ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

4 เมื่ออยู่กับคุณยาย : สังเกตคุณยายรับแขก

หลวงพ่อธัมมชโย · คุณยายอาจารย์ · คุณยายInMyHeart4

PDF
เมื่ออยู่กับคุณยาย สังเกตคุณยายรับแขก นอกจากเรียนธรรมะกับคุณยายโดยตรงแล้ว หลวงพ่อยังได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เพิ่มเติม ในเวลาที่มีแขกมาพบท่าน ซึ่งหลวงพ่อจะนั่งพิงเสาหัวด้วนคอยสังเกตดูท่านรับแขกตลอดเวลา ใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นมากที่เห็นเขาเอาใบอนุโมทนาบัตรจากการเลี้ยงพระที่หอฉันวัดปากน้ำมาให้ท่าน แล้วขอให้ท่านเมตตาคุมบุญไปให้พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และหมู่ญาติ เวลาเจอแขก คุณยายก็ถาม “คุณๆ ว่ามา คุณว่าไงนะ” แขกจะเรียนท่านว่าอยากให้คุณครู หรือคุณแม่อาจารย์ หรือครูจันทร์ (หมายถึงคุณยาย) ไปดูว่าพ่อแม่ผมตายแล้วไปอยู่ไหน วันนี้ผมมาทำบุญเลี้ยงพระวัดปากน้ำ ขอให้คุณครูช่วยเอาบุญไปให้ท่านด้วย แล้วก็ไม่เห็นคุณยายทำอะไรนอกจากนั่งเข้าที่ คือนั่งขัดสมาธิ หลับตานิ่งๆ สักพักหนึ่งประมาณ 5 – 10 นาที ท่านบอกว่า “คุณนั่งไปด้วย” หมายความว่าให้แขกคนที่เอาใบอนุโมทนามานั่งปฏิบัติธรรมพร้อมๆ กับท่าน พอลืมตามาท่านก็ส่งใบอนุโมทนาคืน แล้วพูดสั้นๆ ว่าฉันคุมบุญเอาไปส่งให้พ่อแม่คุณที่ตายไป ตอนนี้มีความสุขอยู่ตรงนี้ แขกที่มากราบก็ถามว่าอยู่ที่ไหน ท่านก็ตอบว่า อยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนี้ สวรรค์ชั้นนั้น ชั้นนี้ เป็นต้น คุณยายจะไม่เรียกชื่อสวรรค์ว่าเป็นชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา แต่ท่านจะเรียกว่าชั้น 1 ชั้น 2 ส่วนมากจะได้ยินว่าผู้ที่ละโลกไปแล้วนั้นอยู่แต่ชั้น 1 กับชั้น 2 นานๆ จะได้ยินว่าไปชั้น 3 ส่วนชั้น 4 เป็นต้นไปไม่ค่อยได้ยิน มักจะมีแต่ชั้น 1 พอคุมบุญไปแล้วท่านจะอธิบายว่านำไปส่งที่ชั้น 1 วิมานเป็นอย่างนี้ สูงเท่านั้นโยชน์ วิมานวัดกันเป็นโยชน์ (1 โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร) มีบริวารจำนวนเท่านั้น บริวารหนึ่งแสน สองแสน หลวงพ่อฟังแล้วก็อัศจรรย์ใจว่าเทวดามีบริวารเป็นแสน จากใบอนุโมทนาบัตรเลี้ยงพระใบเดียวเท่านั้นเอง บริวารเยอะขนาดนั้นจะเลี้ยงดูหรือกินอยู่กันอย่างไร คุณยายมักจะพูดถึง ชั้น 1 ชั้น 2 เป็นประจำ นานๆ ทีจึงจะมีชั้นที่สูงกว่า คือเป็นผู้ที่ทำบุญมากโดยทั่วไป นับตั้งแต่สงเคราะห์โลก เลี้ยงพระวัดปากน้ำ เลี้ยงพระสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล สะดวกวัดไหนก็ไปวัดนั้น คำนวณกำลังบุญแล้วไปได้ถึงชั้น 3 เป็นต้น คุณยายจะใช้คำอย่างนี้ ใหม่ๆ หลวงพ่อก็ตื่นเต้นว่าทำไมการไปนรกสวรรค์จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับท่าน ไม่เห็นต้องใช้ยานพาหนะใดๆ ไปได้เป็นปกติเหมือนหายใจเข้าออก หรือเหมือนกับเราเดินออกจากห้องนอนเข้าห้องน้ำ ทั้งง่ายดายและใช้เวลาไม่นาน เดินเข้าห้องน้ำอย่างมากก็ 5 นาที เห็นยายนั่งไปดูนรกสวรรค์ก็ 5 นาทีอย่างนี้เหมือนกัน แขกที่มาพบท่านมักเป็นเช่นนี้คล้ายๆ กันหมด บางคนไม่มีความทุกข์อะไร ท่านก็สอนให้เข้าหาความสุขภายใน บางคนมีความทุกข์ท่านก็หาทางดับทุกข์ให้ด้วยการสอนนั่งสมาธิ บางคนมีข้อสงสัยท่านก็ตอบคำถามให้หายสงสัย ถ้าขอให้คุมบุญท่านก็คุมบุญให้ มีอยู่ท่านหนึ่งไปกราบคุณยายว่า “คุณครูขา อิชั้นต้องไปผ่าตัด เอกซเรย์แล้วมีเนื้องอกอยู่ในท้อง ช่วยคุมบุญให้ด้วยนะคะ” เมื่อฟังแล้วคุณยายก็หลับตาอยู่สองสามนาที แล้วตอบไปว่า “คุณอย่าไปผ่าเลย มันไม่มีอะไร” “ไม่ได้ค่ะ ต้องผ่า เพราะคุณหมอบอกให้ผ่า” “อืม... ก็แล้วแต่คุณ” เมื่อถึงเวลา แขกท่านนั้นไปผ่าตัดตามที่คุณหมอนัดเอาไว้ ปรากฏว่าไม่พบเนื้องอกแต่อย่างใด แล้วแขกท่านนั้นก็กลับมารายงานคุณยายว่า “คุณครู มันไม่มีอะไรอย่างที่คุณครูว่าจริงๆ ด้วยค่ะ” แขกบางท่านที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำกับคุณยาย บ้างก็รำพึงรำพันให้คุณยายฟังว่า “ช่วยฉันหน่อยเถอะให้ฉันได้เข้าถึงดวงใสๆ แม้ไม่ถึงพระธรรมกายก็ไม่เป็นไร เอาดวงใสๆ แล้วจะเอาเงินมาถวายให้” คุณยายตอบว่า “คุณเอาทองมากองสูงท่วมหัว ฉันยังเอามาให้ไม่ได้เลย คุณต้องไปทำเองถึงจะได้” นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม คุณยายสามารถทำได้เพียงชี้แนะหนทางที่ถูกต้องให้เท่านั้น แต่หลักๆ แล้วเราต้องทำด้วยตัวของเราเอง ไม่เว้นแม้แต่หลวงพ่อ ถึงกระนั้นหลวงพ่อก็ดีใจว่า เราได้มาเจอครูบาอาจารย์ที่ทำให้ความสงสัยสิ้นสุดลงแล้ว และเกิดความตื่นตัวขวนขวายที่จะศึกษาเรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกให้เพิ่มขึ้น ในระดับที่สามารถพิสูจน์ได้ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นล้านเปอร์เซ็นต์ ถึงขั้นที่จะผลักดันให้เราเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อได้ฟังคุณยายพูดเรื่องนรกสวรรค์บ่อยเข้าก็เริ่มชิน เห็นท่านทำอย่างนั้นด้วยตาและได้ยินด้วยหูจนคุ้นเคย พอไปดูท่านรับแขกทีไรก็เห็นท่านทำอย่างนี้เรื่อยๆ เมื่อชินแล้วก็เริ่มเฉย เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่ทำได้ ช่วงหลังๆ พอแขกมาหาท่าน หลวงพ่อจะลงจากบ้านไปเพื่อหาที่สงบนั่งสมาธิ ส่วนมากจะเป็นที่วิหารคดซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานเรียงรายกันอยู่ ที่ฐานพระพุทธรูปแต่ละองค์มีอัฐิของผู้ล่วงลับบรรจุไว้ พร้อมกับมีป้ายชื่อ หลวงพ่อบอกกับเจ้าของอัฐิว่า ไม่ได้มารบกวน ให้ต่างคนต่างอยู่ ในเมื่อท่านตายแล้วยังไม่เอาอัฐิไป เราก็ไม่เอาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องหวงแหนอะไร แล้วก็ไม่ต้องมาเยี่ยมด้วย ไม่ต้องเข้าฝัน มาให้เห็น หรือทักทายกัน แล้วหลวงพ่อก็นั่งๆ นอนๆ อยู่แถวนั้น คอยกลับมาแอบดูเป็นระยะๆ ว่าแขกของคุณยายกลับไปกันหมดหรือยัง ถ้าแขกกลับไปแล้วก็จะเข้ามานั่งสมาธิกับคุณยายต่อ การได้เห็นคุณยายตรวจดูนรกสวรรค์นั้น ทำให้หลวงพ่อเชื่อว่านรกสวรรค์เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ตามพุทธวิธี จะใช้กล้องส่องแล้วบอกว่าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะต้องอาศัยเลนส์ใจ จะใช้เลนส์แบบที่ส่องดูดาวไม่ได้ ส่องแล้วบอกว่าเห็นดาวได้ทำไมไม่เห็นนรกสวรรค์นั้นไม่ถูก หรือสรุปว่าพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่ถูก แท้จริงแล้วคือยังไม่ได้พิสูจน์ ถ้าได้พิสูจน์ก็จะพิสูจน์ได้ อุปกรณ์ที่ใช้พิสูจน์คือการเข้าถึงพระธรรมกาย จากนั้นจึงศึกษาวิชชาธรรมกาย เมื่อเราทำได้แล้วการพิสูจน์นรกสวรรค์จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป กลับเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ คุณยายได้ยืนยันอย่างนั้น เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ในยุคของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ความรู้เรื่องการไปเยือนนรกสวรรค์นี้คุณยายเรียนมาจากพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ในฐานะนักเรียนที่ศึกษาวิชชาธรรมกายในโรงงานทำวิชชา ไม่ได้หมายความว่ามีท่านคนเดียวที่ทำได้ เพราะในโรงงานนั้นทำกันได้หลายคน แต่หลวงพ่อกล่าวถึงคุณยายท่านเดียวเพราะไม่คุ้นกับท่านอื่น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลวงพ่อหายสงสัยในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก เมื่อหายสงสัยแล้ว ก็อยากจะปฏิบัติจนบรรลุผลและไปให้ได้บ้าง เราจะสามารถหยั่งรู้ถึงความเป็นจริงของคุณยายได้ก็ต้องอาศัยการศึกษาวิชชาธรรมกาย ส่วนเรื่องการทำความสะอาดบ้านเรือน การไปนรก ไปสวรรค์ หรือตอบคำถามสาธุชนที่มากราบท่านนั้น ยังไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของคุณยาย ความเป็นจริงอยู่ลึกไปกว่านั้น แต่ดูเหมือนท่านทำตัวสบายๆ ราวกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เมื่อท่านรับแขกเสร็จแล้วก็ลงไปชั้นล่างเพื่อทำภารกิจต่างๆ ของท่านโดยที่ใจยังหยุดนิ่งอยู่ตลอดเวลาเหมือนเดิม