ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๗ มิคารมารดา

หลวงพ่อธัมมชโย · มหาอุบาสิกาวิสาขา

PDF
ตอนที่ ๗ มิคารมารดา ขณะที่มิคารเศรษฐีกำลังบริโภคอยู่นั้น นางวิสาขาได้ยืนพัดอยู่ด้านหลัง ทั้งสองได้เห็นพระภิกษุกำลังเดินบิณฑบาตมายังหน้าเรือนของตนเศรษฐีทำเป็นมองไม่เห็น เพราะกลัวพระจะมาขออาหาร แต่นางวิสาขาไม่มีความคิดเช่นนั้น เพราะเธอเป็นผู้มีบุญ เป็นพระโสดาบันตั้งแต่ ๗ ขวบ จึงเดินด้วยอาการสงบเสงี่ยม สง่างาม ไปหาภิกษุรูปนั้น ส่วนท่านเศรษฐีก็เมินหน้าไปอีกทางหนึ่งแล้วบริโภคอาหารต่อไป นางวิสาขาก็รู้ว่า มิคารเศรษฐีแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น จึงกล่าวดัง ๆ กับภิกษุรูปนั้นเพื่อให้มิคารเศรษฐี ได้ยินด้วยว่า “นิมนต์พระคุณเจ้าไปข้างหน้าเถิด บิดาของสามีดิฉันกำลังบริโภคของเก่าอยู่” มิคารเศรษฐี เมื่อได้ยินนางวิสาขาว่า ตนบริโภคของเก่า ก็โกรธ หัวใจสูบฉีดแรง โลหิตขึ้นหน้า วางมือจากการบริโภค สั่งคนรับใช้ให้เอาอาหารไปเททิ้ง และสั่งให้ขับไล่นางวิสาขาออกไปจากเรือนของตนโดยเร็ว พวกบริวารในเรือนล้วนเป็นคนของนางวิสาขา จึงไม่มีใครทำตามคำของท่านเศรษฐี แต่เธอก็ยังคงสงบเสงี่ยม สง่างาม พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ขึ้นว่า “คุณพ่อคะ ดิฉันจะไม่ไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คุณพ่อจงให้เชิญทนายทั้ง ๘ คนที่ติดตามดิฉันมา ให้มาช่วยตัดสินคดีนี้เถิด” เศรษฐีให้เรียกทนายทั้ง ๘ มา แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทนายฟัง แล้วสรุปเองว่า ให้ไล่นางวิสาขากลับบ้านไป ทนายได้ฟังดังนั้นจึงถามนางวิสาขาว่า “ท่านพูดเช่นนั้นจริงหรือ” นางวิสาขาตอบว่า “ดิฉันพูดว่า คุณพ่อของฉันกำลังบริโภคของเก่า ของเก่ามิใช่หมายถึงของค้างคืน ของบูดเน่า ของไม่สะอาด แต่คำว่า ของเก่าของดิฉันนั้น หมายถึง คุณพ่อไม่ได้ทำบุญต่อในอัตภาพนี้ ได้แต่บริโภคบุญเก่าอยู่ ดิฉันพูดอย่างนี้ผิดด้วยหรือ” ทนายทั้ง ๘ คน เมื่อได้ยินนางวิสาขาพูดเช่นนั้นจึงตัดสินว่า นางวิสาขาไม่มีความผิด จึงถามเศรษฐีว่า “ท่านเศรษฐีจะว่าอย่างไร เพราะสิ่งที่ท่านคิดกับสิ่งที่นางวิสาขาคิดนั้น มันไม่ตรงกัน” เศรษฐีก็กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็จบกันไป” เศรษฐีกล่าวอีกว่า “แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ในคืนหนึ่งฉันเห็นนางวิสาขาพร้อมด้วยบริวารชายหญิง ได้ลงไปทำอะไรที่หลังบ้านตอนกลางดึก เป็นผู้หญิงมีเรือนแล้ว ไม่น่าจะลงจากเรือนไปตอนดึก อย่างนี้ไม่สมควร” นางวิสาขาก็บอกกับมิคารเศรษฐีและทนายว่า “คืนนั้นมีนางลาแม่ม้าแสนรู้ตัวหนึ่งตกลูกแล้ว ดิฉันจึงนำบริวารชายหญิง ไปช่วยดูแลแม่ม้าที่ตกลูก ดิฉันทำอย่างนี้ผิดด้วยหรือคะ” ทนายทั้ง ๘ คน จึงกล่าวกะเศรษฐีว่า “นางได้กระทำสิ่งที่หญิงรับใช้ในบ้านของท่านไม่ได้ทำ” มิคารเศรษฐีได้ฟังเหตุผลดังนั้นจึงกล่าวว่า “ก็แล้วไป” “ถ้าอย่างนั้นมีอีกข้อหนึ่ง คืนก่อนวันส่งตัวเจ้ามา