ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๑๖ วิสาขารักษาอุโบสถศีล

หลวงพ่อธัมมชโย · มหาอุบาสิกาวิสาขา

PDF
ตอนที่ ๑๖ วิสาขารักษาอุโบสถศีล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ บุพพาราม วันนั้นเป็นวันอุโบสถ นางวิสาขาพร้อมเพื่อน ๆ และบริวาร ได้ไปวัดแต่เช้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามว่า “วิสาขา วันนี้เธอมาแต่เช้าตรู่ มีกิจธุระอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” “วันนี้เป็นวันอุโบสถ หม่อมฉันมารักษาศีลเพคะ” “วิสาขา อุโบสถนั้นมี ๓ ประเภท คือ ประเภทที่ ๑ เรียกว่า โคปาลกอุโบสถ อุโบสถเยี่ยงคนเลี้ยงโค เมื่อคนเลี้ยงโคพาโคออกไปเลี้ยง ถึงเวลาเย็นก็คิดว่า วันนี้เราให้โคกินหญ้าและน้ำในที่นี้ พรุ่งนี้เราจะพาโคไปกินหญ้าและน้ำในที่โน้น คนที่รักษาศีลอุโบสถบางพวกย่อมคิดว่า วันนี้เราจะได้บริโภคอาหารในที่นี้ ส่วนวันพรุ่งนี้เราจะได้บริโภคอาหารในที่โน้น คนรักษาอุโบสถศีลพวกนี้ มีใจเต็มไปด้วยความอยาก ใช้วันเวลาให้หมดไปกับความอยากนั้นๆ วิสาขา อุโบสถนี้ เป็นอุโบสถที่ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ประเภทที่ ๒ คือ นิคัณฐอุโบสถ อุโบสถเยี่ยงนิครนถ์ คือ พวกนิครนถ์ได้สอนสาวกของตนให้เมตตาเฉพาะสัตว์บางพวก ส่วนบางพวกไม่ต้องเมตตา โดยเฉพาะสัตว์ที่อยู่เกินรัศมี ๑๐๐ โยชน์ ถ้าเจอก็สามารถตี หรือฆ่าให้ตายได้เลย และสอนให้สาวกเปลือยกายพร้อมกับบอกสาวก ว่า พวกเจ้าไม่ต้องไปสนใจใคร ไม่ต้องไปกังวลสิ่งใดๆ แม้พ่อแม่ก็ต้องทำเป็นไม่รู้จัก ส่วนในเวลากลางคืน ถ้าหิวก็ให้ไปหาอาหารตามบ้านคน โดยไม่ต้องขอเจ้าของบ้าน วิสาขา นิคัณฐอุโบสถ เป็นอุโบสถที่ไม่ดี ไม่ควรปฏิบัติ และก็ไม่มีอานิสงส์เลย ประเภทที่ ๓ เรียกว่า อริยอุโบสถ อุโบสถเยี่ยงพระอริยเจ้า คือ การพยายามรักษาใจให้ผ่องใส ซึ่งเป็นกิจของอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ มี ๕ วิธี คือ ๑. ตามระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า เมื่ออยู่อุโบสถก็ให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ว่า ท่านเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯลฯ นึกถึงแล้วจิตย่อมผ่องใส ย่อมละกิเลสได้ เปรียบเสมือนบุคคลที่ศีรษะสกปรกสามารถทำให้สะอาดได้ด้วยยาสระผมและน้ำ พร้อมกับความพยายามของตน ศีรษะจึงสะอาดได้ฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็ฉันนั้น สามารถทำให้ผ่องใสด้วยการเจริญพุทธานุสติ ๒. การตามระลึกนึกถึงคุณของพระธรรม เพราะพระธรรมอันผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่พึงรู้ได้เฉพาะตน ฯลฯ เมื่อระลึกนึกถึงคุณของพระธรรมแล้วจิตย่อมผ่องใสสามารถละกิเลสได้ เปรียบเสมือนร่างกายที่สกปรกสามารถทำให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำพร้อมความพยายามของตน ร่างกายจึงสะอาดได้ฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็ฉันนั้น สามารถทำให้ผ่องใสได้ด้วยการระลึกถึงคุณของพระธรรม ๓. การตามระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ว่า เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงต่อหนทางของพระนิพพาน ฯลฯ ผู้ที่ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์จิตย่อมผ่องใสสามารถละกิเลสได้ เปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่สกปรกสามารถทำให้สะอาดด้วยการซักล้าง พร้อมกับความพยายามของตนฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็สามารถทำให้ผ่องใสได้ด้วยการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ ฉันนั้น ๔. การตามระลึกถึงศีลของตนที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย จิตย่อมผ่องใส สามารถละกิเลสได้ เปรียบเสมือนแว่นที่มัวไม่สะอาด จะทำให้ใสสะอาดต้องขัดด้วยน้ำมันและความพยายามของตน แว่นจึงจะใสได้ฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็ฉันนั้น