แม้โลกจะเป็นเช่นไร ใจของเราต้องผ่องใสเสมอ
(ม้วน 1/A)
พระอรรถพล : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
คนที่หัวเราะด้วยเสียงดังที่สุดก็คือคนที่สามารถร้องไห้ได้เสียงดังที่สุดเช่นกัน เหรียญย่อมมี ๒ ด้านเสมอ ชีวิตของคนเรานั้นก็ไม่ต่างกัน บางตอนเราก็มีสุขสมหวัง บางครั้งเราก็มีความโศกเศร้าเสียใจ วนเวียนกันไปอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใจของมนุษย์ก็ขึ้นลงไปตามกระแสเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยแน่นอนของชีวิต บางคราวเราจึงหัวเราะ บางทีเราก็ร้องไห้ บางวันเราร่าเริงสดใส บางวันเราก็เศร้าใจหดหู่ บางเวลาเรามีความหวัง แต่บางครั้งเราก็ท้อแท้ใจ บางทีเรากล้า บางขณะเรากลับกลัว เป็นไปอย่างนี้ นี่คือความเป็นไปของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ท่านสาธุชนทั้งหลายชาวโลกนั้นไม่เคยมีโอกาสได้ฝึกใจ มีใจอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกตลอดเวลา ใจเขาจะมีความขึ้นและลงสูงเหมือนแผ่นฟ้ากับผืนดิน เวลาที่พวกเขามีความสุข ใจก็เหมือนกับจะลอยไปอยู่บนท้องฟ้า เหมือนกับคำที่ว่าดีใจจนตัวลอย แต่เวลาที่ชีวิตมีอันต้องผกผันไป มีความเปลี่ยนแปลง เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา ก็เปรียบเสมือนถูกทิ้งให้ตกลงมาจากท้องฟ้า ตกลงสู่พื้นดิน
และเคยสังเกตกันหรือเปล่า ว่าเวลาที่คนเรามีความสุขนั้น มันก็สุขได้ไม่เต็มที่ ไม่เคยอิ่มกับความสุขนั้นสักที เพราะว่าในใจนั้นคอยแต่จะกังวลว่าช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างนี้จะอยู่ไปกับเราได้นานแค่ไหน ช่วงเวลาดีๆ อย่างนี้จะอยู่กับเราไปได้นานหรือเปล่า เหตุการณ์ข้างหน้านั้นจะเป็นอย่างไรเราก็ไม่รู้ หรือแม้แต่ทรัพย์สินข้าวของสมบัติต่างๆ ที่เราได้มา ที่เราได้ครอบครองนั้น เราก็สามารถชื่นชมยินดีกับมันได้ไม่เต็มที่ ไม่เต็มอิ่ม เพราะว่าในใจก็มีความกังวลต่างๆ นานา เช่นกลัวว่าจะสูญหายไปบ้าง กลัวจะถูกลักขโมยไปเสียบ้าง หรือกลัวว่าจะเสื่อมเสียหายไปตามกาลเวลาบ้าง
สรุปแล้วก็คือมนุษย์เรานั้นไม่เคยได้ลิ้มรสแห่งความสุขอย่างเต็มอิ่ม ไม่เคยมีความสุขจริงๆ สักที ส่วนเวลาที่คนเรามีความทุกข์ใจ หรือมีความเดือดร้อนต่างๆ เราก็มักจะคิดกันว่าความทุกข์ของเรานั้นช่างหนักหนาสาหัสเหลือเกิน ไม่มีใครที่จะโชคร้ายเท่าเราอีกแล้ว เหมือนโลกทั้งโลกจงใจกลั่นแกล้งเราคนเดียว ทำไมถึงต้องเป็นเรา แล้วก็คงจะไม่มีใครมาเข้าใจความทุกข์แน่นอน บางคนนั้นพอมีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้นในชีวิต เมื่อมีสิ่งใดที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่ทันได้เตรียมใจ เขาก็จะมีความทุกข์มาก มีความทุกข์ถึงขนาดเสียสติไปเลยก็ได้ อย่างที่เราคงเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้าง
เหตุการณ์ทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลเหมือนกัน อย่างที่จะเล่า ดังที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งมีความสมบูรณ์พร้อมทุกอย่างในชีวิต เธอเป็นคนสวย มีรูปงาม และยังเป็นลูกของเศรษฐีใหญ่คนหนึ่งในกรุงสาวัตถี เป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สมบัติถึง ๔๐ โกฏิ หรือ ๔๐๐ ล้าน เธอมีชื่อว่าปฏาจารา
เมื่อเธอมีอายุได้ ๑๖ ปี มารดาบิดาของเธอ ก็ให้เธอไปอยู่แต่เฉพาะในปราสาท ๗ ชั้นเท่านั้น เพื่อกันไม่ให้เธอได้พบกับชายอื่น เพราะว่าทั้งมารดาแล้วก็บิดานี่ ได้ยกเธอ ได้จัดการยกเธอให้กับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกเศรษฐีที่มีฐานะและมีชาติตระกูลเสมอกัน แต่ว่าในระหว่างที่นางอาศัยอยู่ในปราสาท ๗ ชั้นนั้น นางก็ได้ตกลงใจ ได้แอบรักกับคนรับใช้ชายคนหนึ่ง ซึ่งนางพึงใจ ดังนั้นเมื่อเธอได้รู้ว่าพ่อแม่จะยกเธอให้กับชายหนุ่มที่อยู่ในตระกูลอื่นซึ่งเธอไม่ได้รัก เธอจึงบอกกับชายคนรักว่าให้พาเธอหนีไป
จะว่าไปแล้วชีวิตเธอนั้นก็สมบูรณ์พร้อมทุกด้าน ก็น่าจะมีความสุขดีอยู่แล้ว เพราะมีทั้งรูปงาม ครอบครัวก็ร่ำรวย และกำลังจะได้แต่งงานกับชายหนุ่มที่มีฐานะชาติตระกูลดีเช่นกัน เพียงแต่ว่าทุกสิ่งในชีวิตของเธอนั้นที่เธอมีอยู่ เธอไม่เคยมีโอกาสได้เลือกเองเลย เธอขาดอิสระในชีวิตนั่นเอง ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสสุดท้ายที่เธอจะได้หลุดพ้นไปจากกรอบที่มารดาบิดาได้วางไว้ให้เธอ
นี่คือความคิดของเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งถือว่ายังเยาว์ต่อโลกยิ่งนัก เธอเชื่อมั่นแต่เฉพาะในความรักของตัวเอง โลกทั้งโลกเธอมองไม่เห็นใครอื่น นอกจากชายคนที่รักเท่านั้น เธอฝันถึงแต่วันที่จะได้อยู่ร่วมกัน ไม่คิดถึงอนาคต ไม่กลัวความยากลำบาก ไม่คิดถึงใครทั้งสิ้นแม้แต่มารดา บิดา หรือพี่ชายของเธอเอง เธอคิดแต่เพียงว่าด้วยความรักที่บริสุทธิ์ จะทำให้เธอสามารถชนะทุกสิ่งบนโลกที่โหดร้ายนี้ได้ นี่คือความคิดของเธอ
ดังนั้น ในเช้ามืดวันรุ่งขึ้นเธอก็ได้ปลอมตัวเป็นสาวใช้ นุ่งผ้าเก่าๆ ที่แต่ก่อนนั้นเธอไม่เคยเลยแม้แต่จะสัมผัสแตะต้องมัน เธอสยายผมที่เคยดูแลอย่างดีจนยุ่งเหยิง เธอเอารำมาตามเนื้อตามตัว จนเปรอะปอนไปทั่ว แล้วก็แบกหม้อน้ำ เดินออกจากปราสาท ๗ ชั้นนั้นไป โดยที่ไม่มีใครจำได้ ทั้งสองก็หลบไปอยู่กินกันในกระท่อมโทรมๆ กลางป่าลึก ฝ่ายสามีก็ทำนา หาผักหาฟืนไป ฝ่ายธิดาเศรษฐีก็ต้องตำข้าวหุงข้าวเอง มีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากแค้นยิ่งนัก แต่ว่านี่ก็เป็นเส้นทางที่เธอเลือกเอง
อยู่ต่อมาไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์ขึ้น ตามประเพณีอินเดียในครั้งนั้น หญิงที่มีครรภ์จะต้องกลับไปคลอดบุตรที่บ้านเกิด ดังนั้นเมื่อนางมีครรภ์แก่จวนจะคลอด จึงรบเร้าสามีให้พากลับบ้าน ด้วยคิดว่าป่านนี้พ่อแม่ของเราคงจะให้อภัยเราแล้ว ท่านคงไม่ใจร้ายไส้ระกำกับลูกของตนได้ลงคอ ยิ่งกำลังจะมีหลานด้วยแล้ว อยู่ที่นี่ก็คงไม่มีใครดูแลเราได้ดี แต่ไม่ว่านางจะอ้อนวอนสามีอย่างไร จะยกเหตุผลประการใดก็ตาม สามีก็ยังคงไม่ยินยอม เพราะว่ายังกลัว ยังเกรงนายเก่าอยู่ กลัวว่ากลับไปแล้วจะต้องถูกลงโทษ นางจึงอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเมื่อสามีก็ยังไม่ยอม
เธอจึงตัดสินใจที่จะหนีไปเองตอนที่สามีเข้าไปทำนาในป่า ตกเย็นเมื่อสามีกลับมาจากทำนา ตามหานางไม่พบ แต่ว่าได้ทราบเรื่องจากชาวบ้านแถบนั้น ก็ร้อนใจมากด้วยความเป็นห่วง เพราะว่ามีท้องแก่ ก็รีบออกตามไปทันที แต่เนื่องจากว่านางท้องแก่มาก จึงไปได้ไม่ไกลนัก สามีตามไปไม่นานก็พบ และอ้อนวอนให้กลับบ้านป่า แต่นางก็ไม่ยอม ขณะนั้นเองเด็กในท้องก็ดิ้นแล้วก็พลิกตัวกลับ ทำให้นางปวดท้องอย่างมาก นางจึงทรงตัวไว้ไม่ไหว คลานลงเข้าไปในพุ่มไม้ แล้วก็กลิ้งเกลือกคลอดบุตรคนแรกออกมาด้วยความทรมานมาก พอคลอดบุตรออกมาแล้ว สามีก็พานางกลับกระท่อมไปอยู่กินกันตามเดิม
นี่คือชีวิตที่เคยสุขสบายอย่างกับเจ้าหญิงในปราสาท ๗ ชั้น ที่มีทุกสิ่งทุกอย่างอำนวยความสะดวก มาตอนนี้ชีวิตของนางนั้นลำบากอย่างไม่น่าเชื่อ และพออยู่ต่อมานางก็ตั้งครรภ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นบุตรคนที่ ๒ พอใกล้จะคลอด เหตุการณ์ก็คล้ายเดิม ก็คือนางรบเร้าสามีให้พากลับไปคลอดที่บ้าน แต่สามีก็ไม่ยินยอม นางจึงแอบหลบหนีไปอีกครั้ง จนเมื่อสามีนั้นกลับมาถึงกระท่อม ไม่พบนาง แต่ก็พอจะเดาเรื่องออก จึงรีบตามออกไป เมื่อพบนางเข้า ก็พากลับกระท่อม แต่นางก็ไม่ยอมกลับ นางคิดถึงแต่บ้าน
เวลาคนเรานั้นเกิดภาวะคับขันที่สุด เวลาลำบากถึงที่สุดแล้ว ก็มักจะคิดถึงพ่อแม่ คิดถึงบ้าน นางก็เช่นกัน นางอยากจะพบหน้าพ่อแม่อีกสักครั้ง อยากกราบแทบเท้าขอขมา หวังว่าเมื่อท่านเห็นหน้าหลานแล้ว ก็คงใจอ่อนเมตตากับนางบ้าง คงจะให้อภัยนาง แต่ว่าตอนนั้นเองทั้งๆ ที่ไม่ใช่ฤดูฝน แต่เมฆดำทะมึงก็ก่อตัวขึ้น เกิดสายฟ้าฟาดสนั่น แผ่เสียงกึกก้องกัมปนาทไปทั่ว เหมือนฟ้าจะถล่มลงมา แล้วฝนยักษ์ก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย เวลานั้นนางก็เจ็บท้องขึ้นมา ท้องก็ปั่นป่วน ร้องเรียกสามีให้ช่วยหาที่หลบฝนให้ เพราะบุตรใกล้จะคลอดแล้ว