ธนัญชัยเศรษฐีได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อแก่เธอ ซึ่งเป็นโอวาทที่มีลับลมคมนัย เราฟังแล้วไม่เข้าใจ เรื่องนี้เธอจะว่าอย่างไร ไหนบอกมาซิ” นางวิสาขาได้ยินดังนั้นก็ยิ้มด้วยความเบิกบาน แล้วกล่าวว่า “ข้อที่ ๑ ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก ไม่ได้หมายความว่า ข้างนอกมืดแล้วห้ามเอาไฟออกไปข้างนอก เพื่อไปส่องให้มันสว่าง แต่หมายถึงว่า มีเรื่องราวอะไรภายในบ้าน เช่น เห็นข้อบกพร่องของมารดาบิดาของสามี อย่าได้นำไปพูดให้ใคร ๆ ฟังเด็ดขาด ข้อที่ ๒ ไม่ควรนำไฟภายนอกเข้าไปภายใน ก็ไม่ได้หมายความว่า เวลาที่ภายในบ้านไฟดับ แล้วห้ามเอาไฟข้างนอกเข้ามาส่องให้มันสว่าง แต่หมายถึงว่า ถ้าใครเขาพูดถึงเรื่องที่ร้อนใจ เช่น พูดถึงข้อบกพร่องของมารดาบิดาของสามี ก็ไม่ควรนำคำนั้น มาพูดต่อในบ้านอย่างเด็ดขาด เพราะจะเอาความร้อนอกร้อนใจมาให้สมาชิกทุกคนในบ้าน ข้อที่ ๓ พึงให้แก่คนที่ให้เท่านั้น หมายความว่า ควรให้แก่คนที่เขายืมของไป แล้วเขานำของนั้นกลับมาคืน ข้อที่ ๔ ไม่พึงให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายความว่า ไม่ควรให้แก่คนที่ยืมของไปแล้วไม่นำมาส่งคืน ข้อที่ ๕ พึงให้แก่คนทั้งที่ให้และไม่ให้ หมายความว่า เมื่อญาติมิตรผู้ยากจน มาขอความช่วยเหลือ เขาเหล่านั้นจะใช้คืนหรือไม่ใช้คืนก็ตาม ก็ควรจะสงเคราะห์ ให้สิ่งเหล่านั้นแก่ญาติผู้เดือดร้อน ข้อที่ ๖ พึงนั่งให้เป็นสุข หมายความว่า เวลานั่งที่ใดก็ตาม เมื่อเห็นมารดาบิดาของสามีและสามีแล้วไม่ควรจะลุกหนี ควรจะยิ้มแย้มแจ่มใสและให้การต้อนรับ ข้อที่ ๗ พึงบริโภคให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนมารดาบิดาของสามี และสามี จงดูแลทุกคนให้ได้รับประทานอาหารก่อน แล้วตนเองจึงค่อยรับประทานทีหลัง ข้อที่ ๘ พึงนอนให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่ควรนอนก่อนมารดาบิดาของสามี และสามีควรดูแลสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงเข้านอนทีหลัง ข้อที่ ๙ พึงบำเรอไฟ หมายความว่า ให้คิดว่ามารดาบิดาของสามี และสามี เปรียบเสมือนกองไฟ ที่ให้ทั้งคุณและโทษ ดังนั้นเราควรดูแลและวางตัวให้ดี ข้อที่ ๑๐ พึงนอบน้อมเทวดาภายใน หมายความว่า มารดาบิดาของสามี และสามีก็เปรียบเสมือนเทวดา สามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ ดังนั้นจงดูแลให้ดี มิคารเศรษฐีได้ฟังคำอธิบายของนางวิสาขาแล้วก็เงียบ ยืนก้มหน้านิ่ง สำนึกผิด ทนายทั้ง ๘ คน ได้ถามท่านเศรษฐีว่า “ความผิดของนางมีอีกไหม” ท่านเศรษฐีตอบว่า “ไม่มีแล้ว” ทนายจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เหตุไรท่านจึงให้ขับไล่นางวิสาขาผู้ไม่มีความผิดออกจากเรือนโดยไม่มีเหตุเล่า นางวิสาขาพูดกับทนายด้วยอาการสงบเสงี่ยมว่า “เมื่อพวกท่านตัดสินว่า ดิฉันไม่มีความผิด เพราะฉะนั้นดิฉันจะขอกลับไปอยู่กับมารดาบิดาของดิฉันดีกว่า” ไม่ใช่เธอน้อยใจ ไม่ใช่เธอแค้นใจ หรือเกิดทิฏฐิมานะ แต่เธอกำลังจะสั่งสอนท่านมิคารเศรษฐีทางอ้อม ด้วยความรักและปรารถนาดี