ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๒๙ อนาถบิณฑิกเทวบุตรระลึกถึงผลที่ได้ทิพยสมบัติ

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๒๙ อนาถบิณฑิกเทวบุตร ระลึกถึงผลที่ได้ทิพยสมบัติ ท่านอนาถบิณฑิกเทวบุตรมีผิวพรรณวรรณะและรัศมีเรืองรอง มีสมบัติอันเป็นทิพย์ ประกอบด้วยอุทยานและวิมานใหญ่โตมาก มีทิพยยานวิมานปราสาทมารับกลับวิมาน พร้อมด้วยเหล่าบริวารจำนวนมาก ท่านระลึกย้อนหลังเหตุที่ได้ทิพยสมบัติบังเกิดขึ้น เพื่อรองรับท่านอนาถบิณฑิกเทวบุตร ท่านอนาถบิณฑิกเทวบุตรใหม่ได้ตรวจดูสมบัติอันเป็นทิพย์ของตน คิดต่อว่า เราได้กระทำบุญกุศลอะไรไว้บ้างในภพชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์จึงได้ทิพยสมบัติถึงเพียงนี้ คือ ตรวจตราขั้นตอนก่อนขึ้นมา จนกระทั่งได้ทิพยสมบัติแล้วจึงย้อนหลังดูว่า ได้ด้วยบุญอะไร เรื่องราวต่าง ๆ ก็ได้ฉายมาให้เห็น ระลึกชาติเป็นภาพเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายอย่าง เกิดขึ้นด้วยใจ หรือจอกลางอากาศ ระลึกนึกถึงบุญที่ตนได้กระทำอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา บุญที่ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ณ ป่าสีตวัน ซึ่งต้องเดินไปบนซากศพมนุษย์จำนวนมาก แล้วก็มียักษ์เป็นกัลยาณมิตร ได้ฟังธรรม จนบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน แล้วก็นึกถึงบุญที่ได้ซื้อที่ดินสร้างวัดพระ- เชตวัน โดยการเอาเงินปูเรียงเคียงกัน จนเต็มพื้นที่ของสวนเจ้าเชตด้วยทรัพย์จำนวน ๑๘ โกฏิ ถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ และได้ระดมช่างที่มีฝีมือดีทั้งเมืองมาสร้างวัดพระเชตวัน ๒๔ ชั่วโมง คือถวายเป็นที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นที่พักอาศัยของเหล่าพระภิกษุสงฆ์ บุญที่ได้สร้างศาสนสถานทั้งหมดภายในวัดพระเชตวัน โดยใช้ทรัพย์ทั้งสิ้น ๑๘ โกฏิ บุญที่ตนได้ฉลองวัดพระเชตวันตลอด ๙ เดือน ระลึกย้อนหลังเป็นเรื่อง เป็นราวเลย ฉลองด้วยทรัพย์ ๑๘ โกฏิ บุญที่ได้ถวายทานในเรือนของตนทุกวันไม่เคยขาดเลย โดยถวายภัตตาหารเพล ปานะ อย่างตลอดต่อเนื่อง ถวายทานประเภทต่าง ๆ แม้สมบัติจะร่อยหรอลงด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ยังถวายทานสร้างบารมีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ใจไม่ตกเลย ใจยิ่งสูงส่ง โดยไม่สนใจว่า ทรัพย์จะหมดไป แล้วก็ได้แต่คำพูดของเทวดาที่มาห้าม บุญที่เป็นกัลยาณมิตรให้กับเทวดาที่อาศัยอยู่ ณ ซุ้มประตูเรือนของตน ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้มาเป็นสัมมาทิฐิ จนกระทั่งได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน บุญที่ได้เป็นกัลยาณมิตรให้แก่ลูกชายของตน คือ นายกาละ ทำให้เขามีศรัทธาในพระรัตนตรัย แล้วก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน บุญที่ได้เป็นกัลยาณมิตรให้แก่ลูกสาวทั้ง ๓ คน คือนางมหาสุภัทรา ลูกสาวคนโต ให้ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน นางจูฬสุภัททาลูกสาวคนรอง ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และนางสุมนาเทวีลูกสาวคนสุดท้องได้บรรลุธรรมเป็นพระสกทาคามี บุญที่ได้เป็นกัลยาณมิตรให้แก่ลูกสะใภ้ คือ นางสุชาดา ผู้ขี้หงุดหงิด จนกระทั่งนางได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน บุญที่เป็นกัลยาณมิตรให้แก่หลานชาย คือ นายเขมกะจอมเจ้าชู้ จนได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน บุญที่ได้เป็นต้นบุญต้นแบบทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยปรารภเหตุตุ๊กตาแป้งที่หลานสาวทำแตก โดยภรรยาและบุตรก็ได้ปฏิบัติตามได้ถวายทานตลอด ๑ เดือน แม้กระทั่งพระราชาก็ได้ปฏิบัติตามอย่าง ทำบุญอุทิศส่วนกุศล แล้วก็มีมหาชนจำนวนมาก ได้ประพฤติตามอย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ บุญที่ได้เป็นกัลยาณมิตรชักชวนให้เหล่าบริวารและคนในเมืองรักษาอุโบสถศีล รวมถึงทารกซึ่งยังไม่อดนมให้ฝึกรักษาอุโบสถศีลตั้งแต่เด็ก ๆ ทารกยังถืออุโบสถ บุญที่ได้เป็นกัลยาณมิตรให้กับเพื่อนสหายทั้ง ๕๐๐ คน ที่หลงไปนับถือพวกเดียรถีย์ ให้ได้กลับมานับถือพระรัตนตรัย แล้วก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันทั้งหมดทุกคน และบุญอื่น ๆ อีกมากมาย ที่เป็นบุญกริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ที่ได้สั่งสมมาตลอดชีวิตของตนได้แก่ ๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถือว่าเป็นผู้เลิศในการถวายทานอย่างไม่ไหวหวั่น ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือแผ่นดินจะถล่ม ฟ้าจะทลาย ท่านก็จะไปสร้างบารมีที่วัดพระเชตวันทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๒ เวลา เช้าเย็น อย่างตลอดต่อเนื่อง ๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีศีล ๕ เป็นปกติ ในวันพระท่านก็จะถืออุโบสถศีล ๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ท่านอนาถบิณฑิกะเป็นผู้เข้าถึงพระโสดาบันเป็นคนแรกในครอบครัว และได้เป็นกัลยาณมิตรให้ทุก ๆ คนในครอบครัว ตลอดจนหมู่ญาติสนิทมิตรสหายของท่านได้เข้าถึงธรรมตามไปด้วย ๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านอนาถบิณฑิกะเป็นผู้ไม่ถือตัว ท่านให้ความสำคัญกับทุก ๆ คนเสมือนญาติมิตร ไม่สนใจว่าจะรวยหรือจน ท่านให้ความเป็นกันเองต่อทุก ๆ คนเสมอมา ๕.เวยยาวัจจมัย บุญที่สำเร็จด้วยการให้ความช่วยเหลือ ขวนขวายในกิจการงานที่ถูก ที่ควร ท่านอนาถบิณฑิกะเป็นผู้ขวนขวายซื้อที่ดินสร้างวัดพระเชตวัน และยังถวายทานอย่างตลอดต่อเนื่อง เป็นผู้ช่วยดูแลการถวายทานในเมืองสาวัตถีโดยสิ่งใดขาดตกบกพร่องในการถวายทาน ท่านก็จะช่วยชี้แนะและจัดเตรียมให้สมบูรณ์ ๖.ปัตติทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น ท่านอนาถบิณฑิกะเป็นท่านแรก ท่านได้ถวายทานอุทิศผลให้กับผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ท่านทำเป็นคนแรก ๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนา คือ แสดงความยินดีในการทำบุญกุศลหรือการทำความดีของผู้อื่น ท่านอนาถบิณฑิกะได้ชื่นชมยินดี และสนับสนุนการทำความดีของทุก ๆ คนไม่ว่าจะเป็นคนรับใช้หรือเพื่อนฝูง เป็นต้น ๘. ธัมมัสสวนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการฟังธรรม ท่านอนาถบิณฑิกะเป็นผู้กระหายในการฟังธรรมเป็นอย่างยิ่ง แม้ในวาระสุดท้าย ท่านจึงอยากจะฟังธรรมจากพระสารีบุตรแล้วก็ได้ซาบซึ้งในธรรมนั้น จึงไปดุสิตบุรี ๙. ธัมมเทสนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการแสดงธรรม ท่านอนาถบิณฑิกะเป็นผู้สามารถนำหลักธรรมไปแสดงให้คนตั้งอยู่ในความดี ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ บุญที่สำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้อง ดีงาม ตรงไปตามความเป็นจริง ท่านอนาถบิณฑิกะเป็นพระอริยบุคคล และยึดมั่นในพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหวในการทำทานรักษาศีลตลอดชีวิต อนาถบิณฑิกเทวบุตรจึงคิดว่า การได้มาเป็นเทวดา หรือมีสมบัติถึงปานนี้ ได้มาเพราะบุญ แม้ในบัดนี้ เราก็ไม่ควรประมาทในการสั่งสมบุญ ถ้าเราเอาแต่ชื่นชมสมบัตินี้ก็จะต้องหลงลืมสติเพราะมัวแต่เสวยผลบุญอยู่ ดังนั้น เราจะไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและกราบเหล่าพระภิกษุสงฆ์ มีพระสารีบุตร เป็นต้น ดีกว่า จากนั้นแล้วจึงค่อยมาเสวยทิพยสมบัติ เมื่อปฐมยามผ่านไป อนาถบิณฑิกเทวบุตรผู้มีวรรณะอันงดงาม มีรัศมีสว่างไสวไปทั่ววัดพระเชตวัน ได้เข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ได้ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง อนาถบิณฑิกเทวบุตรได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า “ข้าพระองค์รู้สึกปีติใจมาก ที่ได้สร้างวัดพระเชตวันอันเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์ผู้เป็นธรรมราชา” เห็นไหม เป็นเทวดาแล้ว การแสดงออกจะแตกต่างจากตอนเป็นมนุษย์ “ข้าพระองค์รู้สึกปีติใจมากที่ได้สร้างวัดพระเชตวัน เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแก่ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดแก่เจ็บตาย” เมื่อปฏิบัติธรรมมรรคมีองค์ ๘ ย่อมมีความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ไม่ใช่บริสุทธิ์ด้วยวงศ์ตระกูลหรือด้วยทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ไม่ใช่ เป็นเศรษฐีแล้วจะบริสุทธิ์ไม่ใช่ ดังนั้นบุคคลผู้เป็นบัณฑิต เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ พึงปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ของตน อนาถบิณฑิกเทวบุตรได้กล่าวสรรเสริญพระสารีบุตรว่า “พระภิกษุรูปอื่น ถึงแม้จะถึงฝั่งพระนิพพาน ก็ย่อมไม่เกินไปกว่าพระสารีบุตรเพราะความที่ท่านเป็นผู้มีปัญญามาก” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพอพระทัยในคำกล่าวของอนาถบิณฑิกเทวบุตร อนาถบิณฑิกเทวบุตรทราบว่าพระพุทธองค์ทรงพอพระทัย จึงถวายอภิวาททำประทักษิณแล้วก็หายไป ณ ที่นั้น แวบไปเลย คือมาเพื่อการนี้ หมดภาระกิจก็แวบ การเคลื่อนย้ายตัวเอง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ไม่ต้องอาศัยวัตถุด้วย แวบไปเลย พอรุ่งเช้า พระบรมศาสดาก็ได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อคืนนี้ มีเทวบุตรองค์หนึ่งมีรัศมีงดงาม สว่างไปทั่ววัดพระเชตวัน ได้เข้ามาหาเรา ณ ที่ประทับ เทวบุตรองค์นั้นได้อภิวาทแล้วก็ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ชื่นชมวัดพระเชตวันว่า