ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ภาพนิมิตเลื่อนลอย (Peace revolution)

หลวงพ่อธัมมชโย · คำตอบคุณครูไม่ใหญ่ เล่ม 1

PDF
ภาพนิมิตเลื่อนลอย   Peace Revolution : เวลาที่เรานั่งสมาธิแล้วเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ ครูสอนสมาธิส่วนใหญ่ที่ผมถามมักจะบอกให้ทิ้งภาพนั้นไป หรือให้ดูเฉย ๆ แต่บางภาพน่าจะมีความหมายต่อตัวเราไม่ใช่หรือเราจะสามารถแยกความแตกต่างนั้นได้อย่างไร   หลวงพ่อ : ที่ครูสอนสมาธิส่วนใหญ่แนะนำให้ทิ้งภาพไป เพราะเมื่อจิตกำลังเริ่มบริสุทธิ์ มันเพิ่งออกมาจากความไม่บริสุทธิ์ ก็จะมีภาพต่าง ๆ มาฉายให้เห็นมากมาย สำหรับบางคนนะ ก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกคน เป็นภาพนิมิตเลื่อนลอยที่เกิดจากการคลายตัวของใจที่สั่งสมประสบการณ์เป็นภาพ พอถึงเวลามันก็คลายออกมาซึ่งก็ไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไรเท่าไร เพราะเป็นภาพที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจากสมาธิที่จิตบริสุทธิ์ แต่เพิ่งเริ่มออกจากความคิดต่าง ๆ จากความสับสนวุ่นวาย ก็จะมีสารพัดภาพ ต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา เหตุการณ์ต่าง ๆ ภาพนรกสวรรค์ ภาพเทพบุตร เทพธิดา ภาพโน่นภาพนี่เยอะแยะไปหมดเลย เมื่อภาพเหล่านี้เกิดขึ้น ท่านจึงแนะนำให้ทิ้งไปก่อน เพราะถ้าหากไปผูกพันกับภาพเหล่านั้นก็จะทำให้สมาธิไม่ก้าวหน้า   ส่วนที่แนะนำให้ดูเฉย ๆ ก็เพื่อให้ใจปล่อยวาง คือดูไปอย่างนั้นเอง เพื่อให้เป็นทางผ่านของใจไปถึงเป้าหมาย คล้าย ๆ กับเราขับรถไปเชียงใหม่ หรือจะไปที่ใดที่หนึ่ง แต่ระหว่างทางมันก็เห็นภาพตลอด เห็นคน เห็นต้นไม้ เห็นเสาไฟฟ้า เห็นรถสวนไปมา สมมติถ้าเราจอดรถแวะข้างทาง มันก็จะไปไม่ถึงที่หมาย หรือไปถึงช้าเพราะเป้าหมายเราไม่ได้อยู่ข้างทาง หรือรถที่สวนมาหรือแซงเราไปหรือผู้คนอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ดังนั้นการดูเฉย ๆ คือ ดูโดยไม่ต้องคิดอะไร จะช่วยตรงนี้ได้   เมื่อภาพเกิดขึ้นจากใจที่เป็นสมาธิระดับหนึ่ง จนกระทั่งนำไปสู่ภาพสุดท้าย เมื่อใจไปถึงตำแหน่งที่วางใจ ที่หยุดใจที่ถูกต้องภาพสุดท้ายจะต้องเป็นดวงใส ๆ   ภาพสุดท้ายจะเกิดเมื่อใจหลุดจากหยาบ จะมีอาการคล้าย ๆ ตกจากที่สูงหล่นลงมา คล้าย ๆ เรานั่งเครื่องบินแล้วตกหลุมอากาศวูบลงมา เป็นต้น บางคนก็ลงอย่างรวดเร็ว บางคนก็ลงเหมือนขนนกที่ลอยในอากาศ ซึ่งภาษาธรรมะเขาเรียกว่า อาการตกศูนย์ตกสุญญากาศข้างใน   สิ่งที่ควรทำคือ ให้ดูเฉย ๆ จะทำให้ใจเราก้าวหน้า แล้วก็ไปถึงที่หมายได้โดยปลอดภัย มีชัยชนะ เราไม่แวะข้างทางไปเรื่อย   ที่ถามว่า แต่บางภาพน่าจะมีความหมายต่อตัวเราไม่ใช่หรือสมาธิ ณ ตอนนี้ ยังไม่มีความหมายอะไร นอกจากแวะข้างทางยกเว้นเรายังไม่พร้อมที่จะไปถึงเป้าหมาย อยากแวะข้างทางก็ได้เราก็แวะไปแวะมา บางคนแวะอย่างนี้มา ๒๐ ปี แวะไปแวะมากลับหลังหันบ้าง กลับรถหรือเลี้ยวเข้าตรอกเข้าซอกซอยอะไรไปเรื่อยหรือลงข้างทาง ลงคู ตกข้างถนนบ้างอย่างนี้   เพราะฉะนั้น ภาพสุดท้ายต้องเป็นดวงใสที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นที่กลางกาย เช่น จะเป็นแสงสว่างหรือภาพอะไรในกลางแสงสว่างตรงนี้ เพราะตำแหน่งที่ถูกต้องมีตำแหน่งเดียว คือ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ แม้เป็นตำแหน่งที่ถูกต้อง ก็ยังแนะนำให้ดูเฉย ๆ เพราะเรากำลังเริ่มฝึกทำสมาธิใจให้นิ่ง ๆ ไปก่อน จะถึงจุด ๆ หนึ่งที่เรามีการตื่นตัวภายใน จากสติเล็ก ๆ ก็เป็นสติใหญ่ ๆ เขาเรียกว่า มหาสติ คือมีความรู้สึกตัวเป็นตัวของตัวเองเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก พอถึงตอนนั้นเราถึงจะแยกออกว่า อะไรเป็นภาพที่ถูกต้อง อะไรที่ไม่ถูกต้อง ต้องไปถึงที่ถูกต้องตรงนั้นเสียก่อน ที่ถูกต้องมีอยู่ที่เดียวที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ต้องจำนะ   ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