สามีก็รีบสำรวจข้างทาง ไปเจอพุ่มไม้ใหญ่ที่อยู่บนจอมปลวกแห่งหนึ่ง ก็คิดว่าที่นี่แหละ ถ้าเราเอามีดฟัน ก็คงจะใช้เป็นที่กำบังได้ ก็เลยเอามีดออกจากชายพกที่ข้างเอว แล้วก็เอามีดฟันไปที่จอมปลวกนั้น ปรากฏว่าจอมปลวกนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของงูพิษตัวหนึ่ง ซึ่งมีพิษร้ายแรงมาก มันก็ตกใจ ตรงเข้ากัดเขาทันที เขาก็ล้มลง แล้วก็ตายในวินาทีนั้นเลย
ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นรอสามีไม่ไหว ไม่กลับมาสักที ท้องก็ปวด แล้วก็ปั่นป่วนมาก ก็เลยคลอดบุตรคนที่ ๒ ออกมาท่ามกลางสายฝนที่ตกไม่ยอมหยุด พอลูกคลอดออกมาแล้ว ฝนก็ยังคงไม่หยุดตก เด็กที่อายุไม่มาก กับเด็กที่เพิ่งเกิด เมื่อถูกฝน ถูกสายลมพัดแรงๆ เข้า ก็ร้องไห้เสียงดังลั่น นางก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะไปไหนก็ไม่ไหวแล้ว ฝนก็ตกหนักมาก ก็เลยใช้มือ ๒ ข้าง กับเข่าทั้งสองยันพื้นแล้วก็ให้ลูกนั้นหลบอยู่ใต้ตัวนาง นางก็เป็นเกาะกำบังฝนให้ลูกน้อยทั้งสอง จนตลอดคืน นางนั้นก็ตัวซีดเหมือนใบไม้เหลือง เหมือนกับไม่มีโลหิตอยู่เลย
จนรุ่งเช้า ฝนก็หยุดตก นางก็หอบหิ้วลูกทั้งสองด้วยความยากลำบาก ออกตามหาสามี ก็เดินไป จนพบสามีนอนตาย ศพนั้นเป็นสีเขียวคล้ำด้วยพิษของงู นางก็ร้องไห้ ด้วยคิดว่าเพราะเราแท้ๆ สามีจึงต้องมาตายในที่เช่นนี้ แล้วนางก็ออกเดินทางต่อไปยังกรุงสาวัตถี เพื่อจะกลับไปพบพ่อแม่
ระหว่างทางนั้นก็เจอกับแม่น้ำใหญ่สายหนึ่งชื่อว่าแม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำนั้นก็เต็มเปี่ยมล้นตลิ่งเพราะว่าฝนตกตลอดคืน นางจึงไม่สามารถจะพาลูกทั้งสองข้ามฝั่งไปได้ในคราวเดียวกัน ก็เลยให้ลูกคนโตนั้นรออยู่ที่ฝั่งหนึ่งก่อน แล้วก็อุ้มลูกคนเล็กข้ามฝั่งไปจนสำเร็จ แล้วก็ปูใบไม้ลาดเป็นที่นอนให้ลูกคนเล็กนอนพักไปก่อน แล้วก็กำลังจะกลับไปรับลูกคนโตอีกฝั่งหนึ่ง ระหว่างเดินข้ามแม่น้ำไป นางก็เป็นห่วงลูกคนเล็กมาก เพราะว่าเพิ่งคลอด นางก็เหลียวกลับมาดูตลอดเวลา คอยแต่เหลียวกลับมาดู เดินไปหันกลับมามอง จนเดินมาถึงกลางแม่น้ำ ก็มีเหยี่ยวตัวใหญ่ตัวหนึ่ง เห็นทารกนั้นตัวแดงๆ คิดว่าเป็นชิ้นเนื้อ จึงบินโฉบลงมา นางก็เห็นเข้าตกใจ ร้องเสียงดังสุดเสียง แล้วก็โบกมือไล่ แต่เหยี่ยวนั้นไม่ได้ยิน เพราะว่าอยู่ไกลกัน ก็เลยโฉบลูกของนางไปต่อหน้าต่อตา
ฝ่ายลูกคนโตที่รออยู่อีกฝั่งหนึ่งเห็นมารดาตัวเองนั้น ร้องเสียงดังแล้วก็โบกมือ ก็คิดว่าเป็นการโบกมือเรียกตน จึงรีบกระโดดลงแม่น้ำ แล้วสายน้ำที่พัดเชี่ยวกรากนั้นก็พัดลูกนั้นหายไปทันที ลูกน้อย ๒ คน ตายไปต่อหน้าต่อตา หายไปต่อหน้าต่อตานาง นางก็เดินร้องไห้คร่ำครวญ เหมือนใจจะขาดไปตลอดทาง
