ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

4 สู้ศึกสงครามโลก : ปัดลูกระเบิด

หลวงพ่อธัมมชโย · คุณยายอาจารย์ · คุณยายInMyHeart2

PDF
ปัดลูกระเบิด ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้เพียรพยายามให้หมู่คณะในโรงงานทำวิชชาช่วยกันแก้ไขไม่ให้มนุษย์รบราฆ่าฟันและเบียดเบียนกันเอง แล้วช่วยทำให้ประเทศชาติพ้นภัยด้วยวิชชาธรรมกาย มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งจะเรียกว่าตำหนิก็ไม่เชิง หลวงปู่ได้ถามคณะศิษย์ผู้ทำวิชชาหลายๆ คนในโรงงานเกี่ยวกับผลของสงครามโลกว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทุกคนก็ตอบตามญาณทัสนะของตน ถามเรียงบุคคลจนกระทั่งมาถึงคนสุดท้ายคือคุณยาย ท่านถามว่า “ลูกจันทร์ เยอรมันแพ้หรือชนะวะ” คุณยายก็นิ่งไปสักพักหนึ่งแล้วตอบว่า “เยอรมันแพ้เจ้าค่ะ” ท่านถามอย่างนี้ทุกคืนเป็นปี คุณยายก็ยืนยันว่าแพ้ หลวงปู่เลยสั่งว่าให้ช่วยกันทำวิชชาเพื่อแก้ไข เพราะประเทศไทยในขณะนั้นต้องจำยอมอยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นและเยอรมัน ทุกคนก็ทำวิชชากันตามที่ท่านสั่ง ช่วงระหว่างสงครามโลกผู้ทำวิชชาต้องตรวจดูตลอดว่าแม่ทัพของแต่ละฝ่ายคิดอย่างไร ประเทศนั้นคิดอย่างไร ประเทศนี้คิดอย่างไร เขาจะเตรียมการมาอย่างไร จะมาทิ้งระเบิดเวลาไหน ถ้าตอบผิดก็ตาย เช่น ตอบว่า 6 โมงเช้าจะมาทิ้งระเบิด แต่ความเป็นจริงคือเขามาทิ้งตอนตี 4 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ตอบคำถามนอนหลับเพื่อมาคอยเข้าเวรทำวิชชาตอน 6 โมงเช้า ถ้าตอบผิดอย่างนี้ก็ต้องตายสถานเดียว ดังนั้นจึงตอบผิดไม่ได้ คุณยายก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ตอบคำถามเหล่านี้ เพราะท่านเป็นหัวหน้าเวรขาดรู้ ซึ่งจะต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องเหตุผลที่จะตอบกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ ตอบคำถามตามหลักวิชชาทั้งหยาบและละเอียด เรื่องหยาบเช่นคำถามที่เกี่ยวกับสงครามโลกในเมืองมนุษย์ เรื่องละเอียดเช่นคำถามเกี่ยวกับสงครามภายในระหว่างธาตุธรรม แล้วท่านก็แก้ไขกันไป “ลูกจันทร์ ระเบิดมาเวลาไหนวะ” เมื่อคุณยายตอบว่าเป็นเวลาใดแล้ว พอถึงเวลานั้นจะมีการดับไฟทันที เพื่อไม่ให้นักบินเห็นเป้าหมาย ทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมอย่างดี เพราะคำตอบของคุณยายไม่เคยผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว เรื่องการปัดลูกระเบิดของคณะผู้ทำวิชชาวัดปากน้ำ เป็นเรื่องที่ฮือฮามากในสมัยนั้น เริ่มจากที่พระเดชพระคุณหลวงปู่สั่งให้ผู้ทำวิชชาทำใจหยุดนิ่งซ้ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นพระธรรมกายและเข้าถึงพระธรรมกายไปพร้อมๆ กัน จากนั้นท่านจึงถ่ายทอดวิชชาการปัดลูกระเบิดให้ โดยผู้ศึกษาไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากทำใจหยุดนิ่งเพียงอย่างเดียว และซ้อนรวมพระธรรมกายของแต่ละท่านให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ เมื่อท่านทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เช่นอำพรางเมืองเอาไว้ ทำให้นักบินเข้าใจผิดคิดว่าเป็นป่า พอถึงป่าหรือทะเลก็ทำให้เห็นเป็นเมือง เป็นเหตุให้นักบินทิ้งระเบิดผิดเป้าหมาย ไม่ได้หมายความว่าใช้มือปัดลูกระเบิดที่กำลังตกลงมาอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในการปัดลูกระเบิดทั้งหมด มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสำคัญมากที่สุด พระเดชพระคุณหลวงปู่ทราบด้วยญาณทัสนะของท่านว่าพญามารมีวัตถุประสงค์ที่จะดลบันดาลให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งได้สร้างระเบิดที่มีกำลังทำลายล้างสูงขึ้น แล้วนำมาทิ้งที่ประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นแหล่งของผู้รู้ที่สามารถทำวิชชาธรรมกายได้ เพราะวิชชาธรรมกายมีอานุภาพในการสู้รบกับพญามารซึ่งเป็นฝ่ายบาปอกุศลโดยตรง เมื่อหลวงปู่ทราบก่อนดังนี้แล้ว ท่านอยากจะทดสอบดูว่าในบรรดาศิษยานุศิษย์ผู้ทำวิชชาของท่านมีใครเห็นและทราบตรงกันบ้าง พอดีกับที่คุณยายกำลังเข้าเวรอยู่ในช่วงนั้นพอดี ท่านจึงถามขึ้นว่า “ลูกจันทร์ มึงเห็นไหมวะ เค้าจะเอาระเบิดลูกนี้มา ดูซิวะ ถ้ามาถึงเมืองไทยแล้วจะเป็นอย่างไร” คุณยายท่านก็ปล่อยใจเข้าศูนย์กลางกายไปจนเห็นตามอย่างหลวงปู่ แล้วก็ตอบตามภาพที่เห็นในสมาธิว่า “จะเตียนเรียบเป็นหน้ากลอง แหลกเป็นจุณทั้งต้นไม้ใบหญ้าตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ไม่มีอะไรที่มีชีวิตเหลืออยู่เจ้าค่ะ” นี้เป็นการรู้เห็นเป้าหมายของระเบิดล่วงหน้าก่อนที่ชาวโลกจะรู้กัน เป็นความตั้งใจดั้งเดิมของพญามารหรือธาตุธรรมฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งพระเดพระคุณหลวงปู่ไม่ได้ทราบมาจากการอ่านข่าวใดๆ แต่ท่านทราบด้วยญาณทัสนะ เมื่อมีผู้เป็นพยานการรู้เห็นของท่านดังนี้แล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่จึงบอกกับหมู่คณะผู้ทำวิชชาทั้งหมดว่า พวกเรายอมตายที่นี่ ตายพร้อมๆ กัน ท่านบอกว่าเจ็ดวันนี้ถ้าเราไม่ชนะก็ยอมตายกันทั้งหมด แล้วท่านก็สั่งให้ลั่นกุญแจประตูด้านนอกของโรงงานทำวิชชาเอาไว้ ทุกคนต้องประจำการอยู่ตลอดเวลา วันละ 24 ชั่วโมง แบ่งเป็นรอบ รอบละ 6 ชั่วโมง สลับกันตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่มีหยุด ท่านสู้กันอย่างนี้โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลย หลวงปู่สั่งให้ทุกคนทำวิชชาเพื่อแก้ไขภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวง ด้วยการทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเป้าหมายในการทิ้งระเบิดทำลายล้างสูงลูกนี้ โดยท่านตั้งใจว่าจะทำให้ระเบิดไปตกกลางทะเลแทน เมื่อครบ 7 วันแล้ว ปรากฏว่าระเบิดดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาทิ้งที่ประเทศไทย โดยกระแสบาปได้บันดาลให้ฝ่ายสัมพันธมิตรตัดสินใจนำระเบิดไปทิ้งยังประเทศหนึ่งซึ่งมีวิบากกรรมจากการก่อสงครามมามาก การปัดลูกระเบิดนี้ผู้มีอานุภาพท่านไม่ได้ใช้มือปัด แต่ปัดด้วยวิธีการหยุดกับนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น การทำใจหยุดนิ่งเฉยจะเปิดโอกาสให้ผู้มีอานุภาพมากกว่าลงซ้อน ซึ่งคุณยายก็เป็นบุคคลผู้หนึ่งที่ทำหน้าที่ปัดระเบิดมากมายหลายครั้ง แม้ว่าในขณะทำวิชชาจะมีการทิ้งระเบิดในละแวกนั้นอยู่เรื่อยๆ แต่ท่านก็ไม่หวั่นไหว คิดเพียงแต่ว่าจะต้องช่วยแก้ไขทุกข์มนุษย์ ไม่ให้รบราฆ่าฟันกัน ซึ่งก็น่าอัศจรรย์ใจว่าไม่มีระเบิดลูกใดตกลงมาสู่วัดปากน้ำเลย สุดท้ายสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงโดยเยอรมันเป็นฝ่ายแพ้ แม้จะรู้ว่าต้องแพ้อยู่แล้วแต่หลวงปู่วัดปากน้ำก็ต่อว่าคุณยายว่าทำใจอ่อน ทำให้ประเทศไทยอาจต้องเสียหายโดยตกเป็นฝ่ายใช้หนี้สงครามอย่างมหาศาล คุณยายเล่าให้หลวงพ่อฟังว่าท่านถูกพระเดชพระคุณหลวงปู่ดุอยู่ครั้งเดียวเพราะญาณแม่นเกินไป ทำให้ท่านถึงกับน้ำตาไหล จึงเดินออกจากโรงงานทำวิชชาไปที่โบสถ์แล้วแหงนมองดูกระเบื้องหลังคาเพื่อปรับใจให้เป็นปกติ สักครู่เมื่อท่านสบายใจดีแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ใช้ให้คนมาตามคุณยายกลับไปนั่งทำภาวนาต่อ และด้วยบุญบันดาล ถึงเยอรมันจะแพ้สงคราม ท่านก็กลั่นแก้ให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นฝ่ายใช้หนี้สงครามไปพร้อมกับเยอรมันและญี่ปุ่น เพราะทางฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะนั้นเห็นแก่ชาวไทยกลุ่มหนึ่ง คือขบวนการเสรีไทยที่คอยสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตร