง เขาก็บอกว่า ที่รัก เอาอย่างนี้สิ แค่ทําตัวให้รู้สึกผ่อนคลาย ใจน่ะไม่คิดอะไร อดีตน่ะไม่คิด อนาคตก็ไม่คิดมันยังมาไม่ถึง ทําจิตให้นิ่งๆ ในปัจจุบันก็จะได้เห็นดวงแก้ว ชัด ใส สว่างเอง ยิ่งดูก็ยิ่งขยาย เพียงแค่ทําตัวผ่อนคลายก็ได้เห็นดวงแก้วแล้ว
ทุกวันนี้ ชีวิตคู่ของเราสองต่างปรองดองและเข้าใจ สองคน หนึ่งทาง ร่วมทางเดียวกัน และเป็นทางสายสวรรค์ทั้งภายนอก และภายในจนใครๆ ก็แปลกใจพากันทักว่า เปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ไม่เถียงกันแล้ว กลายเป็นว่าไม่เถียง เหล้าก็ไม่ดื่มแล้ว บุหรี่ก็ไม่สูบแล้ว เราคุยกันอย่างรู้ใจในทุกเรื่อง
เมื่อใดที่ดิฉันเริ่มหงุดหงิดสามีก็จะพูดว่าที่รักเราต้องไม่โกรธกันนะ ต้องยิ้มให้กันเหมือนที่หลวงพ่อบอกสิ คือเรายังนําคําสอนของหลวงพ่อมาใช้เสมอค่ะ ว่าโกรธกันคนละเวลา แต่เสน่หาเวลาเดียวกัน
ทุกวันนี้ดิฉันและสามีจะสวดมนต์และนั่งสมาธิด้วยกันทุกวัน และเดี๋ยวนี้สามีจะไม่ชอบออกไปไหนแล้ว จะดู DMC และนั่งสมาธิ
เรื่องราวของคุณสว่างจิต เยสเกอร์ จากประเทศเยอรมนี
ดิฉันชื่อสว่างจิต เยสเกอร์ อายุ 36 ปี และสามีของดิฉันชื่อ ฮันส์แว (ไอ) ฮันส์แวนเนอร์ เยสเกอร์ จากเมืองไพเนอร์ ประเทศเยอรมนี เริ่มรู้จักวัดเมื่อเดือนธันวาคม ปี พ.ศ.2548 โดยมีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งมาชวนไปนั่งสมาธิ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมในเยอรมนี และต่อมาไม่นานก็ได้ติด DMC
แต่ก่อนนี้ดิฉันจะมีปัญหาคือ เป็นคนหงุดหงิดง่ายและโมโหร้าย เพราะเคยเป็นเนื้องอกในมดลูกและถูกตัดมดลูกมาตั้งแต่อายุ 16 ปี อารมณ์จะแปรปรวน ขึ้นๆ ลงๆ คล้ายๆ วัยทอง หน้ามืด เวียนหัวหงุดหงิดมาตั้งแต่อายุ 16 ปีเรื่อยมา
สามีของดิฉันเขาจะซึ้งถึงรสชาติแห่งความหงุดหงิดของดิฉันเป็นอย่างดี เวลาเขาทําอะไรไม่ถูกใจ ดิฉันก็จะบ่นๆๆ ไม่หยุด ไม่ค่อยจะมีเหตุผลเท่าไร แต่จะมีเหตุผลก็เพียง 2 ข้อ คือ ข้อที่ 1 ฉันต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอ ข้อที่ 2 ถ้าเธอไม่เข้าใจ ให้ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่
บางทีดิฉันก็ร้าย ถึงกับขว้างของลงโซฟา ขว้างรีโมทติดข้างฝา แต่สามีเขาก็ไม่ถือสา เพราะว่าขว้างแค่ข้างฝาไม่ได้ขว้างหน้าเขา อย่างมากเขาก็แค่ส่ายหัว แล้วก็รําพึงว่า ฮือๆ ทําไมถึงดุจัง ผู้หญิงก็เป็นอย่างนี้แหละ แล้วพอรําพึงเสร็จ เขาก็หันกลับมาถามดิฉันว่า หายโกรธหรือยัง อารมณ์ดีหรือยัง สะใจไหม เลิกบ้าได้หรือยัง