จนเข้ามาใกล้เมืองสาวัตถี ก็ได้พบกับชายคนหนึ่งมาจากในเมือง นางจึงถามถึงตระกูลของนางจากชายคนนั้น เขาก็บอกว่าเขารู้จัก แต่ว่าถ้ารู้จักตระกูลอื่นนี่ ถามถึงตระกูลได้ไหม ไม่อยากจะพูดถึงตระกูลนี้ เขายิ่งตอบอย่างนี้ นางก็ยิ่งอยากรู้เข้าไปอีกว่า ความเป็นไปในบ้านของตนนั้นเป็นอย่างไร ก่อนที่เขาจะเล่าให้ฟังว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ถามนางก่อนว่า เธอเห็นฝนตกคืนยันรุ่งเมื่อคืนไหม นางก็ตอบว่า เห็นซิ ฝนตกเมื่อคืนนี้เป็นฝนที่ตกขึ้นมาเพื่อฉันโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพื่อใครอื่นเลย แต่ว่าฉันจะเล่าเหตุการณ์นั้นให้ฟังภายหลัง โปรดบอกความเป็นไปในบ้านเศรษฐีนั้นให้แก่ฉันก่อน ชายคนนั้นก็กล่าวว่าเธอเอ๊ย คืนที่ผ่านมานั้นเหมือนฝันร้าย พายุฝนซัดกระหน่ำจนเรือนล้มทับคนทั้งสาม คือเศรษฐี กับภรรยา และบุตรชาย ทั้ง ๓ คนถูกเผาอยู่บนเชิงตะกอนเดียวกัน เธอเอ๊ย ควันนั่นยังปรากฏอยู่เลย
นางก็ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น เสียสติไปทันที ใบหน้าซีดเผือด แววตาเหม่อมองออกไปอย่างไม่มีจุดหมาย ทรงกายแทบไม่อยู่ ผ้าที่นุ่งนั้นก็หลุดไปโดยที่ไม่รู้สึกตัว เดินโซซัดโซเซ ร้องไห้รำพันบ่นเพ้อไปตลอดทาง ชาวบ้านก็เห็นว่าเป็นหญิงบ้า ก็พากันขับไล่ พากันเอาก้อนดินเขวี่ยงใส่ นางเดินมาจนถึงหน้าพระเชตวันมหาวิหาร โดยที่ไม่รู้สึกตัว
ขณะนั้นพระบรมศาสดากำลังประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ ท่ามกลางพุทธบริษัททั้งหลาย พุทธบริษัทเหล่านั้นเห็นนางเข้า ก็กันไม่ให้เข้ามา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสห้ามพุทธบริษัทเหล่านั้น แล้วตรัสกับนางว่าจงกลับได้สติเถอะ น้องหญิง ด้วยพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณนั้นเอง นางก็กลับได้สติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็คร่ำครวญถึงคนที่รักทั้งหลายที่ตายไป
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสพระดำรัสนั้นว่า อย่าคิดเลย ปตาจารา เธอมาสู่สำนักของผู้สามารถจะเป็นที่พึ่งของเธอได้แล้ว เหมือนอย่างว่าบัดนี้บุตรของเธอคนหนึ่งถูกเหยี่ยวโฉบไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีตายแล้วที่ทางเปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชายถูกเรือนทับฉันใด ก็น้ำตาที่ไหลออกของเธอ ผู้ร้องไห้อยู่ในวัฏสงสารนี้ในเวลาที่ปิยชน มีบุตรเป็นต้นตาย ยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน น้ำในมหาสมุทรทั้งสี่มีประมาณน้อย น้ำตาของคนผู้มีทุกข์โศกเศร้าไม่ใช่น้อย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรนั้น เหตุใดเธอจึงยังประมาทอยู่เล่า
เมื่อได้ฟังพระกระแสเสียงของพระองค์ นางก็คลายความทุกข์โศกลง แล้วเมื่อได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธองค์ต่อ นางก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วออกบวชเป็นภิกษุณี ในกาลต่อมาก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์
