เห็นภาพนอกตัวและฟุ้ง (สมาธิจำเป็นสำหรับชีวิต)
หลวงพ่อธัมมชโย · คำตอบคุณครูไม่ใหญ่ เล่ม 1
เห็นภาพนอกตัวและฟุ้ง
ตำรวจ : กราบนมัสการพระคุณเจ้า กระผมเป็นรุ่นที่มาก่อน เมื่อปฏิบัติครั้งแรก ๆ ภาพที่ปรากฏก็เป็นเหมือนท้องฟ้ากว้าง ๆ กลม ๆ มีเมฆสีดำ ผ่านไปผ่านมาสักพักสีใสสว่างขึ้น เมฆดำ ๆ ก็หายไปแล้วปรากฏเป็นแสงสว่างเล็ก ๆ เป็นจุดเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นมาในบางครั้ง แต่ว่าแวบเดียวเหมือนฟ้าแลบก็หายไปจากนั้นภาพความกังวลต่าง ๆ ก็เข้ามา
ผมมีข้อสงสัยอยู่ ๒ ประการ
อย่างแรกคือ ภาพที่ปรากฏนั้นยังอยู่นอกกายเหมือนกับจะอยู่ตรงหน้าบริเวณช่องจมูกกับเพลาตา
อีกประการคือ จะมีกลวิธีอย่างไรที่จะไม่ให้ภาพภายนอก ความกังวลห่วงที่บ้าน ที่โรงพักตามมารบกวนครับ
หลวงพ่อ : ในการฝึกปฏิบัติใหม่ ๆ เราต้องยอมอนุญาตให้ภาพเก่า ๆ ที่เราไม่ต้องการ เช่น ภาพในชีวิตประจำก็ดี หรือภาพในอดีตก็ดีหรือในอนาคตก็ดี มันผ่านเข้ามาในใจ เป็นธรรมชาติของการปฏิบัติที่จะต้องเจอ เพราะเราเก็บสั่งสมความคิดต่าง ๆ เอาไว้ พอถึงเวลามันก็คลายตัว ออกมาทางความคิดเป็นภาพ ถ้าเราทำเฉย ๆ ในที่สุดก็จะค่อยหมดไป ต้องอาศัยการฝึกบ่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ
ส่วนการที่ใจมันเริ่มอยู่ที่ปากช่องจมูกแล้วขึ้นมาที่เพลาตาแล้วมันไม่ลงไปต่อก็ไม่เป็นไร มันอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นไปก่อนจนกระทั่งถึงระดับที่ใจสบายอย่างแท้จริง รู้สึกมีความเบิกบานมันก็จะลงกลางไปเองนะ
ตอนที่หลวงพ่อฝึกใหม่ ๆ ก็เป็นอย่างนั้น ทั้งมืด ทั้งเมื่อยทั้งง่วง ทั้งฟุ้ง ทั้งเบื่อ ทั้งท้อ สารพัด ทำ ไปบ่นไปกับคุณยายอาจารย์ฯท่านก็ค่อย ๆ ประคับประคอง ก็ฝึกมาเรื่อย ๆ ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บได้เลยยกเว้นบางคนใช้เวลาช่วงสั้น จิตของเขารวมได้ เพราะปกติเขาเป็นคนไม่ค่อยอะไร พอถึงเวลานั่งมันก็รวมได้ แต่ของหลวงพ่อยากกว่าของคนอื่น ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานอย่างนี้แหละ
บางท่านที่เคยมาปฏิบัติ ตั้งคำถามถามหลวงพ่อ ฟังดูแล้วเหมือนไม่ได้สนใจที่จะถามเพื่อที่จะเอาไปปฏิบัติจริง ๆ เช่น
เขาถามว่า
“หลวงพ่อ ผมนั่งลืมตาได้ไหม” บอก “ได้”
“ผมนั่งหลับได้ไหม” “ได้”
“ผมนั่งในห้องนอนได้ไหม” “ได้”
“นั่งในห้องพระล่ะ” “ได้”
“นั่งในครัวได้ไหม” “ได้”
“นั่งหันหน้าเข้าข้างฝาได้ไหม” “ได้”
ถามเสร็จ เขากราบ แล้วเขาก็กลับไป ก็นึกว่า เขาถามไปอย่างนั้นเอง แต่หลวงพ่อตอบจริง และมันก็ได้จริง ๆ
ต่อมาอีกหลายเดือน เขามาหาหลวงพ่อหน้าตาผ่องใสรายงานว่า ผมไปทำอย่างที่หลวงพ่อบอกนะ นั่งในครัว นั่งในห้องนอน นั่งห้องพระ แล้วไปได้จริง ๆ ตอนนั่งหันหน้าเข้าข้างฝาเขาบอกมันสบายใจ เพราะปกติเขาเป็นคนขี้หงุดหงิด นั่งได้แค่ ๕ นาที ก็ต้องลุกเดินเพ่นพ่าน เขาก็นึกว่า ถ้านั่งสมาธิแล้วจะต้องนั่งท่ามาตรฐาน อย่างที่หลวงพ่อแนะนำว่า ให้นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายนั่งตัวตรง ๆ เขานึกว่า ต้องทำอย่างนี้ตลอดเวลา เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะลองนั่งแล้วไม่ได้ผล ในที่สุดก็ตั้งคำถามอย่างที่เล่าให้ฟัง แล้วเขาก็เอาไปทำจริง ๆ และไปได้ตอนนั่งหันหน้าเข้าข้างฝา
เขาบอกว่า วันนั้นมันสบายใจ ไม่ได้คิดอะไร ไม่คิดว่าจะได้หรือไม่ได้ จะเห็นหรือไม่เห็น คิดแค่ว่า จะทำใจเฉย ๆ เหมือนนั่งพักผ่อน ตามใจตัวเองหน่อย อยากนั่งหันหน้าเข้าข้างฝาก็เลยนั่งแล้วในที่สุดจิตรวมลงได้ เข้าถึงความสว่างภายใน และพบดวงธรรมด้วยตัวของเขาเองเลย ตอนนี้เข้าใจคำว่า ใสเกินใสของดวงธรรมเป็นยังไง และมีความสุขมาก เพราะฉะนั้นพยายามทำต่อไปนะไม่ช้าจะสมหวัง
๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