ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๑๔ ได้เป็นพระราชาเพราะกินไก่ตัวประเสริฐ

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๑๔ ได้เป็นพระราชาเพราะกินไก่ตัวประเสริฐ ในกาลครั้งหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ในแคว้นกาสี พอเจริญวัย ก็ได้ศึกษาศิลปวิทยาในเมืองตักสิลา เมื่อมารดาบิดาตายจากไป ท่านก็เกิดความสลดสังเวช จึงออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์ สมัยก่อน พอเกิดสลดสังเวช มารดาบิดาตาย ก็จะออกบวชกัน ก็เป็นสิ่งที่น่าคิด ได้เจริญฌานสมาบัติ ฝึกสมาธิจนได้ฌาน ได้อภิญญาสมาบัติ วันหนึ่งท่านเดินทางเข้าไปในชนบท เพื่อต้องการที่จะเสพอาหารรสเค็ม รสเปรี้ยว คือ รสอาหารที่แตกต่างจากที่เคยเสพ ได้ไปพักอยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้ากรุงพาราณสี วันรุ่งขึ้นก็ได้เข้าไปภิกขาจารยังเรือนของคนฝึกช้าง คนฝึกช้างเห็นข้อวัตรปฏิบัติของท่าน เห็นอาจารวัตรก็เลื่อมใส จึงถวายอาหารแล้วก็นิมนต์ให้พักในพระราชอุทยาน แล้วก็บำรุงท่านเป็นประจำ ในครั้งนั้น มีชายหาฟืนคนหนึ่ง เข้าไปหาฟืนในป่าเพื่อจะนำไปขาย หาฟืนมาได้แล้วจึงขนออกจากป่าเพื่อจะเข้าเมือง แต่มาไม่ทัน ประตูเมืองปิดเสียก่อน เพราะป่านั้นอยู่นอกเมือง จึงต้องไปพักที่ศาลเจ้าแห่งหนึ่ง นอนเอาฟืนหนุนหัวอยู่ ที่ศาลเจ้านี้มีไก่หลายตัว ล้วนแต่แข็งแรง ไม่เป็นโรค ชาวบ้านนำมาปล่อยเอาไว้ ไก่ได้อาศัยอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายหาฟืนนอนอยู่ พอตอนใกล้รุ่ง ไก่ตัวบนสุดถ่าย อาหารเก่าลงมาถูกไก่ตัวที่นอนอยู่ข้างล่าง ไก่ตัวล่างถาม “ใคร ที่ถ่ายรดลงมา” ไก่ตัวบนสุดตอบว่า “ข้าเอง” ไก่ตัวล่างถามว่า “ทำไมจึงถ่าย” ไก่ตัวบนสุดตอบว่า “ฉัน ไม่ได้ทันพิจารณา” ถ้าขออภัยเรื่องมันก็จะจบแล้ว แต่ปรากฏว่า ไม่ขออภัย ฉันไม่ทันได้พิจารณาก็เลยถ่ายลงไป ตอบด้วยความสุขุมแล้วก็ถ่ายต่อไปอีก ปัทโธ่ ถ่ายอีกครั้ง ตรงนี้โกรธก็โกรธถ่ายครั้งที่สอง ครั้งแรกยังไม่โกรธ โกรธครั้งที่สอง บอกมันยั้งไม่อยู่ โกรธจริงแล้วคราวนี้ ก็เลยอวดศักดากัน ไก่ตัวล่างคุยอวดอานุภาพว่า “ถ้าใครฆ่าเราแล้วนำเนื้อไปย่างกิน ก็จะได้ทรัพย์ถึง ๑,๐๐๐ กหาปณะ” ไก่ตัวบนชักหงุดหงิด เลยคุยบ้างว่า “เจ้าอย่าคุยโวไปเลย ใครได้กินเนื้อสันของข้าจะได้เป็นพระราชา เมื่อกี้ได้แค่ ๑,๐๐๐ กหาปณะ อันนี้ได้เป็นพระราชา แล้วแถมคุยต่อไปอีก ต้องกินเนื้อสันจึงจะได้เป็นพระราชา ถ้ากินเนื้อชั้นนอกถ้าเป็นชายจะได้เป็นเสนาบดี แต่ถ้าเป็นหญิงจะได้เป็นอัครมเหสี ส่วนคนที่กินเนื้อติดกระดูก ถ้าเป็นคฤหัสถ์จะได้เป็นตำแหน่งขุนคลัง ถ้าเป็นบรรพชิตจะได้เป็นพระประจำราชตระกูล ไก่คุยกัน เป็นภาษามนุษย์ ปรากฏว่า มนุษย์ที่นอนอยู่ที่ศาลเจ้าตรงนั้น คือ ชายหาฟืน พอฟังก็มีความคิดว่า เราจะจับไก่ฆ่ากิน เขาคิดว่า เมื่อเราได้เป็นพระราชาแล้วทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะก็ไม่จำเป็น จึงค่อย ๆ ปีนขึ้นไปจับไก่ตัวที่นอนอยู่บนกิ่งไม้สูงสุด จากนั้นก็ฆ่าแล้วห่อผ้าไว้ ชายหาฟืนคิดว่า เราจักได้เป็นพระราชาแล้ว เพราะเชื่อไก่เลยเชือดไก่ แล้วก็ถือไก่ที่เชือดแล้ว รีบเดินเข้าไปสู่เมือง มือหนึ่งถือฟืน อีกมือหนึ่งก็ถือไก่ที่ฆ่าแล้ว เวลานั้นประตูเมืองเปิดพอดี เมื่อไปถึงเรือนของตนแล้ว จัดการถอนขนไก่ก่อน ล้างน้ำให้สะอาดแล้วใส่หม้อเก็บไว้ วางเอาไว้แล้วไปก่อไฟ นำไก่ไปให้ภรรยา โดยสั่งว่า “เธอจงปรุงเนื้อไก่นี้ให้ดี” ภรรยาจึงจัดแจงเนื้อไก่ แล้วหุงข้าวสวย เมื่อเสร็จแล้วก็นำไปให้สามีบริโภค ชายหาฟืนกล่าวว่า “เธอ เนื้อไก่นี้มีอานุภาพมาก ถ้ากินเนื้อไก่นี้แล้ว ฉันจักได้เป็นพระราชา เธอกินตรงนี้เธอจะได้เป็นอัครมเหสี” ชายหาฟืนกล่าวกับภรรยาแล้วก็ยังไม่กินเนื้อไก่ ยังรีรออยู่ ที่จริงมันน่าจะหมดปัญหาไปตั้งแต่ตอนนี้ รีบ ๆ เป็นพระราชาก็หมดเรื่อง แต่ว่ามีลีลา คือ คนที่มีกำลังบุญในระดับหนึ่ง ก็จะมีความคิดได้ในระดับหนึ่ง ถ้ากำลังบุญมากก็คิดไปอีกแบบ กำลังบุญน้อยก็คิดไปอีกแบบ คิดไปตามกำลังบุญ บุญอยู่เบื้องหลังความคิด คำพูดและการกระทำ รวมทั้งผลด้วย คิด พูด ทำ และผลที่ออกมา เห็นไหม สมบัติพระราชา มาอยู่ตรงหน้าแล้วตำแหน่งของพระราชาควรจะเกิดขึ้นแล้วและตำแหน่งของพระมเหสีก็ควรจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ว่ายังรีรอ ทั้งสองต่างก็คิดตรงกันว่า เราควรจะไปอาบน้ำอาบท่า ทำความสะอาดร่างกายเสียก่อน ก่อนที่จะกินเนื้อไก่ที่มีอานุภาพขนาดนี้ ปรากฏว่า แทนที่จะขัดคอกัน หรือให้ความเห็นแนะนำ แต่ปรากฏว่ามีความเห็นพ้องต้องกันเลย ตามกำลังบุญอีกเหมือนกัน บุญพอ ๆ กัน ทั้งสองจึงนำเนื้อไก่และข้าวสวยใส่ถาดปิดฝาอย่างดี ไปสู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา วางเนื้อไก่และข้าวสวยไว้ที่ริมฝั่ง ทั้งสองก็ไปอาบน้ำในแม่น้ำ แล้วก็คุยกันอย่างเบิกบานทีเดียว คุยกันไปคุยกันมาหยอกล้อกันไป เราจะเห็นว่าคนบุญน้อยก็จะมีเหตุไม่ให้ได้กินไก่ ลมมาแล้ว พัดสิ่งนี้เพื่อจะไปให้ผู้ที่มีบุญมากกว่า พัดน้ำเป็นระลอกคลื่นน้อย ๆ กระทั่งเป็นคลื่นใหญ่ ๆ ซัดเอาภาชนะที่ใส่เนื้อไก่และข้าวสวยลอยตามกระแสน้ำไป ส่วนสามีภรรยาก็ยังคุยหยอกล้อกันอยู่ ไม่ได้หันมามองเลย แปลกที่ว่าไม่เฉลียวใจมามองเลย มีความมั่นใจว่า ก่อนจะวางถาด และก่อนลงอาบน้ำดูแถวนั้นไม่มีคนเลย เมื่อไม่มีคน ไม่มีใครอย่างนี้แล้วก็สบาย สบายใจเราไปอาบน้ำอาบท่าอย่างสบายใจ เห็นไหมว่า คำว่า ตุริตะ ตุริตัง สีฆะสีฆัง คือ เมื่อบุญเกิดขึ้นมันต้องเร็ว ๆ ไว ๆ เวลาบุญส่งผลก็จะส่งเร็ว ๆ ไว ๆ เหมือนกัน ปุ๊บปั๊บก่อนทันทีทันใดเลย แสดงว่าคิดนาน คิดช้ามัวแต่คิดดูก่อน ไม่ได้คิดทำก่อน ดูตัวอย่างเห็นไหมลอยไปแล้ว ขณะนั้นคนฝึกช้างกำลังอาบน้ำช้างอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำ ก็น่าแปลกเหมือนกัน คนฝึกช้างเห็นภาชนะอาหารลอยน้ำมาก็สั่งให้บริวารไปหยิบขึ้นมา บริวารก็ไม่ได้คิดอะไร เมื่อเจ้านายให้ไปหยิบมาก็ไปหยิบ “เจ้าลองเปิดดูสิในนั้นมีอะไร” ให้บริวารเปิดดู “นาย ไม่เห็นมีอะไรข้างใน มีแต่ข้าวสวยกับเนื้อไก่” “งั้นปิดภาชนะ เดี๋ยวเราจะไปให้แม่บ้านที่บ้าน” ที่พระราชอุทยาน พระดาบสกำลังนั่งทำงานที่แท้จริง ตรวจสอดส่องดูด้วยทิพยจักขุ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้ธรรมจักษุ ก็ตรวจดูอุปัฏฐาก คือ คนฝึกช้างที่คอยทำนุบำรุงเราตลอด เมื่อไหร่เขาจะได้สมบัติใหญ่ พอตรวจดูด้วยญาณของท่านด้วยทิพยจักขุแล้ว เห็นเป็นภาพเรื่องราวที่เกิดขึ้นเห็นด้วยการปิดตาเปิดใจ ปิดแค่เปลือกตา มองผ่านความสว่างภายใน ก็ไปเห็น อ๋อ เรื่องราวมันมาอย่างนี้ มีถาดใส่อาหารลอยมา เป็นข้าวสวยข้างในมีไก่ แล้วอุปัฏฐากของเราให้ลูกน้องไปหยิบเอามาให้ ตอนนี้กำลังมาถึงตรงนี้ กำลังจะนำไปให้ภรรยาละ ท่านตรวจดู พอรู้เรื่องราวว่า ชัดเจนเลยว่า ใช่เลย ท่านออกจากสมาธิ รีบไปที่บ้านของอุปัฏฐากคนฝึกช้างคนนี้ ไปถึงก็ไปนั่งคอยก่อนเลย คนฝึกช้างพอเข้ามาในบ้าน เห็นพระดาบสจึงกล่าวว่า “พระคุณเจ้ามาคอยเมื่อไหร่ กระผมไม่ทราบไม่อย่างนั้นจะมาต้อนรับก่อน จะมาปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดซะก่อน” ก็เลยสั่งภรรยาของตน “นำอาหารอันประกอบด้วยเนื้อไก่และข้าวสุกมาถวายแด่พระดาบส” ยังไม่ได้รู้อานุภาพอะไรเลย แต่ว่าใจเป็นกุศล เอามาถวายพระดาบสก่อน เพราะฉะนั้น พระดาบสซึ่งเป็นนักบวชไม่ใช่ผู้ด้อยโอกาส เป็นผู้ได้โอกาส ได้ปฏิบัติธรรม มาเป็นเนื้อนาบุญแล้ว แต่พระดาบสทราบเรื่องด้วยทิพยจักขุ พอเขาเอาอาหารมาถวายแล้ว รับมาก่อน แล้วแยกส่วน เอาเนื้อติดกระดูกไว้ เอาเนื้อสันให้อุปัฏฐากและภรรยา แล้วกล่าวว่า “อาตมาขอรับแต่ข้าวสุก” ท่านรู้ แต่ใจท่านกว้าง หัวใจนักบวช “ส่วนเนื้อไก่จานนี้อาตมาขอแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน โดยให้เนื้อสันแก่คนฝึกช้าง ให้เนื้อข้างนอกแก่ภรรยาของคนฝึกช้าง ส่วนอาตมาเองจะฉันเนื้อติดกระดูก พอฉันเสร็จ ก่อนพระดาบสจะกลับได้กล่าวว่า “นับจากวันนี้ไป ๓ วัน ท่านจะได้เป็นพระราชา ขอท่านอย่าประมาท” พูดแค่นี้แล้วก็กลับไป ในวันที่ ๓ จากวันนั้น พระเจ้าสามันตราชได้ยกทัพมาล้อมกรุงพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีจึงให้คนฝึกช้างปลอมตัวเป็นพระราชาแล้วรับสั่งว่า ท่านจงขี่ช้างออกรบ ส่วนพระราชาเองปลอมตัวเป็นทหารปนไปกับกองทัพโดยไม่ให้ใครรู้ พระราชาหมดบุญพอดี ถูกข้าศึกยิงด้วยลูกศร เคยทำกรรมปาณาติบาต ทำให้ลูกศรมีอารมณ์พุ่งมาเลย ตายสถานเดียว คนฝึกช้างซึ่งปลอมเป็นพระราชาอยู่ที่สูงเห็นพระราชาโดนลูกศร รักษาลมหายใจไม่อยู่ สวรรคตแล้ว เราเป็นแต่เพียงคนฝึกช้าง รบก็ไม่ค่อยเป็น กลับเมืองดีกว่า ได้แต่ฝึกช้างจึงสั่งให้บริวารไปขนสมบัติออกมาเป็นจำนวนมาก แจกทหาร ใครต้องการทรัพย์ เราจะให้ แต่ว่าเธอต้องเป็นทหารรับจ้าง กองกำลังรับจ้างจึงได้ออกรบ มีการตกรางวัลรบแล้วสามารถปลงพระชนม์พระเจ้าสามันตราชในเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น แล้วก็พอดีเป็นกรรมของพระเจ้าสามันตราชด้วย หมดบุญพอดี แล้วก็กรรมในอดีตด้วย พอดีเลย หลังจากได้รับชัยชนะในการรบ เหล่าอำมาตย์จึงได้ถวายพระเพลิงพระศพของพระเจ้ากรุงพาราณสี พอถวายเพลิงเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หารือกันเลยว่า เราควรจะตั้งใครเป็นพระราชา เหล่าอำมาตย์ตกลงกันว่า ควรยกราชสมบัติให้คนฝึกช้าง เพราะว่า ตอนพระราชายังมีชีวิตอยู่ได้มอบตำแหน่งให้กับคนฝึกช้างแล้ว และท่านก็รบชนะข้าศึกสามารถรักษาบ้านเมืองไว้ได้ คนฝึกช้างจึงได้รับอภิเษกเป็นพระราชาครองราชสมบัติ ภรรยาคนฝึกช้างได้เป็นอัครมเหสี แล้วก็ได้แต่งตั้งพระดาบสนั้นให้เป็นบรรพชิตประจำราชตระกูล เมื่อทรงเล่าเรื่องในอดีตจบแล้วพระพุทธองค์ก็ตรัสพระคาถาอย่างนี้ว่า “ผู้ไม่มีบุญจะเป็นผู้มีศิลปะ หรือไม่มีศิลปะก็ตาม ย่อมขวนขวายที่จะรวบรวมทรัพย์เอาไว้ป็นอันมาก แต่ผู้มีบุญเท่านั้นที่จะได้ใช้สอยทรัพย์” “ส่วนผู้ไม่มีบุญไม่มีโอกาสได้ใช้ทรัพย์นั้นเลย ไม่เพียงแต่เท่านั้น ทรัพย์ทั้งหลายยังเกิดขึ้นแม้ในที่ ที่ไม่ใช่แหล่งเกิด บางทีเกิดในดิน เกิดตั้งแต่ภูเขาไล่เรื่อยไปถึงทะเล ในอากาศ ฝนรัตนชาติตกลงมา ผู้มีบุญย่อมบันดาลให้เกิดสิ่งเหล่านั้นได้” ท่านถึงบอกว่าย่อมเกิดขึ้นในที่ทั้งปวง คือ ทุกหนทุกแห่ง แก่ผู้มีบุญที่ได้กระทำความดีไว้แล้ว “บุญนั้นย่อมส่งผลให้ได้สมบัติ อันน่าใคร่ทั้งปวง ซึ่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายปรารถนาอย่างไร ย่อมได้ผลอย่างนั้น มนุษย์ปรารถนาอย่างไร เทวดาปรารถนาอย่างไร เมื่อมีบุญย่อมได้อย่างที่อยากจะได้ ตามกำลังบุญ เช่น ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะ ความเป็นผู้ที่มีทรวดทรงงาม งามมาตั้งแต่เกิดด้วย อานุภาพแห่งบุญ เป็นผู้ที่มีรูปร่างสวย และ ความเป็นอธิบดีได้เป็นใหญ่ด้วยบุญ ไม่ใช่ได้เป็นใหญ่ด้วยการรบราฆ่าฟัน บุญบันดาลให้เกิดขึ้น ได้อย่างเย็น ๆ และจะมีพวกพ้องบริวารก็ด้วยอานุภาพแห่งบุญ ได้เป็นเจ้าผู้ปกครองประเทศราช ความเป็นผู้มีอิสริยยศ มียศใหญ่ จนกระทั่งถึงความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพระราชาแห่งเทวดาในเทวโลก อย่างท้าวสักกเทวราช เป็นต้น กระทั่งลงมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ความเป็นพระอริยสาวก กระทั่งมาเป็นมหาสาวก อัครสาวก เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า รวมทั้งความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ก็ล้วนเกิดขึ้นด้วยบุญทั้งสิ้น ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เพราะบุญอย่างเดียวทั้งสิ้น เพราะบุญย่อมส่งผลให้เกิดผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เป็นพลังแห่งความบริสุทธิ์ จะส่งผลยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้ ดังนั้นเราจึงควรทำบุญ สร้างบุญกันไว้ บัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ทั้งหลายจึงสรรเสริญ ความเป็นผู้ที่ได้กระทำบุญมาดีแล้ว ไม่ยกย่องเรื่องบาปเลย บุญดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันขยายความรู้นี้กันออกไป เพราะคนไม่เข้าใจเรื่องบุญ เราใช้บุญเก่าหมดไปทุกวัน ใช้ทุกอนุวินาที แต่บุญใหม่นานๆ สร้างสักครั้ง พอจะชวนสร้างทีก็บอกบุญอีกแล้ว ชวนทำบุญอีกแล้ว เขาไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษา ไปทบทวนแล้วก็ขยายความรู้นี้ให้กว้างว่า ทั้งหมดนี้บังเกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งบุญอย่างเดียว ครั้นตรัสพระคาถาแล้ว พระพุทธองค์จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ชาตินี้ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนดาบสประจำตระกูลในครั้งนั้นก็มาเป็น เราตถาคต