ตั้ง ๓ ป. มุ่งเป้าให้ถึงฝัน
กราบคารวะพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานคุณยายทุกท่านนะ
ปมาทํ อปฺปมาเทน ยทา นุทติ ปณฺฑิโต
ปฺาปาสาทมารุยฺห อโสโก โสกินึ ปชํ
ปพฺพตฏโฐว ภุมฺมฏเฐ ธีโร พาเล อเวกฺขตีติ ฯ
เมื่อบัณฑิตผู้ละ หรือผู้บรรเทาความประมาทเสียด้วยความไม่ประมาท เป็นผู้มีปัญญา เป็นเครื่องรักษาตัว ขึ้นสู่ปราสาทอันเป็นภูมิสูงของปัญญา แลลงมาเห็นเหล่าพาลชนทั้งหลาย เป็นผู้ไม่กระวนกระวาย เห็นหมู่สัตว์กระวนกระวาย ดุจบุคคลผู้ขึ้นยืนอยู่บนภูเขา แลลงมาเห็นบุคคลผู้ยืนอยู่ที่ภาคพื้นฉะนั้น
ทุกคนต่างมีเวลาในการสร้างความดีเท่ากัน มี ๑ ร่างกาย ๑ จิตใจ ๑ ชีวิต แต่จะมีสักกี่คนที่จะใช้สิ่งที่มีอยู่ ก้าวไปสู่ความเป็นหนึ่งไม่มีสอง เหมือนอย่างคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เพราะท่านนั้นเป็นผู้ที่ไม่ประมาท มีปัญญา หมั่นสร้างความดีอย่างสม่ำเสมอ สร้างบุญบารมีอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เหมือนท่านได้ขึ้นไปสู่ยอดแห่งปราสาท ได้มองลงมาดูคน มองลงมาดูคนพาลทั้งหลาย ท่านเป็นผู้ที่ไม่กระวนกระวาย มองเห็นหมู่สัตว์ที่กระวนกระวาย เพราะท่านนั้นได้รู้แล้วว่าโอกาสในการสร้างบารมีที่ยิ่งใหญ่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว
คุณยายท่านจึงได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจทุกอย่าง สืบทอดวิชชาธรรมกายจากพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านก็ได้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อแลกกับความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับคืนมาสู่ชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยความที่คุณยายเป็นผู้ที่เคารพ และกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ คุณยายจึงได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระเดชพระคุณหลวงปู่มาโดยตลอด นำวิชชาธรรมกายเผยแผ่ไปทั่วโลก คุณยายได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจตลอดมา ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ลองคิดดูว่าผืนนาฟ้าโล่ง ๑๙๖ ไร่ จากเดิมที่เป็นแต่ผืนนาเพียงเท่านั้น ได้เกิดมาเป็นวัดพระธรรมกาย เป็นศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก และได้เผยแผ่งานของพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายออกไปยังทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
ซึ่งตรงนี้เองพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านก็เคยได้กล่าวเทิดทูนพระคุณของคุณยายไว้ว่า “หากไม่มีคุณยายก็ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีวัดพระธรรมกาย ไม่มีพวกเราที่สร้างความดีอย่างมีความสุขจนทุกวันนี้” ทำให้พวกเราได้มีโอกาสในการสร้างความดี ได้มาเอาบุญกับคุณยายทุกวัน ได้มาฟังสวดพระอภิธรรม ได้มาทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
