ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ต้นแบบของผู้มีฆราวาสธรรม

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระไพรัช : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระเถรานุเถระ นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ญาติโยมสาธุชนลูกหลานยายทุกๆ ท่าน รวมไปถึงนิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ด้วยนะ วันนี้นี่เป็นวันดีอีกวันหนึ่งที่พวกเราได้มาเอาบุญใหญ่กับคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง โดยได้มาร่วมฟังสวดพระอภิธรรม ร่วมถวายเครื่องไทยธรรม และฟังธรรมในลำดับต่อไป เมื่อพูดถึงคุณยายอาจารย์นี่ โดยเฉพาะในเรื่องคุณธรรมของท่านที่พวกเราได้ยินได้ฟังมา คงมีนับเป็นร้อยๆ เรื่อง แต่ในความรู้สึกของตัวหลวงพี่เอง เมื่อเอาเรื่องเหล่านั้นนี่มาเทียบกับคุณธรรมที่มีอยู่ในตัวของท่าน อันเป็นเพียงเศษเสี้ยวอันน้อยนิดเท่านั้น หลวงพี่เองแม้จะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดท่าน ไม่มีโอกาสได้ฟังธรรมหรือว่าคำสอนจากคุณยายอาจารย์โดยตรง แต่สิ่งที่ได้มารู้มาเห็นในสิ่งที่คุณยายอาจารย์นี่ได้สร้าง ได้ทำเอาไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในปัจจุบันได้มาเป็นต้นแบบ เป็นแบบแผนของข้อประพฤติปฏิบัติของวัดพระธรรมกายในปัจจุบัน อย่างเช่นเรื่องของความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย การแยกนั่งของหญิงชาย เรื่องของการฝึกคน ฝึกพระ เณร อุบาสก อุบาสิกา รวมไปถึงญาติโยมทั้งหลายด้วย เรื่องต่างๆ เหล่านี้นี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้เคยกล่าวถึงคุณยายอาจารย์ไว้ว่า ถ้าไม่มีคุณยายก็ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีวัดพระธรรมกาย ไม่มีพวกเราที่ได้มาสร้างความดีอย่างมีความสุขจนทุกวันนี้ ในวันนี้ ถ้าหลวงพี่จะกล่าวถึงพระคุณหรือคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ให้เล่าเป็นวันๆ ก็คงเล่าไม่จบ ดังนั้นจึงขอบูชาธรรมคุณยายอาจารย์ โดยแสดงธรรมในเรื่องฆราวาสธรรม โดยเอาคุณยายอาจารย์นี่ท่านเป็นแบบอย่าง ฆราวาสธรรมเป็นเรื่องที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้กับอาฬาวกยักษ์ โดยมีเนื้อใจความสำคัญว่าบุคคลใดที่เป็นผู้ครองเรือน ประกอบด้วยศรัทธา มีธรรมะ ๔ ข้อนี้ ก็คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ บุคคลนั้นแล เมื่อละโลกไปแล้ว ย่อมไม่โศกเศร้า ซึ่งถ้าใครสามารถปฏิบัติตามหลัก ๔ ประการนี้ได้ รับประกันได้ว่าชีวิตนี้จะต้องพบกับความสุข แล้วก็ความสำเร็จอย่างแน่นอน คราวนี้เรามาดูกันว่าหลักธรรมแต่ละข้อนี่เป็นอย่างไรบ้าง ฆราวาสธรรมข้อแรก ก็คือสัจจะ สัจจะหมายถึงความเป็นคนจริง หรือความจริง คือคนที่ทำอะไรนี่ ทำอย่างจริงจัง คุณยายอาจารย์ท่านเป็นคนจริง เวลาท่านจะทำอะไรนี่ ก็จะทุ่มเททำอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ความเป็นคนจริงของท่าน ถ้าจะให้พูดถึงนี่ ก็มีอย่างมากมาย แต่ในฐานะที่เราเป็นลูกหลานยาย เป็นนักปฏิบัติธรรม ก็ขอยกท่านเป็นแบบอย่างในเรื่องของการนั่งสมาธิภาวนา พวกเราทุกคนนี่ คงคุ้นเคยกับการนั่งสมาธิกันดีอยู่แล้ว ในสมัยที่คุณยายอาจารย์ยังทำวิชชาในโรงงานทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นนี่ ท่านได้เป็นหัวหน้าผลัด ในแต่ละผลัดนี่ แต่ละคนจะต้องนั่งสมาธิประมาณ ๖ ชั่วโมงรวด ซึ่งคุณยายอาจารย์ของเรานี่ ท่านไม่เคยลุกจากที่นั่งก่อนเวลาเลย แถมแม้จะขยับตัวหรือเปลี่ยนท่านั่ง ท่านก็ยังไม่ทำ และแม้เมื่อจะหมดหน้าที่ของท่านในผลัดนั้นแล้ว ท่านก็ยังไม่ยอมลุกออกจากที่นั่ง ยังคงอยู่ร่วมกับผลัดต่อไปอีก อย่างน้อยก็ครึ่งชั่วโมง เป็นเพราะว่าเป็นช่วงที่เวลาพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะซักธรรมะกับหัวหน้าผลัดคนใหม่ แล้วท่านก็จะถ่ายทอดความรู้เพิ่มเติมให้ คุณยายอาจารย์จะคอยรับเอาความรู้ช่วงนั้นไปอีก นั่นหมายความว่าถ้าคนอื่นนั่ง ๖ ชั่วโมง คุณยายอาจารย์จะต้องนั่ง ๖ ชั่วโมงครึ่งเป็นอย่างน้อย เป็นอย่างนี้เสมอมา คุณยายอาจารย์ของเรานี่ ท่านนั่งอย่างนี้นี่ ทุกวัน วันละ ๒ รอบ เป็นเวลานับสิบๆ ปี แต่คราวนี้ย้อนกลับมาดูตัวพวกเราเอง หลายๆ คนนั่งธรรมะมาหลายปี บางคนก็เป็นสิบๆ ปีก็มี แต่ถามสักนิดเถอะว่าใครบ้างที่เคยนั่งสมาธิครั้งละ ๖ ชั่วโมงรวด แถมไม่เคยขยับตัวเลย คนที่จะสามารถทำอย่างคุณยายอาจารย์ได้นี่ ต้องเป็นคนที่มีกำลังใจที่เข้มแข็ง เป็นคนที่ทำอะไรทำจริง อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เป็นคนที่ต้องมีสัจจะกับตัวเองอย่างมาก ฆราวาสข้อที่ ๒ ก็คือทมะ ทมะนี่หมายถึงการฝึกตัวเอง การพัฒนาตัวเอง ทั้งด้านความรู้แล้วก็ความสามารถ ทั้ง ๒ อย่างนี่ไม่เหมือนกันนะ ความรู้นี่ใครไปเรียนเอาก็ได้ ทำสิ่งใดบ่อยๆ เข้า ก็รู้ ก็ชำนาญในเรื่องนั้นๆ แต่ในเรื่องของความสามารถนั้นเป็นเรื่องของศิลปะ ในการนำความรู้นั้นมาใช้ เหมือนเรานี่ไปเรียนทำกับข้าวมา อาจารย์ก็คนเดียวกัน กับข้าวก็ชนิดเดียวกัน สูตรก็สูตรเดียวกัน วัตถุดิบก็เหมือนกัน แต่ว่าแต่ละคนทำออกมาแล้วนี่ กับข้าวมันอร่อยไม่เหมือนกัน ในเรื่องของการฝึกความสามารถในการนำความรู้มาใช้ให้ประสบความสำเร็จนั้นนี่ คนที่จะทำได้ดี ต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานประการหนึ่ง ก็คือว่าต้องเป็นคนที่ช่างสังเกต คนไหนนี่ถ้าหยาบ ก็จะทำงานต่างๆ ให้ดีได้ยาก คุณยายอาจารย์ของเรานี่ ใจของท่านละเอียดมาก แล้วไอ้ใจที่ละเอียดนี่แหละ ทำให้ท่านเป็นคนที่ช่างสังเกต ไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ตาม ท่านจะทำด้วยความประณีต ทำด้วยความละเอียด รอบคอบ และจะทำให้ดีที่สุด ในเรื่องของความช่างสังเกตนั้น มีข้อหนึ่งที่อยากจะฝากพวกเราไว้เสมอ คือให้สังเกตที่ตัวเราเองก่อน ทั้งด้านความคิด คำพูด การกระทำ มีอะไรที่ไม่ดีไม่งามนี่ ก็ให้รู้จักตัวเองไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ส่วนการสังเกตผู้อื่นนั้น ไม่ใช่การจ้องจับผิดเขา แต่ให้จับความดีที่มีในตัวของผู้อื่น แล้วเรานี่ต้องทำบ่อยๆ เข้า ภาพแห่งความดีเหล่านั้นนี่ จะติดเข้าในใจของเรา ก่อให้เกิดคุณธรรมขึ้นมาในตัวเรา ที่โลกของเรามันวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะว่ามนุษย์คอยแต่จะจับผิดผู้อื่น บอกว่าไม่มีใครดีสักคน มีดีแต่ตัวเราเองเท่านั้น สังคมมันก็เลยเป็นอย่างนี้ นอกจากจะเป็นคนที่ช่างสังเกตแล้ว คนที่ต้องการจะฝึกตัวเองนี่ จะต้องมีคุณธรรมอื่นๆ อีกอย่างน้อย ๒ ข้อ ข้อแรก ก็คือว่าต้องเป็นคนที่มีความเคารพ โดยเฉพาะการเคารพในครูบาอาจารย์ ธรรมชาติของน้ำนี่ ย่อมไม่ไหลไปสู่ที่สูงกว่า หรือสูงเสมอกัน คุณธรรมหรือความรู้ความสามารถก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ถ้านักฝึกตัวเองคนไหนนี่ไม่มีความเคารพในครูบาอาจารย์ รับรองได้เลยว่าชีวิตนี้นี่จะเอาดีได้ยาก คุณยายของเรานี่ ท่านได้ให้ความเคารพในพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อย่างมาก ไม่ว่าท่านจะสั่งให้คุณยายอาจารย์ทำอะไร คุณยายอาจารย์ก็ไม่เคยขัด ไม่เคยโต้แย้ง แล้วก็ทำทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แม้ในช่วงที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้มรณภาพไปแล้วก็ตาม แต่คุณยายอาจารย์ของเรานี่ ก็ยังคงถือว่าคำสั่งของครูบาอาจารย์นี่เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ที่จะต้องปฏิบัติตาม ในสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้เคยสั่งไว้ว่าให้ลูกๆ ช่วยกันเผยแพร่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เพราะว่าคำสั่งนั้นนี่ แล้วก็การเคารพเชื่อฟังในคำสั่งของครูบาอาจารย์ อย่างเคร่งครัด ก็เลยทำให้มีพวกเรา แล้วก็มีวัดพระธรรมกายในวันนี้ คุณธรรมข้อที่ ๒ ก็คือว่านักฝึกตัวเองนี่จะต้องไม่มีโรคขี้น้อยใจ คนเราอยู่ด้วยกัน จะให้ถูกใจกันทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ ต้องมีทั้งที่ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง และที่สำคัญนี่ พวกเราเองนี่มักจะเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ถ้าเราได้เปรียบก็จะเฉยๆ แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่ถ้าเสียเปรียบเมื่อไหร่นี่ ก็มักจะไปนั่งนึกว่าเอ๊ะ ทำไมเราได้น้อยกว่า ทำไมเราได้ของชิ้นเล็ก ตลอดชีวิตของคุณยายอาจารย์นี่ ท่านไม่เคยคิดน้อยใจใคร ไม่เคยคิดน้อยใจในเรื่องราวใด เพราะว่าท่านคิดอยู่อย่างเดียวว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่ได้มา ที่เป็นอยู่ มันเป็นผลจากบุญจากกรรม ที่ตัวเราเองเป็นผู้ทำทั้งนั้น ในเรื่องของความขี้น้อยใจนี่ ถ้านักฝึกตัวเองคนไหนน้อยใจในครูบาอาจารย์ ไอ้ความน้อยใจที่เกิดขึ้นนี่มันจะบดบังปัญญาทั้งหมด จะคิดไม่ออกเลยว่าตัวเราเองนี่บกพร่องตรงไหน อะไรที่เราควรจะปรับปรุง แต่จะคิดอย่างเดียวว่าเพราะว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี ครูบาอาจารย์ของเรานี่ไม่ยุติธรรม ใจเขาจะมองไม่ออกเลยว่าตัวเองผิดพลาด จะทำให้คนนี้เป็นคนที่ฝึกตัวได้ยาก จะสร้างบุญสร้างบารมีก็ทำได้ไม่มาก ไอ้เชื้อน้อยใจนี้นี่ ถ้าเราจะเช็คว่ามีอยู่ในตัวเราเองหรือไม่ ทำไม่ยากเลย แค่เวลาที่เราได้รับอะไรพร้อมๆ กับคนอื่น ให้กลับมาถามตัวเราเองว่าได้หันไปดู แล้วก็เปรียบเทียบของๆ ตัวเองกับของคนอื่นหรือไม่ ถ้ายังมีอยู่ ก็แสดงว่าเรายังมีเชื้อน้อยใจอยู่ในตัวเราเอง ถ้าใครยังมีเชื้อนี้อยู่นี่ ก็ขอให้เร่งฝึกตัวเองให้ดี กำจัดเชื้อนี้ให้มันหมดไป เพื่อที่เราจะสามารถฝึกตัวเอง พัฒนาตัวเองให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไป ฆราวาสธรรมข้อที่ ๓ ก็คือขันติ ขันติแปลว่าความอดทน ซึ่งยังแบ่งได้ออกเป็น ๔ ประการด้วยกัน ประการแรก ก็คืออดทนต่อความยากลำบาก หนักก็เอา เบาก็สู้ ในเรื่องนี้นี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านเคยพูดเอาไว้ว่าเกิดเป็นคน ต้องสู้กับงาน ต้องรู้จักให้เหงื่อมันออกเสียบ้าง เพราะถ้าวันนี้เหงื่อมันไม่ออก เดี๋ยววันข้างหน้าไอ้เหงื่อที่มันหลบอยู่ภายในนี่ มันจะกลั่นออกมาเป็นน้ำตาในภายหลัง ความอดทนประการที่ ๒ ก็คืออดทนต่อทุกขเวทนา หรืออดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ในเรื่องนี้พระอาจารย์สมชาย ฐานวุฑโฒนี่ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านมีโอกาสไปที่ห้องอุบัติเหตุหรือว่าห้องฉุกเฉินนี่แหละ ในนั้นนี่มีคนไข้อยู่หลายคน ช่วงที่เข้าไปนี่ คนไข้หลายๆ คนก็ต่างร้องด้วยความเจ็บป่วยอยู่ มีอยู่คนหนึ่งร้องเสียงดังมากเลย แล้วก็ร้องตลอด พอท่านเข้าไปดูใกล้ๆ คนนี้ได้รับอุบัติเหตุนิ้วขาดไปนิ้วหนึ่ง ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ใกล้ๆ กันนี่ก็ร้องเหมือนกัน แต่ว่าเสียงเบากว่าคนแรกมาก ท่านก็เลยเข้าไปดูใกล้ๆ อีก คนนี้นี่ได้รับอุบัติเหตุมาเหมือนกัน ปรากฏว่าแขนหักทั้ง ๒ ข้าง แล้วก็ใกล้ๆ กันนั้นน่ะ ก็มีชายอีกคนหนึ่ง ร้องครางแต่ว่าไม่เบา ไม่ดังเท่า ๒ คนแรกนะ ร้องเป็นช่วงๆ เป็นระยะๆ พอท่านเข้าไปดูใกล้ๆ อีก ชายคนนี้นี่อาการหนักกว่าคน ๒ คนแรกมาก อาการที่เห็นก็คือว่าขาขาดทั้ง ๒ ข้างเลย แล้วชายอีกคนหนึ่งที่อยู่เตียงมุมสุด ชายคนนี้นานๆ จะร้องสักครั้งหนึ่ง แล้วก็ร้องครางบ่อยๆ ถ้าไม่สังเกตนี่แทบจะไม่ได้ยินเสียงเลย พอท่านเข้าไปดูใกล้ๆ นี่ตกใจมากเลย ชายคนนี้นี่รับอุบัติเหตุหนักที่สุด เละไปทั้งตัวเลย คราวนี้ อยากให้เรากลับมาดูที่ตัวเราเอง เราเป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า เขาบอกว่าคนที่เจ็บมาก