ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๑๕ กุศโลบายดึงลูกชายให้เข้าวัด

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๑๕ กุศโลบายดึงลูกชายให้เข้าวัด ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีลูกชายคนหนึ่ง ชื่อ กาละ แปลว่า กาลเวลา แต่นายกาละก็เหลือเกินคล้ายลูกเศรษฐีบางคน คือ พ่อศรัทธาในพระพุทธศาสนาแต่ลูกไม่ศรัทธาเลย พ่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ลูกไม่อยากเข้าเฝ้า เพราะเดี๋ยวท่านก็จะพูดสังขารไม่เที่ยง อย่างนี้เป็นของปฏิกูล มีความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดาไม่อยากฟังหรอก ยังหนุ่มอยู่ นายกาละเหมือนวัยรุ่นสมัยนี้ แถมเป็นลูกเศรษฐีด้วย ไม่อยากพบพระพุทธเจ้า ไม่ปรารถนาจะฟังธรรม ไม่ปรารถนาแม้กระทั่งจะไปอุปัฏฐากพระภิกษุสงฆ์ เวลาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนิมนต์พระมา ๒,๐๐๐ รูป อาสนะปูไว้ ๒,๐๐๐ ที่ ลูกกาละมาถวายภัตตาหารพระ ก็ไม่เอาอย่างเดียว แม้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้เป็นบิดาจะบอกว่า ลูกทำอย่างนั้นไม่เหมาะ การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กระทั่งพระสงฆ์ที่มา ไม่ใช่ง่ายเลย การเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่ง่าย การได้ฟังธรรมไม่ใช่ง่าย แต่ลูกก็ไม่เชื่อฟังเลย ท่านเศรษฐีก็กลัวว่า ถ้าลูกเราเป็นอย่างนี้ เอาแต่สนุกเฮฮา โดยคิดว่าตัวเป็นลูกเศรษฐี เดี๋ยวก็คงจะได้ตกนรกแน่ คิดอยู่เสมอ ท่านไม่อยากให้ลูกท่านตกนรก เพราะฉะนั้น จะให้ลูกของเราไปตกนรกไม่ได้เด็ดขาดทำอย่างไรจะหาแรงจูงใจให้ลูกเข้าวัดได้ ถ้าเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะได้ฟังธรรม ท่านเศรษฐีก็นึกได้ว่า ปกติมนุษย์ที่ยังมีกิเลสอยู่ ไม่มีใครที่ปฏิเสธทรัพย์ ต้องการอยากได้ทรัพย์สมบัติทั้งนั้น เราคงจะต้องใช้ทรัพย์ทำลายความเห็นผิดของลูก คิดอย่างนั้นแล้วก็เรียก “กาละ ลูก เอาอย่างนี้ เดี๋ยวพ่อจะจ้างลูกสัก ๑๐๐ กหาปณะ ให้ลูกไปวัด รักษาอุโบสถศีล ไปแค่นี้แล้วก็กลับมา” กาละถามว่า “พ่อจะให้เงินผมจริงหรือ” “จริงลูก” ท่านเศรษฐียืนยันถึง ๓ ครั้ง ว่า “เอาไปเลย ๑๐๐ กหาปณะ ถ้าลูกไปวัด ตั้งใจสมาทานอุโบสถศีล นายกาละไปวัดเพราะไม่ได้หวังบุญ แต่หวังเงิน ๑๐๐ กหาปณะ คิดในใจว่าเดี๋ยวเราจะไปเข้าเฝ้าแล้วได้ ๑๐๐ กหาปณะ ดีใจเดินอย่างเบิกบานไปวัดพระเชตวัน เดินไปถึงวัด แล้วก็ไปหาที่รื่นรมย์ หามุมสบายนอน ไม่ได้ไปฟังธรรม ไม่ได้คิดเรื่องบุญ เรื่องศีล พระบอกให้สมาทานอุโบสถศีลก็เอารับ ๆ ไปอย่างนั้นเอง ที่จริงต้องการรับเงินมากกว่าไปแอบนอน ณ มุมใดมุมหนึ่งในวัดพระเชตวัน ถืออุโบสถ พอถึงเช้าก็กลับบ้าน พ่อเห็นลูกกลับมาก็บอกให้บริวารไปรับ ไปจัดเตรียมอาหาร มีข้าวต้ม หรือมีอะไรก็เอามาเลี้ยงลูกชาย กลับมาจากถืออุโบสถศีลแล้ว บริวารก็นำอาหารมาให้นายกาละ นายกาละยกมือ ที่ตกลงกันไม่ใช่ตรงนี้ ถ้ายังไม่ได้ ๑๐๐ กหาปณะก็ยังไม่รับประทานอาหาร ได้รับเงินเสร็จแล้วจึงยอมรับประทานอาหาร วันรุ่งขึ้นเศรษฐีคิดใหม่ “ลูกกาละ วันนี้เอาไป ๑,๐๐๐ กหาปณะ ขอไปนั่งฟังธรรมอยู่ข้างหน้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เรียนมาสักข้อหนึ่ง จำให้ได้แล้วกลับมาเล่าให้พ่อฟัง นายกาละก็รีบไปวัดพระเชตวัน ต้องการแค่ ๑,๐๐๐ กหาปณะ ไปถึงก็ไปนั่งหน้าเลยด้วยความเบิกบาน แล้วก็ตั้งใจว่าจะจำธรรมะข้อเดียวพอ ถ้าจำได้แล้วก็กลับเลย นายกาละฟังธรรมด้วยความตั้งใจว่า เราจะต้องจดจำหัวข้อธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงนี้ให้ได้ พระพุทธเจ้าก็ทรงทำให้นายกาละจำไม่ได้อีก เพื่อจะให้นายกาละเปลี่ยนความคิดว่า มาฟังธรรมเพื่อจะเอา ๑,๐๐๐ กหาปณะ ก็ทำให้นายกาละตั้งใจเพิ่มเข้าไปอีกเราต้องจำให้ได้ ธรรมดาในสมัยนั้น ใครฟังธรรมด้วยความตั้งใจแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ฟังธรรมด้วยความเคารพธรรมะ คือ ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติ หรือสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ว่า มีอะไรบ้างเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิต แล้วจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อจะให้บรรลุวัตถุประสงค์ตรงนั้น ถ้าไม่ตั้งใจฟังชื่อว่า ไม่ได้ทำความเคารพในธรรม ผู้ที่ตั้งใจฟังธรรมโดยความเคารพ ย่อมส่งผลให้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เป็นต้น พระพุทธองค์ก็เทศน์ลุ่มลึกไปตามลำดับ แล้วก็สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ แสดงธรรมสูงขึ้นไปจากท้องทะเลไล่ไปถึงชายหาด ถึงพื้นราบ ถึงเชิงเขา ถึงยอดดอย เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็ฟังเพลิน เพราะว่าอยู่ในหัวข้อเดียวกันไม่จบสักที ฟังเรื่อย ๆ ก็สบายอกสบายใจ เลยได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ตอนนี้นายกาละเป็นพระโสดาบันแล้ว พอวันรุ่งขึ้น นายกาละได้กลับมาที่บ้านของตนพร้อมด้วยพระบรมศาสดา และเหล่าสาวก ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเห็นบุตรชายของตนก็รู้สึกชอบใจในอาการของบุตรมาก และคิดว่าวันนี้ลูกของเรามีหน้าตาผ่องใสเป็นพิเศษ ส่วนนายกาละกลับมีความคิดว่า ขออย่าให้บิดาของเรามอบเงินให้เราต่อหน้าพระบรมศาสดาเลย เพราะว่าเราอายจังเลย ที่รับจ้างไปฟังธรรม และขอให้ท่านปกปิดเรื่องที่เราไปฟังธรรม และรักษาอุโบสถเพราะต้องการเงินด้วยเถิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบอยู่แล้วว่า นายกาละไปฟังธรรมเพราะถูกบิดาจ้างไป ส่วนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สั่งบริวารจัดเตรียมข้าวต้มเพื่อเหล่าพระภิกษุสงฆ์ แล้วท่านก็ได้ถวายภัตตาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระสาวก จากนั้นท่านเศรษฐีจึงสั่งบริวารจัดเตรียมอาหารให้แก่บุตรของตน นายกาละก็รับประทานอาหารอย่างสงบเสงี่ยมซึ่งแตกต่างจากวันก่อน ต้องรับเงินก่อนถึงจะรับประทานอาหาร เมื่อพระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงสั่งให้บริวารนำเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะ มาวางไว้ต่อหน้านายกาละ แล้วก็กล่าวว่า “ลูก ลูกกาละ นี่คือ เงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะตามที่พ่อได้สัญญาเอาไว้ นายกาละเห็นบิดาให้ทรัพย์ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ก็อาย จึงกล่าวว่า “ผมไม่ต้องการเงินหรอก” “รับไปเถอะลูกก็เราตกลงกันอย่างนั้น” “โปรดได้วางเอาไว้ตรงนั้นก่อน แล้วโปรดอย่าพูดต่อด้วย พ่อสุดที่รัก” แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับกราบทูลพระพุทธองค์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปล่งด้วยเสียงสดใส “วันนี้ข้าพระองค์รู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายมาก เพราะเขามีท่าทางดูดีเป็นพิเศษกว่าทุกวัน” พระบรมศาสดาทราบอยู่แล้ว แต่ก็ทรงถามเพื่อจะปรารถเหตุให้ได้แสดงธรรม “อะไรหรือท่านเศรษฐี เรื่องอะไรหรือ” เลยเน้นหนักเข้าไปอีก ในวันก่อนข้าพระองค์ได้บอกบุตรชายว่า “ถ้าเจ้าสมาทานอุโบสถศีลแล้วไปวัด จะให้เงิน ๑๐๐ กหาปณะ” อยากมุดแผ่นดินหนีจัง “พอวันรุ่งขึ้นเขากลับมายังไม่ได้รับเงินก็ไม่ยอมรับประทานอาหาร” แจงรายละเอียดอีก ตายทำไงดี “แต่มาวันนี้ข้าพระองค์ให้เงินแก่บุตร แต่เขากลับไม่ต้องการ” “ใช่แล้วท่านเศรษฐี บัดนี้บุตรชายของท่านได้บรรลุโสดาปัตติผล ซึ่งประเสริฐกว่าสมบัติของพระเจ้าจักพรรดิ ประเสริฐกว่าสมบัติใด ๆ ในเทวโลก ตลอดจนถึงพรหมโลก” เรียกว่าในภพทั้ง ๓ สมบัติใด ๆ ทั้งหมดไม่ประเสริฐเท่ากับการบรรลุธรรม เพราะบุคคลที่บรรลุโสดาปัตติผลย่อมเป็นผู้ที่ปิดประตูอบายภูมิได้ แล้วจะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติเป็นผู้มีคติแน่นอนคือหลุดพ้นจากวัฏฏะ ส่วนความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้ปกครองทวีปทั้ง ๔ ที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุนั่น เมื่อสวรรคตแล้วย่อมไปสู่สุคติ เสวยทิพยสมบัติ แวดล้อมด้วยเหล่านางอัปสร พร้อมบำรุงบำเรอด้วยเบจญกามคุณ แต่ก็ยังวน ๆ เวียน ๆ อยู่ในวัฏสงสาร ถ้าหากพระเจ้าจักรพรรดิไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการแล้ว ย่อมไม่พ้นจากนรก คือ ถ้าทำชั่วก็ยังต้องไปอบาย ย่อมไปเกิดในภูมิแห่งสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อบาย ทุคติ วินิบาต พระเจ้าจักรพรรดิถ้าทำชั่วแล้วก็ต้องไปเกิดในอบายภูมิ ๔ ส่วนพระอริยสาวก แม้จะนุ่งห่มผ้าบังสกุลจีวร ยังชีพด้วยการบิณฑบาตด้วยลำแข้งของตน นุ่งห่มด้วยผ้าที่เขาทิ้งแล้ว เอามาซัก เอามาเย็บ เอามาย้อม เอามาอธิษฐานจิต แล้วก็ยังชีพอยู่ด้วยการบิณฑบาตด้วยลำแข้งของตน แต่ท่านประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือ ๑. มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า โดยระลึกถึงพระพุทธคุณ ๒. มีความเลื่อมใสในพระธรรม โดยระลึกถึงพระธรรมคุณ ๓. มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ โดยระลึกถึงพระสังฆคุณ ๔. มีศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย อริยสาวกนั้นจึงเป็นผู้รอดพ้นจากนรก ไม่ไปเกิดในสัตว์เดรัจฉานหรือภูมิแห่งเปรต ไม่ไปเกิดในภูมิแห่งอสุรกาย ทุคติ วินิบาต พระพุทธเจ้าท่านพูดเรื่องนรกสวรรค์ตลอด จะกล่าวตู่ว่า นรก สวรรค์ไม่มี ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น พุทธบริษัท ๔ จะต้องมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เมื่อเรายังไม่เห็นก็ต้องเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปก่อน และหลังจากนั้นเราไปพิสูจน์กัน พิสูจน์ด้วยพุทธวิธี ดังนั้นบุตรชายของท่านผู้เป็นอริยสาวก ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ จึงประเสริฐกว่าราชสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยประการทั้งปวง คือ พระองค์กำลังจะตรัสบอกกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า ที่บุตรชายไม่รับเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะ เพราะว่าบัดนี้เธอได้เป็นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบันแล้ว ในการจบพระธรรมเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น