ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

โอวาทคุณครูไม่ใหญ่ : ดวงแก้ว ของศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้มีบุญ

คุณยายอาจารย์ · ดวงแก้วคุณยาย

PDF
ดวงแก้วคุณยายชุดสุดท้าย (เรียบเรียงจากโอวาทคุณครูไม่ใหญ่) ดวงแก้วเป็น ๑ ในรัตนะ ๗ ที่เป็นของคู่บุญของพระเจ้าจักรพรรดิและผู้มีบุญเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่ได้ครอบครองดวงแก้วจึงเหมือนมีสมบัติจักรพรรดิติดตัวเลยทีเดียว รัตนะทั้ง ๗ ของพระเจ้าจักรพรรดิประกอบด้วยจักรแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว และดวงแก้วมณี แก้ว ทั้ง ๗ อย่างนี้  จะช่วยทำให้พระเจ้าจักรพรรดิมีความสุข มีอานุภาพ และสามารถปกครองไปได้ถึงทวีปทั้ง ๔ อันได้แก่ อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป ดวงแก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นดวงแก้วที่มีอานุภาพมาก สัณฐานกลมรอบตัว มีรัศมีสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน ไปไหนมาไหนได้ ใช้ส่องดูภพภูมิต่าง ๆ ได้ ดูที่ลับที่แจ้งได้ บันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารและเครื่องบริโภคอุปโภคบังเกิดขึ้นได้ และสามารถเลี้ยงมนุษย์ทั้งโลก ได้ ฯลฯ นอกจากพระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองทวีปทั้ง ๔ แล้ว ผู้มีบุญทั่วไปก็นิยมมีดวงแก้วไว้ประจำตัวหรือประจำบ้านเช่นกัน อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่น เวลาทำพิธีสถาปนาพระเจ้าจักรพรรดิองค์ใหม่ จะต้องมีพิธีมอบดวงแก้วดวงโตขนาดส้มโอเสียก่อน มิฉะนั้นการสถาปนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็จะไม่สมบูรณ์ ประเพณีนี้สืบทอดมานานนับพันปีแล้ว แม้บริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศญี่ปุ่นก็มีดวงแก้วดวงใหญ่เอาไว้เป็นเครื่องดึงดูดโภคทรัพย์สมบัติ หรือบันดาลความสำเร็จให้เกิดขึ้น แม้แต่ใครจะสร้างบ้านสร้างเรือนก็จะเอาดวงแก้วบรรจุไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีหลักฐานบันทึกไว้ว่า พระเจ้าจักรพรรดิจีนบางองค์ทรงมีดวงแก้วที่ทำจากควอตซ์ (Quartz) ที่เรียกว่าจุยเจีย ถึง ๑๕๐ ดวง ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนดวงแก้วเป็นของที่หายากมาก เพราะทรงเชื่อมั่นว่า ถ้ามีดวงแก้วแล้ว บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ เศรษฐกิจจะมั่งคั่ง มนุษย์จะร่าเริง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และจะมีศีลมีธรรม อันดีงาม รวมทั้งจะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็มีดวงแก้วไว้สำหรับทำวิชชา ท่านรักและหวงแหนดวงแก้วมาก และเคยอุปมาไว้ว่า ดวงแก้วดวงหนึ่งที่ฝึกฝนซ้อนวิชชาธรรมกายได้แล้ว ในนั้น มีจักรพรรดิมีกายสิทธิ์ ที่มีคุณค่ามากกว่าประเทศทั้งประเทศทีเดียว หลวงปู่ท่านเห็นอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของแก้วจักรพรรดิ ท่านทำวิชชาเข้าไปค้นพบเรื่องราวของพระเจ้าจักรพรรดิที่ปกครองทวีปทั้ง ๔ ซึ่งตรงกับที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ท่านพบว่า มนุษย์ในยุคนั้นดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะดวงแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิบันดาลของกินของใช้ให้ มนุษย์ไม่ต้องทำมาหากิน ในแต่ละวันได้แต่บำเพ็ญศีล ทำภาวนา ทำใจหยุดใจนิ่ง ไม่มีการเบียดเบียนกันเลย หลวงปู่ท่านทำวิชชาค้นต่อไปก็พบว่า ดวงแก้วที่เป็นของพระเจ้าจักรพรรดิยังคงอยู่ในดิน ไม่ได้สูญหายไปไหน เพราะของพวกนี้พอหมดความจำเป็นที่จะใช้ หรือหมดบุญที่จะใช้ ก็จะอยู่คอยผู้มีบุญต่อไป ขุดแก้วบรมจักร ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ท่านเห็นด้วยญาณทัสสนะว่ามีดวงแก้ววิเศษ บรมจักรเหมือนดวงแก้วมณีโชติรสของพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ใต้แผ่นดิน วัดปากน้ำ ดวงกลมขนาดเท่าลูกทุเรียน ถูกหินหุ้มอยู่ ท่านเห็นว่า ถ้าเอาแก้วดวงนี้ขึ้นมาได้ มนุษย์ทั้งโลกจะอยู่ได้โดยไม่ต้องทำมาหากินด้วยอานุภาพแห่งแก้วบรมจักรนี้ ในแต่ละวันจะมีชีวิตอยู่เพื่อทำความดีเท่านั้น ท่านคิดว่าถ้าเอาดวงแก้วขึ้นมาได้ก็จะวิเศษมาก ท่านจึงประกอบวิชชาธรรมกาย เพื่อทำพิธีอัญเชิญดวงแก้วนี้ขึ้นมา ซึ่งตอนนั้นคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ยังไปไม่ถึงวัดปากน้ำ ผู้ที่เล่าเรื่องราวให้ครูไม่ใหญ่ฟัง คือ อดีตเจ้าอาวาสวัดลำพญา ครูไม่ใหญ่พบท่านตอนที่ท่านอายุ ๗๐ กว่าปี ขณะนี้ท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านมีโอกาสเห็นเหตุการณ์ที่หลวงปู่ทำพิธีขุดดวงแก้ว ตอนแรกหลวงปู่ให้เอากลดพระธุดงค์ไปวางเหนือแผ่นดินที่จะขุด ตกกลางคืนมีรัศมีของดวงแก้วฉายแสงพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินส่องมาที่กลดด้วย พิธีขุดดวงแก้วนั้น ทำกันทั้งทางหยาบและละเอียด โดยหลวงปู่สั่งให้ผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายซึ่งขณะนั้นมีอยู่ไม่กี่ท่านลงมือขุด ในทางหยาบก็ขุดลงไป ในทางละเอียดก็ดึงขึ้นมา ข้างบนขุดลงไปประมาณ ๑ เมตร ข้างล่างก็ทำวิชชาดึงขึ้นมาจากบริเวณที่อยู่ลึกมาก ๆ ลึกเป็นโยชน์ พอขึ้นมาจะถึงปากหลุมเท่านั้น