คนที่เจ็บจริงๆ นี่ไม่ค่อยจะร้องหรอก แต่พวกที่ยังคงร้องเสียงดังๆ ได้นี่ มักจะไม่ค่อยได้เจ็บอะไรมากนักนะ ความอดทนประการที่ ๓ ก็คืออดทนต่อความกระทบกระทั่ง คนเราเวลาอยู่ร่วมกันนี่ ต้องมีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา มันก็เหมือนลิ้นกับฟัน อยู่ในปากของเราแท้ๆ มันยังมีการกระทบกระทั่งกันเลย ที่มันเป็นเช่นนี้นี่เพราะว่าพวกเรามีนิสัยที่ต่างกัน มาจากสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน จะให้ทุกอย่างตามใจเราทุกคนนี่คงเป็นไปไม่ได้ และสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่าพวกเรามักมีความถือตัว มีทิฏฐิมานะอยู่ในตัวเราเอง ถ้าเราสามารถลดความถือตัว ลดทิฏฐิมานะลงได้บ้าง ชีวิตของพวกเรานี่จะเป็นสุขมากขึ้น ความอดทนประการสุดท้ายก็คืออดทนต่อสิ่งที่เย้ายวนใจ ต่ออำนาจกิเลสต่างๆ ข้อนี้นี่เป็นความอดทนที่ทำได้ยากที่สุด ใครด่าไม่โกรธนี่ มันก็ยากแล้วนะ แต่ถ้าเกิดว่าใครถูกชมแล้วไม่ยิ้ม ตรงนี้นี่ยากกว่ามากนัก เกียรติหรือว่าการสรรเสริญคือการต้องการได้รับคำชม ได้รับการยอมรับ การยกย่องจากผู้อื่น ถ้าใครได้รับคำชมมากๆ ต้องระวังตัวให้ดี เพราะว่าอาจจะทำให้เราหลงตัวเองได้ ทำให้เราลืมตัวเอง คนที่หลงตัวเองนี่ จะเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท เมื่อประมาทแล้วนี่ ทุกอย่างในชีวิตก็จะจบสิ้นกันไป คุณยายอาจารย์ของเรานี่ ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของความอดทนทั้ง ๔ อย่างนี้ เพราะว่าตลอดชีวิตของท่านนี่ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้มีความอดทนอย่างมาก ถ้าท่านไม่มีความอดทนต่อความยากลำบาก ต่อทุกขเวทนาแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะสามารถสร้างวัดพระธรรมกายได้สำเร็จ ส่วนในช่วงที่ท่านได้ไปอยู่วัดปากน้ำใหม่ๆ ท่านก็ได้แสดงให้เห็นถึงความอดทน ต่อความกระทบกระทั่งได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าท่านจะได้รับข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ หรือว่าชำรุดแค่ไหนก็ตาม เวลาไปรับอาหารนี่จะถูกเขาเสือกไสจานอาหาร ให้แบบไม่เต็มใจ แต่ท่านเองก็ไม่เคยสนใจในเรื่องเหล่านั้นเลย ส่วนการอดทนต่อสิ่งที่ยั่วยวนนั้น ข้อนี้นี่เห็นได้ชัดมากที่สุด พวกเราใครที่เข้ามาวัดทันที่ ทันในช่วงที่คุณยายอาจารย์นี่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็ยังมีสุขภาพแข็งแรง จะมีภาพๆ หนึ่งที่พวกเราเห็นกันจนชินตา ก็คือภาพที่คุณยายอาจารย์นี่ท่านยกมือไหว้ทุกคนที่ท่านพบ คิดดูนะ ตอนนั้นนี่ทุกคนก็รู้ว่าท่านเป็นครูบาอาจารย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง เป็นผู้สร้างวัดพระธรรมกาย เป็นครูบาอาจารย์ของพวกเราทุกๆ คน แต่ตัวท่านเองนี่ไม่เคยสนใจในคำสรรเสริญหรือว่าคำยกย่องของคนอื่นๆ เลย แต่ในทางตรงกันข้ามตัวท่านมีแต่ความอ่อนน้อม