หลวงพี่ว่าพวกเราในสถานที่นี้บางท่านก็คงมาทันได้พบคุณยาย ตอนที่คุณยายท่านยังมีชีวิตอยู่ ส่วนบางท่านก็มาไม่ทันมาพบคุณยาย แต่ในตอนนี้พวกเราถือว่ามีโอกาสที่ดีที่คุณยายยังมีสังขารให้พวกเราได้เอาบุญกับท่านอยู่ ซึ่งเหตุนี้ เป็นเหตุที่เกิดขึ้นได้ยากมาก กว่าที่จะมีเนื้อนาบุญที่จะให้พวกเราได้แสวงหาบุญจากท่าน
อย่างเช่นตัวอย่างของผู้ที่พลาดโอกาสในการทำความดี ถึงแม้จะเกิดมาได้พบเนื้อนาบุญ แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำบุญกับท่านได้ เหมือนเรื่องของกาฬเทวิลดาบส หรืออสิตดาบสนั่นเอง ซึ่งอสิตดาบสอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ เป็นผู้คุ้นเคยกับพระราชามหากษัตริย์อย่างมากมาย อสิตดาบสเป็นผู้ที่ได้ศึกษาคัมภีร์มหาบุรุษลักษณะ ก็คือคัมภีร์ที่ไว้รู้ว่าลักษณะใด ที่จะเป็นลักษณะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะลงมาตรัสรู้ในอนาคต
ตนเองก็ได้แต่รอวันเวลาว่าสักวันหนึ่งก็คงจะได้เจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง และเมื่อวันนั้นมาถึง วันที่อสิตดาบสได้พบกับพระราชกุมารของพระเจ้าสุทโธทนะ ครั้งนั้นเมื่อไปพบกับพระราชกุมารแล้ว ก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ ว่านี่โอกาสที่เราแสวงหามาตลอดชีวิตได้มาถึงแล้ว ได้พบกับเนื้อนาบุญแล้ว ดีใจ มีความปีติใจ ร้องไห้ออกมา
แต่เมื่อมองย้อนดูถึงความชราของตนเอง โอ้ ชีวิตของเรา ก็คงจะไม่ทันที่จะได้ฟังพระธรรมของพระองค์ เพราะว่าเรานี่ก็แก่มากแล้ว ถ้าเราอยู่ต่อไปได้สัก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็คงจะทันได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ ด้วยเหตุนี้เองก็กลับโศกเศร้าโทมนัสเป็นยิ่งนัก
ตรงนี้พวกเราคิดดูก็แล้วกัน ว่าพวกเราโชคดีขนาดไหนที่ได้เกิดมาในขณะที่พระพุทธศาสนายังดำรงคงอยู่ ได้พบครูบาอาจารย์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองและคุณยายอาจารย์ พบวิชชาธรรมกาย อันเป็นเอกายนมรรค อันเป็นทางไปที่สุดแห่งกองทุกข์ได้ ซึ่งเป็นทางเอกสายเดียว เมื่อเราได้โอกาสที่ดีเช่นนี้แล้ว หลวงพี่ว่าเราน่าจะมาลองคิดดู ว่าเราจะทำอะไรในเวลาที่เหลืออีกประมาณแค่ ๓ เดือน ประมาณอีก ๘๒ วัน ก่อนวันสลายร่างของคุณยายอาจารย์
ซึ่งตรงนี้เอง หลวงพี่ได้ไปอ่านพระไตรปิฎกแล้วก็ประทับอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องของภิกษุที่ใช้เวลา ๓ เดือนก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน จนกระทั่งทำให้เป้าหมายชีวิตของตนเองนี่ได้ถึงที่สุดในที่สุดของการเกิด นั่นก็คือ ในสมัยนั้นก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ท่านทรงประกาศให้กับพระภิกษุทั้งหลายว่า “เออนี่ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าตอนนี้เราจะปรินิพพานแล้ว ใครที่มีปัญหาอะไรก็ตาม ก็ขอให้มาถามเรา ได้มาซักถาม ติดขัดในธรรมะข้อไหน ก็ขอให้มาถาม”
เมื่อเหล่าภิกษุได้ป่าวประกาศออกไป ก็มีแต่หมู่ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาร้องห่มร้องไห้ เสียใจว่า โอ้ นี่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่อยู่ให้เป็นบุญเป็นบารมีแก่เราแล้ว แต่ว่าภิกษุรูปดังกล่าว กลับไม่คิดอย่างนั้น กลับได้ปลีกวิเวกออกไป เข้าไปอยู่ในป่า แทนที่จะร้องห่มร้องไห้ก็ไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก ก็ได้ไปทำสมาธิของท่านทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง ยืน เดิน นั่ง ตลอด ไม่ยอมนอนเลยนะ ฝึกสติ ฝึกสมาธิตลอด
เสร็จแล้วพอมีภิกษุรูปอื่นไปเห็น ก็ไปฟ้องพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “มีพระภิกษุอยู่รูปหนึ่งพระเจ้าค่ะ ไม่ยอมมาแสดงความอาลัยอาวรณ์ต่อพระองค์ ถึงแม้พระองค์จะบวชให้ ก็ไม่มีความเยื่อใย ไม่มีความอาลัยในพระองค์เลย หนีเข้าป่าไปองค์เดียว เสียแรงที่พระองค์บวชให้”
พระพุทธเจ้าได้ทราบเช่นนั้น ท่านจึงตรัสให้เรียกภิกษุรูปนั้นมา แล้วก็สั่งประชุมสงฆ์ เมื่อสั่งประชุมสงฆ์แล้ว ก็ได้ถามว่าภิกษุ “เธอหลบไปจากหมู่คณะหรือ”
ภิกษุก็ตอบว่า “พระเจ้าค่ะ”
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามว่า “ทำไมเธอจึงทำอย่างนั้นล่ะ”
ภิกษุก็เลยตอบว่า “เพราะข้าพเจ้ามาคำนึงว่า ขณะนี้ข้าพเจ้ายังไม่บรรลุมรรคผลนิพพานอะไรเลย คุณธรรมใด ๆ ก็ไม่มีในตัวของเรา แล้วจะทำให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ได้อย่างไร เมื่อต้องตายเพราะกายแตกไปนี่ จะไปสู่สุคติหรือทุคติก็ยังไม่รู้ จะไปรอดหรือนี่ จึงตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ตลอดเวลา ก็คิดว่าถ้ามีอะไรที่สงสัยหรือติดขัดอย่างไร ในช่วงระหว่างที่ประพฤติปฏิบัติธรรมก็จะมาซักถาม มากราบทูลแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
พอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทราบเช่นนั้นก็ทรงสรรเสริญ ทรงตรัสว่า “เออ มันต้องอย่างนี้ซิ ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเอาเยี่ยงอย่างของพระภิกษุรูปนี้เถอะ ภิกษุรูปนี้ทำถูกแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท” ท่านสรรเสริญอย่างนี้ แล้วปรากฏว่าภายหลังไม่นานพระภิกษุรูปนี้ก็ได้บรรลุธรรม เข้าถึงพระธรรมกาย หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ไป
นี่ก็ด้วยอำนาจแห่งความไม่ประมาท หรือถ้าพูดอีกทีก็ด้วยอำนาจแห่งการตั้งใจฝึกสติ ฝึกสมาธิอย่างดีเยี่ยมเลย อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของผู้ที่ไม่ประมาทในสมัยพุทธกาล ซึ่งพวกเราทุก ๆ คนสามารถที่จะนำมาเป็นแบบอย่างได้ ซึ่งตรงนี้เองคุณยายอาจารย์ของเราท่านก็เป็นผู้ที่ไม่ประมาท ท่านเป็นผู้ที่ขวนขวายในการทำความดี เพราะท่านรู้ว่าขณะนี่เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่
