ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๒๗ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วย

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๒๗ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วย ทุกคนต้องป่วย ถ้าไม่ตายโดยอุบัติเหตุ ก็ต้องป่วย ตอนป่วยเราต้องการกัลยาณมิตร ต้องการคุณหมอกัลยาณมิตรคอยดูแลรักษาไข้ ต้องการพยาบาลกัลยาณมิตรรักษาไข้ ต้องการผู้เฝ้าไข้ หมู่ญาติ เพื่อนฝูง เป็นกัลยาณมิตร ไปพูดไปคุย แนะนำให้ใจอาจหาญร่าเริงในกุศลธรรมที่ได้กระทำไว้ดีแล้ว เพราะว่ายามใดที่นอนป่วยอยู่บนเตียงคนป่วย เท่ากับว่า เราเหมือนนักโทษประหาร ที่เพชฌฆาตกำลังเงื้อดาบจะจ้วงฟันกันอยู่แล้ว ในตอนนั้นจะต้องทำกันให้ถูกหลักวิชชา ที่จะเดินทางไปสู่ปรโลก ซึ่งเขาวัดกันที่ความใส หรือหมองของใจ ถ้าใจใสก็ไปดี ถ้าใจหมองก็ไปอบาย ไปไม่ดี เพราะฉะนั้น ตรงนี้แหละทั้งผู้ไข้ก็จะต้องเตรียมตัว ผู้รักษาไข้ ดูแลไข้ เฝ้าไข้ หรือเยี่ยมไข้ก็จะต้องทำให้มันถูกหลักวิชชา จะต้องทำหน้าที่ของกัลยาณมิตรให้ดีทีเดียว ให้เข้าใจหรือศึกษาเรื่องราวที่เคยพูด พูดในสิ่งที่ทำให้ผู้ไข้นั้น มีใจปีติเบิกบานบุญบันเทิง ให้มีความปลื้มปีติ เช้าวันหนึ่ง ท่านเศรษฐีป่วย ไม่สามรถจะไปวัดพระเชตวันได้ จึงเรียกบริวารคนหนึ่งมา แล้วสั่งว่า “เจ้าจงไปหาพระสารีบุตรแล้วกราบเท้าพระสารีบุตรแทนเราที” ขนาดป่วย ในใจก็มีแต่พระรัตนตรัย “และกราบเรียนให้พระสารีบุตรทราบว่า เราไม่สบายเป็นไข้หนัก ได้รับทุกข์ทรมานมาก จึงขอกราบเท้ามายังพระสารีบุตร พร้อมกับนิมนต์พระสารีบุตรให้ช่วยอนุเคราะห์ มาเยี่ยมที่บ้านด้วย” บริวารนั้นจึงไปหาพระสารีบุตรที่วัดพระเชตวัน กราบเรียนเรื่องราวให้พระสารีบุตรทราบ พร้อมกับนิมนต์พระสารีบุตรให้ไปเยี่ยมท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่บ้าน พระสารีบุตรรับนิมนต์ แสดงว่า ท่านสิ้นก่อนพระสารีบุตร พระสารีบุตรสิ้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสารีบุตรจึงนุ่งห่มจีวร ถือบาตรไปบ้านท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีพร้อมกับพระอานนท์ เตรียมบาตรไปด้วยเพื่อให้ท่านเศรษฐีได้มีโอกาสได้ทำบุญ เรามาดูวิธีการเยี่ยมไข้ว่าเขาทำกันอย่างไร โดยดูพระอริยเจ้าท่านไปเยี่ยมไข้เป็นแบบอย่าง เราจะได้ดำเนินรอยตามอริยประเพณี แล้วในชีวิตของเราจะได้ไปเยี่ยมกันหลายครั้งทีเดียว เพราะว่า มีคนเจ็บ คนป่วย คนใกล้จะตายกันเยอะ เพราะฉะนั้นจึงควรศึกษากันเอาไว้ให้ดี เมื่อไปถึงบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระสารีบุตรก็ได้เข้าไปพบได้ถามอาการไข้ของท่านเศรษฐีก่อน ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านเศรษฐีก็เรียนว่า “พระคุณเจ้า โยมทนไม่ไหวแล้ว ประคองตนเองไม่ไหวแล้ว อาการทุกข์ทรมานของโยมยิ่งทวีคูณ ไม่ทุเลาเลย” คือ บอกไปตามความเป็นจริง เวลาพระไปเยี่ยม บางคนไปเยี่ยมไข้ก็เอาเรื่องลูกไปเล่าให้ฟัง ลูกคนนั้นเป็นอย่างนี้ ลูกคนนี้เป็นอย่างนั้น ลูกน้องมาเยี่ยมเจ้านาย งานโน่นก็ยังไม่เสร็จ เป็นอย่างนี้สารพัดเลย ลูก ๆ บางคนก็ เตี่ยอย่าลืมเซ็นพินัยกรรม เตี่ยว่าจะยกไอ้นั่นให้ผม แม่อย่าเอาไปทำบุญที่วัดหมด อย่าทำอย่างนั้นนะ มันเป็นบาป ต้องทำอย่างพระสารีบุตรนี้ เมื่อถามอาการป่วยแล้ว ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็บอกอาการป่วยไปตามความเป็นจริง พระสารีบุตรจึงแสดงธรรมเป็นอุบายระงับทุกขเวทนาให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีฟัง ไม่ใช่ไปห้ามความตาย แล้วให้ตั้งใจฟังธรรม ด้วยถ้อยคำที่ดี คำพูดก็เป็นสื่อของใจที่เป็นประดุจสะพาน ให้ความรู้เดินทางผ่านจากใจสู่ท่าน ท่านพูดให้ปลื้ม ให้ใจอยู่ในบุญ ทั้ง ๆ ที่ท่านเศรษฐีก็อยู่ในบุญแล้ว แต่เวลาคนป่วยทุกขเวทนาเกิดขึ้น บางทีจะเพ้อ เพราะความป่วยมาบังคับกายกับใจ ถ้ากายป่วย บางทีใจแย่เหมือนกัน “ท่านเศรษฐี บุคคลผู้ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านมีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหว ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายโดยพลัน” นำความจริงที่ท่านเศรษฐีได้กระทำนั้น เป็นสัจจวาจา มาอำนวยอวยพรว่า จงหายป่วยโดยเร็วพลัน “ท่านเศรษฐีบุคคลผู้เลื่อมใสในพระธรรม เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติ คือไม่เลื่อมใสก็ไม่ประพฤติตามธรรม ประพฤติในอกุศลธรรม เพราะฉะนั้นตายไปแล้วต้องไปทุคติ ท่านพูดโดยย่อ ซึ่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีท่านเข้าใจ “ส่วนตัวท่าน เลื่อมใสในพระธรรมอย่างไม่หวั่นไหว ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายโดยพลัน” “ท่านเศรษฐี บุคคลผู้ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านมีความเลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหว ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายเร็วพลัน” “ท่านเศรษฐี ผู้ที่ทุศีล เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านมีศีลของพระอริยะ มีศีลสะอาด ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายเร็วพลัน” “ท่านเศรษฐี บุคคลที่ประกอบไปด้วยความเห็นผิด คือ เป็นมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไปย่อม เข้าถึงทุคติ ส่วนท่านเป็นผู้มีความเห็นถูก เป็นสัมมาทิฐิ ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายโดยพลัน” “ท่านเศรษฐี บุคคลผู้มีความดำริในทางผิด เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านเป็นผู้มีความดำริในทางที่ชอบ คือ ดำริออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายเร็วพลัน” “ท่านเศรษฐี บุคคลที่ประกอบไปด้วยมิจฉาวาจา คือ พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านเป็นผู้มีสัมมาวาจา คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายโดยเร็วพลัน” “ท่านเศรษฐี บุคคลที่ประกอบไปด้วยการงานทุจริต คือ มีเจตนาฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติในกาม เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านเป็นผู้มีการประกอบการงานสุจริต คือ ไม่ฆ่า ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายโดยเร็วพลัน” “ท่านเศรษฐี บุคคลที่ประกอบไปด้วยการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด เมื่อตายไปก็ย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านเป็นผู้ประกอบไปด้วยการเลี้ยงชีวิตโดยชอบ มีสัมมาอาชีวะ ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายเร็วพลัน” “ท่านเศรษฐีบุคคลที่พยายามในทางที่ผิด คือ มีความพยายามให้อกุศลเกิดขึ้น เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านเป็นผู้ประกอบไปด้วยความพยายามในทางที่ชอบ คือ เพียรมิให้อกุศลกรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ให้เกิดขึ้น หรือเพียรละอกุศลกรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป เพียรยังกุศลกรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ให้เจริญขึ้น ให้เกิดขึ้น หรือกุศลกรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ให้เจริญยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ขอให้ความเจ็บป่วยจงหายเร็วพลัน” “ท่านเศรษฐีบุคคลที่ตามระลึกในทางที่ผิด เมื่อตายไปก็ย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านเป็นผู้ที่ตามระลึกในทางที่ชอบ คือ มีสติอยู่ตลอดเวลา ขอให้ความเจ็บป่วยหายเร็วพลัน” เราจะเห็นว่า สิ่งที่พระสารีบุตรท่านแสดงธรรม เป็นเนติแบบแผนของการเยี่ยมไข้ที่ดีมาก ๆ ทีเดียว และหลังจากนั้นเราจะไปแปลงอย่างไรก็แล้วแต่เรา แต่หลักก็คือ ให้จิตเขาอยู่ในกุศลธรรม ให้ใจเขาใส ๆ ได้ ถือว่าถูกหลักวิชชา อย่าไปชวนพูด ชวนคุยเรื่อยเปื่อย เป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษากันเอาไว้ให้ดีทีเดียว จะสังเกตได้ว่า ท่านพูดเรื่องบุญกับบาปเท่านั้น ไม่ได้พูดเรื่องรวยหรือจน ไม่ใช่ คนจนเท่านั้นไปทุคติ ส่วนท่านรวยไปสุคติ ไม่ใช่ คนที่มีบริษัทเดียวไปทุคติ ส่วนคนที่มีบริษัทในเครือไปสุคติก็ไม่ใช่ หรือคนที่ต่อยเก่งเท่านั้นถึงไปสู่สุคติ คนที่ต่อยไม่เก่งก็ไม่ทุคติ ก็ไม่ใช่ “ท่านเศรษฐีบุคคลที่มีจิตตั้งมั่นไว้ในทางผิด คือมิจฉาสมาธิ เมื่อตายไปก็ย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นในทางที่ชอบ คือ มีสัมมาสมาธิ สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงจตุตถฌาน ขอให้ความป่วยจงหายโดยเร็วพลัน” “ท่านเศรษฐี บุคคลที่มีความรู้ที่ผิด เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนท่านมีความรู้ที่ถูก คือ สัมมาวาญาณะ ขอความป่วยจงหายโดยเร็วพลัน” “ท่านเศรษฐีบุคคลยึดความหลุดพ้นที่ไม่นำออกจากทุกข์ มิจฉาวิมุตติ เมื่อตายไปย่อมบำเพ็ญเพียรในการทรมานตนอย่างนี้ เป็นต้น ส่วนท่านมีความหลุดพ้นในทางที่ชอบ สัมมาวิมุตติ ขอความป่วยจงหายโดยเร็วพลัน” เมื่อพระสารีบุตรแสดงธรรมจบ อาการเจ็บป่วยของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็หายทันที เห็นไหมอยากให้หาย ให้พูดอย่างนี้ ท่านเศรษฐีได้ถวายภัตตาหารแก่พระสารีบุตรและพระอานนท์ ลุกขึ้นมาถวายภัตตาหารได้ เมื่อพระสารีบุตรและพระอานนท์ฉันเสร็จก็ได้กล่าวอนุโมทนาแก่ท่านเศรษฐีจะเห็นว่า เป็นธรรมเนียมก็ต้องพูดให้เขาชื่นใจ ให้อาจหาญ ร่าเริง เบิกบานในธรรมแล้วก็ให้ศีล ให้พร “บุคคลใดมีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ บุคคลนั้นไม่ขัดสน มีชีวิตที่ไม่เปล่าประโยชน์” “บุคคลผู้มีปัญญาพึงตามระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย อันประกอบไปด้วยศรัทธา ศีลและการเห็นธรรมเนือง ๆ” พูดเน้นย้ำอีกทีหนึ่งหลังฉันแล้ว เมื่อพระสารีบุตรกล่าวอนุโมทนาแล้วก็ลุกจากอาสนะ กลับสู่วัดพระเชตวันพร้อมกับพระอานนท์ พระอานนท์จึงไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระพุทธองค์ก็ตรัสถามพระอานนท์ว่า “อานนท์ เธอมาจากไหนแต่เช้าหรือ” พระอานนท์ก็ได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระบรมศาสดาทรงทราบ พระองค์ตรัสชื่นชมพระสารีบุตรว่า เป็นบัณฑิต มีปัญญามาก สามารถอธิบายธรรมะให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แล้วหายจากอาการเจ็บไข้ได้ฉับพลัน อย่าลืมว่า ท่านแสดงธรรมเพื่อระงับให้ใจอยู่ในบุญ ถ้าตายก็ไปดี คือ ให้หายตรงนั้นแล้วใจใส ถ้าใจใสแล้วไปดี แต่ถึงอย่างไรก็ห้ามความตายไม่ได้ เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าพอพระไปโปรดแล้วจะรอดตาย ไม่เกี่ยว หนักเป็นเบา เบาหาย ตายแล้วก็ไปดี บุคคลใดมีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์แล้ว บุคคลนั้นเป็นคนไม่ขัดสนมีชีวิตที่ไม่เปล่าประโยชน์ คำว่า ขัดสน คือ คนเวลาไม่มีทรัพย์ภายนอก ไม่มีโลกียทรัพย์ ไม่มีเงิน ไม่มีทอง จะมีความรู้สึกว่า ขัดสน แต่ว่าตามธรรมเนียมของผู้รู้ แม้ทรัพย์ภายนอกไม่มีหรือมีน้อย แต่ถ้ามีทรัพย์ภายใน คือ มีศีล มีธรรม อย่างนั้นก็มีความปลื้มใจ ได้ชื่อว่า เป็นคนไม่ขัดสน มีชีวิตที่ไม่เปล่าประโยชน์เลย เราจะรู้จักคำนี้แล้วซึ้งกับคำว่า ไม่ขัดสน ต่อเมื่อเราได้ประพฤติธรรม ลองรักษาศีลดู ศีล ๕ หรืออุโบสถศีล ในวันพระ แล้วก็ประพฤติธรรมปฏิบัติตัวให้เข้าถึงพระในตัว มีความรู้สึกปลื้ม มันอิ่ม โดยไม่ได้ไปคำนึงถึงว่า มีทรัพย์ภายนอก มีเงินมีทอง หรือว่าไม่มี มันไม่ได้คิดเลย มาปลื้มองค์พระใสๆ ซึ่งถ้าได้เข้าถึงจุดนี้แล้ว ไม่ขัดสนแล้ว ต่อมาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่สบายอีก ป่วยไข้อาการหนัก ได้รับทุกข์ทรมานมากถึงขั้นนอนรอความตาย ท่านก็ใช้วิธีการเดิม คือ เรียกบริวารคนหนึ่งมาแล้วก็สั่งว่า “เจ้าจงไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถวายบังคมพระบาทของพระพุทธเจ้าแทนเรา” ดูธรรมเนียมของผู้รู้ เพราะฉะนั้นใครป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ไปกราบพระ ท่านสมภาร คณะสงฆ์วัดใกล้บ้าน หรือพระประธานในโบสถ์ แทนเราหน่อยเถอะ “แล้วจงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านอนาถบิณฑิกะไม่สบายป่วยเป็นไข้หนัก จึงขอฝากการถวายบังคมพระบาทด้วยเศียรเกล้าแทน แล้วจงเข้าไปหาพระสารีบุตร กราบแทบเท้าท่านแทนเรา แล้วก็กราบเรียนให้ท่านทราบว่า เราไม่สบายเป็นไข้อาการหนักได้รับทุกข์ทรมานมาก จึงขอฝากการกราบแทบเท้ามาถึงพระสารีบุตร แล้วนิมนต์พระสารีบุตรได้โปรดมาอนุเคราะห์ มาเยี่ยมเราที่บ้านด้วย” บริวารนั้นจึงรีบไปวัดพระเชตวัน ได้กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนัก ได้รับทุกข์ทรมานมาก จึงฝากให้กระผมถวายบังคมพระพุทธองค์ด้วยเศียรเกล้าแทน พระเจ้าข้า” จากนั้นบริวารก็ได้ไปกราบพระสารีบุตรที่กุฏิ แล้วนั่งที่ควรส่วนข้างหนึ่ง มากราบเรียนพระสารีบุตรว่า “ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วย