ความถ่อมตนอย่างมาก จนทำให้คนที่มาวัดแล้วนี่ ได้มีโอกาสพบท่าน มีความประทับใจ แล้วก็ความเคารพในตัวคุณยายอาจารย์อย่างมาก ฆราวาสธรรมประการสุดท้ายก็คือจาคะ จาคะหมายถึงการสละ ซึ่งมันมีความหมายมากกว่าการทำทาน แบ่งได้ออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรก ก็คือว่าสละวัตถุสิ่งของ หรือว่าการให้ทาน สังคมและก็โลกที่เราอยู่นี่เป็นสุขได้ เพราะว่ามีการให้ มีการแบ่งปันซึ่งกันและกัน แต่ในทางกลับกัน ที่โลกของเรามันวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้นี่ ก็เพราะว่ามนุษย์เอาแต่แก่งแย่งชิงดีกัน คุณยายอาจารย์ของเรานี่ ท่านไม่เคยติดในสิ่งของเลย ใจของท่านนี่คิดแต่เรื่องของบุญ ท่านคิดว่าทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนโลกียทรัพย์ ให้เป็นอริยทรัพย์ให้ได้มากที่สุด ทำอย่างไรลูกพระ ลูกเณร ลูกหลานยายทุกๆ คนนี่จึงจะสามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างสะดวกสบาย ความคิดนี้เองก่อให้เกิดการสร้างโรงทานขึ้นมา ท่านอธิษฐานในเรื่องนี้เสมอว่าถ้าคนมาร้อย ก็ให้ยายเลี้ยงได้ร้อย คนมาล้านก็ให้เลี้ยงได้ล้าน ซึ่งคำอธิษฐานของท่านนี่ก็เป็นอย่างที่เราได้เห็นในทุกวันนี้ ไม่ว่าคนจะมาร่วมงานบุญใหญ่ของวัดมากเท่าไหร่ก็ตาม โรงทานของคุณยายอาจารย์นี่ก็สามารถรองรับได้ ไม่ต้องให้พวกเราแล้วก็สาธุชนที่มาร่วมงานนี่ต้องลำบากเลย จาคะกลุ่มที่ ๒ ก็คือการสละอารมณ์ เรื่องนี้นี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ มีผลมากต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม คุณยายอาจารย์ของเรานี่ เมื่อถึงเวลาที่ท่านจะปฏิบัติธรรม ท่านจะตัดเรื่องราวทุกอย่างออกจากใจท่านได้ ใจของท่านนี่จะจรดอยู่ที่ศูนย์กลางกายอย่างเดียว ท่านไม่ยอมให้เรื่องราวต่างๆ มารบกวนอยู่ในใจท่านได้ ธรรมะของท่านนี่จึงได้ละเอียดมาก ส่วนพวกเรา เรื่องนี้นี่ไม่ต้องไปถามใครเลย แต่ให้ถามตัวเราเอง ทุกครั้งที่เราหลับตานี่ เราฟุ้งแค่ไหน มีเรื่องอะไรบ้างผ่านมาให้เราดู เราคิด หลวงพี่เองนี่มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง เรื่องนี้ชื่อว่าคนแบกศพ เรื่องมันมีอยู่ว่า มีคนนี่ได้มาโยนศพทิ้งไว้ที่หน้าบ้านของชายคนหนึ่ง พอชายคนนี้นี่เห็นเข้า แกก็รู้สึกโกรธมากเลย แต่ที่แปลกก็คือว่าพอแกโกรธปุ๊บนี่ แกก็แบกศพนั้นเอาไว้นะ ไม่ว่าจะไปทำอะไรที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะกิน เดิน นั่ง นอน หรือว่าไปทำงาน แกจะแบกศพนั้นเอาไว้ตลอดเลย ปากแกก็บ่นไปเรื่อยว่าเหม็น เหม็น แล้วก็ไปถามคนทั่วๆ ไปเลยว่าทำอย่างไรมันถึงจะหายเหม็น พวกเราคิดว่ามีคนอย่างนี้อยู่ในโลกนี้ไหม ถ้ามีนี่ คนๆ นี้เพี้ยนไหม เดี๋ยวเรามาฟังกันต่อนะ คนทั่วๆ ไปที่แกไปถามนี่ ก็มักจะตอบแกว่าให้ไปหาว่าคนไหนนี่เอาศพมาทิ้งไว้ แล้วก็ไปจัดการเขาซะ ซึ่งแกก็ทำตาม แต่ว่ามันก็ยังไม่หายเหม็น