จดหมายจากพระลูกชาย: ผ้าเหลืองห่มดอย
ผ้าเหลืองห่มดอย
จดหมายจากพระลูกชาย man man
๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพรักอย่างสูง กระผมพระธรรมทายาทมุยดา สุภมโน อายุ ๖๑ ปี ตัวแทนพระธรรมทายาทจากวัดบ้านขุน จังหวัดเชียงใหม่ครับ
ก่อนมาบวชผมมีตำแหน่งเป็นพ่อหลวง คือ ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านนาเกียน อำเภออมก๋อย (อมก๋อย เป็นภาษาลั้วะแปลว่า “ต้นน้ำ”) และมีหน้าที่สำคัญที่ไม่ใช่ว่าใครๆ จะทำได้ในโลกนี้ เพราะทั้งหมู่บ้านมีอยู่แค่ ๓ คน เท่านั้น คือ การเป็นหมอประจำบ้าน (เป็นดอกเตอร์) หรือเรียกง่ายๆ สั้นๆ ว่า หมอผีครับ
(คือ ผีต้องมารักษาหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะ หมอคนก็อย่างหนึ่งนะ สัตวแพทย์นั่นก็อีกอย่าง รักษาแมวบ้าง ถ้าหมอผีนี่รักษาผีมั้ง) ผมจะคอยช่วยเหลือปัดเป่าทุกข์ภัย และรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ให้กับคนในหมู่บ้าน (อ๋อ แต่นี่รักษาคนนะจ๊ะ)
แม้ผมจะยังไม่ถึงขั้นรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมอผี แต่ขอบอกนะครับว่า ชาวบ้านก็นิยมมาหาเพื่อให้ผมช่วยรักษาโรคต่างๆ ให้เสมอ ตั้งแต่โรคแมงกินแค่ว (ฟันผุ) โรคตาเจ็บ โรคปวดตามเนื้อตามตัว กระดูกหักไปจนถึงโรคมะเร็งครับ วิธีรักษาก็ง่ายมาก แค่เป่าและก็สวดมนต์ อัตราการหาย ถ้ามา ๑๐ คน หายจากโรค ๗ คนครับ (โอ้ ชั้นหนึ่ง)
ผมมาบวชในโครงการนี้ได้ เพราะการชักชวนของพระน้อย คือ สามเณร (อย่างนี้เรียกถูก สามเณร เรียกอย่างเทิดทูน แปลว่า คนที่เรียกอย่างนี้มีดวงปัญญา มีจิตใจสูงส่ง มีคุณภาพจิตดี ถ้าเรียก ไอ้เณร เขาเรียกว่า จิตด้อย จิตตกต่ำนี่นะจ๊ะ)
ตอนนั้นมีสามเณรขึ้นมาชวนคนบนดอยให้ไปบวช ผมก็คิดว่า ตอนนี้เฮายังบ่ตายก็ยังเสาะบุญให้ตัวเองได้ ถ้าตายเฮาก็หมดโอกาสเสาะบุญ คิดได้อย่างนี้ผมจึงตัดสินใจบวชทันทีครับ (สาธุ)
ปกติผมเป็นคนชอบไปวัดทำบุญและนั่งสมาธิอยู่แล้ว ผมจะตื่นมานั่งสมาธิเป็นปกติตอนตี ๑ ตี ๒ เป็นประจำ นั่งแบบทำใจสบายๆ ภาวนา พุทโธ ธัมโม สังโฆ แต่ก็ไม่มีประสบการณ์อะไร
พอมาบวชในโครงการนี้ ผมได้นั่งสมาธิมากขึ้น แล้วในวันที่ ๙ ผมก็นั่งสมาธิไปตามปกติ คือ วางใจนิ่งๆ ทำตามเสียงของหลวงพ่อไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่ง ก็รู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเองตกหลุมลึก (ไม่ใช่หลุมรักนะจ๊ะ) ในหุบเหวที่ลึกมากๆ ลึกมากจนมองไม่เห็นก้นเหวเลยครับ ตอนนั้นผมตกใจและกลัวสุดขีด เพราะรู้สึกเหมือนกับตัวเรากำลังดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ผมสะดุ้งและลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่าผมยังนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม (นี่คือ อาการตกศูนย์ บางคนก็ตกอย่างละมุน บางคนก็รุนแรงอย่างนี้นะ)
