ตอนที่ ๑๑ เทวดามิจฉาทิฏฐิ
หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี
๑๑ เทวดามิจฉาทิฐิ
ครั้งนั้นที่บ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีเทวดามิจฉาทิฎฐิตนหนึ่ง สิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔ เทวดาตนนั้นมีความคิดว่า เมื่อท่านเศรษฐีได้อาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามารับบิณฑบาตที่เรือนทุก ๆ วัน เมื่อท่านเสด็จมาพร้อมเหล่าสาวก ตัวก็ไม่สามารถอยู่ที่ซุ้มประตูได้ ต้องลงมา เพราะอานุภาพของพระพุทธเจ้าและพระสาวก ทำให้ตนเกิดความลำบากและรำคาญใจ จึงไม่อยากให้พระพุทธองค์เสด็จมารับบาตรที่เรือนนี้อีกต่อไป แต่เทวดานั้น ไม่กล้าไปบอกท่านเศรษฐี เพราะในตอนนั้นท่านเศรษฐียังมีฐานะมั่นคง ยังร่ำรวยอยู่ ถึงบอกก็ไม่เชื่อ จึงต้องหาโอกาส แล้วโอกาสก็มาถึงเมื่อวิบากกรรมของท่านเศรษฐีมาทำให้ทรัพย์สูญหายไป น้ำเซาะตลิ่งพัง ทรัพย์หายไปในน้ำบ้าง ที่เขากู้เอาไปทำการค้าแล้วไม่เอามาคืนบ้าง เมื่อกำลังทรัพย์ของท่านเศรษฐีน้อยลงไป ควรจะฟังเราบ้าง
ในคืนนั้นเทวดาตนนั้นจึงได้ไปปรากฏกายลอยอยู่ในอากาศที่ห้องนอนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ท่านเศรษฐีก็ถามว่า "ท่านเป็นใคร"
"เร าคือ เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔ ในเรือนของท่าน" ท่านเศรษฐีไม่ได้ตกใจอะไรเลยถามว่า "ท่านเข้ามาทำไมในยามวิกาล ต้องการอะไร"
"มาเพื่อจะมาเตือนท่านสิ" เทวดาตอบ
“มาเถอะ จะเตือนอะไรเรา หัวใจเราเปิดกว้างพร้อมที่จะรับความเห็นที่ท่านจะมาแนะ" ท่านเศรษฐีกล่าว
เทวดาบอก "ท่านเศรษฐี ท่านมองอดีตที่ผ่านมาบ้างสิ ท่านจำได้ไหม แต่ก่อนท่านร่ำรวยทรัพย์มาก มีสมบัติมหาศาล แต่ท่านทุ่มเททรัพย์ลงไปในพระพุทธศาสนามากมาย จนเดี๋ยวนี้ท่านยากจนลง ยังไม่เลิกจ่ายทรัพย์อีก ท่านรู้ตัวหรือเปล่า ข้าพเจ้าขอเตือนท่าน ถ้าหากขืนประพฤติอย่างนี้ไม่นานหรอก แม้ข้าวท่านก็จะไม่มีกิน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็จะไม่มีใช้ ประโยชน์อะไรจากพระสมณโคดม ท่านจงเลิกบำเพ็ญทานเสียเถิด"
ท่านเศรษฐีก็รับฟัง เพราะใจกำลังเปิดกว้าง พูดเรื่องอื่นได้ แต่มาพูดเรื่องนี้กับผู้ที่ตั้งความปรารถนามาแสนกัป เพื่อตั้งอยู่ในฐานะ เอตทัคคะ ผู้เลิศในฝ่ายอุบาสก ผู้ถวายทาน ท่านเศรษฐีจึงถาม "นี่คือข้อแนะนำของท่านหรือ"
"ใช่” เทวดาตอบ
ท่านเศรษฐีไล่ทันที "โน่น ออกจากเรือนของเราไปเดี๋ยวนี้! เดี๋ยว ก่อนจะไป ฟังก่อนท่านเทวดา เทวดาอย่างท่าน ต่อให้มีร้อย พัน หมื่น หรือ แสนมาพูดอย่างนี้อีก ก็ไม่สามารถทำให้เราคลายความมั่นคงจากพระรัตนตรัยไปได้ คำพูดของท่านไม่เป็นมงคลเลย มีประโยชน์อะไรที่ท่านจะมาอาศัยเรือนเราอยู่ ไป! ไปซะเดี๋ยวนี้เลย" ไล่ไปแล้ว เทวดาจืดจ๋อยหงอยสนิทไป แล้วก็จูงลูกจูงเมีย ออกไปทั้งครอบครัวเลย ไม่มีเรือนอยู่ เพราะตัวไม่ได้สร้างบุญมา
ออกไปแล้วอย่านึกว่า จะไปสร้างกระต๊อบกระเติ๊บ ไม่ได้ เพราะว่าเขาสำเร็จด้วยบุญ ไม่ใช่เห็นต้นหมากรากไม้อะไรมามุง ๆ สาน ๆ แบบมนุษย์ มาทำเพิงหมาแหงนอะไรต่าง ๆ นอนไม่ได้ เห็นต้นไม้ว่าง ๆ จะไปสิงไม่ได้ เพราะเจ้าของเขามีอยู่ ไปบ้านไหนไม่ได้ หมดสิทธิ์ กลายเป็นเทวดาจรจัดอย่างนั้นลำบาก ต้องเจออย่างนี้บ้าง จึงได้สำนึกว่า การพูดในสิ่งที่ไม่เป็นสิริมงคล ย่อมนำความทุกข์มาสู่ตน
เพราะฉะนั้นยิ่งถ้าเราปรารถนาภูมิอันสูงขึ้นไป อย่างเช่นจะไปสู่ที่สุดแห่งธรรมนั้น เราก็ต้องสร้างบุญอย่างมากมายมหาศาลกันไปเลย ความปรารถนาอยากจะเป็นอะไร ใคร ๆ ก็ปรารถนาได้ แต่จะได้เป็นเมื่อสร้างบุญ ทุกคนไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย เด็กเล็ก ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตก็ได้ แต่จะเป็นได้ก็ต้องสร้างบุญบารมีให้ครบหลักสูตร จึงจะได้บรรจุตำแหน่งในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีสูตรสำเร็จว่า ถ้าทำครบขนาดนี้จึงเป็นได้ แล้วก็มีหลายแบบ มีพระปัญญาธิกพุทธเจ้า พระสัทธาธิกพุทธเจ้า และพระวิริยาธิกพุทธเจ้า การสร้างบารมีก็เป็นเท่า ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ
ดังนั้น การสร้างบารมีที่จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะอธิษฐานไม่ได้ หรือว่าเป็นเรื่องที่ว่าเกินไป แม้แต่ปรารถนาอยากจะให้ได้สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ถ้าคนที่เข้าใจก็ไม่มีปัญหา แต่คนที่ไม่มีความรู้ ไม่ค่อยเข้าใจ ก็คิดว่ามีด้วยหรือสมบัติที่ตักไม่พร่อง มีแต่ว่าตักแล้วไม่มีเหลือ แต่มีผู้มีบุญในกาลก่อน ทำบุญแล้วก็อธิษฐานจิตอย่างนั้นๆ จึงได้มาเป็นแล้ว
เทวดามิจฉาทิฐิฟังท่านเศรษฐีผู้เป็นพระโสดาบัน ออกปากขับไล่แล้วอยู่ไม่ได้ ก็เลยพาครอบครัว ออกจากเรือนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เดินคอตกไปเลย แม้จะลอยไปในอากาศแต่ก็คอตกๆ ได้รับความลำบากมาก เรายังโชคดีถ้าไม่มีที่อยู่ ยังทำเป็นเพิงหมาแหงนได้ แต่เทวดาต้องเป็นอยู่ได้ด้วยบุญของตัว ทำมาหากินก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีบุญไปเนรมิตอะไรก็ไม่ได้ และที่ถูกเขาไล่ออกเพราะหมดบุญ บุญมันหรี่ลงไปเรื่อย ๆ ลำบากเป็นเทวดาจรจัดทั้งครอบครัวไปแล้ว เทวดารู้สึกสำนึกผิดว่า เราไม่น่าใช้วาทกรรมอย่างนั้น วจีเราไม่เป็นมงคลเลย นำความทุกข์มาให้ ก็เลยคิดว่า ขืนอย่างนี้เราและครอบครัวลำบากมาก เราต้องไปขอโทษ ให้ท่านเศรษฐียกโทษให้เรา แล้วเราก็จะได้กลับไปอยู่ที่เดิม ตอนนี้คิดได้แล้ว แต่การที่จู่ ๆ จะเข้าไปหาท่านเศรษฐีเลยไม่ได้ ต้องอิงผู้ใหญ่ ต้องให้ผู้ใหญ่เดินหน้า เขาว่าเดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด
จึงเข้าไปหาเทพบุตรผู้รักษาเมือง แล้วเล่าเรื่องราวที่ตนเองทำผิดไว้ให้เทพบุตรได้รับทราบ เทวดาผู้ใหญ่ก็หงุดหงิดเหมือนกัน เรื่องอะไรไปว่าอย่างนั้น แต่ก็เห็นใจ เทวดามิจฉาทิฏฐิจึงชวนเทพบุตรผู้รักษาเมืองไปหาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อให้ช่วยพูดให้ท่านเศรษฐียกโทษให้ เทพบุตรผู้รักษาเมืองกล่าวว่า "ท่านได้กล่าวคำอันไม่สมควร เราไม่อาจจะไปพบท่านเศรษฐีกับท่านได้หรอก"
เมื่อเทวดาผู้ใหญ่ในระดับรักษาพระนคร ไม่มีอานุภาพพอที่จะไปพูดกับท่านเศรษฐีได้ จึงไปหาท้าวมหาราชทั้ง ๔ ผู้ปกครองนาค ยักษ์ คนธรรพ์ และครุฑ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ กล่าวว่า "เราไม่อาจช่วยท่านได้ เพราะท่านได้กล่าวคำอันไม่สมควร" เทวดามิจฉาทิฏฐิจึงเดินทางต่อไป เข้าเฝ้าระดับสูงขึ้นไปอีก ท้าวสักกเทวราช และกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระองค์ทรงทราบ พร้อมทั้งทูลวิงวอนอย่างน่าสงสารว่า "ข้าพระองค์และครอบครัวไม่มีที่อยู่แล้ว ต้องพาลูกเมียเที่ยวระหกระเหินหาที่พึ่งไม่ได้ ขอพระองค์ได้โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วยเถิด"
ท้าวสักกเทวราชก็ตรัสว่า "เราช่วยท่านไม่ได้หรอก เพราะท่านกล่าวคำที่ไม่สมควร แต่เราพอจะมีวิธีการ คือ ตอนนี้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถูกพ่อค้ายืมเงินไปแล้วยังไม่คืนจำนวน ๑๘ โกฏิ ท่านต้องแปลงร่างเป็นเสมียนของท่านเศรษฐี ไปเอาสัญญากู้เงินจากท่านเศรษฐีมา แล้วก็ไปทวงหนี้คืนมาให้หมด แล้วนำทรัพย์ทั้งหมดมาเก็บไว้ในคลังของท่านเศรษฐี ด้วยอานุภาพท่าน จากนั้นจงไปขนทรัพย์อีก ๑๘ โกฏิของท่านเศรษฐีซึ่งถูกน้ำเซาะหายไป เอากลับคืนมาด้วย ยังไม่พอ ไปเอามาเพิ่มอีก คือ ทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ ๑๘ โกฏิ เหมือนเป็นดอกเบี้ยที่สูญไปชั่วคราว แล้วรวบรวมทรัพย์ทั้งหมดมาไว้ที่คลังท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีด้วยฤทธิ์ของท่าน จงทำคลังเปล่าของท่านเศรษฐีให้เต็มไปด้วยทรัพย์ ๕๔ โกฏิ
เมื่อทำเช่นนี้แล้วถึงค่อยเข้าไปหาท่านเศรษฐีไปสารภาพผิดว่า ขอให้ท่านเศรษฐียกโทษให้" เทวดามิจฉาทิฏฐิดีใจมากที่ท้าวสักกเทวราชทรงแนะนำเช่นนั้น จากนั้นก็ถวายอภิวาทแล้วก็ทูลลากลับ ไปทำตามที่ท้าวสักกเทวราชแนะนำครบทุกอย่าง ไปตามทวงทรัพย์มา ไปตามทรัพย์ที่หายไปในน้ำ และทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของเอามาใส่ไว้ในคลังของท่านเศรษฐีจนเต็ม
แล้วก็ลอยไปในกลางอากาศอย่างสงบเสงี่ยม ไปหาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีในห้องนอนเหมือนเดิม ท่านเศรษฐีเห็นก็ถามอีก "นั่นใคร"
สารภาพออกมาเลย "ข้าพเจ้าเป็นเทวดามิจฉาทิฐิ ซึ่งเคยสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔ ในเรือนของท่าน ท่านเศรษฐีฟังก่อน อย่าเพิ่งพูด อย่าเพิ่งพูดอย่างนั้น ข้าพเจ้ามาขอสารภาพผิด ที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในวันนั้น ด้วยความเป็นคนพาล ขอท่านจงยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าได้ไถ่โทษ โดยการรวบรวมทรัพย์จำนวน ๕๔ โกฏิ มาบรรจุไว้เต็มคลังของท่านตามคำแนะนำของท้าวสักกเทวราชแล้ว ขอให้ท่านได้โปรดยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด เพราะตอนนี้ข้าพเจ้าและครอบครัวไม่มีที่อยู่เลยได้รับความลำบากมาก"
เรื่องของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ว่าเทวดาเอาสมบัติคืนมาให้นั้น ประกอบไปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ บุญเก่าของท่านเศรษฐีตามมาทันนี้เป็นหลักและเทวานุภาพเป็นเรื่องเสริม เทวดาอาศัยบุญของท่านเศรษฐีกอปรกับเทวานุภาพ จึงบันดาลสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นได้ นี่คือสิ่งที่จะต้องศึกษาเอาไว้ให้ดี เรื่องบุญในอดีตที่ท่านสมบัติสลาย หรือสมบัติกลับคืนมาเป็นเรื่องของวิบากกรรมเก่าในอดีต เพราะสมบัติเป็นของกลางของโลก มันผลัดกันชม ถ้ามีบุญก็ได้ครอบครอง ถ้าหมดบุญมันก็หายไป พอหมดบุญจริงๆ กายมนุษย์ก็หมดสิทธิ์ใช้สมบัติเหมือนกัน พอหมดบุญ แม้แต่เสื้อผ้าก็ดี เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ ตู้ โต๊ะ เตียง ตั่ง บ้าน รถ พวกนี้หมดสิทธิ์ใช้ทั้งนั้น
แต่พอมีบุญ เรามาตัวเปล่า ๆ เดี๋ยวเสื้อผ้ามา เดี๋ยวอาหารมา เดี๋ยวคนดูแลมา เดี๋ยวบ้านมา เดี๋ยวรถมา เดี๋ยวทรัพย์ที่พ่อแม่หามาให้มา เดี๋ยวมีเหตุการณ์ดี ๆ ทำให้เราประสบความสำเร็จมา โน่นก็มา นั่นก็มา เป็นเรื่องบุญกับบาปในตัวทั้งนั้น บุญก็ดึงสิ่งดี ๆ เข้ามา และก็ผลักสิ่งไม่ดีออกไป บาปดึงสิ่งไม่ดีเข้ามาแล้วผลักสิ่งดี ๆ ออกไป เป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจเรื่องความเป็นจริงของชีวิต มันเป็นเรื่องของเหตุของผลทั้งนั้น
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีคิดว่า เทวดาตนนี้รู้สำนึกแล้ว เราจะยกโทษให้ก็ต่อเมื่อพาไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา แล้วให้ขอขมาพระพุทธองค์ก่อน ท่านเศรษฐีจึงพาเทวดาไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเรื่องแปลกที่มนุษย์พาเทวดาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ ไม่คิดไม่แปลก ยิ่งคิดยิ่งแปลก เทวดานั้นหมอบกราบด้วยเศียรเกล้าแทบพระยุคลบาทพระบรมศาสดา พร้อมทูลว่า "ข้าพระองค์ไม่รู้จักคุณของพระรัตนตรัยเลย ได้กล่าวคำอันชั่วช้า เพราะความเป็นคนพาล เพราะความเขลา ขอพระองค์ได้ทรงโปรดยกโทษให้เถิด" พระพุทธองค์ทรงยกโทษให้ จากนั้นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ยกโทษให้
แล้วพระพุทธองค์ทรงประทานโอวาทแก่ท่านเศรษฐีและเทวดา โดยได้ตรัสพระคาถาว่า "คนทำบาปย่อมเห็นว่าบาปนั้นดี ขณะที่บาปยังไม่ให้ผล" คือกินเหล้าเมาแอ๋ ยังไม่เห็นผลบาปในอบาย ก็ยังกินกันต่อไป เพราะว่าผลแห่งบาปในปรโลกยังไม่ให้ผล เนื่องจากตัวเป็นกายมนุษย์อยู่ "แต่เมื่อใดบาปเขาส่งผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นว่า บาปนั้น สิ่งที่ทำนั้นไม่ดี"
"ส่วนคนทำกรรมดีอาจจะเห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่ส่งผล" คือ บางคนบอกทำดีไม่ได้ดี เพราะกรรมดีนั้นยังไม่ได้ส่งผล เพราะอาจจะทำช้า คิดช้า คิดดูก่อน บาปเลยได้ช่องก่อน "แต่เมื่อใดกรรมดีส่งผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นว่า กรรมดีนั้นดี" บางคนเป็นอย่างนั้นจริง ๆ พอมาทำบุญปั๊บอยากให้ถูกหวย อยากรวย อยากขายที่ได้ ขายบ้านได้ พอยังขายไม่ได้ก็นึกว่า บุญไม่ช่วย อย่าไปพูดอย่างนั้น
หลังจากจบพระคาถา เทวดานั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล ก็ต้องถือว่าท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีพระคุณต่อเทวดาท่านนี้มาก
ลำดับนั้นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้กล่าวคุณต่อหน้าพระพักตร์ พระบรมศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวดาตนนี้ห้ามข้าพระองค์ไม่ให้ทำทาน แต่ข้าพระองค์ก็ยังทำอยู่ คือ คุณของข้าพระองค์ใช่หรือไม่พระเจ้าข้า"
"ท่านเศรษฐี ท่านเป็นอริยสาวกมีศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว มีทัศนะบริสุทธิ์ การที่ท่านถูกเทวดาผู้มีศักดิ์น้อยห้ามอยู่ แต่ห้ามไม่ได้นั้น ไม่น่าอัศจรรย์เลย ในปางก่อน สมัยที่เรายังสร้างบารมีอยู่ ได้ถูกพญามารเนรมิตหลุมถ่านเพลิงลึกถึง ๘๐ ศอก อย่างเทวดาศักดิ์น้อยยังไม่ได้เนรมิตถึงหลุมถ่านเพลิงแค่มาพูดเท่านั้น แต่ตอนที่เรายังเป็นบรมโพธิสัตว์ พญามารเนรมิตหลุมถ่านเพลิง ๘๐ ศอก ขวางหน้าอยู่ เพื่อห้ามมิให้เราให้ทาน แต่ก็ห้ามเราไม่ได้" อะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่ เมื่อตั้งใจจะทำแล้วต้องทำให้ได้ สมัยที่พระพุทธองค์เป็นบรมโพธิสัตว์ ท่านทำมาแล้ว เราเป็นลูกของพระองค์ท่าน ต้องเดินตามรอย จะให้อะไรมาเป็นอุปสรรคในการสร้างความดีไม่ได้ ท่านเศรษฐีจึงทูลขอให้พระพุทธองค์ตรัสเล่าเรื่องให้ฟัง