ปัญหาอีกประการหนึ่งของดิฉันคือ เป็นคนขี้หึง หึงชนิดว่า แม้หลับตาก็หึง คือไม่ลืมหูลืมตาเลย สามีไปทํางาน 7 โมงเช้า กลับบ้านบางที 3-4 ทุ่ม ที่จริงเขาทํางานเยอะ ดิฉันก็พอจะรู้ แต่ดิฉันไม่อยากจะเข้าใจ ถ้ากลับผิดเวลาเมื่อไร ดิฉันเป็นต้องซักฟอกทันที ก็มีปัญหาเรื่องนี้มาตลอด แต่เขาก็บอกว่าไม่ได้ทําอะไร
ตั้งแต่แต่งงานกันมาไม่มีวันไหนที่ดิฉันไม่ระแวงสามีเลย พอจะบ่นเขาก็หลับไปแล้ว เพราะเขาเป็นคนหลับเร็ว พอเขาหลับดิฉันก็เลยต้องนั่งอยู่บนเตียง รอว่าเมื่อไรเขาจะลืมตามา จะได้รําพึงบ้าง แต่เขาก็หลับไปแล้ว ดิฉันเลยเครียดอยู่คนเดียว คิดหาวิธีจับให้ได้ ว่าทําไมกลับบ้านดึก
ดิฉันก็นั่งวางแผนต่างๆ นานา รุ่งเช้าดิฉันจึงไปบอกสามีว่าอยากจะไปทํางานที่เดียวกัน จริงๆ แล้วมีนัยแฝงเร้นอยู่ในใจที่ไม่ได้บอก คืออยากไปดูว่าทําไมกลับบ้านดึก มีผู้หญิงหรือเปล่า ดิฉันจึงขอไปทํางานที่เดียวกับเขา เพราะว่าที่บริษัทกําลังเปิดรับสมัครพอดี ตอนแรกสามีก็ไม่ให้ทํา เพราะว่ารู้นิสัยดิฉันดี พอเข้าไปทําก็เป็นเหมือนอย่างที่เขาคิดเอาไว้ ดิฉันยังตามหึงตลอด พิษร้ายแรง ซึ่งยังไม่ลดลง ยังคงมองหาเรื่องต่อไป และในที่สุดดิฉันก็พบว่าตัวดิฉันนี่เองแหละที่เป็นทุกข์ ส่วนตัวเขา เขาสบายใจ เขาหัวเราะดีใจ ภูมิใจที่มีคนมาหึง เพราะว่าเขารู้ว่าที่หึงเขาแปลว่ารักมาก แต่นั้นดิฉันก็เลยกลายเป็นคนนอนไม่หลับ เพราะคิดมาก แต่ว่าสามีก็จะพยายามปลอบว่าอย่าคิดมาก
แต่ดิฉันก็อดคิดมากไม่ได้ คิดจนกระทั่งถึงเที่ยงคืน คืนหนึ่งเมื่อนอนไม่หลับสักที ดิฉันก็ไม่รู้จะทําอย่างไร ดิฉันก็เลยนั่งสมาธิ คือ แค่นั่งไปเรื่อยๆ เพื่อรอเวลาให้มันง่วง ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเขาหลับไปแล้ว ไม่นานเท่าไร ดิฉันรู้สึกเหมือนตัวเองหลับไป แล้วก็มีดวงแก้วผุดขึ้นมาที่กลางท้อง
เป็นดวงนุ่มๆ เรืองแสง ขนาดเท่าดวงจันทร์สีเหลือง รู้สึกมีความสุขแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย ภายหลังจากนั้นดิฉันก็นั่งยิ้ม อยู่คนเดียวบนเตียงอย่างมีความสุข พอไปทํางานดิฉันก็จะหาเวลานั่งหลับตาทุกครั้งที่มีโอกาส นั่งมองดวงแก้วภายในตัว แต่สิ่งที่ดิฉันแปลกใจก็คือ บางครั้งจะเหมือนตัวของดิฉันมีแสงออกมา ตอนนั้น รู้สึกโล่งมากๆ และก็มีความสุข จนเพื่อนที่ทํางานแปลกใจว่า ดิฉันมีความสุขอะไรมากมาย ทําไมเดินยิ้มได้ทั้งวัน
ดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่เพียงว่ามันมีความสุข สุขจริงๆ แล้ว ดิฉันก็นั่งสมาธิไม่เคยขาดเลย ตอนนี้มีองค์พระอยู่ข้างในดวงแก้วแล้วค่ะ เป็นสีฟ้าอ่อนๆ ใสๆ ตอนแรกเป็นองค์เล็กๆ ก่อน และก็ค่อยๆ ขยายเข้ามาหาตัวดิฉัน เห็นท่านหน้าตรงแล้วก็ขยายเข้ามาคลุมตัว ดิฉันเลยจากนั้นเวลามีปัญหาเรื่องอะไรก็ตามดิฉันก็เพียงหลับตาเบาๆ นึกถึงองค์พระ
ตอนนี้ดิฉันไม่หึงสามีแล้ว สามีก็แปลกใจนะสิว่า ทําไมไม่เหมือนเดิม เขาเริ่มจะกลัวว่าดิฉันจะทิ้งให้เขาอยู่คนเดียว เพราะดิฉันจะนั่งสมาธิ แต่ตอนนี้ดิฉันไม่หึงเขาแล้ว ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรม ดิฉันคงไม่มีวันนี้ คงเป็นบ้าไปแล้ว อยู่กับความหงุดหงิดและความหึงหวง
ดิฉันเคยบอกกับสามีว่าฉันอยู่คนเดียวก็ได้ บอกว่าเธอไม่ใช่ชีวิตของฉัน ชีวิตของฉันอยู่ที่ศูนย์กลางกายนี่แหละ สามีก็ถามว่า ขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วเขาก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้ดิฉัน ตกหลุมรักตัวเองแล้วค่ะ
เรื่องราวของคุณทวีพร ตันสงวน จากประเทศไทย
ดิฉันชื่อ ทวีพร ตันสงวน เป็นแม่บ้าน ปัจจุบันอาศัยอยู่ใน จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าวัดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2546 โดยมีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งชวนไปปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ จ.เชียงใหม่ ทําให้ดิฉันได้พบแสงสว่าง ได้ทราบถึงการดําเนินชีวิตที่ถูกต้อง
สามีของดิฉัน เป็นหัวหน้าคุมงานของบริษัท ค่าตอบแทนที่เขาได้รับสูงมาก ดิฉันไม่ต้องทําอะไรเลย เขาให้เงินดิฉันใช้เดือนละ 3 แสนบาท และไม่เคยถามดิฉันเลยว่าเอาเงินไปทําอะไรบ้าง
ต่อมามีญาติเซ้งร้านให้ ดิฉันจึงเปิดร้านขึ้นมาทันทีเลย เปิดร้านขายเหล้า ขายไปด้วยดื่มไปด้วย กิจการก็เลยรุ่งเรืองลง เพราะพอตกเย็นดิฉันก็จะตั้งวงก๊งเหล้ากับคนข้างบ้าน เคยเมาถึงขนาดเอ่ยปากยกคอนโดให้ผู้หญิงคนหนึ่งไปฟรีๆ ตอนเช้าสร่างเมาต้องไปโอนคอนโดให้เขา เพราะว่ารับปากไปแล้ว แถมเสียค่าโอนให้เขา อีกด้วยต่างหาก ส่วนลูกค้าซื้อเพียงชุดแรกชุดเดียว ชุดต่อไปดิฉันก็จะเป็นเจ้ามือนํามาดื่มกับลูกค้า จนต้องปิดกิจการไปเลย
สามีของดิฉันก็ไม่ว่าสักคําหนึ่ง เพียงแต่บอก ถ้าเป็นความสุขใจของเธอก็ทําไปเถอะ หลังจากโอนคอนโดให้เขาเสร็จ ตกเย็นดิฉันก็ไปนั่งก๊งเหล้าอีก คราวนี้สามีก็แซวดิฉันเฉยๆ แต่ไม่ได้ต่อว่า วันนี้เธอจะยกอะไรให้เพื่อนอีกล่ะ
