ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๒๔ สหายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๒๔ สหายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ กาฬกรรณี ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก มีบุญระดับที่ได้เป็นเพื่อนเล่นเศรษฐีทีเดียว แล้วก็เป็นเพื่อนร่วมเรียนที่สำนักเดียวกัน เป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกัน โตขึ้นต่างก็ทำธุรกิจของตนเอง แต่คนหนึ่งประสบความสำเร็จเป็นมหาเศรษฐี อีกคนหนึ่งเป็นยาจก ล้มละลายกันไปเลย ตามกำลังบุญ เมื่อล้มละลาย ไม่ประสบความสำเร็จ ไปนาน ๆ ก็นึกถึงเพื่อนเก่า คือ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อขอความช่วยเหลือ เพื่อนก็แสนดีทีเดียวเห็นเพื่อนเก่ามาก็ต้อนรับอย่างดี พร้อมกับให้กำลังไม่ใช่ทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ใช่ทำเป็นไม่รู้จัก รวยแล้วทำเป็นลืมไป แถมมอบเงินให้นายกาฬกรรณีจำนวนหนึ่งเพื่อให้เอาไปตั้งตัว ให้ในระดับที่ว่าเอาเงินนี้ไปลงทุนได้ เอาไปตั้งหลักใหม่ได้ เธอเป็นคนมีบุญ มีปัญญา ความรู้ดี ความสามารถดี มีบุญเก่ามาแล้วรวยแน่ นายกาฬกรรณี แม้ว่าจะทำมาค้าขาย ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่จิตสำนึกเป็นคนที่จิตใจดีงามทีเดียว ในช่วงที่ล้มละลายเพราะว่าขาดการสั่งสมมหาทานบารมี ก็ไม่มีบุญที่จะมาดึงดูดทรัพย์ และอุ้มชูรักษาทรัพย์เอาไว้ มันก็ละลายไปอยู่กับคนอื่นที่เขามีบุญมาก ท่านมีจิตสำนึกในพระคุณของท่านเศรษฐี ก็เมื่อมาที่บ้านท่านเศรษฐีก็ช่วยเหลือการงานทุกอย่างเลย แต่เมื่อนายกาฬกรรณีมาหาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พวกคนในเรือนต่างฝืนใจที่จะพูดกับเขาว่า เชิญนั่งก่อนคุณกาฬกรรณี เชิญรับประทานอาหารเถิดคุณกาฬกรรณี เชิญอาบน้ำเถิดคุณกาฬกรรณี เป็นต้น คือ รู้สึกลำบากใจทีเดียว เพราะว่าทำไมไม่ไปเปลี่ยนชื่อ ชื่ออื่นมีตั้งเยอะแยะอะไรอย่างนั้น เพราะชื่อนี้ถือว่าเป็นอัปมงคล อยู่มาวันหนึ่ง คนในเรือนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี หารือกันเลยบอก อย่างนี้ไม่ไหว ขอร้องท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า “ท่านเศรษฐี ที่มาวันนี้ ขออย่างเดียวแค่นั้นเอง ท่านอย่าได้ไปต้อนรับนายกาฬกรรณีเลย เพราะพวกเราต้องฝืนใจเรียกชื่อเขาเหลือเกิน กลัวเป็นอัปมงคล ที่ปากด้วย” กลัวกันขนาดนั้นทีเดียว เหตุผลที่บริวารให้กับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า ท่านเศรษฐีแม้แต่ยักษ์ก็ยังต้องหนีเลย เพราะได้ยินชื่ออันเป็นอัปมงคลนี้ ยักษ์ยังหนี นายกาฬกรรณีคนนี้ไม่สามารถเทียบกับท่านได้เลย เพราะเขาเป็นคนตกยากแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อท่าน อย่าไปต้อนรับเขาเลย แต่ว่าท่านเศรษฐีไม่ใช่อย่างนั้น ท่านกล่าวเตือนสติและก็ให้ความรู้ที่ถูกต้องว่า ชื่อ เป็นเพียงคำใช้เรียกขานเท่านั้นแหละ พวกเธออย่าไปใส่ใจเลย บัณฑิตไม่ได้ยึดถือชื่อเป็นเรื่องสำคัญหรอก คนเราไม่ควรจะยึดเสียงที่ได้ยินว่า เป็นมงคล คนชื่อมียากจนก็เหลือหลาย และเราก็ไม่สามารถทอดทิ้งเพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กเพียงเพราะว่าเขามีชื่อกาฬกรรณีเท่านั้น ต่อมาวันหนึ่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีต้องเดินทางไปต่างเมือง