ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๑๖ นางจูฬสุภัททาผู้นำบุญสู่อุคคนคร

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๑๖ นางจูฬสุภัททา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีสหายคนหนึ่งซึ่งเป็นเศรษฐีชื่อว่า อุคคะ อยู่ในเมืองอุคคนคร แสดงว่าต้องเป็นเศรษฐีใหญ่มาก เพราะว่าชื่อเมืองชื่อเดียวกัน ในวัยหนุ่มทั้งสองได้เรียนศิลปะอยู่ในสำนักอาจารย์เดียวกัน ทั้งคู่ต่างก็ทำสัญญากันว่า เมื่อต่างคนต่างเติบโตมีครอบครัวมีบุตรธิดาแล้ว ถ้าฝ่ายใดขอลูกสาวของอีกฝ่ายให้แต่งงานกับลูกชายของตน ฝ่ายที่ถูกขอลูกสาวจะต้องยกให้ฝ่ายสู่ขอ หมายความว่า ถ้าเธอมีลูกสาวฉันมีลูกชาย แล้วถ้าขอลูกสาวมาต้องยกให้ ต่อมาทั้งสองเจริญวัยขึ้น ท่านอุคคะก็ได้มาเป็นเศรษฐีของเมืองอุคคนคร ส่วนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้มาเป็นเศรษฐีอยู่ที่เมืองสาวัตถี วันหนึ่งอุคคเศรษฐีได้นำสินค้าบรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางมาค้าขายยังเมืองสาวัตถี ก็ได้มาพักที่บ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเพราะเป็นเพื่อนรักกัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเรียกนางจูฬสุภัททา “ลูกสาวคนที่สองของตนมา บอกตรง ๆ เลยว่า ฉันมีลูกสาว ให้มาต้อนรับ แล้วสั่ง “ลูก ลูกช่วยดูต้อนรับอุคคเศรษฐีเพื่อนของพ่อด้วย” ในขณะนั้นนางสาวจูฬสุภัททา ทำหน้าที่ดูแลการถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ ๒,๐๐๐ รูปต่อวัน อย่าลืมว่าท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเลี้ยงพระวันละ ๒,๐๐๐ รูป ก็ได้ลูกสาวคนที่สอง ชื่อจูฬสุภัททาคอยดูแลถวายพระ และเมื่อนางได้ฟังธรรมก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พ่อก็เป็นพระโสดาบัน พี่กาละก็เป็นพระโสดาบัน น้องจูฬสุภัททาก็เป็นพระโสดาบัน เมื่อนางสาวจูฬสุภัททา ได้รับมอบหมายแล้วได้จัดเตรียมทุกอย่างด้วยมือของตนเอง เช่น จัดเตรียมอาหาร เครื่องประดับ ของหอม เครื่องลูบไล้ เป็นต้น คือเตรียมทุกอย่างพร้อมหมดเลย ระหว่างที่ท่านอุคคเศรษฐีรับประทานอาหาร เธอก็ไปเตรียมน้ำอาบไว้ แล้วจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเรียบร้อย อุคคเศรษฐีก็ได้เฝ้าสังเกตจูฬสุภัททาเห็นกิริยามารยาทก็รู้สึกพอใจ เราจะต้องขอจูฬสุภัททาลูกสาวท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปให้ลูกชายของเรา ก็เลยเข้ามาเลียบ ๆ เคียง ๆ คุยกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า เราเคยเรียนอยู่ด้วยกันกับพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เราเป็นเพื่อนเล่นกัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็รู้ จำได้หรือเปล่าว่า ตอนที่หนุ่ม ๆ ด้วยกัน ได้เคยให้คำมั่นสัญญาอะไรไว้ ถ้าใครมีลูกสาว ฝ่ายลูกชายไปขอฝ่ายที่มีลูกสาวก็ต้องยกให้ ถ้าอย่างนั้นเราขอเลย คือไม่ต้องเสียเวลารักแล้ว รอไม่ได้แล้ว ขอว่า ยกจูฬสุภัททาให้ไปแต่งงานกับลูกชายของเราเถอะ ทีนี้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีรู้ว่า อุคคเศรษฐียังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ คือ ยังมีความเห็นผิดอยู่ ยังไม่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม ในข้อแรกของสัมมาทิฐิ ยังไม่ผ่านสักข้อเลย โลกนี้ โลกหน้า นรก สวรรค์ ผลแห่งทาน มารดาบิดามีคุณ เหล่านั้น เป็นต้น ก็กลัวว่า ลูกสาวจะลำบากในกาลภายหน้า แต่ก็จะต้องรักษาไมตรีของอุคคเศรษฐีไว้ ก็เลยบอกว่า “สหาย สำหรับเราไม่มีความขัดข้องหรอก” ก็เลยหาทางออกว่า “แต่ว่าบุตรธิดาของเราทุกคน เราได้ถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราจึงไม่อาจสามารถจะตัดสินใจตามลำพังได้ ยกให้เป็นลูกพระพุทธองค์แล้วต้องไปถามพระองค์ก่อน” คือ หากุศโลบายเพื่อจะนำอุคคเศรษฐีไปเฝ้าเข้า เผื่อว่า ถ้าหากว่ามีบุญก็จะได้บรรลุธรรม พอบรรลุธรรมแล้วก็เป็นสัมมาทิฐิ ลูกสาวของตัวก็จะได้ไม่ลำบาก “เราจะไปกราบทูลประทานขออนุมัติจากพระพุทธองค์ก่อน หากพระองค์ไม่ขัดข้องเราก็ยินดีเพื่อน” วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีก็ไปกราบทูลข้อความทั้งหมดแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั่งฟังไปก็ระลึกชาติไป ตรวจดูด้วยสัพพัญญุตญาณเห็นว่า อุคคเศรษฐีมีบุญที่จะบรรลุธรรม จึงทรงอนุญาตให้นางจูฬสุภัททาแต่งงานกับลูกชายอุคคเศรษฐี ท่านเศรษฐีกลับมาแจ้งให้นางบุญญลักขณาได้ทราบ เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการจัดงานแต่งงานของลูกสาวของตน จากนั้นท่านเศรษฐีจึงไปบอกท่านอุคคเศรษฐีว่า ตกลงเรายกลูกสาวให้ พร้อมกับกำหนดวันแต่งงาน ก่อนจะส่งตัวนางสาวจูฬสุภัททา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ให้โอวาท ๑๐ ประการแก่นาง ๑. ไม่ควรนำไฟภายในออกภายนอก หมายถึงเห็นความผิดของมารดาบิดาของสามีและสามีแล้วอย่าไปพูดให้คนอื่นฟัง ๒. ไม่ควรนำไฟภายนอกเข้าไปภายใน หมายถึง ถ้าใครได้มาพูดเรื่องร้อนอกร้อนใจ จงอย่าได้นำเอาความนั้นมาพูดในบ้าน ๓. ให้แก่บุคคลที่ควรให้ หมายถึง ควรให้กับคนที่ได้ยืมของไป แล้วก็นำมาส่งคืน ๔. ไม่ให้แก่บุคคลที่ไม่ควรให้ หมายถึง ไม่ให้แก่ผู้ที่ยืมของไปแล้ว ไม่นำมาส่งคืน ๕. ให้แก่บุคคลที่ให้หรือไม่ให้ หมายถึง เมื่อญาติมิตรผู้ยากจนมาขอความช่วยเหลือแล้ว เขาเหล่านั้นจะใช้คืนหรือไม่ก็ตาม ก็ควรให้แก่ญาติมิตรเป็นการสงเคราะห์ญาติ ๖. ควรนั่งให้เป็นสุข หมายถึง เมื่อนั่งในที่ใดก็ตาม เห็นมารดาบิดาของสามีและสามีแล้ว จะไปเดินลุกหนีอย่างนั้น ไม่ควร ควรจะลุกรับ ไม่ใช่ลุกหนี ๗. ควรบริโภคให้เป็นสุข หมายถึง ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนมารดาบิดาของสามี และสามี จงดูแลทุกคนให้ได้รับประทานก่อนแล้วตนเองจึงค่อยรับประทานทีหลัง ๘. ควรนอนให้เป็นสุข หมายถึง ไม่ควรนอนก่อนมารดาบิดาของสามี และสามี ควรดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ แล้วจึงเข้านอนทีหลังสุด ๙. ควรบูชาไฟ หมายถึง ให้คิดว่ามารดาบิดาของสามีและสามี เปรียบเสมือนกองไฟ ซึ่งมีทั้งคุณและโทษ ต้องคอยดูแลให้ดี ๑๐. ควรนอบน้อมต่อเทวดาภายใน หมายถึง ให้คิดว่ามารดาบิดาของสามี และสามี เปรียบเสมือนเทวดา ต้องให้ความเคารพ คือ ท่านเหล่านี้มีความสำคัญมากต้องให้เกียรติยกย่อง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้คัดเลือกทนาย ๘ ท่าน คือ ท่านคิดแล้วว่า การไปครองเรือน โดยอีกฝ่ายหนึ่งเป็นมิจฉาทิฐิ จะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นสักวันหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราเตรียมทนายไปก่อน แล้วก็สั่งว่า หากมีเรื่องเสียหายเกิดขึ้นในสถานที่ ๆ ลูกสาวของเราไปอยู่ก็ขอให้พวกท่าน เป็นผู้ชำระคดีความด้วย ในวันที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจะส่งลูกสาวไป ท่านก็ได้ไปถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระสาวก คือชวนกันไปเลย ไปถวายภัตตาหาร เมื่อถวายมหาทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจัดพิธีส่งตัวลูกสาวไปสู่เมืองอุคคนครอย่างยิ่งใหญ่ ตอนนี้ก็ได้เอานางสาวจูฬสุภัททามาตบแต่งอย่างดี เพื่อยกย่องเชิดชูนางจูฬสุภัททาให้ประจักษ์แก่สายตาชาวนครสาวัตถี ที่มาชื่นชมอยู่สองข้างทางเป็นจำนวนมาก เมื่อเดินทางไปถึงเมืองอุคคนคร บรรดาญาติมิตรอุคคเศรษฐีพร้อมด้วยมหาชนก็ได้ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ นางจูฬสุภัททาได้ลุกขึ้นยืนในรถ เพื่อให้ชาวเมืองได้เห็นสมบัติของตนเอง เศรษฐีสมัยก่อนเขาทำกันอย่างนี้ ชาวอุคคนครนำเครื่องบรรณาการมาให้ นางก็ได้แบ่งปันของเหล่านั้นให้ชาวอุคคนครเช่นกัน ดังนั้นชาวเมืองอุคคนครจึงรักนางเสมือนกับญาติ ท่านอุคคเศรษฐีผู้เป็นพ่อของสามีเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นผิด ไม่รู้ว่าบุคคลใดจึงจะควรบูชา ได้จัดงานในเรือนของตนอย่างยิ่งใหญ่ แล้วก็ได้เชิญนักบวชชีเปลือยมา ท่านเศรษฐีจึงให้คนรับใช้ไปตามนางจูฬสุภัททามาไหว้นักบวชชีเปลือยตอนนี้ เมื่อนางจูฬสุภัททารู้ว่า ท่านอุคคเศรษฐีให้คนมาตามไปไหว้นักบวชเปลือย นางจึงปฏิเสธ เพราะเกิดความละอาย อุคคเศรษฐีพอได้ทราบดังนั้น จึงได้ส่งคนรับใช้ไปตามนางอีกหลายครั้ง แต่นางจูฬสุภัททาก็ปฏิเสธที่จะมาทุกครั้ง จนกระทั่งท่านอุคคเศรษฐีรู้ว่า นางไม่ยอมมาก็โกรธ จึงสั่งบริวารว่า “เจ้าจงไปฉุดตัวนางจูฬสุภัททามาเดี๋ยวนี้” ลืมไปเลยว่าเพิ่งไปขอลูกสาวมาจากเพื่อน แต่บรรดาทาสและบริวารทุกคนมีความรักและเคารพต่อนางจูฬสุภัททามาก ไม่มีใครกล้าไปแตะต้องตัวนาง เพียงแต่ไปบอกให้นางทราบ แล้วเชิญไปหาท่านอุคคเศรษฐี นางจูฬสุภัททาคิดว่า พ่อผัว ไม่อาจให้อภัยแก่เราได้ ท่านโกรธเราเพราะเหตุที่ไม่สมควรเลย หน้าตาเธอยังเบิกบานเพราะเธอไม่ได้โกรธตอบ จึงให้บริวารไปเชิญทนายทั้ง ๘ ท่านไปด้วยกัน แล้วก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ให้ทนายทั้ง ๘ ทราบต่อหน้าอุคคเศรษฐี ทนายทั้ง ๘ ท่านพอทราบเรื่องราวทั้งหมดก็มีวินิจฉัยว่า นางจูฬสุภัททาไม่มีความผิด แล้วก็ชี้แจงให้ท่านอุคคเศรษฐียินยอม แต่อุคคเศรษฐียังค้างคาใจ จึงไปปรึกษาหารือกับภรรยาว่า “เธอดูลูกสะใภ้ของเราสิ ไม่ยอมไหว้สมณะที่พวกเรานับถือ แล้วยังบอกว่าท่านเหล่านี้ไม่มีความละอาย ไม่นับถือและยังบอกอย่างนี้อีก” ภรรยาของอุคคเศรษฐีคิดว่า แล้วสมณะที่ลูกสะใภ้ของเรานับถือนั้นเป็นอย่างไร ทำไมนางถึงได้ให้ความเคารพกราบไหว้นับถือเป็นนักหนา เราควรจะไปถามนางให้รู้เรื่องดีกว่าว่า สมณะที่ลูกสะใภ้นับถือ มีลักษณะเป็นอย่างไร เพราะเราก็ไม่เคยรู้เลย การสื่อสารสมัยก่อนยังไม่ค่อยจะดี จึงให้บริวารไปตามนางจูฬสุภัททามา แล้วก็ถามนางอย่างดีเลย “ลูก สมณะที่ลูกนับถือเป็นอย่างไร ทำไมถึงได้สรรเสริญนักหนา ท่านมีศีล มีอาจาระอย่างไร ช่วยบอกให้แม่ทราบหน่อยเถอะ” นางจูฬสุภัททาก็เบิกบานขึ้นมาทันทีเลย มีความปลื้มเพราะตัวเองก็เป็นพระโสดาบัน จึงประกาศคุณของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกให้มารดาของสามีได้ทราบ โดยในที่นี้ ขอนำมากล่าวโดยย่อ ๆ กล่าวว่า “คุณแม่คะ สมณะทั้งหลายที่ลูกนับถือ เป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ คือ หยุดนิ่งดีแล้ว ท่านเหล่านั้นไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีความเรียบร้อย สงบ เป็นผู้มีกายกรรมสุจริต วจีกรรมสุจริต มโนกรรมสุจริต คือ มีความคิดที่บริสุทธิ์ คำพูดก็พูดออกมาจากใจที่บริสุทธิ์ และมีการกระทำที่บริสุทธิ์ เว้นจากบาปอกุศลทั้งหลาย แล้วท่านยังเป็นผู้ไม่มีมลทิน แจ่มใสดุจสังข์และมุก” คือ สมัยนั้นมุกกับสังข์ คนในยุคนั้นเขาเห็นง่าย สังข์ที่ขัดอย่างดีแล้ว สะอาดหมดจดทั้งภายนอกภายใน “เต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมอันบริสุทธิ์ ภายนอกก็เป็นพระแท้ ภายในก็มีพระแท้ มีพระในตัว เป็นพระทั้งนอกทั้งใน สองชั้นทีเดียว “ธรรมดาบุคคลทั้งหลาย ย่อมหวั่นไหวต่อความมีลาภและความเสื่อมลาภ คือ มีลาภก็ดีใจ พอเสื่อมลาภก็เสียใจ แต่สมณะที่ลูกนับถือ แม้จะได้ลาภ หรือเสื่อมลาภก็ตาม ท่านก็วางใจเป็นกลาง ๆ เฉย ไม่ได้รู้สึกอะไร” “ธรรมดาบุคคลทั้งหลาย ย่อมหวั่นไหวต่อความมียศและความเสื่อมยศ แต่สมณะของลูก แม้จะมียศหรือเสื่อมยศท่านก็วางใจเป็นกลาง ๆ คือ มียศก็เฉย เสื่อมยศก็เฉย ๆ ไม่แสวงหายศด้วย และไม่แย่งเรื่องยศด้วย” “ธรรมดาบุคคลทั้งหลาย ย่อมหวั่นไหวต่อการสรรเสริญ” คือ ใครสรรเสริญ แก้ม หน้าแทบแตก แล้วการนินทา คือ หน้าเหี่ยวลงมา เหมือนน้ำเต้าที่ถูกแดดเผาน้ำระเหยไปเลยฝ่อ ผิวไม่เต่งตึงอย่างนั้น “แต่สมณะของลูก แม้จะถูกนินทาหรือสรรเสริญก็ตาม ท่านก็เฉย ๆ วางใจเป็นกลาง ๆ” “ธรรมดาบุคคลทั้งหลาย คือทั้งโลกนี้ ย่อมยินดีเมื่อได้รับความสุข และไม่ยินดีเมื่อได้รับความทุกข์ แต่สมณะของลูก แม้ท่านจะมีสุขหรือทุกข์ก็ตาม ท่านก็เฉย ๆ กล่าวคือ โลกธรรม ๘ ประการ เป็นธรรมประจำโลกนี้ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีคนสรรเสริญมีคนนินทา มีสุขมีทุกข์ ท่านเฉย ๆ เพราะท่านไม่กระเทือน” เมื่อนางจูฬสุภัททากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธองค์และเหล่าพระอริยสาวกจบแล้ว มารดาของสามีจึงถามกลับว่า “ลูก