ต่อมามีเพื่อนมาชวนไปเปิดคาราโอเกะ ดิฉันลงทุนหมดเงินไปหลายล้านบาท แต่ก็เข้าทํานองเดิมคือ ลูกค้าจะซื้อเพียงชุดแรกชุดเดียว ชุดต่อไปดิฉันก็จะเป็นเจ้ามือ พอเมาได้ที่ก็ออกท่องราตรี ยันสว่างเกือบทุกคืน จนได้ฉายาว่า เหมือนผีกระสือ กลางวันนอน กลางคืนออกหากินเหล้า พาเพื่อนๆ เที่ยว แล้วก็ตื่นสาย ใช้เงินวันละเป็นพัน ร้านคาราโอเกะเปิดได้เพียง 2 เดือน ก็ต้องปิดสนิท ต้องเซ้งให้คนอื่นในราคาถูก เรียกว่าขาดทุนยับเยิน สามีจึงบอกกับ ดิฉันว่าคุณไม่ต้องไปลงทุนอะไรหรอก อยู่เฉยๆ ดีกว่า จะมีเงินเก็บดีกว่า
ดิฉันก็เลิกและหันมาดองเหล้าดื่มเองอยู่กับบ้าน เพราะว่าไม่ได้เปิดร้านขาย โดยดองคู่กัน 2 โหล ชนิดไม่ให้ขาดช่วง พอโหลหนึ่งหมด อีกโหลหนึ่งก็ได้ที่พอดี กินได้ทุกวันเลย ดื่มทีเป็นเหยือกเหมือนน้ําหวาน ดื่มเองยังไม่พอ ยังเผื่อแผ่คนอื่น ตักใส่ขวดกระทิงแดงเที่ยวแจกจ่ายให้กับแม่ค้าในตลาด จนเมาทั่วถึงกันทั้งตลาด พอเมากันได้ที่ก็ชวนกันมาเปิดคาราโอเกะร้องรําทําเพลงในบ้าน
สามีของดิฉันก็ไม่ว่าสักคําเลย แถมร้องคาราโอเกะให้ฟังอีกด้วย บางครั้งก็มาร้องคู่กับดิฉันทั้งที่ตัวของเขาเองไม่แตะต้องอบายมุขใดๆเลย เวลาดิฉันเมามา เขาก็จะเช็ดตัวให้ ทาแป้งให้ ทาน้ําหอมให้ อุ้มไปนอนให้ แล้วก็เปิดแอร์เย็นๆให้ แต่แทนที่ดิฉันจะเห็นความดีของเขา กลับชอบใช้อํานาจ และก็แกล้งเขาต่างๆ นานา
มีครั้งหนึ่งขี้เมาที่กินเหล้าด้วยกันตามมาขอดิฉันจากสามีถึงที่บ้าน สามีของดิฉันก็ร้องไห้ แล้วบอกกับชายคนนั้นว่า “ไม่ให้ ของรัก ของหวง” พูดไปร้องไห้ไป บอกว่า แล้วแต่ตัวดิฉัน ถ้าจะไป ก็ตัดสินใจเอาเอง ดิฉันตัดสินใจไล่ชายคนนั้นไป ไม่ว่าดิฉันจะทําให้สามีเสียใจแค่ไหน เขาก็ไม่เคยโกรธดิฉันเลย เขาเคยพูดกับแม่และ ลูกชายของดิฉันว่า พ่อเขาตาย เขายังไม่ร้องไห้ แต่ดิฉันทําตัวไม่ดี เขาเสียใจ
เวลานั่งรถไปด้วยกัน เขาก็จะเปิดเพลง “วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก” ดิฉันเห็นน้ําตาของเขาไหลลอดแว่นออกมา ดิฉันจําได้ติดตาทีเดียว
สามีเป็นคนชอบทําบุญ เขาจะใส่บาตรเป็นประจํา แต่ตัวดิฉันเอง ช่วงเข้าพรรษาทุกปี ก็จะพาเพื่อนๆ เต็มคันรถไปสวดมนต์ ถือศีล ดิฉันเคยไปถือศีลที่วัดใกล้บ้าน แต่ตอนกลางวันก็ค่อยๆ ย่องแอบมาดื่มยาดองที่บ้าน โดยที่ดิฉันก็ทราบว่ามันผิดศีล แต่ไม่ทราบว่ามันผิดอย่างไร บางครั้งใส่บาตรเสร็จ ก็ไปดื่มเหล้ายาดองต่อ แล้วค่อยมากรวดน้ํา
นอกจากติดเหล้าแล้ว ดิฉันยังติดหวยมากๆ ซื้อล็อตเตอรี่ทุกงวด งวดละเจ็ดแปดพันถึงหนึ่งหมื่นบาท แต่ไม่เคยถูกเลย จนสามีบอกว่า ให้เอาเงินที่จะซื้อหวยไปใส่กระปุกไว้ พอหวยออกมาก็ไปแคะกระปุกออก นั่นแหละคือเงินที่ถูกหวย