ท่านเองเคยสอนไว้ว่าเมื่อเราเข้าวัด ก็ให้มุ่งหวังอย่างเดียวคือเพื่อมาสร้างความดีให้มาก ๆ มาเอาบุญ มาเพื่อจะทำประโยชน์ให้แก่ตัวเอง ฉะนั้นต้องตั้งใจทีเดียวว่าเราจะต้องทำความดีให้สุดชีวิต เพราะเราได้เสียสละเวลา สละโอกาสทุ่มเททุกอย่างมาแล้ว ก็ให้ตักตวงบุญกุศลให้เต็มที่ เราแก่แล้วนะ อย่านึกว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ให้คิดถึงความแก่ตลอดเวลา ถ้ายังทะนงว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ก็จะทำให้หลงตกนรกได้ง่าย ๆ ให้เอาบุญละเอียดให้มากกว่าบุญหยาบ เพราะบุญละเอียดทำให้หลุดจากกิเลส
นี่แสดงถึงว่าท่านเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ท่านทำให้ดู แล้วก็สอนพวกเราเสมอมา ทั้ง ๆ ที่ตัวท่านเองเป็นผู้ที่มีบุญมาก เมื่อท่านละสังขารไปแล้ว ท่านก็รู้ว่าท่านจะไปที่ไหน กลับบ้านของท่าน กลับดุสิตบุรีของท่าน แต่ว่าท่านก็ไม่เคยปล่อยโอกาสในการสร้างความดีเลย ได้เดินตามรอยบาทของพระศาสดา ทำให้บารมีของท่านนี่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ บารมีทั้ง ๑๐ ทัศของท่านนี่หาที่ติมิได้ และท่านยังสอนให้เราสร้างบารมีอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถอีกด้วย
หลวงพี่เองตอนที่เข้าวัดมาช่วงแรก ได้มาพบคุณยายอาจารย์เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ ที่บริเวณหน้าอาคารนิมมานรดี ถ้าใครยังไม่เคยเข้าไปภายในวัด ก็อยู่ใน บริเวณข้างอาคารดุสิต ในช่วงนั้นคุณยายอาจารย์กำลังเดินทางไปรับสาธุชนผู้มีบุญจากทุกสารทิศ และตอนนั้นหลวงพี่ได้เข้าไปกราบท่าน กราบท่านแนบไปที่พื้นเลยนะ ตอนนั้นไม่มีความรู้สึกลังเลเลยว่า บุคคลผู้นี้เป็นผู้ที่เราสามารถที่จะพึ่งได้ ด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของท่าน
แล้วเมื่อหลวงพี่ได้กราบท่านไปนี่ ตอนนั้นหลวงพี่ยังเป็นอาสาสมัครอยู่นะ ท่านก็ได้จุดประกายให้หลวงพี่ได้มาวัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยคำพูดสั้น ๆ ของท่านว่า ขอให้ได้สร้างบารมีกับยายให้เต็มที่นะ จากคำพูดสั้น ๆ นั้นน่ะ หลวงพี่คิดดูว่าคำว่า เต็มที่มันอยู่ตรงไหน แล้วก็ได้รับคำตอบมาว่าสร้างบารมีอย่างเต็มที่ ก็คือไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข ทำใจให้เป็นบุญกุศลล้วน ๆ ตอนนั้นเองหลวงพี่ก็ได้มาช่วยงานวัดเป็นอาสาสมัครอยู่ แผนกจราจร ช่วงแรก ๆ ก็มาวัดแค่วันอาทิตย์วันเดียว มาบางเดือนก็มาเฉพาะอาทิตย์ต้นเดือน
แต่พอคุณยายท่านพูดอย่างนี้ หลวงพี่ก็ไปคิด ไปทบทวนในใจตลอดเวลา ว่า เออ ทำอย่างไรนะ เราจะสร้างบารมีให้เต็มที่ ให้ทันกับคนที่มาวัดก่อนเรา ก็เลยคิดว่า เออ เราต้องมาให้ทุกอาทิตย์ พอมาทุกอาทิตย์แล้ว ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่เต็มที่นะ เราจะต้องเตรียมงานด้วย มาช่วยเตรียมงานตั้งแต่วันศุกร์บ้าง วันเสาร์บ้าง พองานบุญใหญ่บางทีก็ลาเรียนมา หาโอกาสมา บางทีก็มาเป็นอาทิตย์บ้าง มา ๒-๓ วันติดกันบ้าง