นี้คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงที่ยิ่งกว่านิยาย ในวัฏสงสารนั้นเป็นเส้นทางที่ยาวไกลที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของผู้มีความทุกข์ โดยเฉพาะความทุกข์อันเกิดจากการพลัดพราก จากบุคคลอันเป็นที่รัก ใครก็ตามที่มีความคิดว่าเมื่อมีความรักแล้ว จะมีความสุขก็เหมือนกับคนที่วิ่งไล่จับสายลม ที่ไขว่คว้าเท่าไหร่ก็ไม่ได้อะไรติดมือกลับมา
แล้วความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นความสุขที่เป็นนิรันดร์ และไร้พันธนาการ เป็นความสุขที่หาไม่ได้ ไม่มีในวัฏสงสาร ความสุขที่แท้จริงมีอยู่ที่เดียวคือที่พระนิพพานเท่านั้น บนโลกมีแต่ความสุขจอมปลอม เป็นความสุขปนทุกข์ ดังนั้นเมื่อเราอยู่บนโลกนี้ก็จงอย่าลืมว่าเรายังไม่พ้นทุกข์ เรายังจะต้องพบกับการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก และเราก็ไม่ควรประมาท เราควรจะสร้างบุญสร้างบารมีให้มากๆ
ในเรื่องของนางปตาจาราที่ได้เล่าให้ฟังนี้ นางกลับได้สติ แล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็เพราะได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก็เป็นไปด้วยอำนาจบุญบารมี ซึ่งนางได้เคยสร้างไว้ในอดีตชาติ แล้วได้อธิษฐานไว้นั่นเอง แต่ลองจินตนาการดูว่าถ้าเกิดนางไม่ได้พบกับพระพุทธเจ้าล่ะ ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไร และถ้าเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเราบ้าง เราจะทำอย่างไร เราจะเห็นได้ว่าทั้งพ่อ ทั้งแม่ บุตร ภรรยาหรือสามีก็ตาม ญาติสนิทมิตรสหายที่ไม่ว่าจะรักใคร่กันปานใดก็ตาม พอถึงเวลาจริงๆ แล้วก็เป็นที่พึ่งให้ไม่ได้ มีแต่ธรรมะ มีแต่บุญเท่านั้น ที่เราสั่งสมไว้ดีแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นที่พึ่งกับเราได้
ฉะนั้นจึงขอให้พวกเราทุกคนอย่าได้ประมาท เพราะชีวิตนั้นไม่แน่นอน ขนาดคนที่จะได้เป็นพระอรหันต์ในชาติสุดท้าย ยังต้องเจอขนาดนี้ ให้เราเตรียมใจให้มั่นคง ใจนั้นสำคัญที่สุดที่จะเอาชนะ ที่จะทำให้เรานั้น สามารถฝ่าฟันให้ผ่านสถานการณ์คับขันของชีวิตได้ ให้พวกเราหมั่นฝึกใจให้เข้มแข็ง และการปฏิบัติธรรมนั่นเองก็คือวิธีการที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างพลังใจ เสียบุคคลอันเป็นที่รัก สูญเสียทรัพย์สินจึงสิ้นเนื้อประดาตัว เสียอะไรทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็ตาม ถ้ายังเหลือกำลังใจ ย่อมได้ชื่อว่ามีหนทาง มีความหวัง แต่คนที่เสียกำลังใจ ได้ชื่อว่าเสียแล้วทุกสิ่ง แม้มีบุคคลอันเป็นที่รัก มีทรัพย์สิน มีบริวารมากมายเพียงใด ก็เหมือนกับคนที่ไร้หนทาง