ไม่สบาย เป็นไข้ อาการหนัก ได้รับทุกข์ทรมานมาก จึงฝากกระผมมากราบเท้าพระคุณเจ้าแทน และขอนิมนต์พระคุณเจ้าโปรดอนุเคราะห์ไปเยี่ยมท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่บ้านด้วยเถอะ” พระสารีบุตรรับนิมนต์ ท่านก็ไปพร้อมกับพระอานนท์ ไปที่บ้านท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พอไปถึงก็นั่งบนอาสนะ ที่จัดถวายใกล้ ๆ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระสารีบุตรก็ได้ถามอาการไข้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า “ท่านเศรษฐี เป็นอย่างไรบ้าง อาการทุกข์ทรมานยังทวีคูณอยู่หรือทุเลาลง” ต้องเข้าใจถาม เวลาจะไปเยี่ยมไข้ แล้วอย่าไปกระโชกโฮกฮาก ใช้คำพูดดี ๆ แล้วอย่าไปเฉื่อยจนกระทั่งเขาไม่ได้ยิน กะคะเนดูให้ได้ยินกำลังพอดี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกล่าวว่า “พระคุณเจ้า กระผมทนไม่ไหวแล้ว ประคองตนไม่ไหวแล้ว อาการทุกข์ทรมานของกระผมยังทวีคูณอยู่เลย” คือ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ยังไม่ลดลง ไม่ทุเลาลงเลย ท่านก็บรรยายอาการทุกข์ทรมานของท่าน กราบเรียนพระสารีบุตรและพระอานนท์ทราบว่า ลมเสียดกระหม่อมของกระผมเจ็บปวดเหลือเกิน พระคุณเจ้าอาการของกระผมเหมือนมีบุรุษที่มีกำลังมาก เอาของแหลมคมมาทิ่มแทงกระหม่อมของกระผม กระผมทนแทบไม่ไหวเลย ได้รับทุกข์ทรมานมาก” “พระคุณเจ้ามีลมพัดอย่างแรงเวียนรอบศีรษะของกระผมอยู่ภายใน ไม่ใช่ข้างนอก เหมือนมีบุรุษที่มีกำลัง แข็งแรง นำเชือกเหนียว ๆ มาผูกรัดขันชะเนาะ จนตึงที่ศีรษะ กระผมจึงทนไม่ไหว ได้รับทุกข์ทรมานมาก” คือ มันปวดหัวมากเหลือเกิน ลมมันเสียดแทง “พระคุณเจ้า ลมเสียดแทงท้องของกระผม เจ็บปวดเหลือเกิน เหมือนคนฆ่าโคนำมีดอันคมกริบ มาชำแหละโค เชือดเฉือนคว้านท้อง กระผมจึงทนไม่ไหว ได้รับทุกข์ทรมานมาก ทั้งศีรษะ ทั้งท้อง ทั้งตัว” “พระคุณเจ้า ในร่างกายของกระผมรู้สึกร้อนเหลือเกิน เหมือนมีบุรุษที่มีกำลังสองคน มาจับแขนจับขายกกระผมไปย่างในหลุมถ่านเพลิงที่ร้อนระอุ กระผมจึงทนไม่ไหวได้รับทุกข์ทรมานมาก” อันนี้บางท่านอาจจะคิดว่า ท่านก็สั่งสมบุญมาเยอะ เวลาใกล้จะละโลก เป็นพระโสดาบันน่าจะสบาย ๆ แต่อย่าลืมว่า สมบัติของท่านพลัดพรากตอนช่วงที่ไม่มีบุญรองรับ อันนี้ก็คงจะเป็นวิบากกรรมอะไรสักอย่างหนึ่งของท่าน ซึ่งในตำราก็ไม่ได้บอกเอาไว้ แต่ต้องมีวิบาก เพราะว่าสมมุติฐานของโรคทุกชนิดมันมีวิบากทั้งนั้น บางโรครักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย มันหมดกรรม บางโรครักษาจึงจะหาย ไม่รักษาไม่หาย หรือบางโรคหมดอายุแล้ว วิบากกรรมมาตัดรอน รักษาก็ไม่หาย ไม่รักษาก็ไม่หาย ตายลูกเดียว มันหมดอายุขัย แต่ว่าทุกโรคมันมีสมมุติฐานมาจากวิบากกรรมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นท่านก็คงจะต้องมีวิบากกรรมเก่าของท่านมาว่า แทบจะประคองตนไม่ไหวแล้ว ทุกข์ทรมานมาก มีความทุกข์อย่างหนึ่ง นักบุญก็ เอ๊ะ ทำไม บุญไม่ช่วย มันคนละเรื่อง แล้วไปทำกรรมอะไรมา เดี๋ยวก็โดนย้อนบ้าง มันเป็นเรื่องของเก่า แต่เรามองไม่เห็นเอง ก็ไปทำให้เห็น ๆ ก็หมดเรื่อง จะได้เลิกพูดว่า บุญไม่ช่วย ถ้าบุญไม่ช่วยหรือ ป่านนี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้ บุญช่วยทุกอนุวินาที พระสารีบุตรพิจารณาเห็นว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีอาการหนักมาก คงทนไม่ไหวแล้ว ท่านก็คิดถึงหัวข้อธรรม ที่จะแสดงกับพระอริยบุคคล ชั้นพระโสดาบัน จึงแสดงธรรมโปรด เพื่อให้ถือเป็นอารมณ์โปรดในการข่มทุกข์ทรมาน เรื่องนี้ลึกซึ้ง แต่ว่าท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีท่านเข้าใจ “ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ขอให้ท่านทำใจว่า เราจะไม่ยึดถือการรับรู้ และการกระทบอารมณ์ที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ” ก็คือให้ทำเฉย ๆ นั่นเอง “ท่านเศรษฐี ขอให้ท่านทำใจว่า เราจะไม่ยึดถือการรับรู้อารมณ์ ที่เกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์” ก็แปลว่าให้ทำเฉย ๆ ใจนิ่ง ๆ “ท่านเศรษฐี ขอให้ท่านทำใจว่า เราจะไม่ยึดถือในธาตุ ๖ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ” แปลว่าให้ทำเฉย ๆ “ท่านเศรษฐีขอให้ท่านทำใจว่า เราจะไม่ยึดถือในขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ” ก็แปลว่าให้ทำเฉย ๆ “ท่านเศรษฐี ขอให้ท่านทำใจว่า เราจะยึดถือในสมาบัติ ๘ รูปฌาน ๔ อรูปพรหม ๔ มี อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ” ก็แปลว่าให้ทำเฉย ๆ “ท่านเศรษฐีขอให้ท่านทำใจว่า เราจะไม่ยึดถืออะไรในโลกนี้ ให้ตัดใจจากบุตรภรรยาอันเป็นที่รักและทรัพย์สมบัติทั้งหลาย” ก็แปลว่าให้ทำเฉย ๆ “ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ขอให้ท่านทำใจว่า เราอย่าไปยึดถือโลกหน้า” คือไม่ต้องไปกังวลว่าตายแล้วจะไปไหน ให้ทำเฉย ๆ “ท่านเศรษฐีขอให้ท่านทำใจว่า เราจะไม่ยึดถือในรูปที่เราเห็น เสียงที่เราได้ยิน กลิ่น รส สัมผัสที่เราได้รับทราบและอารมณ์ที่เรารับรู้” ก็แปลว่าให้ทำเฉย ๆ เมื่อพระสารีบุตรแสดงธรรมจบลง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีร้องไห้น้ำตาไหล ด้วยความซาบซึ้งในพระธรรมที่พระสารรีบุตรนำมาแสดง ขณะนั้นพระอานนท์ก็คิดว่า ท่านอนาถบิณฑิกะร้องไห้ คงจะกลัวตาย จึงได้ถามว่า “ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านยังอาลัยห่วงใยสมบัติของตนหรือ หรือว่าท่านกลัวความตาย” ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกล่าวว่า “พระคุณเจ้า กระผมไม่ได้มีความห่วง ความอาลัยห่วงใยสมบัติของตน แล้วก็ไม่ได้กลัวความตายเลย แต่กระผมร้องไห้เพราะคิดว่า กระผมอยู่ใกล้ชิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และภิกษุมาเป็นเวลานาน ยังไม่เคยได้ฟังพระธรรมเทศนาที่ประทับใจอย่างนี้มาก่อนเลย” คือที่ลึกซึ้งอย่างนี้ สาเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่แสดงธรรมแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพราะพระองค์จะแสดงธรรมแก่คนที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นเหตุให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่เคยได้ฟัง อีกประการหนึ่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีจิตใจที่น้อมในการถวายทาน ยินดีในการให้ทานตลอดชีวิต แม้ยามยาก ก็ยังทำทาน คือ ขนาดหมดเนื้อ หมดตัวก็ยังทำทาน