วันต่อมา พอนั่งสมาธิอีก ผมวางใจเฉยๆ เอาไว้ที่กลางท้อง นั่งไปสักพักก็รู้สึกว่ามันบ่มีตัวตน ตอนนั้นใจผมนิ่งมากเลย แล้วผมก็เห็นดวงแก้วใสสว่างเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
(สาธุ นี่ไง คือ ดวงธรรม แต่ว่าใสเหมือนดวงแก้ว กลมเหมือนดวงแก้ว เลยเรียกดวงแก้ว จริงๆ แล้ว คือ ดวงธรรม นี่แหละความหมายของคำว่า ธรรมะ ความบริสุทธิ์ ความสูงส่งที่ยกอารมณ์ของเราจิตใจของเราให้สูงส่งขึ้น) ดวงแก้วพากันเรียงแถวพุ่งขึ้นมาจากกลางท้องของผม เป็นแถวเป็นแนวเยอะมากเลย (ถูกต้องมากจ้ะ ดีมาก)
สักพักก็เห็นองค์พระแก้วใสเรียงเป็นแถวขึ้นมาอีก จนเป็นทางยาวเลยครับ (นี่ไม่ธรรมดาแล้วแหละ) องค์พระงามนักๆ (งามนักขนาด) ทั้งใส ทั้งสว่าง (นี่องค์พระมาป่ะเลอะปะเต๋อ มามากมาย) แต่ว่าหายไปเร็วมากเลย ท่านพุ่งขึ้นมา องค์นี้หาย มาใหม่อีก เหมือนเรากดปุ่มเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆ ไม่หยุด
พอเห็นพระแล้วทั้งกายและใจผมก็โล่งไปหมดเลย มีความสุขและสดชื่นมากไม่รู้จะอธิบายยังไง (นี่ก็อธิบายมาตั้งเยอะแล้ว) บางทีองค์พระก็องค์ใหญ่มากๆ แค่เฉพาะเศียรก็กว้างประมาณ ๑ เมตร และไม่ว่าจะทำอะไร ผมจะรู้สึกว่า มีองค์พระติดตัวติดใจอยู่ในกลางท้องของผมตลอดเวลา (สาธุ นี่ มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้ว ถูกแล้วนะจ๊ะ ทำต่อไปอีก เห็นไหมจ๊ะ จากไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เห็นขึ้นมาเองนี่ไง)
หลวงพ่อครับ ตอนนี้ผมบ่คิดจะสึกแล้ว สึกไปผมก็เป็นหมอผี อยู่ตรงนี้ผมเป็นพระ ผมอยากบวชตลอดชีพ (สาธุ) ผมจะกลับไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในหมู่บ้านของผม (สาธุ) เพราะตอนนี้ทั้งตำบลที่ผมอยู่นั้นมีวัดเหลืออยู่แค่เพียงวัดเดียวครับ (อ๋อ ไม่เป็นไร เริ่มนับหนึ่งใหม่) ชาวบ้านเขาเปลี่ยนใจไปนับถืออย่างอื่นกันหมด (ก็กลับไปบอกเขาสิจ๊ะว่า ในตัวเรามีพระ รับรองที่เขาไปสอนๆ กัน เขาไม่เคยเห็นอย่างนี้นะ แล้วยิ่งผู้ที่เข้าถึงจริงๆ ไปบอกนี่สบาย)
ผมจะตั้งใจฝึกฝนตนเองให้เป็นพระแท้ (สาธุจ้ะ) และจะเป็นตัวแทนของหลวงพ่อนำความสว่างไปสู่ยอดดอย (นี่จะเป็นตะวันบนดอยอีกแล้ว เห็นไหมจ๊ะ) ไปพัฒนาวัดในตำบลของผมให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งครับ
(สาธุ ถ้าได้พุทธบุตรอย่างนี้ ไม่ใช่เฉพาะวัดเดียว พัฒนาได้หลายวัดเลย จะเอาผ้าเหลืองห่มดอย ต้องเอาชาวดอยผู้มีบุญมาบวช แล้วก็ให้เข้าถึงธรรมะเหมือนพระธรรมทายาทมุยดา สุภมโน นี่เอามาหลายๆ มุย จะได้ดังกระหึ่มไปทุกดอยเลยจ้ะ)
กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง
พระธรรมทายาทมุยดา สุภมโน