ใจนี่เองจึงสำคัญที่สุด และแหล่งแห่งกำลังใจอันไม่มีที่สิ้นสุด ก็อยู่ตรงที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ที่ที่ใจของเราสามารถเชื่อมต่อกับพระนิพพาน เชื่อมต่อกับแหล่งความสุขที่เที่ยงแท้ แหล่งแห่งกำลังใจที่บริสุทธิ์ได้ อย่าลืมว่าโลกยังมีที่ให้เรายืนอยู่เสมอ จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเราอย่าดูถูก อย่าสงสารตัวเอง เพราะว่ายังมีคนที่น่าสงสารกว่าเราอีกมากมายนักบนโลกใบนี้ ถ้าเรากล้ายิ้มรับความสุข สมหวัง ก็ต้องกล้าทำใจให้ได้เวลาที่เกิดทุกข์ เหมือนที่เราชื่นชมยินดีกับกลางวัน ก็ต้องยอมรับเมื่อกลางคืนมาเยือน
ให้เรามองดูดวงดาวแต่ละดวงบนท้องฟ้าให้ดี ดวงดาวทั้งหลายนั้น แม้ว่าจะอยู่ไกลโพ้นหลายพันปีแสง แต่ว่าก็ยังอุตส่าห์ส่องแสงทะลุความมืดมนในจักรวาลมาสู่สายตาเราได้ ในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุด ดวงดาวยังเปล่งประกายแสง ในยามที่มืดมนที่สุดในชีวิต ความหวังจะต้องดำรงอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วพวกเราอย่าหวั่นไหว ให้มีใจที่มั่นคง ทั้งยามสุขแล้วก็ยามทุกข์ อย่าประมาท โดยเฉพาะในเวลาที่มีความสุข อย่าเพลิดเพลินจนลืมตัว อย่าทิ้งธรรมะ ให้วางใจของเราเป็นกลางๆ เวลามีความทุกข์ ก็จะได้ไม่ตกลงมามาก
เหมือนที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่าใจของคนทั่วไปนั้น เวลาที่มีความสุข กับเวลาที่มีความทุกข์จะต่างกันอย่างมาก เหมือนฟ้ากับดิน แต่ถ้าเราได้ยืนอยู่ในที่โล่งๆ มองไปไกลๆ จนสุดสายตา เราจะเห็นเส้นขอบฟ้าเส้นหนึ่ง ที่แผ่นฟ้าและผืนดินมาบรรจบกัน นั่นคือสภาพใจของผู้ที่มีธรรมะเป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหวต่อโลก ไม่หวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ยินดียินร้าย มีใจเป็นกลาง มีใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลา
และจากเรื่องราวต่างๆ ที่หลวงพี่ได้ยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์นี้ก็ได้ทำให้หลวงพี่เองนั้น นึกถึงคำสอนของบุคคลท่านหนึ่ง เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งแล้วก็ทรงคุณค่าอย่างมาก เป็นคำสอนของผู้ที่รู้จักโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้ง คือคำสอนของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรานั่นเอง เป็นคำสอนที่หลวงพี่ประทับใจ แล้วก็จดจำ นำมาใช้เตือนใจเสมอ ท่านกล่าวไว้ว่า