จะทำให้ผ่องใสได้ก็ด้วยการระลึกถึงศีลของตนที่สะอาดบริสุทธิ์ ๕. การตามระลึกถึงเทวดาและธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา จิตของบุคคลนั้นย่อมผ่องใสสามารถละกิเลสได้ เปรียบเสมือนทองที่หมองจะทำให้ผ่องได้ด้วยการขัดด้วยน้ำยาขัดทองและความพยายามของตน ทองจึงจะผ่องใสได้ฉันใด ใจที่เศร้าหมองก็ฉันนั้น ต้องทำใจให้ผ่องใสด้วยการระลึกถึงเทวดา และธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา” “วิสาขา ศีลอุโบสถนั้น จะต้องประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ คือ ๑. เว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนสัตว์ ให้มีความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ๒. เว้นขาดจากการขโมยของของผู้อื่น ให้ถือเอาแต่ของที่เขาจัดให้ ไม่ขโมย ๓. เว้นขาดจากการเสพเมถุนธรรม แม้ในคู่ครองของตน ให้ประพฤติพรหมจรรย์ ๔. เว้นขาดจากการพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ ให้พูดแต่คำจริงที่มีประโยชน์ ๕. เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา อันเป็นที่มาแห่งความประมาท ๖. เว้นขาดการบริโภคอาหารในยามวิกาล ๗. เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี หรือดูการละเล่น และไม่ประดับตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม และเครื่องประทินผิว ๘. เว้นขาดจากการนอนที่นอนสูงใหญ่ หรือหนานุ่ม ทั้ง ๘ ประการนี้ ชื่อว่าได้ปฏิบัติตามของพระอรหันต์ทั้งหลาย และเป็นการรักษาศีลที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก จะทำให้มีความรุ่งเรืองแผ่ไพศาลมาก แม้พระราชาที่ปกครองรัฐทั้ง ๑๖ รัฐในแคว้นต่างๆ และมีรัตนะ ๗ มากมายก็ปลื้มและไม่มีคุณค่าถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการรักษาศีลอุโบสถ อันประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ” “วิสาขา สมบัติของมนุษย์ เป็นเสมือนของกำพร้าเมื่อเทียบกับสุขอันเป็นทิพย์ วิสาขา ๕๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งมีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาศีลอุโบสถแล้ว แม้ละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๑๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีอายุหนึ่ง ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาศีลอุโบสถแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๒๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นยามา ซึ่งมีอายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลใดที่รักษาอุโบสถศีลแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๔๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งมีอายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาอุโบสถศีลแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๘๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ซึ่งมีอายุ ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาอุโบสถศีลแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขา ๑,๖๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งมีอายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ บุคคลที่รักษาอุโบสถศีลแล้ว เมื่อละสังขารย่อมไปเสวยสุขอันเป็นทิพย์ ที่ประณีตกว่านั่นเอง วิสาขาเพราะเหตุนี้ ตถาคตจึงกล่าวว่า สมบัติของมนุษย์หรือรัตนะชาติใดๆ ในโลกก็ดี ยังมีคุณค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของบุคคลผู้เป็นหญิงหรือชายที่รักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ดังนั้น หญิงและชายผู้มีศีลพึงรักษาศีลอุโบสถ อันประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ และหมั่นสั่งสมบุญทุกอย่าง ย่อมได้รับการสรรเสริญและไม่ถูกติเตียน เมื่อละสังขารจากโลกนี้แล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์