ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ทำไมวัดนี้ชอบกำหนดต้องทำบุญเท่านั้นเท่านี้ (การสั่งสมบุญนำสุขมาให้)

หลวงพ่อธัมมชโย · คำตอบคุณครูไม่ใหญ่ เล่ม 1

PDF
ทำไมวัดนี้ชอบกำหนดต้องทำบุญเท่านั้นเท่านี้   ภิกษุ : เวลาไปบอกบุญ ทำไมวัดนี้ชอบกำหนดว่าจะต้องทำบุญเท่านั้นเท่านี้ครับ   หลวงพ่อ : การมีเป้าหมาย จะทำให้มีกำลังใจ มีแรงฮึดที่จะก้าวไปสู่ตรงนั้นได้อย่างเต็มที่ ถ้าไม่มีเป้า เราก็ทำไปตามกำลัง ไม่ได้เต็มกำลัง ก็แค่นั้นเอง   ที่ให้เขาตั้งเป้าเอาไว้ จะได้มีเป้าในใจว่า เราถึงเป้าที่เราตั้งไว้หรือยัง สมมติว่า เป้าจะเป็นประธานรอง เราทำคนเดียวไหวไหมถ้าไม่ไหวเราก็ไปชวนเขามาทำ ทำตอนนี้ได้แค่นี้ ยังไม่พอ ก็ไปตามคนมาอีก มาเติมให้ถึงเป้า จะได้มีกำลังใจทำ ทุ่มกันอย่างเต็มกำลังถ้าไม่มีเป้า เราก็จะทำกันเรื่อย ๆ   และที่สำคัญ เราทำเพื่อใคร ก็เพื่อตัวเราเอง ถ้าเราเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม หว่านพืชอย่างไรได้ผลอย่างนั้น เราทำอย่างไรเราได้อย่างนั้น   การตั้งเป้าไว้สูง ๆ จะทำให้เรามีกำลังใจสูง   คนที่มาวัดนี้เยอะทั้งเศรษฐีและไม่ใช่เศรษฐี เศรษฐีเงินล้านพอจะชวนทำบุญ บางทีร้อย ห้าร้อย เขารู้สึกว่าเยอะแล้ว แล้วเขาก็คุ้นอยู่อย่างนั้น หลวงพ่อเลยมาปฏิวัติใหม่หมด แนะนำเขาไปว่าทีเอาเงินไปทำอย่างอื่นไม่เกิดประโยชน์ ยังไปทำตั้งเยอะ ทำทีเป็นหมื่น เป็นแสน หลายแสน มากกว่าทำบุญอีก ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำทำไมไม่ทำเป็นบุญ จะได้เป็นสมบัติติดตัวเขาไปเบื้องหน้าเยอะ ๆ   เพราะฉะนั้น ถึงต้องตั้งเป้าไว้ แล้วก็ฝึกเขาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาคุ้น เดี๋ยวนี้ใจขยายใหญ่แล้ว จากทีละร้อย เป็นทีละหมื่นบ้าง แสนบ้าง เป็นล้าน เดี๋ยวนี้หลาย ๆ ล้าน เพราะหลวงพ่อตั้งเป้าว่า “ชาติหนึ่งเกิดมาทั้งที ต้องทำบุญให้ได้พันล้าน” ใจจะได้ใหญ่ให้เขาแค่คิด คิดฟรี ไม่ได้เสียเงิน ยังไม่ค่อยกล้าคิดกันเลย   หลวงพ่อจะสอนให้เขากล้าคิด ใจจะได้ใหญ่แบบมหาบุรุษเหมือนใจของพระบรมโพธิสัตว์ ใจต้องใหญ่ ๆ อย่างนั้น ไม่งั้นทำจุ๋ม ๆ จิ๋ม ๆ อย่างนี้สู้ความตระหนี่ไม่ไหว เวลาเรามาเกิดอีกที ก็เอาสมบัติมาใช้ไม่ได้ ก็ต้องอดอยากยากจน ลำบาก พอเขาใจใหญ่ทำเยอะ บุญเขาได้เยอะ เวลาผลบุญบังเกิดขึ้น เขาก็ได้มากยิ่งทำให้ภพชาติต่อไปสร้างบารมีสะดวกสบายหนักยิ่งขึ้นไปอีก   