เหตุการณ์ต่างๆ มีดีมีเสีย โลกก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว บางช่วงก็ยินดีร่าเริง บางช่วงก็ทุกข์ เครียด กังวล สับสน โลกจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ อย่าไปกังวนกับมันนักเลย รักษาใจเราไว้ดีกว่า อย่าไปคิดในสิ่งที่ไม่ดี แม้เป็นเรื่องของคนอื่นขืนไปคิดเข้าก็มีแต่จะเข้าตัว เสียอะไรเสียได้เสียไป แต่อย่าให้ใจเสีย คุณยายของเรานั้น แม้ว่าท่านจะได้ละสังขารจากเราไปนานแล้ว แต่ท่านก็ยังคงอยู่ในกลางใจของพวกเราเสมอ และคำสอนของท่าน ก็คือมรดกอันล้ำค่า ที่ทำให้เรามีแนวทางที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิตบนเส้นทางการสร้างบารมี และทำให้เรานั้นอุ่นใจ เพราะว่าแต่ละคำที่ท่านพร่ำสอนเป็นเสมือนสัญลักษณ์ เป็นตัวแทนของความรักที่คุณยายมีต่อศิษย์ลูกศิษย์หลานทุกคน
ตัวหลวงพี่เองนั้นก็เพิ่งบวชได้แม้จะไม่กี่พรรษา ก่อนบวชก็ไม่เคยมีโอกาสได้รับใช้ใกล้ชิดคุณยาย แต่เมื่อมาได้อ่านและได้ระลึกนึกถึงคำสอนของท่าน ก็รู้สึกอบอุ่นใจ เหมือนรู้สึกว่าคุณยายท่านอยู่ไม่ไกลจากเรา หลวงพี่คิดว่าทุกคนบนโลกมีสิทธิ์ได้รับแสงจันทร์อย่างเท่าเทียมกัน ดวงจันทร์ย่อมส่งแสงลงมาจากฟากฟ้า เพื่อทุกคนเสมอ ดังนั้นพวกเราทุกท่านไม่ว่าจะเข้ามาวัดกันมานานแล้วก็ตาม ทันได้พบเห็น ทันได้รับฟังคำสอนได้รับการถ่ายทอดคุณธรรมจากคุณยายโดยตรง ซึ่งนับว่ามีโอกาสดีเป็นอย่างมาก หรือจะเพิ่งเข้าวัดไม่นาน มาไม่ทันคุณยายก็ตาม แต่สิ่งที่เรารับเสมอกันนั้นก็คือ ความรักจากคุณยายที่มีแก่ศิษย์ทุกคน ขอให้พวกเราจดจำนำคำสอนของท่าน หมั่นนำมาพิจารณาทบทวนอยู่เสมอ และนำไปปฏิบัติให้ดี ก็จะเกิดสิริมงคล เกิดความเจริญรุ่งเรืองในการสร้างบารมีตลอดไป
มีเรื่องราวอีกมากมายบนโลกนี้ ในบางทีอาจทำให้ใจหวั่นไหว
เมื่อมีสุขก็มีทุกข์ ปนกันไป อย่าใส่ใจในสิ่งที่ไม่จีรัง
รักษาใจไว้ดีกว่าอย่าคิดมาก ถ้าไม่อยากจะเสียใจไปทุกครั้ง
นอกจากบุญแล้วสิ่งอื่นไม่ยืนยัง เหมือนเช่นดังยายได้สอนดังกล่าวมา
เมื่อใจใส จะเข้าใจในทุกอย่าง อย่าเว้นว่างวางใจให้ใสๆ
คุณยายสอนเสียอะไรให้เสียไป แต่อย่าให้ใจเสียก็แล้วกัน
คือคำสอนที่ฝากไว้ให้ลูกหลาน จดจำไว้นานเท่านานไม่แปรผัน
หมั่นระลึกนึกถึงทุกคืนวัน เหมือนแสงจันทร์ส่องกระจ่างที่กลางใจ
ในโอกาสนี้ก็ขอเชิญทุกท่านได้พร้อมใจกันปฏิบัติบูชา น้อมรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ด้วยการกลั่นกาย วาจา ใจของเราให้ใส บริสุทธิ์ ขอเชิญทุกท่านได้หลับตาน้อมนำใจมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ใจเราใส ให้ใจเราสว่าง ให้ใจเราบริสุทธิ์ ให้ใจเราสะอาด นึกถึงคุณยาย อาราธนาให้ท่านสถิตอยู่ ณ ศูนย์กลางกายของเรา นึกให้ท่านชัด ให้ท่านสว่างให้เราจรดใจนิ่งๆอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้เราตั้งใจปฏิบัติธรรมกันสักครู่หนึ่งนะ
สัพเพ (หมด 1/A)
หน้า PAGE 11 จาก NUMPAGES 11
FILENAME 440214FW-AAT.doc Last printed PRINTDATE \@ "M/d/yyyy h:mm am/pm" 12/14/2001 3:48 PM