นอกจากนี้ ดิฉันจะเป็นคนดุ เกรี้ยวกราด โมโหร้ายมาก ทุกคนจะกลัวดิฉันหมด แม้แต่แม่หรือสามีของดิฉัน ขนาดว่า ครั้งหนึ่งเคยใช้มีดอีโต้ฟันลงไปที่กลางกระหม่อมของน้องสาว จนที่คาดผมขาดกระเด็น แผลแยกออกจากกัน เลือดสีดําไหลอาบหน้า และเคยใช้ขวดโค้กที่มีน้ํากระแทกที่กลางศีรษะของน้องสาวคนนี้ จนเลือดอาบ เป็นครั้งที่สอง แม้แต่น้องสะใภ้ ดิฉันก็เคยตีด้วยไม้คืบถ่านร้อนๆ จนหนังหลุดติดออกมา เคยตีน้องชายคนเล็ก จนเขาต้องก้มกราบดิฉัน แต่ขณะที่เขาก้มกราบนั้น ดิฉันก็เตะเสยปลายคางขึ้นมา จนเขาเลือดอาบ อารมณ์โกรธของดิฉันไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ ถ้าดิฉันพูดทุกคนต้องฟัง ห้ามเถียง ห้ามเดินหนี สามีของดิฉันเขากลัวดิฉันจนตัวสั่น เวลาเห็นดิฉันแสดงอารมณ์โกรธ ดิฉันเคยถามเขาว่า ทําไมเธอถึงกลัวฉันมากมายขนาดนี้ เขาตอบว่ากลัวเพราะเห็นดิฉันเหมือนมีผีสิง
ดิฉันดําเนินชีวิตอย่างนี้มาตลอดยาวนาน จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนมาชวนไปปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ ปีนั้นตรงกับ พ.ศ.2546 ดิฉันก็พาแม่ไปด้วย ซึ่งแม่ของดิฉันเองตอนนั้นก็ติดเหล้าอย่างหนัก ไม่แพ้ตัวดิฉัน เมื่อเราสองแม่ลูกได้ฟังธรรมะจากหลวงพ่อธัมมชโย ทางช่อง DMC ที่พนาวัฒน์ จึงได้ทราบความเป็นจริงของชีวิต
สมาธิทําให้ดิฉันใจเย็นลงมากๆ แม้ช่วงที่นั่งสมาธิแรกๆ นั้นดิฉันมักจะปวดขา แต่พออธิษฐานจิตกับหลวงปู่แล้วก็หาย ระหว่างนั่งสมาธิ ใจของดิฉันคอยจะตกศูนย์อยู่เรื่อยๆ ครั้งหนึ่งดิฉันเห็นแสงสว่าง ในกลางท้อง มีความสุขมากเหมือนอยู่กลางทุ่งกว้างๆ โล่งๆ เหมือนมีดวงแก้วครอบตัวอยู่ และกลางท้องก็จะสว่าง ขยายใหญ่มาก มีความสุขมาก นั่งสมาธิเป็นเวลานาน 4-5 ชั่วโมง แต่รู้สึกเหมือนว่าแป๊บเดียว จนคนต้องมาตามไปทานข้าว ในกลางสมาธินี่เรารู้เลยว่า ในโลกนี้ไม่มีความสุขอะไรที่ยิ่งใหญ่เท่ากับเรานั่งสมาธิแล้วเกิดความสุขภายใน มีความสุขมากจริงๆ
จากนั้นมาชีวิตของดิฉันก็เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยเกรี้ยวกราด ผิดศีล ดิฉันจะอยู่กับหนังสือ อยู่กับสมาธิ ทุกคนจะเห็นดิฉันสวัสดีตอนเช้า และตอนเย็น ดิฉันจะกราบสามี 3 ครั้งตอนก่อนนอน และเมื่อมีโอกาสดิฉันก็จะกราบแม่บ่อยๆ เพื่อขอขมาที่เคยเกรี้ยวกราดกับแม่มาตลอด แม่ก็จะปีติจนน้ําตาไหล คนอย่างดิฉันนั้น ที่จริงแล้วยากที่จะไหว้คนอื่น แต่เมื่อได้ปฏิบัติธรรมแล้วดิฉันไหว้ได้กระทั่งคนรับใช้ ไหว้ทุกคนก่อน