ดังนั้น ต้องตั้งเป้าทำพันล้านให้ได้ ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เขาค่อย ๆ คุ้นกันแล้ว เพราะหลวงพ่อบอกเรื่องนี้มาตั้งหลายปีแล้วมันต้องกล้าคิด กล้าพูดในสิ่งที่เราคิดไว้ แล้วก็กล้าทำ ตั้งเป้าสูง ๆไว้พันล้าน ไปไม่ถึงมันก็ลงมาตรงกลาง ถ้าตั้งเป้าต่ำ ๆ ถ้าไปไม่ถึงร่วงเลยนะ ตั้งเป้าไว้สูง ๆ นั่นแหละดี   ดูอย่างพระบรมโพธิสัตว์ เวลาท่านสร้างบารมีมาตั้งหลายภพหลายชาติ ท่านยกสมบัติให้หมดประเทศเลยนะ ยกให้แบบทุ่มสุดตัวเลย ที่เราทำถ้าจะเทียบกับท่าน ยังแค่กระจุ๋มกระจิ๋ม   หรืออย่างท่านโชติกเศรษฐี มีใครทำแบบท่านโชติกเศรษฐีบ้าง กล้าเอารัตนชาติมากองไว้ แล้วประกาศไปทั้งเมืองว่า ใครมาฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้าให้หยิบไปได้ ถ้าเป็นเศรษฐีก็หยิบไป ๑ กำมือ ถ้ามีทรัพย์น้อยก็เอาไป ๒ กำมือ   นั่นแสดงว่า ดวงปัญญาเขาสว่าง เขามุ่งไปเอาอริยทรัพย์มุ่งไปเอาทรัพย์ที่ยิ่งกว่านี้เข้าไปอีก รู้จักวิธีเปลี่ยนทรัพย์หยาบให้เป็นทรัพย์ละเอียดที่จะนำติดตัวไปได้ เป็นคนใจใหญ่   ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติภพก่อน ๆ ก็มีมาแล้วปัจจุบันจุดเชื่อมรอยต่อของความรู้นี้มันสูญหายไปในท่ามกลางว่า ครั้งหนึ่งในอดีตผู้มีบุญ มีปัญญา เขาสร้างบารมีแบบนั้น ทีนี้ความรู้อย่างนี้มาเชื่อมต่อได้เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ธรรม ระลึกชาติหนหลังเห็นอย่างนี้ เห็นตัวท่านเองก่อนว่า ท่านก็เคยทำมาแล้ว แล้วก็เห็นคนอื่นบางคนที่เคยทำ ท่านจึงนำความรู้นี้มาเปิดเผย เป็นการเชื่อมรอยต่อของบัณฑิตนักปราชญ์ให้รู้จักวิธีสร้างทานบารมี   นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเก่าที่พระพุทธเจ้าท่านทำกันมาก่อน ท่านยกสมบัติให้กันทั้งเมืองเลย เขาให้กันขนาดนั้น ของเราแค่เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นั้นเอง   ดังนั้น ต้องให้กำลังใจกับสาธุชนทั้งหลาย ต้องรู้จักสร้างบารมีให้เป็น ทรัพย์ของเราแค่เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีเท่านั้น เหมือนแค่เป็นซากุไร เป็นอุปกรณ์เอาไว้ทำงานแค่นั้นเองเพราะฉะนั้นอย่าไปติดยึดมัน ต้องเปลี่ยนทรัพย์หยาบให้เป็นทรัพย์ละเอียดติดไปทุกภพทุกชาติกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม วิธีเปลี่ยนก็ต้องอย่างนี้   บางคนอยากเอาทรัพย์ติดตัวไปในภพเบื้องหน้านะ แต่ดวงปัญญาไม่เท่ากัน บางคนใช้วิธีเผาเอา ไปซื้อแบงก์มาเผากันเป็นปี๊บ อยากเอารถติดไปในภพเบื้องหน้า เอารถไปเผา อยากได้บ้านก็เอาบ้านไปเผา มันก็ได้แต่ขี้เถ้า ไม่รู้จักวิธีเปลี่ยนจากของกายมนุษย์หยาบไปสู่กายมนุษย์ละเอียดไปสู่กายทิพย์ ซึ่งมันมีวิธีการพระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็นวิธีการนี้   คือ ต้องไปทำบุญกับผู้มีศีลมีธรรม กระแสใจอันบริสุทธิ์ของท่านจะได้ประสานกับกระแสใจของเราที่พ้นจากความตระหนี่ พอดึงดูดเข้าหากันกระแสบุญก็เกิดขึ้นติดไปในภพเบื้องหน้า และไปเปลี่ยนเป็นทรัพย์ในภายหลังได้ วิธีการเปลี่ยนทรัพย์ต้องทำอย่างนี้   แล้วสิ่งที่ทำได้ยาก มันแปลกนะ มันมีฤทธิ์ เมื่อทำเสร็จแล้วเกิดความปีติภาคภูมิใจ ในสิ่งที่ทำได้ยาก นึกทีไร ปลื้มทุกที   หลวงพ่อปลื้มอยู่บุญหนึ่ง ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษา คุณยายบอกว่า ใครซื้อตะปูสักตัว ไม้สักแผ่น อิฐสักก้อน มาสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ให้เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมจะได้บุญอย่างมหาศาล เพราะว่าเป็นสถานที่รองรับผู้บริสุทธิ์ เป็นประดุจรัตนบัลลังก์ของพระพุทธเจ้า จะช่วยให้เราตรัสรู้ธรรมต่อไปในอนาคตได้อย่างสะดวกสบาย ง่ายดาย และจะมีสมบัติติดไปในภพเบื้องหน้า ให้สร้างบารมีสะดวก   หลวงพ่อได้ยินแล้ว อยากได้บุญ อดอาหารกลางวันเป็นเดือนเลยนะ รวมเงินได้เท่าไรไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว แต่ว่าเป็นเงินมากสำหรับหลวงพ่อในตอนนั้น แล้วนำเงินไปทำบุญ นึกทีไรปลื้มทุกทีเลยว่า เราสามารถทำได้   กับอีกบุญที่นึกแล้วปลื้ม กลับมานึกย้อนหลัง อัศจรรย์ใจเราทำได้อย่างไร ตอนนั้นจะมาเรียนธรรมะกับคุณยาย ออกจากบ้านที่เพชรบุรี ตอนตีสี่ ไม่มีเงินติดกระเป๋าเลยสักสลึง กราบลาพ่อที่หน้าประตู เพราะพ่อนอนอยู่ข้างใน หลวงพ่อนอนนอกชาน คิดในใจว่า ขอลาล่ะ จะมาเรียนธรรมะ ไม่กล้าไปลาท่าน กลัวท่านไม่ให้มาเพราะท่านไม่ชอบ เตรียมเสื้อผ้า ๒ ชุด ใส่ไว้ในกระเป๋า แล้วไม่มีความกังวลอะไรทั้งสิ้น ใจคิดอย่างเดียวว่า จะมาเรียนธรรมะกับคุณยายให้ได้ แล้วก็หอบกระเป๋ามาขึ้นรถ   นึกในใจว่า ถ้ากระเป๋ารถมาเก็บเงิน เราก็จะบอกว่า ไม่มีตังค์ แต่คราวหน้าจะเอามาใช้ให้ ถ้าไล่เราลง เราก็จะเดินไป ระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตรจากเพชรบุรีถึงวัดปากน้ำ แล้วก็ใจเบิกบานสบาย ไม่ได้กังวลอะไรเลย ก็เดินมาขึ้นรถ   แต่บุญบันดาลนะ พอขึ้นไปก็ไปเจอเพื่อนรักกัน เขาเรียนธรรมศาสตร์ ก็ไม่คิดว่าจะเดินทางเวลาเดียวกัน ไปเจอกันก็คุยกันไปเรื่อย ๆ ยังไม่ได้บอกอะไร พอรถเลยตัวเมืองไปสัก ๔ - ๕ กิโลเมตร กระเป๋ารถเดินมาแล้ว หลวงพ่อกระซิบกับเพื่อน “ไม่มีเงินหรอก” มันก็ส่งเสียงดังบอก “ไม่เชื่อ” หลวงพ่อก็ย้ำบอกว่า“ไม่มีจริง ๆ” ถ้าเขามาเก็บ ก็จะบอกไปอย่างที่เล่าให้ฟัง มันเลยควักเงิน เปิดกระเป๋ามีอยู่ ๓๐๐ บาท แบ่งให้หลวงพ่อ ๑๕๐ คิดดูก็แล้วกันว่า แค่ตั้งใจจะมาเรียนธรรมะได้สมบัติครึ่งหนึ่งแล้ว   แล้วเพื่อนก็ถามต่ออีก “แล้วจะไปอยู่ที่ไหน” “ไม่มี” “เอ้า ไม่มีที่อยู่ งั้นไปอยู่ด้วยกันก็แล้วกัน” เห็นไหมได้เงินด้วยได้ที่อยู่ด้วย ที่อยู่เขาเป็นตึกแถว ชั้นล่างเป็นที่เก็บกระสอบน้ำตาลแมลงสาบเต็มเลย ก็นอนกันชั้นบน ตอนเช้าเพื่อนไปธรรมศาสตร์ส่วนหลวงพ่อเข้าวัดไปเรียนธรรมะกับยาย   ไปวัดแทบไม่ได้ใช้เงินเลย เพราะว่าพอไปถึงวัด คุณยายท่านตักข้าวมาให้หนึ่งจาน ก็รับมาหนึ่งจาน คิดแค่ว่าทานให้มันหนักๆ ท้องไว้ แล้วก็นั่งหลับตาลุยเลย พอแขกมาหายายก็เดินหนีไปนอนที่วิหารคด นั่ง ๆ นอน ๆ ไป ดูพระบ้าง อะไรบ้างแล้วก็ย่อง ๆ มาดูยาย พอแขกหมด เราก็ขึ้นมานั่งธรรมะต่อ   มีเสาหัวด้วนอยู่ต้นหนึ่งกลางบ้าน ยอดมันไม่ถึงเพดานหลวงพ่อนั่งจนเสามันแผล็บเลย พอถึงเวลานั่งก็ไม่คุยเรื่องอื่นถามแต่เรื่องธรรมะ ไม่ได้ถามอะไรยายเลย แล้วยายก็ไม่ได้บอกอะไร ท่านบอก “คุณนั่งไป ๆ เดี๋ยวก็รู้” ก็จริงนะ คือบางทีก็ไม่รู้จะบอกอย่างไร มันต้องลองนั่งเสียก่อน เหมือนซื้อก๋วยเตี๋ยวมาจะบอกว่า อร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ บอกคุณลองกินดูสิ กินเข้าไปก่อน เดี๋ยวก็รู้เอง   เพราะฉะนั้น หลวงพ่อนึกถึงเรื่องนี้ทีไรปลื้มทุกทีเลยนะว่าเราทำมาได้อย่างไร ออกจากบ้าน มาเรียนธรรมะ ไม่มีเงินเลยแม้แต่สลึง คำว่า ไม่มี หมายความว่า ควักกระเป๋าออกมาไม่มีเงินเลย พร้อมกับไม่มีความกังวล แล้วก็ไม่ได้คิดเรื่องอะไร คิดแต่จะไปเรียนธรรมะอย่างเดียว รู้สึกมีความสุขดี สบาย ๆ มาเรียนด้วยความยากลำบากไม่เหมือนรุ่นหลัง ๆ เขาเรียนกันง่ายจังเลย หลวงพ่อเรียนยากต้องขวนขวายหาความรู้ อยากจะรู้ให้มันหายสงสัย ไม่หายสงสัยมันทนไม่ค่อยได้   ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