จึงมอบหมายให้นายกาฬกรรณีช่วยดูแลบ้านให้ พอพวกโจรทราบข่าวว่า ท่านเศรษฐีไปแล้ว จึงคิดจะไปปล้นบ้านท่านเศรษฐีเลย บังเอิญนายกาฬกรรณีได้ทราบข่าวว่า โจรจะมาปล้นบ้านท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีในคืนนี้ บริวารท่านเศรษฐียังไม่รู้เลย จึงมานั่งเฝ้ายามตลอดคืนเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลย เราจะได้เห็นอุปนิสัยนายกาฬกรรณี เมื่อพวกโจรได้ตระเตรียมอาวุธครบมือแล้ว จึงพากันไปล้อมบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เตรียมที่จะเข้าไปปล้น นายกาฬกรรณีรู้ว่าพวกโจรมาล้อมบ้านหลังนี้ไว้แล้ว จึงรีบจุดไฟให้สว่าง แล้วไปปลุกเหล่าบริวารของท่านเศรษฐีให้ลุกตื่นขึ้นมาหมดเลย บริวารท่านเศรษฐี ถูกนายกาฬกรรณีปลุกให้ตื่นแล้วรีบสั่งบริวารว่า “เจ้าจงเป่าสังข์ เจ้าจงตีกลองเพื่อทำให้เหมือนมีมหรสพใหญ่และคนจำนวนมากที่บ้านนี้” เมื่อพวกโจรได้ยินเสียงเหล่านั้นต่างก็ตกใจกลัว บ้างก็ทิ้งอาวุธและก็รีบหนีไปเลย วันรุ่งขึ้นพอชาวบ้าน และหมู่ญาติของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาเห็นอาวุธที่พวกโจรทิ้งไว้ก็รู้ว่า เมื่อคืนนี้มีโจรจะมาปล้นบ้านท่านเศรษฐีจริง ๆ นั่นแหละ อย่างที่นายกาฬกรรณีได้บอกเอาไว้ ทุกคนก็พากันสลดใจไปตาม ๆ กัน แล้วก็พูดว่า ถ้าไม่มีนายกาฬกรรณีช่วยดูแลเรือนให้ ป่านนี้พวกโจรก็คงจะเข้ามาปล้นบ้านท่านเศรษฐีไปแล้วแน่เลย ถ้ามีเพียงลำพังพวกเราอยู่ป่านนี้ก็โดนปล้น โดนฆ่าไปแล้ว เพราะพวกเราได้อาศัยนายกาฬกรรณี ผู้เป็นมิตรแท้ของท่านเศรษฐีผู้นี้ จึงทำให้รอดพ้นจากการปล้นของพวกโจรมาได้ ความปลอดภัยจึงมีแก่ทรัพย์สิน และชีวิตของพวกเรา ทุกคนต่างก็พากันแซ่ซ้องสรรเสริญคุณของนายกาฬกรรณี เมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับมาถึงเรือนของตน ก็ได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด ท่านเศรษฐีจึงพูดกับหมู่ญาติและเหล่าบริวารว่า “เห็นไหมล่ะ ที่พวกเธอเคยบอกให้เราไล่นายกาฬกรรณีสหายของเราออกไป ถ้าเราขืนทำตามคำขอร้องของเธอ ป่านนี้ทรัพย์สมบัติของเราก็คงจะหมดสิ้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นชื่อนั้นไม่สำคัญเลย แต่ใจที่คิดเกื้อกูลซึ่งกันและกันต่างหาก เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงให้ทรัพย์แก่นายกาฬกรรณี เพิ่มขึ้นอีก ท่านเศรษฐีคิดต่อไปอีกว่า เราสมควรที่จะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วท่านก็รีบเดินทางไปสู่วัดพระเชตวัน ได้ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า ท่านเศรษฐีเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่เพียงบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนบุคคลที่ชื่อว่า กาฬกรรณี ก็ได้รักษาทรัพย์สมบัติในเรือนของมิตรไว้เช่นกัน คือ ชื่อเดียวกัน ก็ได้ทำคล้าย ๆ นายกาฬกรรณีคนปัจจุบันนี้ ท่านเศรษฐีจึงได้ทูลอาราธนา ให้พระพุทธองค์ตรัสเล่าให้ฟัง พระบรมศาสดาจึงทรงนำเรื่องในอดีตกาลมาตรัสเล่าดังนี้ ในอดีตกาลพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี ได้มีมหาเศรษฐีท่านหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองนี้ ท่านเศรษฐีผู้นี้มีสหายอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า กาฬกรรณี นายกาฬกรรณีเป็นคนล้มละลาย แล้วก็กำลังตกทุกข์ได้ยาก ท่านเศรษฐีจึงได้ให้อุปการะช่วยเหลือนายกาฬกรรณี