ก็มีเสียงดังครืดเหมือนอะไรแล่นอยู่ใต้ดิน หลวงพ่อวัดลำพญา ตอนนั้นอายุแค่ ๑๒ ปี ผวาเข้ากอดหลวงปู่แล้วสลบไปเพราะความตกใจ ท่านไม่คิดว่าจะมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนอยู่บนกุฏิหลวงปู่ และได้ยินหลวงปู่พูดว่า “เขาบอกว่าจะให้ แต่พอเอาจริง ๆ ก็ยังไม่ให้” ในที่สุดครั้งที่ ๓ เมื่อมีผู้ได้ธรรมกายมากขึ้นก็ขุดขึ้นมาได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องแย่งกันระหว่างพระกับมาร พญามารเขาก็รู้อยู่ว่า ถ้าเอาดวงแก้วดวงนี้ขึ้นมาได้ มนุษย์จะอยู่เย็นเป็นสุขไม่ต้องทำมาหากิน จะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอานุภาพแห่งดวงแก้วนี้ และจะไม่มีเครื่องกังวลใจ ไม่มีพันธนาการของชีวิต เมื่อไม่มีพันธนาการของชีวิต ก็จะคิดมุ่งแสวงหาธรรมะภายใน และจะปฏิบัติธรรมกันไปทั่วโลก เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายก็จะเกิดธรรมจักขุ เกิดญาณทัสสนะ และจะรู้แจ้งเห็นจริงเกี่ยวกับชีวิตของตนว่ามาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายปลายทาง แล้วจะเดินตรงไปสู่จุดหมายปลายทางพร้อม ๆ กัน เขาก็จะบังคับบัญชามนุษย์ไม่ได้ จึงกีดกันเต็มที่ ผู้ที่เอาดวงแก้วขึ้นมาได้เป็นอุบาสิกาที่ได้ธรรมกาย เอาผ้าขาวห่อขึ้นมา แล้วเอาไปไว้ในโบสถ์เก่าวัดปากน้ำ บูชาด้วยดอกมะลิได้ ๖ วัน  วันที่ ๗ เกิดพยับฝนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พอฟ้าลั่นเปรี๊ยะ ดวงแก้วก็หายไปกับสายฟ้าเหลือแต่ผ้าที่ห่อ หลวงปู่ท่านก็เลยมาพิจารณาดูว่า “บารมีเรายังอ่อนอยู่ ยังไม่ชนะเขา (มาร) จะต้องลำบากต่อไป” เพราะถ้าดวงแก้วดวงนี้อยู่ก็จะเลี้ยงมนุษย์ได้ทั้งหมด เหมือนแก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิ เพราะกลางดวงแก้วดวงนี้มีบรมจักรที่มีอานุภาพมาก นี้เป็นเพราะกระแสบาปของมวลมนุษยชาติยังมากอยู่ กิเลสยังหนา ปัญญายังหยาบ แก้วดวงนี้จึงได้อันตรธานไป จะต้องขยายวิชชาธรรมกายไปให้ได้ทั่วโลก ให้เกิดกระแสอันบริสุทธิ์ขึ้น แก้วจักรพรรดิดวงนี้ถึงจะขึ้นมาดูแลมวลมนุษยชาติไม่ให้ลำบากในการทำมาหากิน รูปหล่อหลวงปู่วัดปากน้ำ ภายในบรรจุดวงแก้วปราบมารทั้ง ๓ ดวง ดวงแก้วทำวิชชา หลังจากนั้น ท่านก็ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไป และแสวงหาดวงแก้วเอาไว้สำหรับทำวิชชา ต่อมามีผู้นำดวงแก้วมาถวายท่าน เป็นแก้วดวงใหญ่ ๓ ดวง แต่ละดวงโตประมาณ ๗ เซนติเมตร ขนาดส้มเขียวหวาน ท่านให้เอาไปใส่ไว้ในตะลุ่มในโรงงานทำวิชชา คุณยายเล่าว่า ในดวงแก้วเหล่านั้นมีกายสิทธิ์ที่มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก สามารถพูดให้ได้ยินด้วยหูมนุษย์ได้ เหมือนเราได้ยินมนุษย์พูดคุยกัน เวลาลูกระเบิดจะมาลง ดวงแก้วก็จะพูดให้ได้ยิน หลวงปู่ท่านให้พวกทำวิชชาถือดวงแก้วนี้ไว้ แล้วก็เอากายละเอียดในดวงแก้วทำวิชชาธรรมกายไปสู้รบกับพญามาร คุณยายของเราถือไว้ ๒ ดวง มือซ้ายดวงหนึ่ง มือขวาอีกดวงหนึ่ง แล้วทำวิชชาควบคู่กันไปกับดวงแก้ว ท่านถืออยู่อย่างนี้เป็นเวลาหลายปี ทุกครั้งที่เข้าไปรับหน้าที่ ท่านฝึกสอนกายสิทธิ์ที่อยู่ในดวงแก้ว จนกระทั่งมีอานุภาพทำตามกันไปเป็นทีมได้ ตั้งแต่ช่วยแก้ไขทุกข์มนุษย์ แก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลก และมุ่งไปที่สุดแห่งธรรม ตอนนั้นดวงแก้วดวงใหญ่มีอยู่แค่ ๓ ดวง นอกนั้นเป็นดวงเล็ก ๆ สำหรับผู้ทำวิชชาปราบมารถือไว้เป็นแนวร่วมสนับสนุน แล้วก็ทำวิชชากันไปอย่างมีความสุขสนุกสนานทีเดียว วันหนึ่งขณะอยู่ในเวรดึก หลวงปู่ท่านได้ยินเสียงดังกริ๊ก ท่านจึงถามว่า “ใครทำดวงแก้วกระทบกัน” คุณยายบอกว่า “ลูกเองเจ้าค่ะ” หลวงปู่ท่านถามว่า “รู้ไหมว่าแก้วดวงหนึ่งมีค่าขนาดไหน ขนาดเอาประเทศมาตีค่าไม่ได้ทีเดียวนะ” หมายถึง เอาทรัพยากรของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ทั้งที่อยู่บนฟ้า บนดิน ใต้ดิน บนน้ำ ใต้น้ำ ในที่ลับ ที่แจ้ง ที่แห้ง ที่เปียก เอามารวมกันโดยไม่ตกไม่หล่น ก็ไม่เท่ากับกายสิทธิ์ที่อยู่ข้างในดวงแก้วที่คุณยายอาจารย์ท่านถือทำวิชชาปราบมาร ๑ ดวง เพราะผู้ที่ทำวิชชาธรรมกายได้ จะควบสิ่งนี้เข้าไปแก้ไขทุกข์ภัยให้มนุษย์ โดยจะต้องทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป ท่านจึงเตือนว่า “อย่าทำให้ดวงแก้วกระทบกัน” ที่จริงคุณยายท่านก็รู้คุณค่าของ ดวงแก้ว ท่านทั้งรักและหวงแหน แต่คงเผลอไปกระทบกันและกระทบเบามาก แต่หลวงปู่ที่อยู่อีกห้องหนึ่งทำไมจึงได้ยินก็ไม่ทราบ ต่อมาเมื่อหลวงปู่มรณภาพ ศิษยานุศิษย์ได้หล่อรูปยืนของท่านขึ้น และเอาดวงแก้วปราบมารทั้ง ๓ ดวงนี้ บรรจุไว้ในรูปหล่อ ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ดวงแก้ว ๓ ดวงนี้ ช่วยตามคนมาเลี้ยงพระวัดปากน้ำได้ทุกวันไม่เคยขาด ทั้ง ๆ ที่มีพระมากที่สุดในประเทศไทย ๕๐๐-๖๐๐ องค์ในสมัยนั้น ไม่มีวัดไหนในประเทศไทยเลี้ยงพระเณรได้อย่างนั้น ถ้ารวมอุบาสก อุบาสิกาด้วย ก็เป็นพันเหมือนวัดเราในสมัยนี้ ดีใจที่ได้แก้ว เมื่อย้ายมาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย คุณยายก็พยายามแสวงหาดวงแก้วมาไว้ติดตัวเพื่อทำวิชชา เพราะท่านคุ้นเคย แต่ในสมัยนั้นดวงแก้วหายากมากที่สุด ไม่ง่ายเหมือนสมัยนี้ ครูไม่ใหญ่กับคุณยายตามดวงแก้วมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗  มีความคิดว่าต่อไปนี้ ขอให้มีดวงแก้วมาก ๆ และตั้งผังไว้ว่า “ขอให้มีดวงแก้วของตัวเอง และมีเผื่อแผ่ไว้สำหรับผู้มีบุญที่เขาจะเข้าถึงพระธรรมกายต่อไปในอนาคต” เพราะเราทราบถึงอานุภาพของดวงแก้ว ในขณะที่คนอื่นเขาไม่ทราบ วันหนึ่ง ครูไม่ใหญ่ได้ดวงแก้วมาดวงหนึ่ง ขนาดเล็กกว่ามะนาวลูกเล็ก ๆ ราว ๆ ลูกพุทรา ได้จากพี่ที่ครูไม่ใหญ่เคารพนับถือ เป็นดวงแก้วที่สืบทอดมาจากคุณยายทองสุข ท่านมอบให้ เพราะเห็นว่าครูไม่ใหญ่ รักธรรมะ รักวิชชาธรรมกาย ครูไม่ใหญ่ไปรับมาจากบ้านของท่านที่ ประตูน้ำ รับเสร็จแล้วเดินตัวปลิวเหมือนไม่ติดพื้น ในวันนั้นครูไม่ใหญ่เข้าใจคำว่า “ดีใจเหมือนได้แก้ว” ว่าเป็นอย่างนี้นี่เอง เพราะครูไม่ใหญ่รู้อานุภาพของดวงแก้วและปรารถนาอยากจะได้มาก ๆ เพื่อเอามาทำวิชชา ต่อมาก็มีดวงแก้วมาเรื่อย ๆ มีมามากทีเดียวมาจากทั่วโลก เป็นไปตามผังที่ตั้งเอาไว้ ให้ครูไม่ใหญ่ได้แจกจ่ายให้กับผู้มีบุญทุกคนที่มาร่วมบุญกับครูไม่ใหญ่ จะได้มีบุญเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ไม่ใช่ของขลัง แต่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เรื่องดวงแก้วเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า มีดวงแก้วอยู่ดวงหนึ่งเป็นของคุณยายทองสุข สำแดงปั้น เดิมทีดวงแก้วดวงนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นดวงแก้วขนาดใหญ่ที่มีอานุภาพมาก สามารถกลิ้งตัวเองเข้าไปใต้รัตนบัลลังก์เพื่อฟังธรรมได้ ต่อมาเมื่อเขารู้ว่าผู้มีบุญที่จะได้ครอบครองดวงแก้วมาเกิดแล้ว เขาจึงย้ายมาอยู่ด้วย แต่เนื่องจากไม่สามารถนำพาเอาเรือนเดิมซึ่งมีขนาดใหญ่มาด้วยได้ จึงย้ายมาอยู่ในเรือนเล็กแทน ฟังแล้วก็รู้สึกอัศจรรย์ใจว่า กายสิทธิ์ในดวงแก้วสามารถย้ายเรือนได้ เพราะเหตุที่ดวงแก้วมีความสำคัญและมีอานุภาพมากขนาดนี้ คุณยายท่านจึงชอบใช้ดวงแก้ว ซึ่งต่อมาก็มีคนเอามาถวายท่านเรื่อย ๆ ท่านบอกว่า “บางดวงก็มีตัว บางดวงไม่มีตัว บางดวงตัวอ่อน บางดวง ตัวแก่” ความอ่อนความแก่ในที่นี้ หมายถึง บุญบารมีของกายสิทธิ์ที่นั่งสมาธิอยู่ภายในดวงแก้ว โดยมีดวงแก้วเป็นเรือน ถ้าตัวยิ่งแก่บารมี ยิ่งมาก ก็ยิ่งสว่าง สุกสดใส ยิ่งสวย ยิ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก ตัวอ่อนก็หย่อนลงมา ส่วนดวงแก้วที่ไม่มีตัว ก็ต้องไปอัญเชิญมาใส่ ดวงแก้วที่คุณยายได้มา แม้ตอนแรกไม่ค่อยใส แต่หลายเดือนผ่านไป พอแกะห่อผ้าออกดู น่าอัศจรรย์ใจว่า ดวงแก้วกลับใสขึ้น และไม่ใช่ความใสแบบด้าน ๆ อย่างแก้วเจียระไนธรรมดา แต่เป็นความผ่องใสเหมือนนวลผักคะน้าหรือนวลมะม่วง ดวงแก้วจะเปล่งประกาย มีเสน่ห์ มีพลังแผ่ออกมา เป็นเพราะคุณยายท่านนำมากลั่นแก้และฝึกงานด้วยอานุภาพพระธรรมกาย ดวงแก้วเหล่านี้ คุณยายเก็บเอาไว้ใช้งานในเวลาประกอบวิชชาธรรมกาย ไม่ได้ใช้เป็นของขลังแต่อย่างใด ท่านเอามาใช้งาน มาฝึกสอน ท่านบอกว่า “เราทำอย่างไรให้เขาทำอย่างนั้น แต่ก่อนอื่นจะต้องเอามาสะสางธาตุธรรม ชำระให้สะอาดเสียก่อน” ตอนนั้นครูไม่ใหญ่ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ชอบฟัง ท่านยังบอกอีกว่า “ดวงแก้วทำได้ทุกอย่าง” เช่น ช่วยแก้ไขทุกข์ภัยมนุษย์ เขามาขอให้ช่วยอะไรก็ช่วยแก้ไขให้ นอกจากด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมกายแล้ว ก็ใช้กายสิทธิ์ในดวงแก้วไปแก้ไข บางทีก็ไปปรับปรุงผลหมากรากไม้ คือ สมมุติมีพืชผลจำนวนหมื่นต้น กายสิทธิ์เขาจะพิสดารกายหมื่นกายเข้าไปอยู่ตรงกลาง แล้วปรับปรุงให้เป็นไปตามต้องการ ฝนแล้งก็ไปทำให้ฝนตก ฝนตกจนน้ำท่วมก็ไปแยกแผ่นดิน ตอนสงครามก็ปัดระเบิด กายสิทธิ์เหล่านี้ นอกจากช่วยเหลือแก้ไขทุกข์มนุษย์ทุกอย่างแล้ว ยังมีหน้าที่ตามสมบัติเป็นหลักอีกด้วย แก้วจากฟ้า ลอยมาหาผู้มีบุญ คนมีบุญที่ดวงแก้วลอยมาหาเองเลยก็มี ท่านคือ คุณยายเพิ่ม แก้ววิเศษ ด้วยบุญของท่านที่ทำไว้ในปางก่อน วันหนึ่งฝนฟ้าครึ้ม คุณยายเพิ่มกำลังรองน้ำอยู่ที่รางน้ำ อยู่ ๆ ก็มีเสียงฟ้าฝ่าเปรี๊ยะลงมาที่บ้าน ท่านได้ยินเสียงกลิ้งกรุบ ๆ มาที่รางน้ำฝน แล้วก็จ๋อมลงไปในโอ่ง ท่านเดินไปดูก็เห็นมีดวงแก้วอยู่ดวงหนึ่ง ทรงยาว ๆ ตรงโคนใส ตรงปลายขุ่นหน่อย ๆ น่าแปลกที่แก้วดวงนี้ลอยได้โดยไม่ต้องมีใครจับ ลอยแล้วเปล่งแสงได้ด้วย เวลาคุณยายเพิ่มจะไปไหน ดวงแก้วจะลอยนำหน้าสว่างไปเลย กิตติศัพท์นี้เลื่องลือกันไปทั่ว อยู่มาวันหนึ่งท่านเห็นดวงแก้วสวยดี ก็คิดว่าจะเอาไปทำหัวแหวน จะให้ช่างตัดตรงที่ขุ่น ๆ ออก แล้วเอาบริเวณที่ใส ๆ มาทำหัวแหวน แต่ช่างเห็นแล้วรู้สึกชอบ อาจเป็นเพราะได้ยินกิตติศัพท์ด้วยว่า แก้วดวงนี้มากับฟ้า ลอยได้ เปล่งแสงได้ พูดได้ด้วย ช่างก็เลยอยากได้ เวลาคุณยายเพิ่มไปทวงก็บ่ายเบี่ยง ไม่ให้เสียที แต่คุณยายเพิ่มท่านมีวิธีเรียกแก้วกลับมา ปรากฏว่า แก้วที่อยู่ในมือของช่างดิ้นพรวดลงมาเป็นแมลงภู่บินพรืดหายไปเลย ตกดึก คุณยายเพิ่มนอนตะแคงอยู่ พอพลิกตัวหลังไปทับดวงแก้ว อ้อ!