พอมาถึงวัดก็ถือศีล ๘ ซึ่งพอมาวัดแล้ว ก็ได้รับฟังโอวาทจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระอาจารย์ จากหลวงพี่ พอได้รับการอบรมสั่งสอนนาน ๆ เข้า ก็มีความรู้สึกว่า ตัวเราน่าจะมาอยู่ในพระรัตนตรัย เหตุนี้จึงเป็นจุดกำเนิดที่ให้หลวงพี่เกิดแรงบันดาลใจที่จะมาบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งตรงนี้เอง หากไม่มีคุณยาย ก็คงไม่มีหลวงพี่ได้มานั่งแสดงธรรมให้กับพวกเราฟังอย่างทุกวันนี้
พอหลวงพี่มองย้อนกลับไป ก็เป็นความภาคภูมิใจที่เราสามารถชนะอำนาจกิเลส ชนะใจของเราได้ แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเราทั้งหมดนี่ ของโอกาสในการสร้างบารมีของหลวงพี่ ก็คือคุณยาย ด้วยความซาบซึ้งในพระคุณของคุณยาย หลวงพี่เองจึงมีความคิดและขอเชิญชวนให้พวกเรานี่ได้บูชาธรรมคุณยาย ซึ่งการบูชาก็มีอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน นั่นก็คือ อามิสบูชา และปฏิบัติบูชา
อามิสบูชานั้น ก็คือการบูชาด้วยเครื่องสักการะ ปัจจัยไทยธรรม ก็อย่างที่พวกเราได้ทำกันทุกๆ วันเป็นปกติ ได้มาถวายปัจจัยกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้ช่วยกันสถาปนามหาธรรมกายเจดีย์ สภาธรรมกายสากล และมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ส่วนปฏิบัติบูชา ก็คือการบูชาด้วยการปฏิบัติ
หลวงพี่เองได้บูชาท่านทั้ง ๒ อย่าง อามิสบูชาก็ทำไม่เคยขาด บุญอะไรที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ปรารภ ก็พยายามทำให้ได้ทุก ๆ บุญ ส่วนปฏิบัติบูชาก็ทำทุกวัน ช่วงค่ำถ้าเกิดว่าหลวงพี่ไม่ติดภารกิจอะไร ก็จะมานั่งปฏิบัติธรรมที่หน้าเรือนทองของคุณยาย พอมาแล้วก็เห็นหมู่คณะของพวกเราได้มานั่งปฏิบัติธรรมอยู่ด้วย เห็นแล้วก็มีความรู้สึกอบอุ่น มีกำลังใจ น่าชื่นชม น่าอนุโมทนากับพวกเราที่ได้สละเวลา และโอกาส
บางคนนะ หลวงพี่ได้ทราบมาว่ากว่าจะเลิกงานก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว ล้างหน้าล้างตาแล้วก็มาร่วมงานคุณยาย พอร่วมงานคุณยายเสร็จ ฟังสวดพระอภิธรรม ฟังแสดงธรรมเสร็จแล้วก็นั่งสมาธิต่อ บางคนนั่งถึง ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม บางคนก็นั่งทั้งคืนเลยนะ นั่งจนกระทั่งถึงเช้า ก็กลับไปทำงานต่อ นี่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังที่เข้ามาวัด เห็นแล้วก็อยากที่จะประพฤติปฏิบัติตาม พอหลวงพี่ได้มานั่งสมาธิที่เรือนทองของคุณยาย เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะขึ้นแสดงธรรม หลวงพี่ก็ได้แต่งกลอนบทหนึ่งไว้ตอน ๕ ทุ่ม ลองฟังดูนะ
ตั้ง ๓ ป. มุ่งเป้าให้ถึงฝัน ทุ่มชีวัน ค่ำเช้า บ่หน่ายหนี
เป้า ๓ ป. ตามพ่อ เพื่อบารมี ปราบไพรี พินาศ บำราศไป
ให้ ๓ ป. ของพ่อ ได้สมหวัง ทุ่มพลังกาย ใจ ไม่หวั่นไหว
สูง ๓ ป. อย่างไร สู้สุดใจ ถวายให้ แด่ศาสน์ สู่สุดธรรม
อันนี้ก็เป็นความในใจของหลวงพี่เองที่คิดว่า นี่เราก็ได้บวชถวายให้กับพระพุทธศาสนาแล้ว ที่บาลีเขาเรียกว่า สาสเน อุรํ ทตฺวา นี่นะก็อยากที่จะให้เป็นพระภิกษุที่เพียบพร้อม ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพื่อที่จะช่วยงานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทำวิชชา ปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหลายจนถึงที่สุดแห่งธรรม