นางวิสาขาจึงสั่งให้บริวารของตนเก็บข้าวของเดินทางกลับ มิคารเศรษฐีรีบเข้ามาขอโทษนางวิสาขากล่าวว่า “โอ พ่อเข้าใจผิด ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ ยกโทษให้พ่อเถิด” นางวิสาขา กล่าวว่า “ดิฉันยกโทษให้อยู่แล้วค่ะ แต่ว่าดิฉันเป็นบุตรของธนัญชัยเศรษฐี ผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ถ้าดิฉันไม่ได้บำรุงภิกษุสงฆ์ และถวายภัตตาหารแก่ท่าน ดิฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก” เธอพูดจากใจจริง แล้วก็หยั่งใจมิคารเศรษฐีด้วย มิคารเศรษฐีตอบทันทีว่า “ขอให้ลูกวิสาขาทำนุบำรุงภิกษุสงฆ์ตามใจชอบเถอะ ลูกจะทำอะไร พ่อยินดีทุกอย่างเลย” เราจะเห็นว่า ท่านเศรษฐีเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว จะมีความรู้สึกเบิกบาน ดวงปัญญาเริ่มฉายแสงสว่างขึ้นมา หลังจากถูกบดบังด้วยความไม่เข้าใจเป็นเวลานาน นางวิสาขาเป็นเหมือนแสงสว่างของพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ที่มาส่องสว่างให้เกิดขึ้นกับบ้านของมิคารเศรษฐี หลังจากที่นางวิสาขาได้ทำความเข้าใจกับมิคารเศรษฐีแล้ว นางจึงให้คนไปทูลนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกให้มาในเรือนของตน ในวันรุ่งขึ้น เธอมีความปลื้มมากที่ได้จัดเตรียมภัตตาหารและเสนาสนะที่จะถวายเป็นสังฆทานแด่ภิกษุสงฆ์ โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อถึงเวลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกก็เสด็จมาเรือนของมิคารเศรษฐี โดยมีนางวิสาขาและบริวารออกมาต้อนรับ ส่วนนักบวชชีเปลือย เมื่อทราบเรื่องดังกล่าวจึงรีบมายังเรือนของมิคารเศรษฐี เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วนางวิสาขาได้ใช้บริวารของตนไปเชิญมิคารเศรษฐีมาถวายภัตตาหาร นักบวชชีเปลือยก็ได้ห้ามท่านเศรษฐีว่า “ท่านอย่าได้ไปหาพระสมณโคดมเลย” มิคารเศรษฐีก็บอกคนรับใช้ของนางวิสาขาว่า “ให้นางวิสาขาถวายเองเถิด” นางวิสาขาจึงได้ถวายภัตตาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกด้วยมือของตนเอง หลังจากเสร็จภัตกิจแล้ว นางวิสาขาก็ได้สั่งให้คนรับใช้ไปเชิญท่านเศรษฐี เพื่อมาฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ฝ่ายนักบวชชีเปลือยก็บอกกับมิคารเศรษฐีว่า “ถ้าท่านจะไปฟังธรรมก็ให้อยู่ภายนอกม่าน อย่าให้พระสมณโคดมเห็นหน้า” มิคารเศรษฐีจึงเข้าไปฟังธรรมอยู่ภายนอกม่าน ด้วยความเกรงใจนักบวชชีเปลือยนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า “แม้ท่านจะนั่งนอกม่านก็ตาม หรือนั่งที่บ้านคนอื่นก็ตาม ที่ภูเขาลูกโน้นก็ตาม เราชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า ย่อมทำให้ท่านได้ยินเสียงของเราได้ ดังนี้แล้วทรงแสดงอนุปุพพิกถา ดุจจับต้นหว้าใหญ่ให้สั่นสะเทือน หรือดุจยังฝนแห่งอมตธรรมให้ตกลงมา ทำให้สิ่งที่เป็นมลทิน หลุดร่วงจากใจของท่านเศรษฐี เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอยู่สาธุชนทั่วทุกสารทิศ แม้จะอยู่เลยร้อยพันจักรวาล