ดวงแก้วกลับมาแล้ว ต่อมาท่านไปกราบเรียนเรื่องนี้ให้หลวงปู่ฟัง หลวงปู่ก็เลยขอยืมดวงแก้วไปทำวิชชา และให้ผู้ทำวิชชาใส่ไถ้ผูกไว้ที่เอว ขณะที่อยู่กับผู้ทำวิชชา มีครั้งหนึ่งดวงแก้วบอกว่า “เดี๋ยวไปช่วยหลานยายเพิ่มก่อน” แล้วก็แวบหายไป ปรากฏว่า หลานคุณยายเพิ่มถูกนักเลงรุมตีอยู่แถว ๆ กอหญ้า แต่อยู่ ๆ หลานคุณยายเพิ่มก็หายไป นักเลงที่รุมตีหาไม่เจอ เพิ่งเหยียบกันอยู่หยก ๆ อยู่ ๆ ก็หาไม่เจอ ฝ่ายหลานคุณยายเพิ่มก็เห็นเท้าพวกนักเลงเฉียดไปเฉียดมา แต่ไม่รู้ว่าทำไมพวกนั้นมองไม่เห็นตน เรื่องนี้เลื่องลือกันไปทั่ว ดวงแก้วเป็นของรักของหวง ผู้มีบุญในกาลก่อนก็มีดวงแก้วเหมือนกัน เช่น โชติกเศรษฐี ท่านมีดวงแก้วดวงหนึ่งเกิดจากบุญในอดีตชาติที่เคยถวายดวงแก้วแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่อยู่ของท่านเป็นปราสาทแก้ว ในปราสาทสว่างไสวด้วยดวงแก้ว เหมือนความสว่างของแสงไฟ จะให้สว่างทั่วถึงก็ได้ จะให้สว่างเฉพาะส่วนก็ได้ จะให้สว่างแล้วไม่มีเงาของวัตถุสิ่งของก็ได้ ดวงแก้วดวงนี้นอกจากบันดาลความสว่างไสวไปทั่วทั้งปราสาทแก้วของท่านเศรษฐีแล้ว ยังบันดาลความสำเร็จทุกอย่างให้เกิดขึ้น แม้แต่นาคก็ยังมีดวงแก้วห้อยไว้ที่คอ เรื่องมีอยู่ว่า มีฤาษีพี่น้อง ตั้งอาศรมอยู่ริมน้ำ ฤาษีน้องเจริญเมตตาวิหารธรรมตลอดเวลา กระแสแห่งความเมตตาแผ่ไปทุกทิศทาง ไปกระทบใจพญานาคที่อยู่ใต้บาดาล พญานาคจึงมาตามกระแสนั้น เมื่อเห็นฤาษีน้องนั่งอยู่ที่อาศรมก็เกิดความรักขึ้นมา จึงเข้าไปแสดงความรักด้วยการรัดตัว ฤาษีน้องก็เหมือนคนธรรมดาที่เจองูรัด พอนาคมารัดบ่อย ๆ ฤาษีน้องก็ผอมลง ๆ ฤาษีพี่รู้เรื่องก็ถามว่า ที่ตัวนาคมีอะไรเป็นพิเศษไหม ฤาษีน้องบอกว่ามีดวงแก้วห้อยคออยู่ ฤาษีพี่ก็เลยแนะนำว่า ถ้านาคมาคราวนี้ให้ขอดวงแก้วจากนาค ต่อมานาคขึ้นมาหาฤาษีน้องเหมือนเดิม พอจะรัดตัว ฤาษีน้องก็ขอดวงแก้ว นาคบอกว่า “ไม่ได้ ดวงแก้วดวงนี้นำมาซึ่งอาหารต่าง ๆ และของที่ปรารถนา ให้ไม่ได้” วันนั้นเลยไม่กล้ารัดตัว รีบลงน้ำไปเลย วันหลังพอนาคมา ฤาษีน้องก็ขอดวงแก้วอีก ขอหลายครั้งเข้านาคก็เลยไม่มาอีก ดวงแก้วคุณยาย จิ๋วแต่แจ๋ว ดวงแก้วคุณยายที่ครูไม่ใหญ่มอบให้ผู้มีบุญ ดูเผิน ๆ ก็เหมือนแก้วจุยเจียธรรมดา บางท่านเคยได้รับไปแล้วหลายดวง และไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมารับอีก ดวงแก้วนี้ที่จริงข้างนอกดูธรรมดา แต่ข้างในไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ของตาย แต่เป็นของเป็น คุณยายท่านซ้อนทุกวันเป็นเวลาหลายปี กลั่นให้ใส ดวงแก้วนี้จึงมีความสำคัญต่อการสร้างบารมีของลูกทุกคน เพื่อให้สมบูรณ์ทั้งโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์ ดวงแก้วชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายของคุณยาย ถึงขนาดเล็กก็มีอานุภาพ จิ๋วแต่แจ๋ว ถ้าขนาดใหญ่ระดับพ่อแก้วแม่แก้ว ก็แจ๋วคูณสาม คูณสี่ไปเรื่อย ๆ ได้ไปแล้วก็ขอให้เก็บรักษาไว้ให้ดี หล่อเลี้ยงเขาด้วยบุญ คือ ต้องสั่งสมบุญอยู่เป็นนิจ ทั้งทาน ศีล ภาวนา ยิ่งทำซ้ำ ๆ ดวงแก้วจะยิ่งมีอานุภาพเพิ่มขึ้น ภาษาคุณยายท่านจะพูดว่า “ตัวจะแก่ขึ้น” คือ กายเขาจะสุกใส สว่างขึ้นจากบุญที่เราทำ ซึ่งจะเนื่องไปถึงเขา เขาก็จะมาช่วยเหลือเกื้อกูลเราได้เร็วแรงขึ้นในทุกเรื่อง ทำความปรารถนาของเราให้สมหวังได้ ถ้าไม่ทำบุญเขาจะไม่อยู่ด้วย ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา คือ พูดกับเขาด้วยปิยวาจา และทำแต่สิ่งดี ๆ เขาก็จะปกปักรักษา ช่วยตามสมบัติให้ ช่วยทำอะไรต่าง ๆ อีกหลายอย่าง กระทั่งคุมธรรมะให้เข้าถึงธรรม ตอนนี้ดวงแก้วไปอยู่บ้านใครจะไปช่วยเชื่อมสายสมบัติ เมื่อได้รับไปแล้วขอให้นำดวงแก้วไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทำใจหยุดใจนิ่งที่กลางดวงแก้ว แล้วตั้งความปรารถนา ถ้ามีความเลื่อมใสหนักยิ่งขึ้น ความปรารถนานั้นก็จะสำเร็จเร็วขึ้น ถ้าปานกลางก็จะหย่อนลงไป และถ้าใครดูแลไม่ดีดวงแก้วก็จะสูญหาย ถ้าหากคิดถึง ผูกสมัครรักใคร่ อ้อนวอนหนักเข้าก็กลับคืนมาใหม่ ให้นึกถึงเขาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน และพูดกับเขาทุกวัน ไม่ซ้ำเรื่องก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวเขารำคาญหรือสับสนแบบมนุษย์ ดวงแก้วนี้เป็นสิ่งที่เนื่องกับวิชชาธรรมกายที่คุณยายท่านรักมาก การปรากฏตัวของแก้วชุดนี้ ปรากฏมาเพื่องานสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ ครูไม่ใหญ่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคุณยายมอบให้ผู้มีบุญ ที่ร่วมบุญสร้างอาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ เมื่อได้รับของขวัญอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็ให้ดีใจว่า เราจะมีดวงแก้วเหมือนอย่างคุณยาย เหมือนหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิของญี่ปุ่น เหมือนท่านโชติกเศรษฐี และเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองทวีปทั้ง ๔ ดวงแก้วนี้จะเป็นสิ่งเชื่อมโยงใจของเรากับบรมจักร ซึ่งทำหน้าที่ตามสายสมบัติ และความสุข ความเจริญรุ่งเรือง มาติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของพวกเราทั้งหลายไปทุกภพทุกชาติจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ไม่ว่าจะไปบังเกิดเป็นมนุษย์หรือชาวสวรรค์ก็ตาม สายสมบัตินี้จะเชื่อมโยงมาที่ตัวเรา ให้เรามีสมบัติทั้ง ๓ บังเกิดขึ้นไว้ใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดสิ้น คือ มีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ตลอดจนกระทั่งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และมรรคผลนิพพาน