นั่งสมาธิแล้วฟุ้ง (คิดถึงคุณยายอาจารย์ฯ)
หลวงพ่อธัมมชโย · คำตอบคุณครูไม่ใหญ่ เล่ม 1
นั่งสมาธิแล้วฟุ้ง
ธทญ. : เวลานั่งสมาธิลูกจะเป็นคนคิดมากจะนิ่งสงบภายในเวลาแค่ ๑ - ๒ นาที นอกนั้นก็ฟุ้งค่ะ
หลวงพ่อ : ต้องนั่งสม่ำเสมอทุกวัน ต้องมีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่งชั่วโมงกลางเยอะ ๆ
มีพระธรรมทายาท ท่านถามหลวงพ่อว่า ตอนหลวงพ่อนั่งใหม่ ๆ เป็นอย่างไรบ้าง หลวงพ่อก็บอกว่า นั่งใหม่ ๆ ก็เมื่อย นั่งมืด นั่งฟุ้ง นั่งหลับ นั่งท้อ นั่งน้อยใจในโชควาสนาบารมี นั่งไปด้วยก็บ่นไปด้วย ก็เป็นอย่างที่ลูก ๆ เป็นนั่นแหละ ไม่ใช่ของอัศจรรย์หรือของแปลก หรือเราเป็นคนเดียว แต่ตอนนั้นหลวงพ่อเข้าใจว่า หลวงพ่อเป็นคนเดียวในโลก ก็บ่นรำพึงกับคุณยาย คุณยายก็ให้กำลังใจให้คำแนะนำ ก็ทำความเพียรไปเรื่อย ๆ แต่มันก็ไม่ได้ผล เพราะตอนนั้นอยากได้มาก ๆ มาได้ผลตอนที่ปลงตกแล้ว
ตอนนั้นปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงพ่อยังแข็งแรง มาเรียนธรรมะกับคุณยาย แรงยังดี ก็เลยใช้แรงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้ปัญญา ปัญญาก็มีเท่าตอนนี้ แต่ตอนนั้นเอามาใช้น้อยกว่าตอนนี้ ก็นั่งปฏิบัติไปท่านบอกว่า “ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ” ไม่เข้าใจท่านนะไม่รู้เรื่อง เราก็นึกว่าเราใจเย็นแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว ยังเย็นไม่พอ
ตอนนั้นที่อยากได้มาก เพราะไปนั่งดูคุณยายท่านรับแขกแขกก็มาทุกวันเลย แขกก็ถามคุณยาย คำถามก็จะวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์อยู่ตลอดเวลา พ่อตาย แม่ตาย ปู่ย่าตายายตายแล้วไปอยู่ไหน ให้คุมบุญไปให้ คุณยายท่านฟัง ท่านก็นั่งเฉย ๆ นั่งหลับตานิ่ง ๆ สัก ๕ นาที ประมาณนั้น เดี๋ยวท่านก็ตอบมาแล้ว ตายไปแล้วเป็นนู่น เป็นนี่ ไปอยู่ในนรกก็มี สวรรค์ก็มี ถ้าไปนรกมักจะค้าน“ไม่จริงตอนมีชีวิตอยู่สร้างบุญอย่างนั้นอย่างนี้” คุณยายท่านบอก“ก็เพิ่งมาสร้างน่ะสิ สร้างสิ่งที่ไม่ดีในสมัยโน้น ทำกรรมอย่างนั้นอย่างนี้” แขกที่มาเขาก็ทบทวนย้อนหลัง “เอ้อ เป็นอย่างนั้นจริง”ท่านก็หลับตาพูดไปธรรมดาอย่างนี้ แต่ถ้าหากบอกว่า “ไปสวรรค์”รู้สึกเขาร่าเริง ปลื้มปีติกันนะ
ได้ฟังอย่างนี้ทุกครั้งที่หลวงพ่อไปกราบยาย ตอนแรกตื่นเต้น อยากฟัง ตอนหลังก็อยากจะได้อย่างนั้นบ้าง พอชักคุ้นชินเอ๊ะ! มันเป็นเรื่องปกติของยาย หรือบางคนมากราบ ไม่เคยเจอกันเลย พอเงยหน้า คุณยายท่านก็ทัก “คุณเลิกเล่นม้าเสียนะ” ก็ตกใจเขาชอบเล่นม้าจริง ๆ นั่นแหละ ก็จะเจออย่างนี้จนชิน ยายท่านก็พูดธรรมดา ไม่ได้ตื่นเต้น
ตอนหลังก็อยากจะเป็นอย่างยาย อยากได้อย่างยายตอนนี้แหละ ไปทำความเพียร นั่งปวดหัว ปวดลูกนัยน์ตา ยิ่งนั่งยิ่งไม่มีความสุขเลย ปวดไปหมด เพราะอยากจะได้อย่างนั้นในที่สุดก็ล้มเหลว ทั้งมืด ทั้งเมื่อย ทั้งมึน ปวดหัว คุณยายท่านก็บอก“คุณค่อย ๆ ทำนะ ใจเย็น ๆ เดี๋ยวก็จะค่อย ๆ ดีเอง”
และวันที่ได้ผล วันนั้นปลงตก ไม่เห็นอะไรก็ไม่เอาแล้วไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็น อยากจะนั่งเฉย ๆ พอนั่งนิ่ง ๆ สบายไม่คาดหวัง ไม่อยากได้อะไรทั้งสิ้นเลย มันมีจังหวะหนึ่ง สบายมากเลยแล้วมัน ปึ๊บ จิตรวมวูบลงไปเลย พอถึงจุดตรงนั้น ความโล่ง โปร่ง เบา สบาย ความสว่าง อะไรต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น เป็นขั้นตอนไป
เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า ความคิดมันเยอะแยะอย่างนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรมที่มีอยู่แล้วในตัวไหม ไม่เป็นอุปสรรคนะ
เรายังคุ้นอยู่กับสิ่งนั้น พอเรามาฝึกความไม่คิด เราไม่คุ้นเราก็ต้องอนุญาตให้มันคิดบ้าง ให้มันผ่านเข้ามา อย่าไปรำคาญอย่าไปขับไล่ความคิดนั้น มันเป็นกระบวนการหนึ่งของการคลายความคิด การพัฒนาของใจที่จะเดินทางไปสู่จุดแห่งความสงบ จะต้องผ่านกระบวนการสับสนวุ่นวายทางความคิดไปก่อน จากคิดมากไปคิดน้อย จากคิดน้อยก็คิดบ้าง จากคิดบ้างก็ไม่ค่อยจะคิดเท่าไรและในที่สุดจะหยุดนิ่งไปเอง
ถ้าหากเรามีฉันทะ มีความปรารถนา รักที่จะฝึกฝนอบรมใจไม่ช้าเราก็จะสมหวัง
เพราะฉะนั้น ความคิดที่เยอะแยะไม่เป็นอุปสรรคอะไรเลยเดี๋ยวมันก็หมดไป มันเป็นกระบวนการหนึ่งในการที่จะพัฒนาใจไปสู่ความไม่คิด มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น
เมื่อลูกหญิงกลับไปบ้าน พยายามนั่งทุกวัน หลับบ้างตื่นบ้าง ฟุ้งบ้าง ช่างมัน พอเมื่อยเราก็ขยับ ง่วงเราก็หลับ ฟุ้งก็ลืมตาแล้วก็ว่ากันใหม่ ทำอย่างนี้ เดี๋ยวจะสมหวัง
๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