ตอนที่ ๒๓ ลูกจ้างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถือศีล ๘
หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี
๒๓ ลูกจ้างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถือศีล ๘
ชายยากจนคนหนึ่งได้มาสมัครงานกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเศรษฐีรับเข้าทำงานที่เรือนของตนโดยให้เข้าป่าไปหาฟืน หาอยู่ได้ไม่นานคนงานนั้นก็ตาย หมดอาชีพหาฟืนไปแล้ว
เราจะเห็นว่า อยู่ในมนุษย์นั่นชั่วคราวเท่านั้นเอง อะไรทุกอย่างในโลกชั่วคราวทั้งนั้น ผมอยู่บนศีรษะชั่วคราว ฟันในปากชั่วคราว เราอยู่ในกายมนุษย์ชั่วคราว เสื้อผ้า เราไม่ใช่ใส่ชุดเดียวถาวร กระเป๋า บ้าน รถ ชั่วคราวทั้งหมด
ชายยากจนคนนี้ เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดเป็นรุกขเทวา ที่ต้นไทรต้นหนึ่งใกล้ชายป่า เป็นผู้มีฤทธิ์มาก เราจะได้มาศึกษาว่า หาฟืนมาดี ๆ ตายแล้วทำไมมาเป็นรุกขเทวามีฤทธิ์มากที่ชายป่า
วันหนึ่ง เมื่อพระดาบส ๕๐๐ รูป เดินทางไกลมาพักที่ใต้ต้นไทรใหญ่ เกิดความหิวกระหายทั้งอาหารและน้ำ พอนั่งพักให้หายเหนื่อยก็มีความรู้สึกนึกคิด เอ๊ะ ต้นไม้ต้นนี้น่าจะมีเทวดาสิงอยู่ หัวหน้าทีมก็บอก ลองดู ถ้ามีเทวดาจริง ๆ ล่ะก็ ช่วยบันดาลให้น้ำเกิดขึ้นมาให้เราดื่มกันหน่อยเถอะ เรากระหายน้ำเหลือเกิน
ปรากฏว่า เทวดารู้วาระจิตของท่านดาบส จึงบันดาลให้สายน้ำไหลออกมาจากระหว่างคาคบไม้ สายน้ำนั้นไหลออกมาเหมือนลำแสงเงินยวงทีเดียว เหล่าดาบสทั้งหลายพอเห็นสายน้ำก็ดีใจ ไม่ได้คิดอะไรต่อ เพราะว่า กำลังกระหายน้ำ จึงนำภาชนะของตนมาตักน้ำดื่ม หัวหน้าพระดาบสเมื่อได้คืบเอาศอก คิดต่อไปอีก เป็นนักคิด แต่พอดีไปคิดตรงต้นไม้ต้นนี้มีเทวดาสถิตอยู่ แล้วเทวดาก็จิตเป็นกุศล
เมื่อท่านเอาน้ำมาให้เราดื่มได้ ท่านก็น่าจะเอาอาหารมาให้เราบ้าง เพราะตรงนี้ไม่มีหมู่บ้านให้เราได้บิณฑบาตเลย ปรากฏเทวดารู้วาระจิต จึงบันดาลภัตตาหารให้เกิดขึ้นแด่พระดาบส ๕๐๐ รูป เหล่าพระดาบสก็ดีใจ หลังจากขบฉันภัตตาหารที่เทวดาบันดาลมาถวาย จนอิ่มหนำสำราญ แค่เรานึก ๆ คิด ๆ ยังบันดาลให้สิ่งที่เรานึกคิดสมปรารถนาได้ เออ ทำอย่างไรดีนะ เราจะได้เห็นเทวดา อยากเห็นจังเลย เทวดาก็รู้วาระจิต จึงชำแรกออกมาจากต้นไทร แสดงตนให้เหล่าพระดาบสได้เห็น ส่วนหนึ่งก็เป็นเทวานุภาพ อีกส่วนหนึ่งเพราะบุญของพระดาบสทั้งหลาย เพราะฉะนั้น มาประจวบเหมาะกัน ได้เคยถวายทานด้วยน้ำ ด้วยอาหาร แม้อยู่ในถิ่นกันดารก็ได้ กับบุญกุศลที่สั่งสมบำเพ็ญตบะมา แม้ยังไม่ถึงระดับที่มีตาทิพย์ ถ้ามีตาทิพย์คงไม่นึกคิดอย่างนี้หรอก
แต่ด้วยกำลังแห่งตบะพระดาบสทั้งหลายที่ได้บำเพ็ญมาเป็นส่วนหลัก ส่วนเทวานุภาพเป็นส่วนเสริมจึงบันดาลให้เทวดานั้นแสดงตัวออกมา พอออกมาก็ไม่ได้ตกใจอะไร แต่ว่าตื่นเต้น ปีติใจ “ท่านเทวดาท่านเก่งจังเลย ท่านทำอย่างไร ท่านไปทำบุญอะไรมาหรือ จึงมาเป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก”