ซึ่งเป็นไปได้ยาก เอาบุญมาฝากใครต่อใคร จากที่ไม่เคยไหว้แม้แต่ญาติพี่น้อง แต่จู่ๆก็เอาบุญมาฝากทุกคน ทําให้เขางง จากที่ไม่เคยพูดดีๆเลย มีแต่ดุด่าตลอด จากที่เคยโมโหแล้วตัดเป็นตัดตาย โมโหแล้วระเบิดลง เสียงเอะอะลั่น ด่าคนอื่นจนสะใจ ก็เปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้โกรธแล้วจะไม่ผูกโกรธ จะเงียบ พอเงียบแล้ว แป๊บเดียวก็ไปขอคืนดีกับสามี ซึ่งก่อนนี้จะไม่ใช่ จะถูกหรือผิดเขาก็ต้องง้อดิฉัน ถ้าไม่ง้อแล้วได้เรื่อง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว
ดิฉันเปลี่ยนเป็นพูดดีๆ พูดเพราะๆ เปลี่ยนไปหมดเลย ถึง 99.99% ซึ่งปกติแล้วทําได้ยากมาก แต่เดี๋ยวนี้สามารถทําได้ไม่เคอะเขิน ทําด้วยความเต็มใจ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นมาเองหลังจากมานั่งสมาธิ อยากพูดอะไรดีๆ อยากทําอะไรดีๆ อยากทําอะไรที่ไม่เคยทําเลย นึกย้อนถึงสิ่งที่ผ่านๆมาแล้ว ดิฉันทําผิดหมด ไม่เคยฟังความคิดเห็นคนอื่นเลย ไม่ว่าดิฉันจะพูดผิดหรือถูกก็ตาม ทุกคนต้องฟัง แต่พอได้ปฏิบัติธรรมแล้วดิฉันสามารถแก้ไขตนเองได้
สามีเคยถามว่า ไปปฏิบัติธรรมกลับมาเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่ารู้อย่างนี้น่าจะไปตั้งนานแล้ว ถ้ารู้ว่ามีคนเปลี่ยนแปลงดิฉันได้ น่าจะมีคนชวนไปตั้งนานแล้ว สามีก็ดีมาก ให้อภัยมาตลอด ดิฉันโชคดีมาตลอด ทุกวันนี้ชีวิตของพวกเรามีความสุขมาก
ตอนนี้ครอบครัวของเราเหมือนคู่เทพบุตรกับเทพธิดา ต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง ที่ใครก็ว่าเหมือนคู่เทพบุตรกับยักษิณี ดิฉันซาบซึ้งแล้วว่า การปฏิบัติธรรมจนเกิดความสุขภายในจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนๆ หนึ่งไปได้อย่างคาดไม่ถึง
เรื่องราวของ เจินเจิน บุญสูงเนิน จากประเทศสหรัฐอเมริกา
ดิฉันชื่อ พรประเชิญ หรือ เจินเจิน บุญสูงเนิน อายุ 49 ปี ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองลาสเวกัส มลรัฐเนวาด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งชาวไทยและชาวต่างประเทศจะรู้จักดิฉันดีจากบทเพลง ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง, ข้าคือคนไทย, ต้องสู้...จึงจะชนะ แม้คนส่วนใหญ่จะชื่นชมว่าดิฉันร้องเพลงได้ไพเราะอ่อนหวาน แต่ชีวิตจริงของดิฉัน กลับลําเค็ญขมขื่น
แต่เดิมดิฉันเป็นชาวโคราช กําพร้าแม่มาตั้งแต่เด็ก พ่อก็เป็นอัมพาต พวกเราพี่น้องหลายคนจึงต้องดูแลกันเอง และขาดความรักความอบอุ่น ครอบครัวของดิฉันจัดอยู่ในขั้นยากจนสุดขีด ถึงกับว่า ครั้งหนึ่งเคยเก็บของกินในกองขยะ และต้องเดินเท้าเปล่าไปโรงเรียน