นายกาฬกรรณีจึงได้ช่วยเหลือการงานต่าง ๆ ของท่านเศรษฐี เป็นการตอบแทนพระคุณ แต่พวกหมู่ญาติและเหล่าบริวารที่อยู่ในเรือน ไม่ปรารถนาให้ท่านเศรษฐีคบค้ากับนายกาฬกรรณีนี้ เราจะเห็นได้ว่า ชีวิตในสังสารวัฏ ไม่มีอะไรใหม่ มันก็จะมีเรื่องที่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่เกิดขึ้นแก่เราบ้าง เกิดขึ้นแก่คนอื่นบ้าง มันก็คล้าย ๆ กันอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนเป็นบรมโพธิสัตว์จึงเบื่อหน่ายชีวิตในสังสารวัฏ เดี๋ยวก็ขึ้น เดี๋ยวก็ลง ขึ้นอยู่กับว่า ความประมาทหรือไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ถ้าประมาทเมื่อไรก็ตกต่ำ ไม่ประมาทก็สูงส่ง ขึ้น ๆ ลง ๆ กันอยู่อย่างนี้แหละ วนกันไปเวียนกันมาอยู่อย่างนี้ บริวารจึงได้พูดกับท่านเศรษฐีว่า “ท่านเศรษฐีอย่าไปคบนายกาฬกรรณีเลย เพราะชื่อของเขา ไม่เป็นมงคลเลย ท่านเศรษฐีก็ไม่สนใจคำพูดของคนเหล่านั้น ยังคงให้การดูแลและช่วยเหลือนายกาฬกรรณีอยู่ต่อไป อยู่มาวันหนึ่งท่านเศรษฐีต้องเดินทางไปต่างเมือง จึงฝากเรือนไว้กับนายกาฬกรรณี ให้มาดูแลแทน เหมือนกันเลย แต่เกิดขึ้นกับอีกคนหนึ่ง พอพวกโจรรู้ว่า ท่านเศรษฐีไปต่างเมืองก็เตรียมมาปล้นบ้านท่านเศรษฐีในคืนนั้นเอง ด้วยความเป็นห่วงทรัพย์ของเพื่อนว่า จะถูกขโมย นายกาฬกรรณีจึงได้อยู่เฝ้าเรือนของท่านเศรษฐีตลอดทั้งคืน ไม่ยอมหลับยอมนอนเลย พวกโจรก็ได้มาล้อมบ้านของท่านเศรษฐีเพื่อเตรียมจะเข้าปล้น นายกาฬกรรณีพอรู้ว่า โจรจะมาปล้น จึงรีบทำบ้านให้สว่างไสวด้วยแสงไฟแล้วรีบไปปลุกบริวารของท่านเศรษฐีให้ตื่นขึ้น แล้วสั่งให้ทุกคนช่วยกันดีดสีตีเป่า ให้ทำเสียงดัง เสมือนมีงานมหรสพเกิดขึ้น เมื่อพวกโจรได้ยินเสียงเหล่านั้นต่างก็ตกใจและก็คิดกันว่า เอ๊ะ ทำไมอยู่ ๆ จึงมีงานมหรสพเกิดขึ้นในเรือนหลังนี้อย่างฉับพลันเลย จึงพากันรีบวิ่งหนีไปโดยเร็ว บางพวกก็ได้ลืมอาวุธไว้ที่นั้นนั่นเอง เมื่อท่านเศรษฐีกลับมาจากต่างเมืองแล้ว ได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด ท่านเศรษฐีจึงกล่าวสรรเสริญคุณของนายกาฬกรรณี ต่อหน้าหมู่ญาติและเหล่าบริวารของตน แล้วท่านยังได้กล่าวแก่นายกาฬกรรณีอีกว่า สหายเอ๋ย เราจะไม่ทิ้งเพื่อนผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขเช่นนายไป ตั้งแต่นั้นมา คนในเรือนของท่านเศรษฐีก็ไม่มีใครรังเกียจนายกาฬกรรณีอีกเลย เพราะฉะนั้น บางทีเรามีชื่ออย่างนี้ เราไปคิดเองบ้าง หรือคนอื่นเขามาช่วยเราคิดบ้าง เราจะเปลี่ยนชื่อ ก็ไม่ต้องเปลี่ยน แต่ให้เปลี่ยนพฤติกรรมเถอะ ทำพฤติกรรมใหม่ ขี้เกียจนั่งธรรมะให้ลุกขึ้นมานั่งธรรมะ ดื่มเหล้าก็เลิกดื่ม สูบบุหรี่เลิกสูบ แต่ชื่อเราคงเดิม อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระพุทธองค์ทรงประชุมชาดกว่า นายกาฬกรรณีผู้เป็นสหายของท่านเศรษฐีในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนท่านเศรษฐีในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต นั่นเอง เพราะฉะนั้น ชื่อ อย่าไปกังวล อย่าไปสนใจ ให้สนใจพฤติกรรมการกระทำของเราซึ่งมันมีผลเป็นวิบาก การทำดีหรือทำไม่ดีต่างหาก จึงจะมีผล เวลาไปเจอพญายมราชก็ดี เขาไม่ได้ถามความหมายของชื่อ ถามชื่อเพื่อให้รู้ ถามเรื่องบุญเรื่องบาป ไม่ใช่ว่าเจ้าชื่อนี้ใช่ไหม ใช่ ไม่ใช่ ไม่ดี เป็นอัปมงคลไปเปลี่ยน ส่งกลับไปเกิดใหม่ ไม่ใช่อย่างนั้น