ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๒๒ หญิงรับใช้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๒๒ หญิงรับใช้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี วันหนึ่งมีงานมหรสพ ในเมืองสาวัตถี หญิงรับใช้คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี อยากจะไปเที่ยวชมมหรสพ เธอจึงคิดว่าการจะไปเที่ยวชมมหรสพนั้น จะต้องแต่งตัวให้สวย ๆ เพื่อสร้างแรงดึงดูด เราควรเข้าไปกราบขอความเมตตาคุณผู้หญิง คือนางบุญญลักษณา ภรรยาของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อขอยืมเครื่องประดับสักชิ้นดีกว่า และหญิงรับใชันั้นก็เข้าไปหาคุณผู้หญิงขอยืมเครื่องประดับจากนางบุญญลักษณา ภรรยาของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้เป็นนายของตน เมื่อกล้าขอยืม ท่านก็กล้าให้ได้เหมือนกัน จึงได้ให้เครื่องประดับของตน ซึ่งมีมูลค่าหนึ่งแสนกับหญิงรับใช้นั้น เมื่อนางได้เครื่องประดับแล้วจึงใส่ไปเที่ยวชมมหรสพ ในอุทยานกับพวกเพื่อน ๆ ของตน อยากเป็นชาวสวรรค์ แต่ในงานมหรสพนั้น มีโจรคนหนึ่ง ชอบคอยขโมยเครื่องประดับจากบุคคลที่มาร่วมงาน คือ โจรนี้มาเที่ยวงานแต่ไม่ได้ดูมหรสพ ดูแต่เครื่องประดับของผู้ที่มาเที่ยวงาน แล้วก็ถ้าเผลอเมื่อไหร่แล้วก็จะไปขโมย หรือใช้กลอุบายล่อลวงไป โจรเห็นหญิงรับใช้คนนี้ใส่เครื่องประดับที่มีค่ามาก ไปกระตุ้นต่อมแห่งความโลภขึ้นมา ดึงดูดกระแสแห่งความอยากได้ทรัพย์ในทางที่มิชอบ เกิดความอยากได้เครื่องประดับของนาง แล้วก็คิดว่า เราจะต้องหลอกนาง และฆ่านางเสีย แต่ว่าต้องทำให้มันละมุนละไมหน่อย โจรนั้นจึงเข้าไปพูดคุย ทำท่าทางตีสนิทกับหญิงรับใช้ และก็พาไปเดินชมมหรสพ และได้พานางไปรับประทานข้าวปลาอาหาร และก็ชักชวนให้ดื่มสุรา หญิงรับใช้คิดว่า ชายหนุ่มรูปหล่อคนนี้ ที่เขาเลี้ยงอาหารเราเพราะเขาหลงเสน่ห์ในตัวของเราแน่เลย เธอจึงได้รับประทานอาหารและดื่มสุรากับโจรนั้นอย่างสนุกสนาน เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ โจรก็ได้พาหญิงรับใช้ ไปเดินชมมหรสพต่อจนถึงเวลาเย็น ก่อนที่จะเดินไปด้วยกัน หญิงรับใช้คิดว่า เขาคงหลงเสน่ห์เรา จึงเดินไปด้วยกัน แล้วคุยกันไป เบิกบานกันไป คุยนั่น ชมโน่น ชมนี่ สอบถามหาความรู้ เพื่อหยั่งเชิง เราจะต้องลองใจผู้ชายคนนี้ให้รู้ว่า เขารักเราจริงหรือเปล่า เธอจึงชวนโจรนั้นไปยังที่ลับตาคน เขาตอบเธอว่า “น้องหญิงสถานที่นี้ ยังไม่มิดชิดพอ เราไปทางโน้นกันดีกว่า” ให้มันมิดชิดหนักเข้าไปอีก เมื่อเธอได้ยินชายหนุ่มรูปหล่อพูดอย่างนั้น คือ เธอเสนอไปเมตรหนึ่ง แต่เขาเสนอไปสองเมตรอย่างนี้ หญิงรับใช้คนนั้นสังหรณ์ใจว่า ตรงนี้ก็มิดชิดแล้ว เราสามารถที่จะเอ่ยปากฝากรักกันได้ แต่ทำไมชายคนนี้ ถึงต้องชวนเราให้ไปตรงโน้น ซึ่งมันไม่มีใครเลย แล้วมันเงียบมาก สงสัยจะต้องคิดไม่ดีกับเราแน่ คงจะตั้งใจฆ่าเรา แล้วก็ขโมยเครื่องประดับเรา จึงพาไปตรงนั้น ตอนแรกดูเหมือนเธอจะโง่ ถึงเธอจะเป็นคนรับใช้ แต่ก็เป็นคนรับใช้ในบ้านท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกับนางบุญญลักษณา ต้องมีปัญญาพอสมควร และต้องห้าวพอสมควร เธอนึกในใจประโยคต่อไปอีกว่า ไม่รู้ซะแล้วว่าเราเป็นใคร เดี๋ยวเราจะต้องทำให้โจรนี้รู้สำนึกเสียบ้าง เมื่อคิดอย่างนั้น เธอจึงกล่าวว่า “พี่จ๋าน้องรู้สึกมึนหัว และกระหายน้ำ สงสัยคงดื่มสุรามากแน่เลย” คือ ต้องทำให้โจรเข้าใจว่า กำลังเมาไม่รู้สติ ขาดสติ แต่จริง ๆ แล้วเธอยังมีสติอยู่ “พี่ช่วยพาน้องไปดื่มน้ำหน่อยได้ไหมจ๊ะ” ชายคนนั้นตอบว่า “ได้จ๊ะ น้องหญิง” จากนั้นก็พาไปที่บ่อน้ำแห่งหนึ่ง หญิงรับใช้นั้นได้หาเชือกกับหม้อน้ำให้โจรพร้อมกับบอกว่า “พี่จ๋า พี่จงตักน้ำจากบ่อนี้ให้น้องดื่มหน่อยซิจ๊ะ” ชายคนนั้นตอบว่า “ได้จ๊ะ” พร้อมกับเอาเชือกมาผูกหม้อน้ำ แล้วก็หย่อนลงไปในบ่อ ขณะที่โจรก้มลงไปตักน้ำในบ่อนั้น เธอใช้มือทั้งสองทุบสะโพกของโจร ปึ๊ก ๆ ตัดกำลังขาก่อน เพื่อให้โจรผงะ แล้วก็ผลักลงไปในบ่อ นางเอาก้อนหินทุ่มใส่ลงไปในบ่อ จึงทำให้โจรตาย หลังจากนั้นเธอรีบกลับบ้าน คืนเครื่องประดับแล้ว จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางบุญญลักษณาฟัง “ข้าแต่นายเพราะเครื่องประดับนี้ ดิฉันเกือบถูกฆ่าตายเสียแล้ว” นางบุญญลักษณารับฟังแล้ว ไปเล่าให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีฟังต่อ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีรับทราบแล้ว คิดว่า เราควรจะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ทรงทราบจะดีกว่า แล้วก็ไปยังวัดพระเชตวัน เพื่อเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเศรษฐีก็ได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระองค์ทรงทราบ ทุกเรื่องที่ไปถึงพระองค์ พระองค์จะแปรเป็นคำสอน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ฟัง ใครฟังแล้วจะต้องบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง แล้วพระองค์ก็ทรงระลึกชาติ ตรวจตราดูด้วยสัพพัญญุตญาณ เห็นเรื่องราวชัดเจน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับท่านเศรษฐีว่า “มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่คนรับใช้ของท่านเป็นผู้มีปัญญา รู้เท่าทันเหตุการณ์เฉพาะหน้า แม้ในชาติก่อนนางก็มีปัญญา ทันต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าเหมือนกัน แล้วก็ไม่ใช่แต่ชาตินี้เท่านั้นที่นางได้ฆ่าโจรนี้ตาย แม้ในชาติก่อน หญิงคนนี้ก็ได้ฆ่าโจรนั้นตายเหมือนกัน” ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงเล่าให้ฟัง พระองค์จึงทรงนำเรื่องราวในอดีตมาตรัสเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาลพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงพาราณสี ได้มีหญิงงามเมือง หรือหญิงโสเภณีคนหนึ่งชื่อ สุลสา นางมีบริวาร ๕๐๐ คน คอยรับใช้นาง มีคฤหาสน์สวยงาม เธอมีค่าตัวคืนละ ๑,๐๐๐ กหาปณะ สำหรับทุก ๆ คนที่มี ๑,๐๐๐ กหาปณะ เธอได้รับเกียรติ ได้รับการยกย่อง ให้เป็นของกลางของเมือง ในกรุงพาราณสี มีโจรคนหนึ่งชื่อ สัตตุกะ เป็นผู้มีกำลังดุจช้างสาร ในเวลากลางคืนโจรสัตตุกะก็จะเข้ามาปล้นตามเรือนของชาวในเมืองตามชอบใจ พวกชาวเมืองได้รับความเดือดร้อน จึงชุมนุมกันเพื่อร้องเรียนพระราชา ชาวเมืองได้กราบทูลพระราชาว่า “ข้าแต่สมมุติเทพ มีโจรเข้ามาปล้นเรือนของพวกข้าพระองค์ ได้รับความเดือดร้อนมาก ขอพระองค์ได้โปรดเมตตาจัดการกับโจรด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ” พระราชาจึงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่รักษาเมืองไปจับโจรสัตตุกะมาประหารชีวิต ถึงแม้จะมีกำลังประดุจช้างสารก็ตาม แต่ว่ากำลังน้อยกว่าทหารของพระราชา ในไม่ช้าก็ถูกจับได้ ถูกเอามัดมือไพล่หลัง แล้วก็เฆี่ยนตีด้วยหวาย เพื่อประจานโจรไปตามสี่แยกทั่วพระนคร ชาวเมืองเมื่อรู้ว่า จับโจรสัตตุกะได้แล้ว ก็ดีใจส่งเสียงร้องไชโยโห่ฮิ้วกัน ขณะที่กำลังส่งเสียงกันอยู่นั้น นางสุลสาได้ยินเสียงนั้น นางได้ยืนดูที่หน้าต่าง เมื่อเห็นโจรสัตตุกะ จึงเกิดความรักแบบสามีภรรยา ชายคนอื่นเป็นเพียงแค่ไปทำหน้าที่เท่านั้นเอง ชายใดมี ๑,๐๐๐ กหาปณะก็ทำหน้าที่ เราจะต้องช่วยโจรคนนี้ให้พ้นจากโทษ แล้วให้เลิกทำชั่วให้ได้ พอเลิกทำชั่วแล้ว จะได้มาอยู่ครองเรือนกับเรา นางมองดูโจรสัตตุกะด้วยความเสน่ห์หา แล้วจึงเรียกหญิงรับใช้ผู้ดูแลการเงินของนางมา “เธอจงนำเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะนี้ไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ โดยบอกว่าโจรคนนี้ เป็นพี่ชายของนางสุลสา” คือชื่อของเธอดังไปทั้งเมือง ไปบอกแค่นี้ก็ต้องรู้ “ขอให้นายรับเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะนี้ไปแล้วปล่อยตัวเขาไป” หญิงรับใช้นั้นก็จึงรีบไปดำเนินการตามคำสั่ง ได้ไปหาเจ้าหน้าที่ นางได้พูดกับเจ้าหน้าที่ตามที่นางสุลสาบอก ตอนแรกเจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ได้หรอก โจรคนนี้มีชื่อเสียงมาก ปล่อยไม่ได้ แต่ให้เงินเอา เอาอย่างนี้ เพื่อให้สมปรารถนาทั้งสองฝ่าย ถ้าหากว่า นายของท่านหาคนอื่นมาแทนได้ เราก็จะปล่อยโจรนี้ไป หญิงรับใช้จึงรีบกลับมาบอกนางสุลสา เมื่อนางสุลสาทราบดังนั้นจึงออกอุบาย โดยให้หญิงรับใช้นั้นกลับไปบอกผู้คุมว่า คืนนี้จะส่งบุรุษพร้อมด้วยเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะไปเปลี่ยนตัวกับพี่ชายของเรา หญิงรับใช้นั้นก็จึงนำความไปบอกแก่เจ้าหน้าที่ พอตอนกลางคืนลูกชายเศรษฐีก็จะถือเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะเอามาให้นางสุลสา นางรับเงินไว้วางบนตัก แล้วเธอก็ร้องไห้ ลูกชายเศรษฐีถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือน้องหญิง” “พี่จ๋า โจรที่ถูกจับได้นั้นเป็นพี่ชายของน้องเอง” พูดไปร้องไห้ไปเป็นเพื่อให้ดูสมจริงสมจัง “แล้วพี่จะช่วยน้องได้อย่างไรบ้างล่ะ” เธอตอบว่า “ช่วยจริง ๆ หรือ” ถามเพื่อเกิดความมั่นใจ “ฉันได้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่แล้ว เขาบอกว่า ถ้าได้เงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะแล้วจะปล่อยตัวพี่ชายของฉันไป แต่ตอนนี้ฉันหาคนที่จะนำเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะไปให้เจ้าหน้าที่ไม่ได้” เธอพูดไป เธอก็ร้องไห้ไป ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น ลูกชายเศรษฐีเห็นน้ำตาของนางแล้วใจอ่อน แพ้น้ำตา เพราะหลงรักนางสุลสา เลยกล่าวว่า “พี่จะนำเอาเงินไปให้เอง” เธอตอบว่า “ถ้าเช่นนั้นล่ะก็ พี่นำเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะที่พี่นำมาให้ฉัน เอาไปให้เจ้าหน้าที่เถอะ” ลูกชายเศรษฐีก็เลยนำเงินไปให้เจ้าหน้าที่ผู้คุมขังโจรสัตตุกะ เจ้าหน้าที่พอทราบว่า บุรุษคนนี้ คือ คนที่นางสุลสาส่งตัวมาแทน จึงจับตัวเอาไปขังซ่อนไว้ แล้วนำโจรสัตตุกะออกจากห้องขัง เปลี่ยนตัวให้โจรนั้นนั่งในยานที่ปิดมิดชิด แล้วนำตัวไปส่งให้นางสุลสา พอเจ้าหน้าที่ประกาศว่า โจรคนนี้ร้ายนัก คำว่า โจรในที่นี้หมายถึง ลูกชายเศรษฐี จะต้องประหารในเวลากลางคืนเลย เจ้าหน้าที่จึงรอจนค่ำ พอปลอดคนก็รีบนำลูกชายเศรษฐีไปที่ลานประหาร มีการอารักขาอย่างแข็งขัน พอถึงที่ประหารก็ใช้ดาบตัดศีรษะของลูกเศรษฐีทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงใช้หลาวเสียบร่างของลูกชายเศรษฐี แล้วนำไปแห่ประจานในเมือง คนจำไม่ได้เพราะไม่มีหัว ฝ่ายนางสุลสาได้อยู่กินฉันท์สามีภรรยากับโจรสัตตุกะนั้นด้วยความรัก โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นอีกเลย เป็นครั้งแรกที่เธอมีความรัก นอกนั้นเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ เพราะเป็นนางกลางเมือง เมื่อเวลาล่วงไปได้ ๓ ถึง ๔ เดือน โจรสัตตุกะคิดว่า น่าเบื่อจริง ๆ เลย เราคงทนอยู่ที่นี่ไม่ไหวแล้ว คิดว่า เราจะฆ่านางสุลสานั้นพร้อมกับขโมยเครื่องประดับของนางซึ่งมีราคาแสนกหาปณะไปด้วย อยู่มาวันหนึ่งโจรสัตตุกะคิดหาอุบายได้ จึงพูดคำหวาน ๆ กับนางสุลสาว่า “สุลสาน้องรัก เมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตัวพี่มา ระหว่างทางพี่ได้บนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยอดเขาโน้นว่า ถ้าพี่รอดตายครั้งนี้จะมาถวายเครื่องเซ่นสังเวย ตอนนี้พี่ยังไม่ได้แก้บนเลย กลัวว่าจะผิดสัจจวาจาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันเสียศักดิ์ศรีความเป็นโจรของพี่ อาจจะทำให้มีอันเป็นไปได้ พี่จะชวนน้องไปถวายเครื่องเซ่นสังเวยต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาโน้นด้วยกัน” นางสุลสากลับตอบว่า “ได้สิจ๊ะ ขอพี่จงรีบหาเครื่องสังเวย แล้วรีบไปกันเถอะ ดูดวงตาเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก” โจรกล่าวว่า “น้องจ๋าการถวายเครื่องสังเวยแต่เพียงอย่างเดียว อาจจะยังไม่เพียงพอ จะเป็นการไม่ให้ความเคารพต่อสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น ทั้งพี่และน้องต้องแต่งกายด้วยเครื่องประดับให้อลังการ และก็ไปพร้อมบริวารหมู่ใหญ่จึงเป็นการสมควร” คือทำให้แนบเนียน เธอเชื่อเพราะหลงรัก นอกจากหลงรักแล้ว คำพูดนั้นสมเหตุสมผลด้วย “ดีจ้าพี่ ที่พี่กล่าวมานั้นสมเหตุสมผล ถ้าเช่นนั้นน้องขอตัวไปก่อน” เสร็จเรียบร้อยทั้งสองพร้อมด้วยบริวารหมู่ใหญ่ก็ออกเดินทางไปสู่ยอดเขานั้น เมื่อไปถึงเชิงเขา โจรสัตตุกะจึงกล่าวกับนางสุลสาว่า “น้องจ๋า สิ่งศักดิ์สิทธิ์เห็นคนมากันมาก พี่กลัวว่าท่านจะตื่นเต้น แล้วจะไม่รับเครื่องสังเวย ดังนั้นเราควรขึ้นไปทำพิธีกันแค่น้องกับพี่แค่นั้นก็พอแล้ว เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว” แต่โจรสัตตุกะนั้น แอบเหน็บเอาอาวุธไปด้วย แล้วก็ให้นางสุลสานำเครื่องสังเวยขึ้นไปบนยอดเขา ความรักทำให้คนตาบอด เมื่อถึงยอดเขาแล้วโจรสัตตุกะก็สั่งให้นางวางเครื่องสังเวยไว้ที่โคนต้นไม้ ซึ่งอยู่ใกล้ปากเหวลึก ไปเลือกทำเลอย่างดีทีเดียว กะจะผลักนางตกลงไปเลย จากนั้นสัตตุกะก็ชักอาวุธออกมา แล้วกล่าวว่า “สุลสาน้องรัก พี่ไม่ได้นำเธอมาเพื่อถวายเครื่องสังเวยหรอก แต่พี่จะฆ่าเธอ แล้วก็จะเอาเครื่องประดับของเธอไป เธอจงถอดเครื่องประดับออกมาทั้งหมดเดี๋ยวนี้” นางสุลสาถามว่า “พี่จะฆ่าฉันทำไม มันต้องรู้เหตุผลกันก่อน” โจรก็ให้เหตุผลว่า “ฉันอยากจะไปเป็นโจร ฉันอยากจะเป็นอิสระ ฉันไม่ได้รักเธอเลย ฉันต้องการทรัพย์ของเธอแค่นั้นแหละ นางสุลสาทบทวนเรื่องราว “พี่จ๋า พี่จงนึกถึงบุญคุณที่น้องเคยช่วยพี่ให้รอดตายด้วยเถิดพี่ น้องอุตส่าห์เลือกพี่ ไม่เลือกลูกชายเศรษฐี ทั้ง ๆ ที่ลูกชายเศรษฐีร่ำรวยมาก เขาให้ทรัพย์แก่น้องวันละ ๑,๐๐๐ กหาปณะ แต่น้องไม่ได้สนเลย” โจรไม่ใจอ่อน เราจะเห็นว่า ขนาดโจรเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เกือบจะถูกประหารชีวิตแล้ว ยังกล้าทำความชั่ว เพราะฉะนั้นทำความดีก็ต้องกล้าเหมือนกัน เธอถาม “พี่ น้องมีพระคุณต่อพี่ถึงเพียงนี้แล้ว พี่ยังจะฆ่าน้องอีกหรือจ๊ะ” เมื่อกี้ถาม ตอนนี้เธอต่อรองว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน น้องจะให้ทรัพย์แก่พี่เป็นจำนวนมากแล้วน้องจะยอมเป็นคนรับใช้ของพี่อีกด้วย” “ไม่ต้องพูดมาก ถอดเครื่องประดับมา” เธอไม่ยอมจำนน เธอเบี่ยงเบนความสนใจ คิดว่า โจรคงฆ่าเราแน่ เราต้องตายแน่ ๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องหาอุบาย ผลักโจรตกลงไปในเหว จึงกล่าวกับโจรว่า “ตั้งแต่น้องเกิดมาจนถึงขณะนี้ ไม่เคยรักใครมากเท่ากับพี่เลย” อย่างนี้ถึงจะใจอ่อน “ก่อนตายน้องอยากจะขออะไรพี่สักอย่างได้ไหม” ต้องถ่วงเวลาก่อน โจรถามกลับไปอีกทีหนึ่งว่า “เจ้าต้องการอะไรล่ะ” นางตอบว่า “ขอให้น้องได้กอดพี่ได้ชื่นใจแล้วเดินเวียนเวียนประทักษิณรอบพี่เสียก่อน เพราะว่าตั้งแต่นี้ต่อไป เราไม่ได้พบกันอีกแล้ว” โจรรู้สึกใจอ่อนแล้วตอบว่า “ได้สิจ๊ะ” แล้วนางก็ได้เดินเวียนประทักษิณรอบโจรนั้น ๓ รอบ โจรก็ไม่ทำอะไร แสดงว่า คำถามคำตอบ โจรตายใจจริง ๆ เวียนครบ ๓ รอบแล้วนางกล่าวต่อไปอีกว่า “พี่จ๋า น้องขอกราบพี่ ขอกราบ ๔ ทิศ คือ กราบเท้า ด้านซ้าย ด้านขวา ด้านหน้า ด้านหลัง ให้ครบหมดเลย โจรมีความรู้สึกว่า ไม่ค่อยจะมีใครมากราบขนาดนี้ เลยยอม แล้วนางก็กราบเท้าโจร ก้มกราบมาถึงด้านหลัง แต่ตาเธอมอง ๆ ไปที่หุบเหว เธอคิดว่า ตัวเองก็ต้องตายแล้ว ถ้าไม่ทำอย่างนี้ตายแน่ เรื่องอะไรเราจะยอมตาย ดังนั้นเธอจึงได้รวบรวมกำลังที่มีอยู่โดยรวบขาทั้งสองข้างของโจรทำให้โจรเสียหลัก แล้วนางก็ผลักโจรลงไปในหุบเหว ร่างของโจรตกกระทบพื้นเบื้องล่าง แล้วก็แหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที เหตุการณ์นี้ไม่ใช่รู้เฉพาะสองคนเท่านั้น เทวดาที่สิงสถิตอยู่บนยอดเขานั้นได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วย เห็นแล้วก็อุทานขึ้นว่า “บุรุษก็ไม่ใช่ว่าจะฉลาดทุกแห่ง หรือในทุกสถานที่ หรือในทุกเรื่อง แม้แต่สตรีก็ฉลาดมีปัญญา คิดแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน เหมือนนายพรานล่าเนื้อผู้ฉลาด ย่อมฆ่าเนื้อได้อย่างรวดเร็วด้วยธนู ฉันใด” เรากำลังพูดถึงการล่าเนื้อ ยังไม่ได้พูดเรื่องบุญบาป อย่าคิดต่อ เป็นเพียงอุปมา นางสุลสาก็คิดหาอุบายฆ่าโจรสัตตุกะได้อย่างรวดเร็ว เหมือนลูกธนูอย่างนั้นเหมือนกัน คือ ธนูที่ออกจากแล่งฆ่ากวางตายเร็วขนาดนั้น เพราะช้ากว่านั้นนางก็ต้องถูกฆ่าตาย นางคิดเร็วเทียบแล้วเหมือนลูกธนูทีเดียว เทวดากล่าวว่า “ในโลกนี้บุคคลใดไม่รู้เหตุที่จะเกิดขึ้นโดยกะทันหัน ผู้นั้นย่อมเดือดร้อน คือ เราไม่รู้ว่า เราต้องตาย แล้วตายเมื่อไหร่ ตายด้วยอะไร แล้วเราไม่ได้เตรียมตัวสั่งสมบุญกุศลไว้ ก็จะต้องเดือดร้อน เหมือนโจรสัตตุกะที่ตกเหวตาย คือ จะต้องไปมีทุกข์อยู่ในอบาย แต่ในโลกนี้บุคคลใด รอบรู้เหตุที่จะเกิดขึ้นโดยกะทันหัน ผู้นั้นย่อมรอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง เหมือนอย่างนางสุลสาพ้นความตายจากโจรนั้น จากนั้นนางสุลสาเธอไม่เหลียวไปมองเลย หันหลังกลับเดินลงจากยอดเขา กลับไปหาบริวารของตนที่เชิงเขา พวกบริวารเมื่อเห็นนางสุลสาเดินลงมาจากยอดเขาคนเดียว จึงถามว่า “นายผู้ชายไปไหนหรือคะ” นางสุลสาตอบว่า “อย่าไปถามถึงเขาเลย” แล้วก็เดินทางกลับเรือนของตนทันที พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องราวในอดีตจบ ทรงประชุมชาดกว่า โจรสัตตุกะครั้งนั้นได้มาเป็นโจรในครั้งนี้ ส่วนนางสุลสาครั้งนั้น ได้มาเป็นหญิงรับใช้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีในบัดนี้ ส่วนเทวดาผู้สิงสถิตอยู่บนยอดเขาได้เห็นเหตุการณ์ตลอดนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต นี่เป็นเรื่องราวหญิงผู้มีปัญญา ที่แก้ไขเหตุการณ์ได้อย่างกะทันหัน ด้วยดวงปัญญา และกำลังใจอันสูงส่ง ไม่ใช่กลุ้ม หรือแก้ด้วยวิธีไปดื่มสุราเมรัย