จนกระทั่งชีวิตพลิกผันในทางที่ดีขึ้น เมื่อไปประกวดร้องเพลง และได้รับตําแหน่งนักร้องดีเด่นของสยามกลการ ปี พ.ศ.2528 ซึ่งเป็นปีเดียวกับเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ จึงได้ออกเทป เป็นนางฟ้าจําแลงที่แจ้งเกิดเป็นศิลปินนักร้องเต็มตัว แม้จะผ่านช่วงลําเค็ญทางกายมาได้ แต่ปัญหาทางใจยังตีบตัน ปัญหาที่ทําให้หัวใจต้องเจ็บปวดอยู่เป็นประจําก็คือล้มเหลวเรื่องความรัก มีแฟนแต่ละคนไม่เคยอยู่กันยืดเลย ปรารถนาจะให้รักยาวนาน แต่ก็เจอแบบชั่วครู่ทุกคราวไป คนแล้วคนเล่า รักแล้วร่วงจนใจโรย ต้องมานึกน้อยอกน้อยใจว่า ทําไมเราเป็นอย่างนี้ ทําไมไม่มีใครรักเราจริง แม้เราทั้งรักและทุ่มเท แต่เขามีแต่จะทิ้ง ใจดวงน้อยๆ ของดิฉันซ้ำแล้วซ้ำอีก
โชคดีที่เป็นคนเสียใจอยู่ไม่นาน ก็ทําใจได้ เวลาเสียใจมากๆ ก็คิดว่า “ต้องสู้ต้องสู้ จึงจะชนะ” และแก้ปัญหาด้วยการเข้าวัด ทําบุญ ยิ่งมีปัญหาใหญ่ก็ทําบุญใหญ่ๆ ด้วยพื้นฐานที่ชอบไปวัดทําบุญนี่เอง จึงทําให้ดิฉันได้พบกับวัดพระธรรมกาย ในปี พ.ศ.2544 โดยมีผู้นําบุญจากโคราชได้แนะนําให้สร้างองค์พระธรรมกายประจําตัว
เมื่อย้ายมาอยู่ที่อเมริกา ปี พ.ศ.2545 ด้วยความที่อยากจะทําบุญ จึงไปทําบุญที่วัดใกล้บ้าน จนได้มาเจอกับศูนย์สาขาวัดพระธรรมกายที่เวอร์จิเนีย ได้พบพระอาจารย์และสนทนาธรรมกับท่านแล้วก็กลับ หลังจากนั้นอีก 1 ปี ก็ได้ไปทําบุญถวายสังฆทาน ที่วัดภาวนาซีแอตเติ้ล ปรากฏว่า ได้พบกับพระอาจารย์อีกรอบหนึ่ง ท่านก็บอก ว่าตอนนี้มี DMC แล้ว พอท่านเปิดให้ดู ดิฉันก็เห็นน้องนาโอมิกับน้องแป้ง กําลังท่องภาษาบาลีอยู่ ดิฉันประทับใจมาก บอกกับตัวเองว่า “เด็กตัวแค่นี้ยังพูดบาลีได้ เราแก่แล้วทําไมจึงจําไม่ได้ไม่ได้แล้ว เราควรจะต้องปรับปรุงตัวเอง”
ตั้งแต่วันนั้นมา ดิฉันก็เลยเปลี่ยนตัวเองค่ะ ติด DMC แล้วนั่งศึกษาธรรมะหน้าจอ ดู DMC ทุกวัน ยิ่งได้มาดูหลวงพ่อ ยิ่งติดใจ เพราะธรรมะที่หลวงพ่อสอนนั้นวิเศษและดีมากๆ แต่ก่อนดิฉันไม่ชอบฟังเทศน์ ถ้าไปวัดไหนเมื่อถวายไทยธรรมเสร็จแล้วก็จะกลับเลย แต่พอมาเจอหลวงพ่อ แล้วเปลี่ยน Concept ของตัวเองทันที เดี๋ยวนี้ ชอบฟังธรรมะ ชอบฟังพระเทศน์ ฟังแล้วไม่เบื่อ มีความสุข
จากนั้นดิฉันก็ได้นั่งสมาธิ ตามเสียงของหลวงพ่อ ถ้ามีเวลาก็จะนั่งสมาธิวันละ 2 รอบ หรือขณะนั่งรถไปทํางาน ดิฉันก็จะสวดบทสรรเสริญทุกบทที่มีอยู่ ทําวัตรเช้าบนรถไปจนถึงที่ทํางานก็กราบขอพรหลวงปู่จากรูปซึ่งติดไว้ในออฟฟิศ ตอนเย็นกลับบ้านก็นั่งสมาธิก่อนนอน
