ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

จดหมายจากพระลูกชาย: พันธุ์ดีสุดขั้ว ชั่วลืมไปหมดแล้ว

หลวงพ่อธัมมชโย · สุขแบบพระ

PDF
พันธุ์ดีสุดขั้ว ชั่วลืมไปหมดแล้ว จดหมายจากพระลูกชาย man man ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพรักอย่างสูง กระผมพระธรรมทายาทพุทธพจน์ สกฺกสโร (บุญมี) อายุ ๔๒ ปี ตัวแทนพระธรรมทายาทจากวัดนิคมเกษตร อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร แต่ว่าบ้านผมอยู่ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ครับ หลวงพ่ออาจจะสงสัยว่า ทำไมผมถึงมาอบรมไกลจากบ้านมาก เพราะมันมีความจำเป็นครับ คือว่าผมต้องการเอาชนะกิเลสในตัวเองให้ได้ (สาธุ จิตใจสูงส่งเหลือเกิน สุดยอดเลยลูก สุดยอดเลย) คือว่าผมทดลองสูบฝิ่นมา กว่า ๒๐ ปี (ทดลองวิทยาศาสตร์ดู ทดลองสูบทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น กลางคืน ว่ามันคืออะไร) แต่หลวงพ่อครับ อดีตผมเรียนเก่งนะครับ เป็นบุคคลในระดับปัญญาชนแห่งยอดดอย และผมก็เคยเป็นพนักงานสุขภาพชุมชน หรือชื่อย่อ พ.ส.ช. (อย่างนี้ต้องฟ้อง ผจก.ให้ ตงด.เลย ให้ผู้จัดการไปตัดเงินเดือนได้แล้วนี่นะ เพราะว่าตอนแรกเป็นพนักงานสุขภาพชุมชน แต่สุดท้ายกลับมาติดยาเสียเอง) ผมติดฝิ่นอย่างรุนแรงจนลูกและภรรยาไม่ปลื้มเลย นอกจากไม่ปลื้มแล้วยังเอือมระอา ภรรยาจึงขอเลิกทางกับผม ผมก็อนุญาตให้เลิกนานกว่า ๔ ปี แล้วครับ ผมเลิกกับภรรยาได้ แต่ผมเลิกสูบยาไม่ได้เลยแม้สักวันเดียว แต่นั่นมันคืออดีตที่ผมดีดไปแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเพื่อนบ้านที่แสนดีที่เคยสูบฝิ่นมานานจนอายุเกือบ ๖๐ ปี ตอนนั้นก็เป็นอดีตของเขาที่ผิดพลาด ซึ่งเขาดีดไปแล้ว ต่อมาเขามาบวชในรุ่น ๗,๐๐๐ ตำบล พอออกจากโครงการนี้ปุ๊บ ก็เลิกฝิ่นได้อย่างเด็ดขาดปั๊บเลย จนเป็นที่ร่ำลือไปทั่วทั้งดอย จากดอยนี้ไปสู่ดอยโน้นทุกๆ ดอยไปเรื่อยๆ เลยว่า วัดพระธรรมกายมียาวิเศษ (อ๋อ มีจ้ะ เขาเรียก ธรรมโอสถ ถ้าอยากเลิกยาได้เด็ดขาดก็ต้องมาบวช) ข่าวนี้แพร่สะพัดกระจายไปถึงพรรคพวก (นี่พลพรรค เป็นพรรคผู้ติดยา แต่รักดี และอยากเลิก) มีสมาชิกพรรคกว่า ๔๐ คน ที่ติดยา แต่รักดี จึงรวมตัวกันมาบวชเพื่อเลิกยาครับ (สาธุ) ดังนั้นถ้าผมบวชใกล้บ้านแล้ว ถ้าเกิดอาการอยากยาขึ้นมา ผมกลัวว่า จะแพ้ใจตัวเอง เดี๋ยวก็จะลากลับไปบ้าน แล้วกลับไปสูบยาอีก เพราะที่นั่นหาซื้อฝิ่นง่ายกว่าซื้อหมูอีกครับ (โอ้ ขนาดนั้นเลยนะ) ทุกคนจึงพากันมาอบรมที่ศูนย์อบรมวัดนิคมเกษตร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งต้องนั่งรถมากว่า ๑๘ ชั่วโมง หลวงพ่อครับ ๓ วันแรกนี่ ความชั่วร้ายที่ผมเคยข้องแวะมันรุมสกรัมผมทั้งกายและใจ ผมทุกข์ทรมานมากเลย ผมมีอาการลงแดงอยากยา ร่างกายมันปวดไปหมดทุกส่วนเลย (อ๋อ ลงแดงมันเป็นอย่างนี้นะ ทดสอบ) ปวดเข้าไปถึงกระดูก น้ำตาน้ำมูกไหลตลอดเวลา ปวดร้อนไปทั้งตัว ต้องอาศัยเอาน้ำราดตัวเป็นช่วงๆ (ขนาดนี้เลยนะ) หลวงพ่อครับในเวลานั้น ผมขอสารภาพว่า ถ้าให้ผมเดินกลับบ้านได้นี่ แม้ต้องข้ามภูเขาเป็น ๑๐ ลูก ผมก็จะเดินไป (โอ้ มันขนาดนั้นเลยนะ) แต่ว่ามาอยู่ที่นี่ ระยะทางมันไกลเกินกว่าที่ผมจะเดินกลับครับ ผมก็ต้องเลือกเอาว่า จะใช้ความอดทนหรือว่าเราจะกลับกัน ในที่สุดก็ต้องเลือกใช้ความอดทน แต่ก็ต้องอดทนเป็นอย่างมาก แต่โชคดีของผมครับ...ที่มีพระพี่เลี้ยงที่แสนดี (โอ้ สาธุ) ท่านแนะนำราวกับผู้มีประสบการณ์ว่า จะแก้ลงแดงได้มันไม่ยากหรอก ต้องเอาใจลงศูนย์ (เอ้อ คิดได้ไงน่ะ เห็นไหมจ๊ะว่า ชาวโลกขาดกัลยาณมิตรไม่ได้ เหมือนโลกใบนี้ขาดดวงตะวันไม่ได้ ขาดแสงสว่างไม่ได้เลย พระพี่เลี้ยงที่แสนดีท่านเป็นประดุจดวงตะวันมุกดาหาร) ผมจึงข่มใจฝึกนั่งสมาธิ และก็ตรึกนึกถึงศูนย์กลางกายไปเรื่อยๆ (อย่างนี้เรียกว่า เราหัวเราะเยาะพญามาร ถ้าเดินกลับข้ามภูเขาแม้หลายลูกจะได้ชื่อว่า เป็นผู้เก่งที่สามารถเดินข้ามเขาไปได้หลายสิบลูกก็ตาม และแม้ถึงที่หมายโดยปลอดภัยก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ชื่อว่า ผู้กล้านะ ข้ามไปก็เหนื่อยฟรี) ผมข่มใจนั่งสมาธิ แล้วก็ตรึกนึกถึงศูนย์กลางกายไปเรื่อยๆ ผมนั่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่หวังอะไรเลย (ดีจ้ะ ถูกหลักวิชชาด้วย มีพระพี่เลี้ยงที่แสนดีคอยประคับประคองเป็นกัลยาณมิตรให้) ผมทิ้งความรู้สึกทุกอย่างไว้ในศูนย์กลางกาย (ทิ้งทุกอย่างไว้นะจ๊ะ เพราะที่ศูนย์กลางกายนั้นเป็นที่รีไซเคิล ที่จะทำให้เกิดชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม เพราะตรงนั้นมีแต่ความสุข ทุกข์ไม่มีเลย ความเสียว ความสะดุ้งไม่มีในเส้นทางสายกลาง มีแต่ความสุข) ผมพยายามทำใจนิ่งๆ อย่างนี้ตลอดไว้ที่ศูนย์กลางกาย หลวงพ่อครับ แปลกมากเลย หลังจากนั่งสมาธิไป ๑ สัปดาห์ ร่างกายของผมก็ไม่มีอาการลงแดง (นี่แปลว่า มันลงแดงไปอย่างนั้นเอง ทดสอบแค่นั้นเองว่า เราจริงไหม ถ้าเราสู้จริงๆ มันก็แพ้เรา) ผมไม่มีอาการลงแดงเลย และลืมความอยากยาไปโดยไม่รู้ตัว ใจผมสงบขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้พอนั่งหลับตาจนใจนิ่งแล้ว ผมก็จะเห็นดวงกลมๆ เกิดขึ้นตรงบริเวณกลางท้อง (เอ้อ นี่เห็นไหมจ๊ะ เกิดขึ้นแล้ว ดวงกลมสากลที่อยู่กลางท้อง) ดวงนั้นมีขนาดประมาณ ๑ กำมือ เป็นดวงขุ่นๆ สีดำ ดวงดำเป็นนิลเลยครับ ผมเห็นชัดติดอยู่ในกลางตัวตลอดเวลาเลย พอลืมตาขึ้นมาก็เกิดอาการไม่สบายใจว่า ทำไมคนอื่นเขาเห็นดวงใส แล้วทำไมเราเห็นเป็นดวงสีดำ ทำไมจึงต้องเป็นผม ผมจึงไปปรึกษา Advisor คือ พระพี่เลี้ยงที่แสนดี (สุดยอดเลย) พระพี่เลี้ยงที่แสนดีก็บอกว่า (ขออย่ายอมแพ้ แม้เริ่มต้นก็ลงแดง ท่ามกลางก็ลงดำนี่นะ เรื่องนี้มีเหตุ พระพี่เลี้ยงที่แสนดีบอกอย่างนี้หรือเปล่าไม่ทราบ) ก็ที่เป็นอย่างนี้เพราะผมเองไปยุ่งกับยาเสพติด ดวงผมเลยหมองอย่างนี้ (ถ้าใครใจหมองต้องไปอบาย) ผมไม่อยากไปอบาย เลยตั้งใจว่า จะต้องทำใจให้ใสๆ ให้ได้ พระพี่เลี้ยงที่แสนดีบอกว่า ต้องมีแฮงใจ๋ มีไฟต่อสู้ เมื่อผมมีแฮงใจ๋ ผมจึงไปนั่งสมาธิ แต่ว่าหลวงพ่อครับ หลับตาทีไรผมก็ยังเห็นอย่างเดิม ดวงกลมๆ ดำๆ ทุกครั้ง แต่คราวนี้ผมมองไปเฉยๆ นิ่งๆ ผมก็ยังเห็นอย่างนั้นทุกวัน จนเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ ๒ วันนั้นผมก็นั่งมองดวงดำไปตามปกติ แต่ว่าใจผมนิ่งมาก แล้วผมก็สังเกตเห็นว่า วันนี้ดวงในกลางท้องของผมค่อยๆ ใสขึ้น ใสเหมือนฟองสบู่ มีแสงนวลๆ คล้ายแสงจันทร์ ผมเห็นดวงใสๆ ติดอยู่ในกลางกายของผมประมาณ ๗ วัน ในวันที่ ๘ พอผมวางใจนิ่งๆ แล้วมองเบาๆ ไปที่ดวงนั้นผมก็เห็นเป็นองค์พระ (สาธุ) องค์ท่านใหญ่ประมาณ ๑ ศอก และมีแสงสว่างคล้ายแสงจันทร์นวลตา พอมองไปในกลางองค์พระแป๊บเดียวก็เห็นเป็นดวงใสๆ เกิดขึ้นมาแทนองค์พระ พอมองกลางดวงใสๆ ก็จะเห็นเป็นองค์พระสลับไปมาอย่างนี้ ตลอดเวลาเลยครับ (สาธุ เข้าขั้น Advance แล้วนี่) หลวงพ่อครับ เดี๋ยวนี้ผมเห็นองค์พระใสๆ เป็นปกติ ชัดใสสว่างยิ่งกว่าลืมตาเห็น เพียงแต่ว่าถ้าหลับตาจะเห็นชัดกว่าลืมตาครับ ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจมากที่ได้รู้ว่า ในท้องผมมีสิ่งวิเศษอยู่ ผมรักองค์พระมาก รักที่สุดเลย ตั้งแต่เห็นองค์พระแล้วผมมีแต่ความสบายใจ เย็นกายเย็นใจอยู่ตลอดเวลา ผมรู้สึกซาบซึ้งถึงพระพี่เลี้ยงที่แสนดี และผมขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงที่ทำให้มีโครงการดีๆ แบบนี้เกิดขึ้น ตอนนี้ผมเหมือนได้เกิดใหม่ มีชีวิตที่สมบูรณ์อย่างมหาศาล และก็จะไม่กลับไปเสพยาอีกตลอดชีวิตครับ (สาธุ) ผมจะตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองให้ดี จะได้มาทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงในโครงการอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน เพื่อที่จะช่วยหลวงพ่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาครับ (สุดยอดเลย) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง พระธรรมทายาทพุทธพจน์ สกฺกสโร