เพียงแต่วัตถุทาน อาจจะไม่ประณีตไปบ้าง พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมในเรื่องบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ แก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพราะว่าท่านมีใจน้อมไปในการถวายทาน คือ เป็นกองเสบียงเป็นหลัก เรามาดูว่า ทำไม ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นกำลังสำคัญในฝ่ายกองเสบียง ท่านเข้าวัดทั้งวัน เช้า สาย บ่าย เย็น กลางคืน แต่ทำไมไม่ได้ยินบทธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเลย สาเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพราะพระองค์จะแสดงธรรมบทนี้เฉพาะผู้ที่มีกำลังบุญจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นเหตุให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้ฟังธรรมบทนี้เลย นี่เหตุผลประการที่ ๑ อีกประการหนึ่ง ปกติท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีจิตใจน้อมในการถวายทาน เพราะชอบถวายทาน แจกจ่ายทาน ยินดีในการให้ทานตลอดชีวิต เพราะท่านสั่งสมบารมีมาเพื่อการนี้ ให้ตั้งแต่เล็ก สั่งสมบารมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเฉพาะในเรื่องบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ แก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพราะเห็นใจน้อมในเรื่องการทำทาน ท่านก็พูดเรื่องทานกุศล เรื่องบุญกริยาวัตถุ ๑๐ ให้ฟังเป็นปกติ พระอานนท์กล่าวว่า “ท่านเศรษฐีธรรมเทศนาอย่างนี้ ไม่เป็นที่เข้าใจสำหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เพราะผู้ครองเรือน มักจะยุ่งแต่ทำมาหากินไม่มีเวลามาศึกษาจริงจัง จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เฉพาะบรรพชิต” ญาติโยม ฆราวาส ผู้ครองเรือน จะยุ่งเรื่องทำมาหากิน คิดเรื่องอื่นไม่ค่อยจะออก ถ้าคุยเรื่องการทำมาหากินธุรกิจการงานจะคล่อง ชอบอกชอบใจทีเดียว และยิ่งสู้ชีวิตมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วประสบความสำเร็จด้วย ก็จะไม่ค่อยเชื่อเรื่องภพชาติ เรื่องบุญ คิดว่าได้มาด้วยฝีมือ อันนี้เป็นความถูกต้องที่ยังไม่สมบูรณ์ ถูกได้ระดับหนึ่ง ที่ว่าเราประหยัด ขยัน อดทน ใช้สติปัญญาต่อสู้ ก็ถูกเพียงครึ่งหนึ่ง แล้วก็ภพชาติต่อไปมันยังมีอีก แต่ว่าเนื่องจากไม่ค่อยมีเวลามาศึกษา มัวแต่ทำมาหากิน เพราะฉะนั้นธรรมบทนี้จึงแสดงเฉพาะบรรพชิต ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้กราบเรียนพระสารีบุตรว่า “พระคุณเจ้า ขอให้พระธรรมเทศนาอย่างนี้ จงแจ่มแจ้งแก่คฤหัสถ์บ้างเถิด” คือ ให้แสดงธรรมอย่างนี้ ให้กับคฤหัสถ์บ้าง สอนญาติโยมบ้าง เหตุผล คือ ผู้มีบุญที่มีกิเลสเบาบางยังมีอยู่ ถ้าพวกเขาไม่ได้ฟังธรรมนี้แล้วจะเสื่อมคลายจากธรรม จะเป็นผู้ไม่รู้ในธรรมนั้น ก็เลยขอโอกาส ให้พระสารีบุตรได้แสดงธรรมกับญาติโยมบ้าง หลังจากที่พระสารีบุตรและพระอานนท์มาเยี่ยมไข้แล้ว เทศนาโปรดท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเสร็จแล้ว ท่านทั้งสองก็เดินทางกลับวัดพระเชตวัน พอพระสารีบุตรและพระอานนท์กลับไปได้ไม่นาน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ถึงแก่กรรมด้วยจิตที่ผ่องใส