ตอนที่ ๑๙ ลูกสะใภ้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี
๑๙ ลูกสะใภ้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีลูกสะใภ้คนหนึ่งชื่อ สุชาดา นางสุชาดาเป็นน้องสาวของนางวิสาขา ลูกสาวของท่านธนัญชัยเศรษฐี เธอมีอุปนิสัยต่างจากนางวิสาขามาก เป็นคนไม่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย และเป็นคนชอบถือตัว เพราะคิดว่า ตัวเราเป็นลูกสาวของท่านเศรษฐี มาจากตระกูลใหญ่ มีนิสัยมักโกรธ ดุร้าย ไม่ดูแลปรนนิบัติแม่และพ่อของสามี รวมถึงสามีด้วย
ตรงนี้เราอาจจะมีคำถามอยู่ในใจว่า ตอนนางวิสาขาแต่งงาน ท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้ให้โอวาท ๑๐ ประการ แล้วน้องสาวนางวิสาขาแต่งงาน ท่านเศรษฐีได้ให้โอวาทหรือเปล่า เราก็สันนิษฐานว่า ท่านธนัญชัยเศรษฐีรักเธอเหมือนนางวิสาขา เพราะเป็นลูกสาว น่าจะรักลูกเท่ากัน ก็ต้องให้โอวาทเหมือนกัน แต่เธอไม่รับเอามาเลยสักข้อหนึ่ง เพราะเธอชอบหาเรื่องทุบตีคนรับใช้ในเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
วันหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระสาวก ๕๐๐ รูป เสด็จมาสู่เรือนของท่านเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงเข้าไปกราบพระบรมศาสดาและฟังธรรมอยู่ ในขณะนั้นเวลาเดียวกัน นางสุชาดากำลังทะเลาะกับพวกทาสบริวาร ส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย
เมื่อพระพุทธองค์ทรงสดับเสียงนั้น จึงทรงหยุดการแสดงธรรม พระพุทธองค์ตรัสว่า “ท่านเศรษฐีมีเรื่องอะไรกันหรือ คนในบ้านของท่านจึงส่งเสียงดังเหมือนพวกชาวประมงแบ่งปลากัน” เวลาชาวประมงแย่งปลากัน เสียงจะอื้ออึง จะเอาตัวนั้น ตัวนี้ ตัวโน้น เอาเท่านั้น เท่านี้ ท่านเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “เป็นเสียงลูกสะใภ้ของข้าพระองค์ชื่อ สุชาดา นางเป็นบุตรของท่านธนัญชัยเศรษฐี “นางไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพ ไม่ปรนนิบัติแม่พ่อของสามี แม้กระทั่งสามีของนางเอง แล้วนางยังไม่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนรับใช้ในบ้าน เป็นความชอบอย่างหนึ่งทีเดียวจึงทำเสมอ”
ขณะนั้น นางสุชาดาได้มายืนแอบฟังอยู่ใกล้ ๆ เนื่องจากว่า ไม่ได้ยินเสียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ได้ยินเสียงคล้าย ๆ จะถามอะไรพ่อสามี เลยมาแอบฟังอยู่ใกล้ ๆ โดยคิดว่า สงสัยพ่อสามีของเรากำลังกราบทูลเรื่องของเราต่อพระพุทธเจ้าแน่นอนเลย อยากรู้นักท่านจะว่าอย่างไร
แต่เรื่องทั้งหมดอยู่ในสายพระเนตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสให้เรียกนางสุชาดามาเข้าเฝ้า เธอก็ไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ไหว้แล้วก็นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็จึงตรัสว่า “ดูก่อน สุชาดาภรรยาในโลกนี้มี ๗ จำพวก
๑. ภรรยาเสมอด้วยเพชรฆาต : วธกาภริยา
๒. ภรรยาเสมอด้วยโจร : โจรีภริยา
๓. ภรรยาเสมอด้วยนาย : อัยยาภริยา
๔. ภรรยาเสมอด้วยมารดา : มาตาภริยา
๕. ภรรยาเสมอด้วยพี่สาวหรือน้องสาว : ภคินีภริยา
๖. ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน : สขีภริยา