ที่ลูกพูดมาป็นความจริงอย่างนั้นหรือ คือถาม ไม่ใช่กระทบกระเทียบแดกดัน เพิ่งเคยได้ยิน “เป็นจริงทุกประการค่ะคุณแม่” “ถ้าเป็นเช่นนั้น ลูก แม่อยากเห็นแล้วแหละ ช่วยนิมนต์สมณะที่ลูกว่า มาให้แม่ดูหน่อยได้ไหมจ๊ะ ลูกจะนิมนต์มาได้เมื่อไหร่ล่ะ แม่อยากเห็นเร็ว ๆ ลูกพอจะบอกแม่ได้ไหม “พรุ่งนี้เลยจ๊ะแม่” “พรุ่งนี้เลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็พระสมณะของลูก อยู่ไกลถึงเมืองสาวัตถี ลูกรู้ไหมเมืองอุคคนคร อยู่ห่างจากเมืองสาวัตถี ๑๒๐ โยชน์ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้น ๒ เดือน ลูกมันเป็นไปได้อย่างไรจ๊ะที่จะนิมนต์มาพรุ่งนี้” มันตั้ง ๑,๙๒๐ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางสองเดือน อย่าลืมสมัยก่อนขี่เกวียน “ลูกทราบดีจ้ะแม่ แต่ลูกมั่นใจว่า พระพุทธองค์พร้อมเหล่าพระสาวก จะมาถึงเรือนของเราในวันพรุ่งนี้แน่ ๆ” แสดงว่าไม่ได้มีความคลางแคลงในพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ และ สังฆานุภาพเลย เพราะนางมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ “ถ้าลูกมั่นใจเช่นนั้นนิมนต์มาเลย แม่อยากเห็น” “แม่คะ ถ้าเช่นนั้นลูกขอกราบถวายภัตตาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระสาวกทั้ง ๕๐๐ รูป ในวันพรุ่งนี้ด้วยได้ไหมคะ” “เชิญเถิดลูก ลูกจัดภัตตาหารประณีตให้บริบูรณ์เลย” นางจูฬสุภัททาจึงได้ไปตระเตรียมมหาทานเพื่อถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยเหล่าพระสาวกในวันรุ่งขึ้นทันที วิธีกราบนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นเรื่องที่จารึกบันทึกไว้ ๒,๐๐๐ กว่าปีทีเดียว นางจึงขึ้นไปบนประสาทชั้นบนสุดพร้อมด้วยเครื่องสักการะ มีของหอม เครื่องอบ ดอกไม้ เทียนธูป มีใจเบิกบานแช่มชื่นทีเดียว แล้วนางก็หันหน้าไปทางทิศที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน พร้อมกับก้มลงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง แล้วก็สวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ระลึกนึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ทำการบูชาด้วยของหอม เครื่องอบ ดอกไม้ และธูป แต่ถ้าเราไม่มีเราก็พนมมือต่างเทียนธูป ดอกไม้ ไว้ระหว่างอกของเรา เคารพด้วยดวงใจ แล้วก็ก้มกราบด้วยเศียรเกล้า ทั้งเนื้อทั้งตัวมอบถวายแด่พระรัตนตรัย นางจูฬสุภัททากล่าวจบก็ตั้งจิตอธิษฐานและนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันขอนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระสาวกมาฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ ขอพระพุทธองค์ทรงรับทราบด้วยเทอญ จากนั้นนางก็ใช้มือหยิบดอกมะลิขึ้นมา ด้วยจิตที่เป็นกุศล อานุภาพแห่งนางที่เป็นพระโสดาบัน ความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพุทธานุภาพจึงทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้น ดอกมะลิเลื่อนลอยไปในอากาศจำนวนทั้งสิ้น ๘ กำ ไม่ใช่ซัด ดอกมะลิลอยไปที่วัดพระเชตวัน ไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปประดิษฐานเป็นเพดานดอกไม้อยู่เบื้องบน ในขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมให้แก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกับบริวารฟัง เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจบ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบนิมนต์พระพุทธองค์เพื่อถวายภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ท่านเศรษฐี ตถาคตรับนิมนต์นางจูฬสุภัททาในวันพรุ่งนี้แล้ว” “พระองค์ผู้เจริญ จูฬสุภัททาลูกของหม่อมฉันอยู่ไกลจากที่นี่ถึง ๑๒๐ โยชน์ ไม่ใช่หรือพระเจ้าข้า” “ใช่แล้ว ท่านเศรษฐี สัตบุรุษทั้งหลาย แม้จะอยู่ไกลแสนไกลเพียงใด ก็ปรากฏดุจอยู่ต่อหน้าพระตถาคต” “สัตบุรุษทั้งหลาย แม้อยู่ในที่ไกล ดุจภูเขาสูงใหญ่ย่อมปรากฏให้เห็นเด่น อยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้ ส่วนอสัตบุรุษย่อมไม่ปรากฏดุจลูกศรที่นักธนูยิงไปในเวลากลางคืน คือ ไม่ปรากฏเลย ฟุ้บหายไปไหนก็ไม่รู้ อยู่ใกล้เหมือนอยู่ไกล สัตบุรุษ คือ บุคคลผู้ที่สั่งสมบุญบารมีไว้ดีแล้ว ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก่อน ๆ คือผู้ที่สั่งสมบุญมาดี แม้อยู่ไกลแสนไกลเพียงใดย่อมปรากฏในญาณทัศนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนอยู่ใกล้ ๆ ส่วนอสัตบุรุษ คือ พวกคนพาล ที่มองเพียงปัจจุบันไม่คำนึงถึงโลกหน้า เป็นผู้เห็นแก่ได้ เห็นแก่ผลประโยชน์ หรือเห็นแก่อามิส แม้จะนั่งอยู่ใกล้พระพุทธองค์ก็ไม่มีใครสนใจ คือ เห็นเหมือนมองไม่เห็น ขนาดอยู่ใกล้ ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่ค่อยเข้าใจเลยในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงแสดงธรรม ท้าวสักกเทวราช เห็นด้วยทิพพจักขุ คือ มองมาเลย เพราะสิ่งที่นางจูฬสุภัททาทำ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา มองดูแล้วก็ฟังด้วยทิพยโสต ทราบว่า พระบรมศาสดาทรงรับนิมนต์ของนางจูฬสุภัททาแล้ว จึงเรียกวิษณุกรรมเทพบุตรมาเข้าเฝ้ารับสั่งให้เนรมิต เรือนยอดจำนวน ๕๐๐ หลัง เพื่อพาพระพุทธองค์พร้อมด้วยเหล่าพระสาวกเดินทางไปสู่เมืองอุคคนครในวันรุ่งขึ้น ด้วยพุทธานุภาพเป็นหลัก และเทวานุภาพเป็นส่วนเสริม เราจะเห็นว่า ผู้สั่งสมบุญมาดีแล้ว อะไรก็สะดวกทั้งนั้น อุปสรรคมีน้อย ในวันรุ่งขึ้นวิษณุกรรมเทพบุตรจึงได้ทำตามคำบัญชาของท้าวสักกเทวราช โดยเนรมิตเรือนยอด ๕๐๐ หลัง ที่หน้าซุ้มประตูวัดพระเชตวัน พอเนรมิตเสร็จก็ยืนอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระสาวกขีณาสพ ๕๐๐ รูป ก็ประทับนั่งในเรือนยอดนั่นเป็นปกติของท่าน ที่จริงท่านจะเหาะไปก็หรือแวบไปก็ได้ แต่เพื่อให้เป็นเกียรติยศ มนุษย์ต้องให้เห็นหยาบ ๆ จากนั้นเรือนยอดก็พาพระพุทธองค์และพระสาวก ๕๐๐ รูป ไปสู่เมืองอุคคนคร ท่านอุคคเศรษฐีพร้อมด้วยบริวาร ได้ไปยืนมองดูหนทางที่พระองค์จะเสด็จมา ตามที่นางจูฬสุภัททาได้บอกไว้ คือ ไปยืนคอยรับเสด็จ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า จะมาได้อย่างไร