ตรงนี้เอง หลวงพี่ก็อยากจะให้พวกเราได้ตรึกระลึกในใจเสมอว่าพวกเรา คือผู้ที่มีโอกาสที่ดีมาก ๆ โอกาสในการสร้างความดี เพราะว่าอย่างที่หลวงพี่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วนี่ ใครหนอที่จะได้มาเจอพระพุทธศาสนา ได้มาเจอครูบาอาจารย์ เจอกัลยาณมิตร มาพบวิชชาธรรมกาย มาพบพระธรรมคำสั่งสอน ซึ่งปัจจุบันนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อเองท่านก็ได้สอนพวกเราทุกวัน ให้พวกเรานี่ได้แสวงหาโอกาสในการสร้างความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
มนุษย์เราเองอยู่ได้ด้วยความหวัง ก็ให้พวกเรานี่ได้ตั้งความหวังไว้ในใจว่าสักวันหนึ่งเราต้องเป็นให้ได้อย่างคุณยายอาจารย์ หยาบก็สุดเฉียบ ละเอียดก็สุดฉิว นี้เป็นคำที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ให้กับคุณยายอาจารย์ไว้ ซึ่งแบบอย่างที่กัลยาณมิตรของเราหรือบัณฑิตของเราในกาลก่อนก็ได้ทำให้เราดูเป็นตัวอย่างแล้วว่า สิ่งต่าง ๆ ที่สามารถจะทำให้ถึงนั้น เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิตไม่เกินวิสัยของพวกเราเลย การที่จะเข้าถึงพระธรรมกายสามารถทำได้ไม่ยาก
หลวงพี่อยากจะขอขยายความถึงเรื่องการประพฤติปฏิบัติธรรมของคุณยาย บางคนอาจจะคิดว่าภารกิจมาก ไม่มีเวลานั่ง กลับไปก็ง่วงแล้ว เพลียแล้ว ให้ดูอย่างคุณยาย ในสมัยที่คุณยายอยู่บ้านคุณนายเลี๊ยบนะ ถ้าใครเคยอ่านประวัติของท่านก็ลองนึกภาพตามดู
ท่านมีเวลาในการนั่งสมาธิน้อยมาก น้อยจริง ๆ เพราะว่าไหนจะต้องช่วยงานทางบ้านของคุณนายเลี๊ยบ ไหนจะต้องบริหารเวลาส่วนตัว ไหนจะต้องไปคอยดูแลอุปัฏฐากคุณยายทองสุก เวลาน้อยขนาดนี้ ท่านต้องเจียดเวลาพักผ่อนมานั่งสมาธิ ตื่นก่อน นอนทีหลัง แล้วหาเวลานั่งเอง ไม่ใช่นั่งหลับตาสบายอย่างพวกเรานะ ก็ต้องระแวดระวังกลัวว่าเจ้าของบ้านจะมาเห็น เดี๋ยวเขาจะตำหนิเอา คิดดู นั่งอย่างนี้จะมีความสุขที่ไหน นั่งแล้วก็คอยระแวดระวังไป ว่าจะมีใครมาเห็นไหมหนอ นั่งได้อย่างมากก็ประมาณ ๑๕ นาที แต่ท่านก็ทำไม่เคยขาด ท่านมีความเพียรกระทำเช่นนี้ทุกวัน แต่ว่าด้วยความเพียรของท่านนี่ ท่านก็ยังสามารถเข้าถึงพระธรรมกายภายในได้
พวกเราเองก็อย่าสิ้นหวัง หากใช้พลังยังไม่เต็มที่ ก็ขอให้พวกเรานี่ได้ดูแบบอย่างที่คุณยายอาจารย์ท่านได้วางไว้ให้กับพวกเราได้ประพฤติปฏิบัติตาม
แต่กว่าเสร็จกิจยายล้า ลุกล้มแรมปี
พระคุณมีมากล้น คณนา
หยิบยกชื่อจารึกมา เอ่ยอ้าง
ยังอีกหมื่นแสนมหา บทฉบับ
ยายกระหน่ำกิเลสสร้าง ศิษย์ซึ้งธรรมกาย
ต่อจากนี้ไปก็ขอให้พวกเราทุกคนได้นั่งหลับตาเจริญสมาธิ เพื่อปฏิบัติบูชาต่อคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ
********************************** จบ **********************************