ปรากฏว่า ท่านเทวดาอาย “พระคุณเจ้าโปรดอย่าถาม” แต่ว่าพระดาบสคะยั้นคะยอต่อ “โปรดเถิดท่านเทวดา” เทวดาก็ยังเกิดความละอายเพราะว่าบุญที่ตัวทำมามันนิดเดียว จึงไม่อยากบอก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน นิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดี
เทวดาเล่าบุพกรรมของตนว่า ในสมัยที่กระผมยังเป็นมนุษย์อยู่ เป็นคนยากจนมาก เพราะอยากจนในอดีต มีความตระหนี่ ไม่สร้างมหาทานบารมีเกิดมาเลยยากจน จึงได้ไปสมัครงานที่บ้านท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี แล้วท่านเศรษฐีก็รับผมไว้ทำงานในเรือนของท่าน
เมื่อถึงวันอุโบสถ กระผมคนเดียวที่ลุกขึ้นไปทำงานแต่เช้าตรู่ เพราะกระผมไม่รู้เรื่อง มาทำงานใหม่ต้องขยันหน่อย นอกนั้นทุกคนในเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ล้วนแต่หยุดงาน เพื่อรักษาอุโบสถศีลกันทุกคน
เมื่อท่านเศรษฐีกลับมาจากวัดพระเชตวัน ก็ถามว่า “เออ มีใครบอกคนงานใหม่ของเราหรือเปล่าว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ” เพราะท่านเศรษฐีมีจิตใจที่อยากให้ทุกคนได้บุญ “ไม่มีใครบอกเลยจ้านาย” บริวารตอบ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงเตรียมอาหารมื้อเย็นไว้ให้เขาเถอะ เพราะว่าเขาก็ไปทำงานมาเหนื่อยอย่างนี้ ไปผ่าฟืน ตัดฟืนในป่า”
บริวารจึงจัดเตรียมอาหาร ๑ ชุด สำหรับคนงานใหม่ เมื่อกระผมทำงานในป่ามาได้ตลอดทั้งวัน ก็กลับมาถึงเรือนท่านเศรษฐีในตอนเย็น กระผมหิวมาก บริวารของท่านเศรษฐีก็ได้นำอาหารมาให้กระผม กระผมก็สงสัย “เอ๊ะ ทุก ๆ วันที่ผ่านมาจะมีพวกคนงานมากมายมารับประทานอาหารร่วมกัน แต่ทำไมวันนี้จึงเงียบสนิทเหลือเกิน มีอะไรกันหรือเปล่า”
บริวารก็ตอบว่า “วันนี้เป็นวันอุโบสถ ทุกคนในเรือนนี้หยุดงานเพื่อรักษาอุโบสถศีลกันจ้า แม้แต่เด็กที่ยังดื่มนมอยู่ ท่านเศรษฐีก็ให้ดื่มน้ำปานะ เพื่อฝึกให้เด็กรักษาอุโบสถศีลตั้งแต่เล็ก ๆ” ยังดื่มนมอยู่ยังให้รักษาอุโบสถศีล แม้เลิกดื่มแล้วก็ตาม ก็ควรจะต้องรักษาอุโบสถศีลด้วย ถ้าไม่รักษาอุโบสถศีลแล้วก็อายเด็กเขา
บริวารพูดต่อว่า “ท่านเศรษฐีจึงสั่งให้ฉันได้จัดอาหารมาเพื่อนายคนเดียว” กระผมจึงถามบริวารนั้นว่า “ถ้ากระผมจะสมาทานอุโบสถศีลด้วยได้ไหม ขอท่านกรุณาถามท่านเศรษฐีให้ด้วยเถิด เพราะกระผมเพิ่งเป็นคนงานใหม่ ไม่ทราบว่ามีสิทธิ์ที่จะถืออุโบสถศีลได้หรือเปล่า”
ก็เข้าไปถามท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเศรษฐีก็ตอบว่า “ได้เลย แม้เหลือเพียงครึ่งวันก็ตาม”
กระผมดีใจมาก แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยมาจากงานผ่าฟืน มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ มันเรื่องจริงทีเดียวแหละ ทำเล่น ๆ ไม่ยาก มันยากตอนเอาจริงแหละ เพราะนั่นมันเหนื่อย กระผมก็ได้สมาทานอุโบสถศีลเพียงครึ่งวัน กระผมปลื้ม ปลื้มมากเลย แต่ว่าตอนกลางคืน ลมมันกำเริบขึ้นอย่างรุนแรง เพราะว่าร่างกายทำงานมาตลอดทั้งวัน แล้วก็ยังไม่ได้รับประทานอาหารเลย กระผมก็เลยหาวิธี ที่จะทำให้หายหิว หรือบรรเทาความหิว ก็เลยเอาเชือกผูกท้อง จับปลายเชือกคนละข้างดึงแล้วก็กลิ้งไปกลิ้งมาด้วยความทรมาน ทีนี้ไอ้เสียงกลิ้งไปกลิ้งมา มันก็สะเทือนบ้าน สะเทือนข้างฝา บริวารท่านเศรษฐีไปดู ก็รีบไปแจ้งให้ท่านเศรษฐีทราบ