หรืออยู่ในภพอกนิษฐ์ก็ตาม ย่อมกล่าวประดุจเดียวกันว่า พระศาสดาทอดพระเนตรดูเราคนเดียว ทรงแสดงธรรมโปรดเราคนเดียว แต่แท้จริงแล้วพระบรมศาสนาทรงทอดพระเนตรดูทุกคน เหมือนกับตรัสกับบุคคลเหล่านั้น อุปมาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหมือนกับพระจันทร์ย่อมปรากฏเหมือนประทับยืนอยู่ตรงหน้า ชนทั้งหลายย่อมมองเห็นพระจันทร์ได้ชัดเจนเหมือนอยู่บนศีรษะของตน ฉะนั้น เมื่อมิคารเศรษฐีได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย เลิกนับถือนักบวชชีเปลือย กลับมานับถือพระรัตนตรัยแทน เพราะว่าท่านเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน เป็นคนละคนกับมิคารเศรษฐีคนเดิมคือ กายเดิมแต่ใจใหม่ เป็นใจของพระอริยบุคคล ท่านเศรษฐีจึงได้ยกม่านขึ้นพร้อมกับเดินมาหานางวิสาขา ตอนนี้ไม่เกรงใจนักบวชชีเปลือยแล้ว รู้แล้วว่า ทำบุญกับชีเปลือยแล้วไม่ได้อะไร เปลือยทั้งข้างนอกทั้งข้างใน คือ ในใจก็ไร้แก่นสาร ไม่มีหลักธรรมอะไรเลย ว่างเปล่า แล้วก็ตั้งนางวิสาขาไว้ในตำแหน่งมารดา มิคารเศรษฐี กล่าวว่า “ขอเธอจงเป็นมารดาของฉันนับจากวันนี้เป็นต้นไป” คือ เศรษฐีเกิดความรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของนางวิสาขา แล้วก็เกิดความปลื้มปีติว่า “โอ้ การที่เธอมาสู่ตระกูลของเรานั้น เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญที่ยังอากาศให้สว่าง เธอก็ทำให้ครอบครัวของเราสว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรม ตั้งแต่นั้นมานางวิสาขาจึงได้ชื่อใหม่ว่า มิคารมารดา เพราะคุณธรรมของเธอสูง สมควรที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็น “แม่” เศรษฐีกล่าวยกย่องนางวิสาขา แล้วก็เข้ามาหมอบลงแทบพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบพระพุทธองค์ แล้วประกาศชื่อตนเองถึง ๓ ครั้ง กราบด้วยและประกาศนามด้วย การประกาศชื่อตนเอง เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงในสมัยนั้น เพื่อแสดงตนเป็นพุทธมามกะ แล้วกราบทูลต่อไปว่า “ข้าพระองค์ไม่เคยทราบเลยว่าทานที่บุคคลให้แล้วในพระพุทธศาสนามีผลมาก ข้าพระองค์ทราบผลแห่งทานในบัดนี้ เพราะอาศัยหญิงสะใภ้ของข้าพระองค์จึงทำให้ทราบว่า ทานที่ทำในทักขิไณยบุคคลนั้นมีผลอันเลิศ เพราะทักขิไณยบุคคลนั้นเป็นบุคคลผู้เลิศ เมื่อถวายทานแด่บุคคลผู้เลิศ ย่อมได้ของอันเลิศ อันประเสริฐ โดยเฉพาะได้ฟังธรรมอันเลิศจนกระทั่งบรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางได้มาสู่เรือนของข้าพระองค์ นางได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อเกื้อกูล และนำมาซึ่งความสุขให้แก่ข้าพระองค์เป็นอย่างยิ่ง พระบรมศาสดาเมื่อเสวยภัตตาหารและทรงแสดงธรรมแล้ว นางวิสาขาได้ทูลนิมนต์พระศาสดาให้มาเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นอีก และแม้ในวันรุ่งขึ้นภรรยาของมิคารเศรษฐีก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนในเรือนหลังนี้ก็ได้บำเพ็ญทานในพุทธศาสนาเป็นต้นมา