คิดว่าท่านอาจจะเสด็จดำเนินมา ก็มองดู แต่ปรากฏ เกินคาด ไม่ได้เดินเข้าประตูเมืองมา แต่ลอยมาเลย ดูหน้าท่านเศรษฐีกับภรรยาที่ตาโตอยู่แล้ว โตหนักเข้าไปอีก ส่วนนางจูฬสุภัททารู้อยู่ก็นิ่งเฉย ๆ รู้ว่าเป็นปกติของพระพุทธองค์ กับพระสาวก ผู้มีอานุภาพ พอเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก เสด็จมาด้วยสิริสมบัติอันยิ่งใหญ่อลังการ จึงทำให้ท่านเศรษฐี ขนลุกซู่ชูชัน เกิดความปีติเลื่อมใสเป็นอย่างมาก บริวารทั้งหลายก็มีความปีติ มีความเลื่อมใสต่างพากันสักการะบูชาแด่พระพุทธองค์และพระสาวก จากนั้นท่านก็ให้การต้อนรับ กราบถวายบังคมพระบรมศาสดา ตอนนี้ดีใจ เลยลืมเรื่องราวที่สั่งให้บริวารไปฉุดนางจูฬสุภัททามา แล้วได้ถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระสาวก ขีณาสพทั้ง ๕๐๐ รูป ใจปลื้มปีติอย่างที่ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย ปลื้ม ๆ มาก ถวายแล้ว พูดไปคุยไป ชื่นชมพุทธานุภาพไป เรียกว่าตอนนั้นไม่มีใครสงบสักคน บริวารก็คุยกันอื้ออึง ตลอดเลย ท่านเศรษฐีอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระสาวกขีณาสพ ทั้ง ๕๐๐ รูป ทุกวันเลย พอฉันเสร็จ ฟังธรรมเสร็จ อาราธนาวันพรุ่งนี้ต่อ ฉันเสร็จ ฟังธรรมเสร็จ อาราธนาต่ออย่างนี้ตลอด ๗ วัน ปลื้มมาก จากคนขี้เหนียวที่สุด ตระหนี่มาก ที่เคยมีความเห็นผิด เข้าใจผิดว่า ผู้เปลือยกายนั้น คือ ผู้หมดกิเลส พระพุทธองค์ทรงทราบว่า ใจของท่านละเอียดอ่อนแล้ว คือ ให้ขัดเกลาไปสัก ๗ วัน เหมาะสมที่จะฟังธรรมแล้ว ตอนนี้จึงแสดงธรรมจริง ๆ ก่อนหน้านั้นก็กล่าวชื่นชมพอให้ปลื้มใจ แล้วก็รับนิมนต์ในวันรุ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้แสดงธรรมอะไรยาว ๆ ดูกำลังบุญจากในอดีตกับปัจจุบัน ว่า กำลังบุญมาถึงแล้วสว่างถึงที่แล้ว ใจใสแล้ว มีความละเอียดอ่อนพร้อมที่จะรับฟังธรรมะได้แล้ว บุญปัจจุบันกับบุญเก่าเชื่อมกันแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงธรรมโปรดท่านเศรษฐีและเหล่าบริวาร เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านอุคคเศรษฐีและเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ประมาณ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรมแล้ว คือไม่เฉพาะเศรษฐี เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย คำว่า เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่มีกายทิพย์ ที่มาฟังธรรมด้วย ๘๔,๐๐๐ บรรลุธรรม แล้วพระองค์ก็ตรัสกับพระอนุรุทธะว่า ดูก่อนอนุรุทธะ ขอเธอจงอยู่ที่นี่ก่อน เพื่ออนุเคราะห์นางจูฬสุภัททาและชาวเมือง พระอนุรุทธะท่านเป็นเลิศทางทิพพจักขุ ท่านมีตาทิพย์ชอบสอดส่องดูสัตว์โลก เป็นอัธยาศัยของท่านข้ามชาติ สร้างบารมีมาก็เพื่อการนี้ ในจำนวนผู้ที่มีตาทิพย์ขอให้เป็นอันดับหนึ่ง จากนั้นพระบรมศาสดาพร้อมด้วยเหล่าพระสาวกจึงเสด็จกลับเมืองสาวัตถี ตั้งแต่นั้นมาชาวเมืองอุคคนครทั้งเมือง ได้เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย อย่างเต็มเปี่ยมบริบูรณ์