ท่านเศรษฐีก็มาพร้อมกับบริวารมาหากระผมที่พัก แล้วถามว่า เธอเป็นอย่างไรบ้าง กระผมตอบว่า “ข้าแต่ท่านเศรษฐี” ตอนนี้เสียงแผ่วไปเรื่อย ๆ “ลมกำเริบแก่กระผมแล้ว ลมในท้องกำเริบ”
“ถ้าอย่างนั้นเธอจงลุกขึ้นมารับประทานเภสัชนี้เถิด” เภสัช ๕ มี เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
กระผมถามกลับไปเลยว่า (เพราะตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องอุโบสถศีล) “แล้วพวกท่านล่ะได้รับประทานเภสัชนี้ด้วยหรือเปล่า”
ท่านเศรษฐีตอบว่า “เราไม่ได้ดื่มหรอก เพราะพวกเราไม่ได้เจ็บปวดอะไร แต่ท่านป่วย เพราะท่านเหนื่อยมาทั้งวัน จงดื่มเถิด” เป็นความเมตตาของท่านเศรษฐี
กระผมยังตอบว่า “ก็กระผมจะรักษาอุโบสถศีล จะรักษาศีล ๘ วันพระ แล้วกระผมก็ไม่สามารถรักษาได้ทั้งวัน เพราะต้องไปทำงานมันเหลือเพียงครึ่งวันเท่านั้น ครึ่งวันนี้กระผมจะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ขอศีลของกระผมอย่าได้บกพร่องเลย ศีลครึ่งวันให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์”
ท่านเศรษฐีเลยกล่าวว่า “ท่านอย่าทำอย่างนั้นเลย จงรับประทานเภสัชนี้เถิด” อ้อนวอนเลย ท่านเศรษฐีต้องเว้าวอน คนงานใหม่ไม่ใจอ่อน กระผมก็ยังยืนยันเช่นเดิม เสียงก็ยังแข็งแรงแม้จะแผ่วก็ตามว่า “จะขอรักษาให้บริสุทธิ์แม้เพียงครึ่งวันด้วยชีวิต”
ตอนเช้ามืดกระผมหมดลมเลย สิ้นใจตาย แต่จิตก็ผ่องใส จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขาฯ เมื่อจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป ด้วยเหตุนี้แหละ พระคุณเจ้า กระผมก็เลยมาเกิดที่ต้นไทรนี้ กระผมได้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเจ้านายของกระผมเมื่อตอนเป็นมนุษย์ ผู้มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง กระผมจึงได้มาเกิดเป็นเทวดาในบัดนี้ กระผมมีความซาบซึ้งในพระคุณของท่านเศรษฐีเป็นอย่างมาก” เมื่อดาบสได้ฟังเทวดาบอกว่า พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เกิดขึ้นแล้ว พระดาบสลุกขึ้นประคองอัญชลีต่อเทวดา พระดาบสอยากฟังมานาน ไม่รู้เลยว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ได้บังเกิดขึ้นแล้ว เพราะเราอยู่ในป่าบำเพ็ญพรต อุตส่าห์ตั้งใจที่จะให้หลุดพ้น แต่พอได้ยินว่า มีท่านผู้รู้ซึ่งเป็นยอดจอมของผู้รู้แจ้ง เห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง ในสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลายบังเกิดขึ้นแล้ว ดีใจมาก ถามย้ำ ๓ ครั้ง เหมือนพระมหากัปปินะ เทวดาก็ยังย้ำ ๓ ครั้งว่า กระผมพูดว่า พระรัตนตรัยบังเกิดขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้ว พระธรรมเจ้าเกิดขึ้นแล้ว พระสังฆเจ้าเกิดขึ้นแล้ว
