สักขีพยาน
สักขีพยาน
เราจะมีปีติและภาคภูมิใจมากเพียงใด ลูกเณรลองนึกดูก็แล้วกันว่า เราเข้าไปอยู่ในท่ามกลางคณะสงฆ์นั้น มีพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ พระอนุสาวนาจารย์ รวมทั้งพระเถรานุเถระนั่งเป็นพระอันดับ เพื่อเป็นสักขีพยานในความตั้งใจจริงของเราที่จะบวชในคราวนี้ต่อหน้าพุทธปฏิมากร แล้วใจของเราหยุดนิ่งดิ่งเข้าไปสู่ภายในเห็นพระภายในซ้อน ๆ กันหลาย ๆ องค์ขึ้นมา
คำกล่าวว่า บวชคราวนี้เพื่อที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง สลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์นั้น จะหนักแน่น จะมีอายตนะ เสียงทิพย์ดังก้อง ก้องไปไกลทีเดียว ผ่านจากศูนย์กลางกายจะไปเชื่อมโยงกับอายตนะที่เป็นทิพย์ อายตนะที่เป็นธรรม จะดังไป ก้องไปเลย
เวลาเราเปล่งเสียงขึ้นมา ขออุปสมบท จะดังก้องจากมนุษย์ไปถึงทิพย์ จากทิพย์ไปถึงธรรม มนุษย์ ทิพย์ ธรรม จะได้ยินกันทั่วถึงหมดเลย
มนุษย์ คือ ผู้ที่อยู่ในพระอุโบสถ รวมทั้งตัวของลูกเณรด้วย
ทิพย์ คือ ผู้ที่มีกายทิพย์ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ คือ กายละเอียดที่เป็นทิพย์ก็จะได้ยินคำกล่าวปฏิญาณนี้ด้วย
ธรรม ที่อยู่ในอายตนนิพพานจะดังทั่วไปหมดเลย
บุญจะเกิดขึ้นอย่างมากมายจากอายตนนิพพาน ผ่านสายธาตุ สายธรรม มาจรดตรงกลางกาย เพราะฉะนั้น คำว่า อสงไขยอัปปมาณัง บุญที่เกิดขึ้นนี้เป็นความจริงแท้
และเสียงที่เปล่งนี้ ก็จะดังไปถึงผู้ที่มีกายทิพย์ ชาวสวรรค์ทั้งหลายนั่นแหละ ก็จะได้ยินคำนั้น ก็จะปลื้มปีติ เทวดาแม้ยังมีความประมาทในการดำเนินชีวิต คล้ายอยู่ในมนุษยโลกก็ตาม ก็จะต้องหยุดฟัง เพราะผู้ที่เปล่งคำขอปฏิญาณนั้น ได้เข้าถึงพระในตัว เพราะฉะนั้น ที่กำลังเพลิดเพลิน อยู่ในสุคติโลกสวรรค์เพียงใดก็ต้องหยุดฟัง เหมือนลูกเณรริบดวงใจของทุก ๆ ดวง ที่เป็นทิพย์ให้หยุดฟังคำกล่าวปฏิญาณ ในการที่จะขอบวชในคราวนี้ แล้วเสียงอนุโมทนาสาธุการจะลั่นไปทั่วโลกธาตุเหล่านั้นทีเดียว แล้วเขาก็จะบอกกันต่อ ๆ กันไป นี่เป็นสิ่งที่จะบังเกิดขึ้นในวันนั้น
แล้วการบวชคราวนี้ จะเป็นประวัติศาสตร์ชีวิตอันงดงามของตัวลูก และจะเป็นต้นบุญต้นแบบในการบวชของผู้มีบุญรุ่นต่อ ๆ ไป
๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