สร้างขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ศาสนาอย่างแท้จริง แล้วก็ได้กล่าวสรรเสริญพระสารีบุตรให้ตถาคตฟัง จากนั้นก็หายไป พระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวบุตรองค์นั้นคงเป็นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพราะก่อนที่ท่านจะถึงแก่กรรม ท่านมีความเลื่อมใสในพระสารีบุตรอย่างยิ่ง แล้วยังเป็นผู้ที่ได้สร้างวัดพระเชตวันอีกด้วย” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ใช่แล้วอานนท์เป็นอย่างที่เธอกล่าว เทวบุตรนั้นเป็นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ไม่ใช่ใครอื่น ตถาคตรู้ว่าเทวบุตรองค์นั้นเป็นใคร แต่ไม่ได้บอกชื่อให้พวกเธอทราบ เพราะต้องการจะรู้ว่า จะมีภิกษุรูปใดที่ยังระลึกถึงท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้บ้าง” เหตุที่ทำให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ตำแหน่งอุบาสกผู้เลิศด้วยการถวายทาน เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วทำให้ได้สมบัติใหญ่ถึงเพียงนี้ เพราะความปรารถนาที่เคยตั้งเอาไว้ในอดีต เมื่อ ๑ แสนกัปที่แล้ว ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ เพราะฉะนั้นจะมาอยู่ในตำแหน่งนี้ไม่ใช่ง่าย ต้องสั่งสมบารมีกันมา ๑ แสนกัป ท่านได้เคยเห็นต้นแบบในการถวายทานในยุคนั้น ท่านยังได้สร้างมหาทานอย่างตลอดต่อเนื่อง แล้วตั้งความปรารถนาต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ที่จะเป็นผู้เลิศในด้านการถวายทาน พระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงพยากรณ์ว่า ท่านจะได้เป็นอุบาสกผู้เลิศด้านการถวายทาน สมความปรารถนา ในสมัยของพระพุทธเจ้าสมณโคดมองค์ปัจจุบันนี้ ท่านได้เร่งสร้างบารมีอย่างเต็มที่ตลอดชีวิต แล้วตลอดทุกภพทุกชาติที่ท่านเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ทำชาติหนึ่งเว้นไป ๕ ชาติอะไรอย่างนั้น ทำทุกชาติไม่มีว่างเว้นจากการสร้างมหาทานบารมี ท่านเป็นผู้ที่มีประตูอบายอันปิดสนิทแล้ว เวียนว่ายตายเกิดอยู่สองภพภูมิ คือมนุษยโลก และเทวโลกเท่านั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สร้างผังชีวิตที่ดีให้ตนเองมาตลอดหลายภพหลายชาติ จวบจนกระทั่งในปัจจุบัน ณ ชาตินี้ ท่านก็ได้สมความปรารถนาที่ได้ตั้งใจเอาไว้ คือ เป็นอุบาสกผู้เลิศในด้านถวายทาน เพราะฉะนั้นความปรารถนาไม่ใช่ความโลภเลย คือ การตั้งเป้าหมายว่า เราจะเอาบุญนี้ไปใช้เพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อะไร เขาทำกันมาก่อน เพราะฉะนั้นบางคนบอกทำบุญแล้วไม่ต้องอธิษฐานเพราะว่า ถ้าอธิษฐานคือโลภ แปลว่า ยังไม่เข้าใจเรื่องอธิษฐานบารมีเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำเป็นตัวอย่าง ท่านทำเสร็จแล้วท่านอธิษฐานขอให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต เพราะฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิดว่า เป็นความโลภ ทานจึงเป็นรากฐานของชีวิต ที่สามารถนำไปสู่การทำความดีทั้งหลายทั้งปวง จนกระทั่งได้เป็นพระอริยบุคคล คือ ทานจะเป็นเบื้องต้น หรือบันไดขั้นแรก ในการก้าวไปสู่โลกสวรรค์นิพพานนั่นแหละ ให้ทำตรงนี้ก่อน ง่าย ๆ