เพราะว่าตัวแกเองนี่ยังคงแบกศพกระเตงไว้กับตัวเองไปตลอดเลย แต่ถ้าชายคนนี้ได้มีโอกาสไปถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ก็คงจะตรัสบอกว่าให้ทิ้งเสีย บุรุษ แล้วความเหม็นนั้นก็จะหายไป เชื่อไหมว่าพวกเราแทบทุกคนนี่ก็เป็นแบบชายคนนี้ ดูอย่างเวลาที่พวกเรานี่มีคนมาทำให้เราโกรธ หรือมาด่าว่าเราเพียงครั้งเดียวนี่ แต่ตัวเราเองนี่มันก็จะกลับมาว่าตัวเราไปอีกหลายๆ ครั้ง เจอหน้าคนที่เขาว่าเราทีไรนี่ ก็นึกอยู่ตลอดเลยว่า คนๆ นั้นนี่เคยว่าเราไว้อย่างไรบ้าง หรือไม่ก็คอยนึกแค้นไว้ตลอด นึกทีใดมันก็แค้นทุกที บางคนเป็นมากขนาดที่ว่าชาตินี้ทั้งชาติไม่ขอลืมเรื่องนี้เลย แบกศพกระเตงเอาไว้ตลอดชาติ คนทั่วๆ ไปนี่ เวลาโกรธขึ้นมา ก็มักจะด่า จะว่าคนอื่น แต่พอวันรุ่งขึ้นนี่ก็มักจะลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปแล้ว ส่วนเราเองเวลาที่ถูกว่านี่ ก็มักจะจดจำทุกคำพูดเอาไว้ได้ แล้วก็ไปนึกตอกย้ำด่าว่าตัวเองอยู่ทุกๆ วัน อย่างที่พวกเราเคยได้ยินว่าคิดแล้วมันแค้นนั่นแหละนะ พวกเราต้องไม่เป็นคนแบกศพ ต้องรู้จักสละอารมณ์ การสละอารมณ์นี่ไม่ได้ทำเพื่อใครเลย แต่ทำเพื่อตัวเราเอง ในฐานะที่พวกเราทุกคนเป็นลูกหลานของคุณยายอาจารย์ ได้มาพร้อมใจกันทดแทนพระคุณของท่าน โดยการปฏิบัติอามิสบูชาด้วยการร่วมใจกันทอดกฐินสามัคคี ในวันอาทิตย์ที่ ๗ ตุลาที่ผ่านมา ร่วมใจกันทอดผ้าป่าในวันพุธที่ ๑๐ ที่ผ่านมา ดังนั้นนี่ จึงขอเชิญชวนพวกเราทุกๆ คนได้มาปฏิบัติบูชาคุณยายอาจารย์ โดยเอาท่านเป็นต้นแบบในการฝึกฝนตัวเอง ให้ได้มีคุณธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ถ้าพวกเราทุกคนทำได้เช่นนี้นี่ ทั้งอามิสบูชาและก็ปฏิบัติบูชา โดยเอาคุณยายอาจารย์ของเรานี่ท่านเป็นแบบอย่าง มั่นใจได้เลยว่าในที่สุดวิชชาธรรมกายจะสามารถขยายไปได้ทั่วโลก ไปตามมโนปณิธานที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย แล้วก็คุณยายอาจารย์ ท่านได้ตั้งใจไว้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการบูชาพระคุณของท่านอย่างสูงสุด สุดท้ายนี้ก็ขอเชิญให้พวกเราทุกคนได้นั่งสมาธิเจริญภาวนา เพื่อเป็นการตรึกระลึกนึกถึงคุณของคุณยายอาจารย์ ให้นึกถึงบุญบารมีจากการที่เราได้ปฏิบัติอามิสบูชา โดยการร่วมใจกันทอดกฐินสามัคคี ร่วมใจกันทอดผ้าป่าสามัคคีในวันที่ ๗ แล้วก็วันที่ ๑๐ ที่ผ่านมา ให้นึกถึงบุญที่พวกเราจะได้ตั้งใจปฏิบัติบูชาคุณของท่านต่อไป ให้บริเวณเรือนทองของคุณยายแห่งนี้เต็มไปด้วยกระแสบุญ เต็มไปด้วยความชุ่มเย็นทั้งกายและใจ ให้หล่อเลี้ยงไปด้วยกระแสบุญจากความดีของพวกเราทุกๆ คน โดยมีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านช่วยคุมบุญให้พวกเราด้วยนะ สัพเพ (หมด 1/A) หน้า PAGE 11 จาก NUMPAGES 11 FILENAME 441012FW-AAT.doc Last printed DATE \@ "M/d/yyyy" 9/20/2002 TIME \@ "h:mm am/pm" 6:46 PM