ตอนแรกดิฉันก็นั่งนึกถึงดวงแก้ว เหมือนที่หลวงพ่อสอน นึกอย่างไรก็ไม่เห็นสักที มืดอย่างเดียว ตอนหลังจึงนั่งทําใจเฉยๆ ไม่นึก ไม่ภาวนาอะไร จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่งรู้สึกว่าตัวหายไป ใจนิ่งเหมือนหลุดไปอยู่ในที่โล่งๆ รู้สึกเบา สบายเหมือนไม่มีตัวตน แต่มีความสุขมากๆ หลังจากนั้น พอวางใจเป็น วางนิ่งๆ นุ่มๆ ทําให้นั่งสมาธิครั้งใดก็มีความสุขทุกครั้ง สุขจนไม่รู้จะบอกอย่างไร โล่ง โปร่ง เบา สบาย ดิฉันรู้สึกรักตัวเองที่เป็นแบบนี้ เป็นรักแท้ของหัวใจ และรักสุดท้ายของชีวิต รักคนอื่นทุ่มร้อย เจ็บร้อย แต่เมื่อรักตัวเอง ทุ่มร้อย แต่สุขนับแสน สุขแสน แสนสุขทุกคืนวัน จนอยากแผ่ ความสุขนี้ให้คนทั้งโลก
พอใจสบายอะไรๆ ก็ดูดีไปหมด ปัญหาที่เข้ามาแต่ละครั้ง เราสามารถจะมองปัญหาได้ดีขึ้นกว่าเดิม ถึงจะปัญหาหนัก รุนแรงขนาดไหน ดิฉันก็รับได้ ดิฉันภูมิใจที่ได้มาเจอวัดพระธรรมกาย ได้พบหลวงพ่อ และเพื่อนๆ กัลยาณมิตรทุกคน จากที่เคยมองบางสิ่ง บางอย่างในแง่ร้าย แต่ทุกวันนี้ได้เปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ อย่างน้อยก็สามารถบอกกับตัวเองได้ว่า “ทําใจดีๆไว้ โดยไม่ฟูมฟายให้ใจเสีย”
ดิฉันจะสอนตัวเองเสมอว่า เป็นชาวพุทธพันธุ์แท้หัวใจต้องมั่นคง แม้จะทํางานเป็นนักร้อง ที่มักจะมีคนเอาเหล้ามายื่นให้ ดิฉันก็บอกอย่างมั่นใจว่า “ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ดื่มค่ะ” บ่อยครั้งที่จะถูกคะยั้นคะยอว่า “ช่วยดื่มเป็นเกียรติให้ก่อนได้ไหม” พอไม่ดื่ม เขาก็บอกว่า “ถ้างั้นคุณก็ไม่ให้เกียรติผมสิ” ดิฉันก็ตอบอย่างภาคภูมิใจค่ะว่า “การที่ดิฉันมานั่งกับคุณก็ถือว่าให้เกียรติแล้ว เพราะว่าดิฉันถือศีลและเป็นชาวพุทธแท้ที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ถ้าคุณต้องการจะคุยกับดิฉันต่อ ขอความกรุณาอย่าคะยั้นคะยออีกนะคะ” ดิฉันคิดว่า ชาวพุทธแท้ต้องยืนหยัดในการทําสิ่งที่ถูกต้อง ถูกศีลธรรมค่ะ
ก่อนจะขึ้นเวทีร้องเพลงทุกครั้ง ดิฉันจะสวดมนต์สรรเสริญ พระเดชพระคุณหลวงปู่ ตรึกระลึกถึงหลวงพ่อและคุณยาย และความภาคภูมิใจอันเป็นที่สุดของดิฉัน ที่ปลื้มแล้วปลื้มอีก ปลื้มไม่รู้จักจบ คือการมีโอกาสได้ร้องเพลง “ชีวิตก็เป็นอย่างนี้” จากผลงาน การประพันธ์ของตะวันธรรม เป็นเพลงที่ไพเราะและซาบซึ้งสุดชีวิต ทําให้ทุกวันนี้ ดิฉันคลายความผูกพัน ไม่ใส่ใจกับเรื่องรักนอกตัว เอาใจใส่รักในตัวอย่างเดียว