๗. ภรรยาเสมอด้วยทาสรับใช้ : ทาสีภริยา
พระองค์ตรัสถามนางสุชาดาว่า “สุชาดา แล้วเธอล่ะเป็นภรรยาจำพวกไหน”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยังไม่เข้าใจความหมาย ขอพระพุทธองค์โปรดแสดงโดยพิสดารด้วยเถิด” เธออาราธนาเองเลย
“ถ้าเช่นนั้นขอเธอจงตั้งใจฟังให้ดี”
๑. ภรรยาที่ใจคอโหดร้ายไม่เกื้อกูล ไม่อนุเคราะห์ต่อสามี ดูหมิ่นและก็คิดร้ายต่อสามีของตน คิดพอใจชายอื่น ภรรยาประเภทนี้เรียกว่า ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต วธกาภริยา
๒. ภรรยาที่มุ่งยักยอกทรัพย์ ที่สามีหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง แม้ว่าทรัพย์นั้นจะมีไม่มากก็ตาม ภรรยาประเภทนี้เรียกว่า ภรรยาเสมอด้วยโจร โจรีภริยา
๓. ภรรยาที่ไม่เอาใจใส่การงาน เป็นคนเกียจคร้าน เห็นแก่กิน มีนิสัยดุร้าย ชอบพูดคำหยาบต่อสามี ข่มเหงสามี ภรรยาประเภทนี้เรียกว่า ภรรยาเสมอด้วยนาย อัยยาภริยา
๔. ภรรยาที่เกื้อกูลอนุเคราะห์ ทะนุถนอมสามีคอยดูแลทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้ เหมือนมารดาผู้คอยถนอมบุตร เก็บรักษาทรัพย์และดูแลอย่างดี เหมือนแม่ดูลูก ภรรยาประเภทนี้เรียกว่า ภรรยาเสมอด้วยมารดา มาตาภริยา
๕. ภรรยาที่เป็นเหมือนพี่สาวหรือน้องสาว มีความรักและผูกพันเหมือนเป็นพี่น้องกัน มีความเคารพสามี เอาใจใส่สามี ภรรยาประเภทนี้เรียกว่า ภรรยาเสมอด้วยพี่สาวหรือน้องสาว ภคินีภริยา
๖. ภรรยาที่คอยชื่นชม ให้กำลังใจสามี เหมือนเห็นเพื่อนที่จากไปนานแล้วกลับมา คอยให้กำลังใจเป็นกองเชียร์ตลอด ภรรยาประเภทนี้เรียกว่า ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน สขีภริยา
๗. ภรรยาที่แม้ถูกสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่โกรธเคืองสามี มีความอดทนสูง ยังเอาใจใส่สามีเป็นอย่างดี คือ โกรธไปก็แค่นั้น ก็ได้แค่ได้โกรธ กลับได้ขุ่นมัว แต่ถ้าไม่โกรธก็ไม่ขุ่นมัวแล้วใจก็ใส ใจใสปิ๊ง มีความอดทนสูงจะได้ขันติบารมี แถมเอาใจใส่อย่างดี ด้วยใจที่เบิกบานด้วย ภรรยาประเภทนี้เรียกว่า ภรรยาเสมอด้วยทาส ทาสีภรรยา
ภรรยาทั้ง ๗ จำพวกนี้ ต้องจำให้ดี เกี่ยวปรโลกทีเดียว ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต เสมอด้วยโจร และเสมอด้วยนาย ๓ จำพวกนี้จัดว่า เป็นผู้ทุศีล หยาบคาย ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไปแล้วย่อมตกนรก
เราจะเห็นว่า ชีวิตมีแต่เรื่องบุญกับบาปทั้งนั้นเลย ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องทำมาหากินหรือความเก่งเลย มีแต่เรื่องดีกับไม่ดีเท่านั้นเอง เก่งกับไม่เก่งกลับไม่ได้กล่าวถึง หรือมีกับไม่มี มีมากมีน้อยเราก็ไม่ได้พูดถึง แต่พูดคำว่าดีหรือไม่มีดี บุญกับบาปเท่านั้น
ส่วนภรรยาเสมอด้วยมารดา เสมอด้วยพี่สาวหรือน้องสาว เสมอด้วยเพื่อน และเสมอด้วยทาสรับใช้ทั้ง ๔ จำพวกนี้ ตั้งมั่นอยู่ในศีล เมื่อตายไปย่อมไปสู่สุคติ
เราจะเห็นว่า การกระทำในโลก แม้อยู่ในบ้าน ทำในบ้าน ตกลงเป็นสามีภรรยากันแล้ว ถ้าทำไม่ถูกหลักวิชชา มีทางไป ๒ ทาง คือ ทุคติกับสุคติ เพราะว่า จิตฺเต สฺงกิลิฏเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ทุคติเป็นที่ไป จิตฺเต อสฺงกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป
พอจบพระธรรมเทศนานางสุชาดาก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล จากนั้นพระพุทธองค์ก็ตรัสถามนางสุชาดาว่า “ดูก่อน สุชาดา เธอจะเป็นภรรยาประเภทไหนล่ะ”
มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงแสดงธรรมไป ผู้ฟังธรรมฟังอย่างเดียว แล้วก็ส่งใจตาม ด้วยความเคารพในธรรมนั้น ตรองตาม ปล่อยใจไปเรื่อย ๆ ก็ได้บรรลุธรรมได้อย่างง่าย ๆ แสดงว่า ผู้ฟังต้องมีบุญบารมีที่สั่งสมกันมาอย่างดีแล้ว พอถึงเวลาก็มีผลเกิดขึ้น บุญเปิดขึ้นก็ได้บรรลุมรรคผล
นางสุชาดากราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่บัดนี้ไปหม่อมฉันจะเป็นภรรยาผู้เสมอด้วยทาสีพระเจ้าข้า คือ การเป็นทาสีภริยาไม่ใช่ง่ายเลย ต้องเรียกว่า รักสามีมาก ยอมทุกอย่าง ให้สามีมีความสุข และตัวก็มีความสุข ใจใสตลอดจะมีขันติบารมีมาก อย่างนี้สามีชอบ แล้วนางก็กล่าวขอขมาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราจะเห็นว่า การมาพบกันเพียงครั้งเดียวแล้วเกิดประโยชน์ ถือว่าคุ้มแล้ว การที่พระพุทธองค์มาพบกับนางสุชาดาครั้งนี้ หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว ได้ฟังธรรม รู้เรื่องภรรยา ๗ จำพวกแล้ว ทำให้นางได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเกิดประโยชน์อย่างนี้ ถือว่าคุ้มแล้วกับการได้เจอกัน เพราะฉะนั้นเราจะเจอกันจะกี่ครั้งไม่สำคัญ สำคัญว่าเจอแล้วเกิดประโยชน์หรือไม่
เมื่อพระบรมศาสดาทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว จึงเสด็จกลับสู่วัดพระเชตวัน พระภิกษุสนทนากันว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ พระพุทธองค์ทรงประทานโอวาทแก่นางสุชาดา หญิงสะใภ้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเพียงครั้งเดียว นางก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว พระท่านก็สงสัยเหมือนกันว่า เอ๊ะ ฟังทีเดียว ทำไมเป็นพระโสดาบัน เราฟังมาก็หลายบทแล้ว ฟังมาหลายครั้ง ทำความเพียรตั้งนานยังไม่ได้สักที สนทนากันคุยกันไป พระบรมศาสดาเสด็จมา ก็ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหรือ” ภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลให้พระพุทธพระองค์ทรงทราบเรื่องราวทั้งหมด
พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนเราก็ได้ประทานโอวาทแก่นางสุชาดาด้วย ประทานโอวาทเพียงครั้งเดียวเช่นกัน” จากนั้นทรงนำเรื่องราวในอดีตมาตรัสเล่าให้ฟัง
เราจะสังเกตได้ว่า ทุกสิ่งมันมีเหตุทั้งนั้น และภาพประวัติชีวิตมันจะเกิดซ้ำ ๆ กันอยู่เรื่อย ๆ เป็นแต่เพียงเปลี่ยนหน้าท่าทาง ฐานันดร เท่านั้น
ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดแล้วในพระครรภ์ของอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัต พอเจริญวัยขึ้นก็ได้ไปศึกษาเล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักศิลา
เมื่อพระราชบิดาสวรรคต พระโพธิสัตว์ทรงขึ้นครองราชแทนแล้วทรงปกครองโดยธรรม การปกครองโดยธรรมสำคัญมาก เพราะจะทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขได้ ต้องมีธรรมะตั้งแต่ผู้ปกครองลงเรื่อยมาถึงผู้อยู่ใต้การปกครอง คือ จะต้องประพฤติธรรม เพราะฉะนั้นธรรมะจึงประกันสังคม ส่วนบุญจะประกันชีวิตในสังสารวัฏ จะทำให้เรามีแต่ความสุข และความสำเร็จตลอด ตายแล้วไปสุคติภพ เพราะฉะนั้นประกันชีวิตที่แท้จริงต้องสร้างบุญ ประกันสังคมที่แท้จริงต้องประพฤติธรรม
พระราชมารดาของพระโพธิสัตว์นั้นมีนิสัยดุร้าย หยาบช้า ชอบด่าบริภาษบุคคลรอบข้าง พระโพธิ์สัตว์มีความประสงค์จะกล่าวเตือนสติพระราชมารดา แต่คิดว่า ถ้าจะกล่าวตรง ๆ นั้น อาจเป็นการไม่สมควร คล้าย ๆ กับว่า ฉันเลี้ยงมากับมือ มาสอนอะไรอย่างนี้ พ่อแม่บางคนมักจะคิดอย่างนี้ เราจะหาอุบายสักอย่างเพื่อแนะนำท่าน บางทีถ้าเป็นพ่อแม่บอกตรง ๆ นั้นยาก ต้องอ้อมวกไปวกมาอย่างนี้
วันหนึ่งพระโพธิสัตว์กับพระราชมารดา พร้อมด้วยบริวารได้เสด็จไปยังพระราชอุทยาน ขณะนั้นนกต้อยตีวิด กำลังส่งเสียงร้องอยู่ในระหว่างทาง ต้อยตีวิด ต้อยตีวิด เหล่าบริวารของพระโพธิสัตว์เมื่อได้ยินเสียงนั้นจึงพากันปิดหู และกล่าวว่า เจ้านกมีเสียงกระด้างหยาบช้า เจ้าจงหุบปาก อย่าได้ส่งเสียง
เมื่อเดินไปถึงที่ประทับในพระราชอุทยาน ก็มีนกดุเหว่าตัวหนึ่ง เกาะอยู่บนต้นสาละที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง กำลังส่งเสียงร้องอันไพเราะใกล้ที่ประทับของพระโพธิสัตว์ เหล่าบริวารเมื่อได้ยินเสียงนกนั้นต่างก็พากันหลงใหล ชื่นชมยินดี และกล่าวว่า เจ้านกน้อยผู้มีเสียงไพเราะอ่อนหวานนุ่มนวลชวนฟัง เจ้าจงร้องต่อไปเถิด
นกต้อยตีวิดให้หุบปาก นกดุเหว่าบอกให้ร้องต่อไป เสียงเพราะ ๆ ใคร ๆ ก็อยากจะฟังกัน บุคคลเหล่านั้นต่างก็แหงนคอ เงี่ยโสตยืนฟังนกดุเหว่านั้น
เมื่อพระโพธิสัตว์เห็นเหตุการณ์ทั้ง ๒ แล้วก็คิดว่า เราจะใช้อุบายนี้เตือนสติพระราชมารดาของเรา พระโพธิสัตว์จึงทูลพระราชมารดาว่า “ข้าแต่พระราชมารดา เหล่าบริวารได้ยินเสียงนกต้อยตีวิดร้องในระหว่างทาง ต่างก็พูดกันว่า เจ้าอย่าส่งเสียงร้องแล้วก็ปิดหูกัน” เล่าให้แม่ฟังว่าไปเห็นมาอย่างนี้ “ข้าแต่พระราชมารดา นกต้อยตีวิดนั้นถึงแม้จะมีสีสวยสดงดงาม น่าชมก็ตามแต่เป็นสัตว์ที่มีวาจากระด้างหยาบ ย่อมไม่เป็นที่รักของใคร ๆ เลย”
“ส่วนนกดุเหว่าตัวดำนี้ แม้มีสีไม่สวย มีลายพร้อย แต่ก็เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะมีวาจาอ่อนหวาน ฉะนั้นบุคคลผู้มีวาจาไพเราะ นุ่มนวล อ่อนหวาน พูดด้วยความมีสติเป็นอรรถเป็นธรรม ย่อมเป็นที่รักของชนทั้งหลาย”
เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวจบลง พระราชมารดาก็ทรงได้คิด พอได้คิดก็คิดได้ทันทีเลย ก็เป็นการบอกอ้อม ๆ ตั้งแต่นั้นมา พระราชมารดาก็พูดด้วยวาจาที่ไพเราะ นุ่มนวล พระโพธิสัตว์ทรงกระทำให้พระราชมารดาได้คิด โดยการกล่าวให้ข้อคิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น มันก็ติดข้ามชาติมา จะต้องมาฟังบทเด็ดครั้งหนึ่งแล้วก็ได้คิด เมื่อมาอยู่ในฐานะเป็นภรรยาก็ฟังเรื่องภรรยา ถ้าอยู่ในฐานะพระราชมารดา ก็ต้องฟังเรื่องนก
พระพุทธองค์ทรงประชุมชาดก พระราชมารดาในครั้งนั้นได้มาเป็นนางสุชาดาในบัดนี้ ส่วนพระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็น เราตถาคต