ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๒๖ นักเลงสุรา

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๒๖ นักเลงสุรา ในกรุงสาวัตถี มีพวกนักเลงสุราอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่คอยสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนทั้งเมือง วันหนึ่งพวกนักเลงเหล่านี้ได้ปรึกษากันว่า เงินที่จะไปซื้อสุรามาดื่มกันหมดแล้ว พวกเราจะไปหาเงินที่ไหนกันดี มีนักเลงคนหนึ่งชื่อว่า กักขฬะ ได้กล่าวว่า “พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง เรามีอุบายหาเงินซื้อเหล้าอยู่แล้ว” “ท่านมีอุบายอะไรหรือ” “พวกเจ้ารู้จักท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีหรือเปล่า” “รู้จักสิ ท่านเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ท่านจะให้พวกเราไปขอเงินท่านเศรษฐีมาซื้อเหล้ากินหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าเราเข้าไปขอเงินท่าน เพื่อมาซื้อสุราดื่ม ท่านคงไม่ให้แน่ แต่ว่าท่านเศรษฐีมีของมีค่ามากมาย มีเครื่องประดับ เช่น แหวนตั้งหลายวง ยังนุ่งผ้าราคาแพง แล้วก็ชอบเข้าไปเฝ้าพระราชาอยู่เป็นประจำ เราจะออกอุบายโดยใส่ยาสลบลงไปในไหสุรา แล้วพากันทำท่าดื่มสุราในขณะที่ท่านเศรษฐีกำลังเดินมา จากนั้นเราก็จะได้เชิญชวนท่านเศรษฐีให้มาดื่มด้วย โดยให้ท่านดื่มสุราในไหที่ผสมยาสลบ” ขี้เมาก็คิดตื้น ๆ อย่างนี้แหละ “เมื่อท่านเศรษฐีสลบแล้ว พวกเราก็จะถอดของมีค่า รวมทั้งเสื้อผ้าจากตัวท่านเศรษฐี เพื่อเอาไปขาย และนำเงินมาซื้อเหล้า” เมื่อนายกักขฬะบอกอุบายของตนแล้ว เพื่อน ๆ นักเลงก็เห็นด้วยกับอุบายนี้ แล้วก็นึกว่า เราจะได้มีเหล้ากินกันอย่างเต็มที่ จากนั้นเหล่านักเลงสุราก็ปฏิบัติตามอุบายที่คิดไว้ โดยนำยาสลบใส่ลงไปในไหสุรา แล้วก็ทำท่าว่า กำลังนั่งดื่มสุราอยู่ข้างทาง เพื่อรอท่านเศรษฐีเดินมา เมื่อพวกนักเลงสุราเห็นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกำลังเดินมา ก็ทำทีไปเดินเข้าไปหาท่านเศรษฐี แล้วก็เชิญชวนท่านเศรษฐีว่า “ท่านเศรษฐีขอเชิญมาดื่มสุรารสเลิศกับพวกเราสักหน่อยเถิด แล้วค่อยไป” เนื่องจากท่านเศรษฐีเป็นพระโสดาบัน ท่านจะไม่ประพฤติผิดศีลเด็ดขาด แม้ท่านเศรษฐีจะไม่คิดดื่มสุรา แต่ท่านสังเกตเห็นความผิดปกติของพวกนักเลงสุรานั้น ท่านจึงเดินเข้าไปหาพวกนักเลงสุราเหล่านั้น แล้วสังเกตดูอากัปกิริยา ก็รู้ว่า พวกนี้มีหน้าตาเป็นที่พิรุธ ท่านคิดว่า เจ้าพวกนี้ต้องแอบเอายาสลบใส่ลงในสุราแน่เลย และคงคิดร้ายต่อเรา เพื่อขโมยเครื่องประดับของเรา ท่านเศรษฐีจึงคิดที่จะสั่งสอนนักเลงเหล่านั้นให้รู้สำนึก และไล่ไป ท่านจึงกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “เจ้าพวกวายร้าย พวกเจ้าแอบใส่ยาสลบลงไปในสุราใช่ไหม คิดจะมอมเมาเราด้วยสุรา เพื่อจะปลดทรัพย์ของเรา เอาไปซื้อเหล้ากินใช่หรือเปล่า พวกเจ้าคุยอวดว่า สุรานี้รสดี รสเลิศ แต่ก็ไม่เห็นมีใครยกสุรานี้ขึ้นมาดื่มเลย” พวกนักเลงสุรารีบแก้ตัวว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น เปล่าท่านเศรษฐี เราไม่ได้ใส่ยาสลบลงในสุราหรอก” ท่านเศรษฐีว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าลองดื่มสุราเหล่านี้ให้เราดูก่อน” พวกนักเลงสุราเหล่านั้นต่างมองหน้ากัน แล้วก็ไม่ยอมดื่มสุรานั้น อับเฉาเหงาหงอยหงอกไปเลย แล้วท่านเศรษฐีก็ตวาดไล่ตะเพิด พวกนักเลงสุราเหล่านั้นต่างก็รีบหนีไป เพราะเกรงกลัวบารมีท่านเศรษฐี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเดินทางกลับเรือนของตน ท่านมีความคิดว่าต้องนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระบรมศาสดาให้ทรงทราบ แล้วก็รีบเดินทางไปวัดพระเชตวัน เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ จะเห็นว่าทุกเรื่องมันมีเหตุกับผล เมื่อท่านเจอเรื่องราวอย่างนี้ ท่านก็อยากจะฟังเรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นซึ่งท่านคิดว่าต้องมีแน่เลย เมื่อไปถึงท่านก็ถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วก็นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จากนั้นท่านก็กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระบรมศาสดาตรัสกับท่านเศรษฐีว่า “ดูก่อนท่านเศรษฐี ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พวกนักเลงสุราเหล่านั้น คิดจะหลอกลวงท่าน” ท่านมักจะใช้ประโยคนี้ ก็แสดงว่าไม่มีอะไรใหม่ในวัฏฏะ จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เพราะกิเลสตัวเดิม โลภะ โทสะ โมหะ ที่เข้าไปสิงจิต ทำให้คิด พูด ทำอย่างนั้น และนรกก็ขุมเดิม ๆ “แม้ในกาลก่อนพวกนักเลงสุราก็คิดจะลวงบัณฑิตทั้งหลายเช่นกัน” แล้วก็เป็นธรรมเนียม ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ตรัสเล่าให้ฟัง พระองค์จึงทรงนำเรื่องราวในอดีตมาแสดง ในครั้งอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงพาราณสี ได้มีเศรษฐีท่านหนึ่ง เป็นผู้มีทรัพย์สมบัติมาก ท่านเศรษฐีผู้นี้มักจะไปเข้าเฝ้าพระราชาอยู่เป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งมีพวกนักเลงสุรากลุ่มหนึ่ง คิดจะวางยาสลบท่านเศรษฐี โดยออกอุบายว่า พวกเราจะใส่ยาสลบลงในไหสุรา แล้วก็เชิญชวนให้ท่านเศรษฐีดื่มสุรานี้ เมื่อท่านเศรษฐีสลบไปแล้ว พวกเราก็จะปลดเอาเครื่องประดับของท่านออกไปขาย แล้วก็นำเงินมาซื้อสุราดื่มกินกันต่อ สุรามหาโทษ มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่ควรที่จะมีการผลิต การขาย การดื่ม พวกนักเลงเหล่านั้นจึงทำทีว่า กำลังนั่งดื่มสุราอยู่ข้างทาง ที่ท่านเศรษฐีมักจะเดินผ่านบ่อย ๆ พวกนักเลงสุราก็พากันกล่าวเชิญชวนท่านเศรษฐีว่า ท่านเศรษฐีเชิญท่านแวะดื่มสุรากับพวกเราก่อนเถิด พวกเรามีสุรารสเลิศให้ท่านลิ้มลอง ท่านเศรษฐีไม่ดื่มสุราอยู่แล้ว แต่ท่านสังเกตเห็นพิรุธของพวกนักเลงสุรา ท่านจึงคิดว่า เราจะไล่พวกนักเลงสุรานี้ให้หนีไป จึงกล่าวว่า “พวกเธอทั้งหลาย ถ้าเราดื่มสุราไปแล้วไปเข้าเฝ้าพระราชาจะเป็นการไม่สมควร อย่างไรเสียเราจะไปเข้าเฝ้าพระราชาก่อน เราจะมาหาพวกเจ้าใหม่ ให้พวกเจ้านั่งรออยู่ตรงนี้แหละ” แล้วท่านเศรษฐีก็เดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชา เข้าเฝ้าเสร็จแล้วท่านเศรษฐีก็เดินทางกลับมาทางเก่า พวกนักเลงสุราจึงรีบเข้าไปหาท่านเศรษฐี แล้วก็เชิญชวนให้ท่านดื่มสุราอีก ท่านเศรษฐีจึงเดินตามไปที่วงนักเลงสุรานั้น ท่านสังเกตเห็นว่า สุรายังเต็มไหอยู่เลย จึงกล่าวกับเหล่านักเลงสุรานั้นว่า “ทำไมสุรานี้ยังเต็มไหอยู่เหมือนเดิมเลย พวกเจ้าบอกว่าสุรานี้มีรสเลิศ แต่ทำไมไม่ยอมดื่มกันเลย พวกเจ้าคิดจะวางยาเราใช่ไหม” เพราะกิเลสตัวเดิม และวิธีการเดิม แต่หน้าอาจจะไม่เหมือนเดิม พวกนักเลงสุรากล่าวว่า “เปล่าเลยท่านเศรษฐี ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็ลองดื่มสุรานี้ให้เราดูหน่อยสิ” พวกนักเลงก็ได้แต่มองหน้ากันด้วยท่าทางพิรุธ “พวกเจ้าคงใส่ยาสลบลงในสุรานี้แน่ ๆ เลย จึงไม่มีใครกล้าดื่ม” แล้วก็ตวาดนักเลงสุราเหล่านั้นว่า “พวกเจ้าอย่าทำเช่นนี้อีก มิฉะนั้นเราจะจับตัวพวกเจ้าไปถวายพะราชาให้ลงทัณฑ์ ได้ผล ต่างก็รีบวิ่งหนีไปเลย แล้วก็ไม่กล้ามาเจอหน้าท่านเศรษฐีอีกเลย เมื่อพระพุทธองค์แสดงเรื่องราวจบลง ทรงประชุมชาดกว่า พวกนักเลงสุราในครั้งนั้น ได้มาเป็นนักเลงสุราในบัดนี้ ซ้ำ ๆ เลย เพิ่งขึ้นจากนรกใหม่ ๆ มา ส่วนเศรษฐีชาวกรุงพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคตดังนี้แล