ท่านดาบสอุทานต่อไปอีก “คำว่า พระพุทธเจ้า คำนี้หาฟังได้ยากในโลก คำว่า พระพุทธเจ้า นั้นหาฟังได้ยากในโลก คำว่า พระพุทธเจ้า นั้นหาฟังได้ยากในโลก” เรามาเกิดในยุคนี้แล้ว เราควรจะปีติภาคภูมิใจว่า เรามีบุญ เราได้สั่งสมบุญมานับภพนับชาติกันไม่ถ้วนเลย เราจึงมาเกิดในร่มเงานี้ แล้วได้ยินคำนี้
เหล่าดาบสจึงได้ปรึกษากันแล้วตกลงกันว่า พวกเราจะไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นจึงรีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา เมื่อไปถึงวัดพระเชตวันก็ได้กราบถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น แสดงธรรม คือ ให้ความรู้ที่แท้จริงแก่ดาบส
เมื่อจบพระธรรมเทศนา ดาบสทั้ง ๕๐๐ รูป ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา แสดงว่าบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ถ้าบารมีน้อย ๆ เป็นนักบวชไม่ได้หรอก ต้องบารมีมาก สั่งสมกันมายาวนาน ถึงจะไปเป็นนักบวชได้ ถึงจะเลือกในการดำเนินชีวิตที่ไปผู้เดียวประดุจนอแรดอย่างนั้น มีผ้า ๓ ผืน มีอัฐบริขาร แล้วก็ปลีกตัวไปแสวงหาวิเวก ทำใจหยุดใจนิ่ง
พระดาบสเหล่านั้นจึงทูลขอบรรพชากับพระตถาคต หมดกิเลสแล้วยังขอบรรพชา แสดงว่า ชีวิตสุดท้ายต้องเป็นนักบวช ชีวิตสุดท้ายในสังสารวัฏต้องเป็นนักบวชอย่างเดียว เพราะฉะนั้นใครเป็นนักบวชควรจะปีติและภาคภูมิใจ
พระพุทธองค์ทรงให้พระดาบสเหล่านั้นบรรพชา โดยตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด” ต้องมีบุญมาก ถึงจะได้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอุปัชฌาย์อย่างนี้ พูดสั้น ๆ แต่ผลสิ่งที่พูดสั้น ๆ มีผลขนาดนี้ บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ เกิดขึ้นแก่พระดาบสเหล่านั้นเลย แต่กว่าจะได้อย่างนี้ ไม่ใช่ลงทุนเป็นพระดาบสแล้วจะได้อย่างนี้ ต้องสั่งสมบารมีมานับภพนับชาติ บ่มบารมีแก่รอบเข้า อย่างนี้จึงจะเกิดขึ้น ถือเป็นเกียรติยศ และเกียรติศักดิ์อันสูงส่งของชีวิตในสังสารวัฏ ได้รับประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่แม้เราจะไม่ได้รับประทานการบวชอย่างนี้ แต่เราจะได้ประทานการบวชจากพระอุปัชฌาย์มาแล้วก็ควรจะปีติและภาคภูมิใจ ต้องตายในผ้าเหลือง เหมือนพระอรหันต์ท่านก็ตายในผ้าเหลือง ถือว่า ตายในสมรภูมิในสนามรบของนักรบกองทัพธรรมที่รบสู้กับกิเลส เป็นความปีติ และภาคภูมิใจเหมือนทหารทางโลก ที่เข้าสู่สมรภูมิและถูกอาวุธข้าศึกตาย เขาได้รับผ้าธงชาติคลุมเป็นเกียรติยศ เป็นเกียรติศักดิ์ของนักรบ ให้วงศ์ตระกูลนั้นมีความปีติ และภาคภูมิใจ
พระดาบสทั้ง ๕๐๐ รูปได้บรรพชาเป็นพระภิกษุ ผู้มีศีลาจารวัตรอันงดงาม ประดุจพระเถระมีพรรษากาล ๑๐๐ ทีเดียว สงบ เสงี่ยม สง่างาม แตกฉานในพระธรรมวินัย มีข้อวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใส