ตอนที่ ๙ ทรัพย์ของท่านเศรษฐีเริ่มหมด
หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี
๙ ทรัพย์เศรษฐีเริ่มหมด
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำทาน รักษาศีลเช่นนี้ทุกวัน จนกระทั่งทรัพย์ของท่านเริ่มหมดลง บริวารจึงมาเรียนให้ท่านทราบ
ท่านเศรษฐีทรัพย์หมดลงไปแล้ว หมดไปด้วยเหตุหลายเรื่อง พ่อค้าที่ร่วมลงทุนค้าขายกับท่าน ได้กู้เงินจากท่านเศรษฐีไป ๑๘ โกฏิ แล้วก็ไม่เอามาคืน ขอยืมเป็นขอลืม ทรัพย์ที่ท่านฝากแม่พระธรณีที่ฝังเอาไว้ในแผ่นดิน เป็นสมบัติของตระกูลของท่านอีก ๑๘ โกฏิ ซึ่งฝังไว้ที่ริมตลิ่ง ต่อมาถูกน้ำเซาะพัง ทรัพย์ทั้งหลายก็หายไปตามสายน้ำ
ด้วยเหตุนี้ ทรัพย์ของท่านจึงหมดไป ดูใจท่าน แม้จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ยังถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นประจำ แต่วัตถุทานของท่านไม่ประณีตเหมือนเดิม แม้ทานนั้นไม่ประณีตก็ถวาย แล้วเราสังเกตดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ทรงห้าม เพราะรู้ว่า ผลแห่งบุญที่กระทำนี้ คือความสุขและความสำเร็จในชีวิต ทั้งในมนุษย์และเทวโลกในวัฏฏะ และจะเป็นพลังผลักดันให้สร้างบารมีอย่างอื่นให้ครบกระทั่งไปสู่นิพพาน
เราจะเห็นว่า พุทธวิธีแก้จนของท่านที่ทำกับมหาทุคตะ แตกต่างจากที่เราเคยเจอกัน ถ้าพุทธวิธีนั้นต้องหนามยอกเอาหนามบ่ง ท่านจะตรวจดูในอดีต ทำไมจน ประกอบเหตุอะไรมาชาตินี้ถึงจน ทำอย่างไรถึงจะหายจน ท่านจะตรวจอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แล้วท่านถึงบอกวิธีการ คือ ให้เอาชนะความตระหนี่ ยิ่งจนยิ่งต้องทำ ยิ่งยากจนยิ่งต้องเอาชนะความตระหนี่ เพราะความตระหนี่ คือ ศัตรูที่ร้ายแรงที่ทำให้ยากจน
วันหนึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสกับท่านเศรษฐีว่า “ดูก่อนท่านเศรษฐี เดี๋ยวนี้ท่านยังถวายทานในเรือนของตนอยู่หรือ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงทราบว่า ทรัพย์ของท่านเศรษฐีหมดไป แต่ว่าศรัทธาไม่ตก ใจไม่มีตกเลย
ท่านเศรษฐีก็กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ก็ยังถวายทานในเรือนอยู่ แต่ทานที่ข้าพระองค์ถวายอยู่นั้น มีเพียงข้าวปลายเกวียนและน้ำผักดอง ซึ่งเป็นทานที่เหมาะกับคนธรรมดาทั่วไปมากกว่า ของพระภิกษุน่าจะดีกว่านี้พระเจ้าข้า" แล้วก็กราบทูลว่า "ข้าพระองค์รู้สึกไม่สบายใจเลย ที่ถวายทานไม่ประณีตแก่คณะสงฆ์" พอกราบทูลไปแล้วก็มีความรู้สึกกังวลนิดหน่อยว่า มันเหมาะหรือเปล่า ที่เราถวายทานไม่ประณีตกับพระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระศาสนา เป็นแหล่งแห่งความรู้ ก็คิดอยู่ในใจอย่างนั้น
ท่านเศรษฐีเคยถวายแต่ของประณีต พอถวายของไม่ประณีตรู้สึกไม่ค่อยเป็นสุขใจ อุปนิสัยของยอดมหาอุปัฏฐาก ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อยากจะได้ถวายของที่ดีเลิศ ถ้าเราถวายทานอันเลิศในบุคคลผู้เลิศ เราย่อมได้วัตถุอันเลิศ ท่านฟังธรรมแล้วท่านก็รู้สึกอย่างนี้ ไม่ค่อยสบายใจ แต่ก็ไม่กล้าถาม ด้วยความเกรงใจพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ จะซักจะถามอะไรก็ไม่ค่อยกล้า แต่ว่าจะฟังในเวลาคนอื่นเขาถาม อุปนิสัยของท่านจะเกรงใจ คือไม่อยากจะรบกวนพระพุทธองค์ที่จะถามคำถามอะไรนาน ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงสังเกตเห็น นอกจากสังเกตเห็นแล้วก็อยู่ในข่ายพระญาณของพระองค์ท่านด้วย พระองค์ทรงทราบตลอด
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า "ท่านเศรษฐี ท่านอย่าได้คิดว่า ทานที่ท่านถวายอยู่นี้ไม่ประณีตเลย บุคคลผู้มีจิตผ่องใส ถวายทานแด่อริยสงฆ์ ชื่อว่าทานไม่ประณีตย่อมไม่มี ถ้าใจประณีต แล้วถวายแก่เนื้อนาบุญที่เป็นพระอริยบุคคล เป็นอริยสงฆ์จำนวนมาก ขึ้นชื่อว่าทานไม่ประณีต ไม่มี ล้วนประณีตทั้งสิ้น ใจทายกทายิกาใส ถวายแก่ปฏิคาหกที่ใจใสย่อมใส เพราะฉะนั้นที่ว่าไม่ประณีต ไม่มี ดังนั้น อย่าไปกังวลเลยว่า เราถวายทานไม่ประณีต เพราะความจริงเป็นอย่างนี้"
จากนั้น พระบรมศาสดาจึงตรัส เวลามสูตร ว่าด้วยการให้ทานที่มีผลมาก
บุคคลผู้ให้ทานที่ประณีตหรือไม่ก็ตาม หากให้โดยไม่เคารพในทาน ไม่ทำความนอบน้อมในการให้ ไม่ได้ให้ด้วยมือตนเอง ฝากคนอื่นให้ และให้ทานโดยไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมและผลของการให้ทาน ทานนั้น ๆ จะส่งผลให้เขา เมื่อไปเกิดที่ใดก็ตาม จิตผู้นั้นย่อมไม่ยินดีจะรับประทานอาหารอย่างดี ย่อมไม่ยินดีที่จะใช้ผ้าเนื้อดี ย่อมไม่ยินดีที่จะใช้ยวดยานพาหนะดี ๆ ย่อมไม่ยินดีที่จะบำรุงบำเรอด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา เช่น กามคุณ ๕ ไม่ยินดีอย่างนี้ ไม่ใช่แปลว่าจิตพรากจากกามคุณ จิตยังมีกามคุณอยู่ แต่ว่าไม่ยินดีในกามคุณอันประณีต แม้บริวารของผู้ให้ทาน คือ บุตร ภรรยา ทาส คนรับใช้เป็นต้น ก็ไม่เชื่อฟัง
ดูก่อนท่านเศรษฐี ส่วนบุคคลผู้ให้ทานที่ประณีตหรือไม่ก็ตาม ถ้าให้ทานโดยเคารพในปฏิคาหก ทำความนอบน้อมในการให้ ให้ทานด้วยมือของตนเองให้ของที่ประณีตไม่เหลือเดน เรียกว่า ข้าวปากหม้อ หอมกรุ่นถวายพระก่อน แล้วคนอื่นว่ากันทีหลัง ให้ทานโดยเชื่อกรรมและผลของการให้ทานนั้นๆ จะส่งผลให้เขา เมื่อไปเกิดในที่ใดก็ตามในเมืองมนุษย์ก็ดี ในปรโลกก็ดี จิตของเขาย่อมน้อมไปเพื่อรับประทานอาหารอย่างดี คือ ใจชอบอาหารที่ประณีต ย่อมยินดีในการใช้ผ้าเนื้อดี ย่อมยินดีในการใช้ยานพาหนะดี ๆ ย่อมยินดีบำรุงบำเรอด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา คือ กามคุณ ๕ อันประณีต แม้บริวารของผู้ให้ทาน บุตร ภรรยา สามี ทาส คนรับใช้ คนทำงานเป็นต้น ย่อมเชื่อฟัง นี่อานิสงส์ของการให้ทานโดยความเคารพ แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงนำชาดก เรื่องเวลามพราหมณ์ มาแสดงดังนี้