ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ปัจจัยแห่งความเจริญของชีวิต

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระดิเรก : กราบนอบน้อมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ ท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่านนะ (สาธุ) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ว่าปัจจัยแห่งความดีงาม ความเจริญก้าวหน้า มีอยู่ ๒ ประการคือ ความมีกัลยาณมิตร คือมีครูดีหรือว่ามีเพื่อนดี ประการที่ ๒ คือความมีโยนิโสมนสิการ คือเจ้าตัวเองก็ต้องเป็นคนที่คิดเป็น นั่นก็หมายถึงว่าถ้าใครนี่ที่มีครูดีนี่ แล้วก็ต้องคิดเป็นด้วย แล้วก็จะมั่นใจได้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ที่เจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้านได้อย่างแน่นอน ในวันนี้เองหลวงพี่ก็จะได้มาแสดงธรรมในเรื่องความมีกัลยาณมิตรและความมีโยนิโสมนสิการ โดยมีคุณยายอาจารย์ของเราเป็นแบบอย่าง ปัจจัยแห่งความดีงามทั้งหลาย ความเจริญก้าวหน้าที่จะมีขึ้นประการแรกคือความมีกัลยาณมิตร ก็คือมีครูดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่าเมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงเงินแสงทองขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิตฉันใด ความเป็นกัลยาณมิตรก็เป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของมรรคมีองค์ ๘ ฉะนั้น นั่นหมายถึงว่าถ้าใครๆ นะกลางคืนมืดๆ มองไปที่ขอบฟ้า ก็จะเห็นแสงเงินแสงทองรำไรๆ เราก็จะรู้ได้ว่าอีกไม่นานแล้ว พระอาทิตย์ก็จะขึ้นในทำนองเดียวกัน ผู้ที่มีปัญญาพอเห็นใครเขาเป็นกัลยาณมิตรได้อยู่ใกล้กัลยาณมิตร ก็จะทราบได้ว่าคนผู้นี้ต่อไปก็จะเจริญก้าวหน้าในการประพฤติปฏิบัติธรรม มรรคมีองค์ ๘ ในตัวของเขาก็จะสมบูรณ์ขึ้น แล้วก็จะเจริญก้าวหน้าขึ้น ถามว่าการมีกัลยาณมิตรให้คุณอย่างไรกับพวกเรา คุณของกัลยาณมิตรนั้นแบ่งใหญ่ๆ ได้ออกเป็น ๒ ประการ ประการแรก ท่านได้เป็นแบบอย่างให้เรา และประการที่ ๒ ก็คือท่านได้ช่วยอบรมสั่งสอนเรา เรามาดูประการที่ ๑ กันก่อนว่าแบบนั้นสำคัญมาก เราจะเห็นว่าในทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใดก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับแบบนั่นเอง อย่างตัวของเราเป็นตัวของเราโตๆ ที่เราเห็นกันนี่ แต่ความจริงแล้วจุดเริ่มต้นก็มาจากสิ่งเล็กๆ มาจากเซลล์ๆ เดียวนั่นเองที่เกิดจากเชื้อคุณพ่อแล้วก็ไข่คุณแม่นั้นมารวมกัน ก็จะเกิดเป็นเซลล์ๆ เดียว เซลล์เล็กๆ นั้นน่ะที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ภายในนั้นจะมียีนส์ มีดีเอ็นเอ แล้วก็มีลักษณะทางพันธุกรรมที่จะเป็นต้นแบบของเราที่อยู่ข้างในควบคุมอยู่ จากเซลล์ๆ เดียวก็จะแตกออกเป็น ๒ เป็น ๔ เป็น ๘ เป็น ๑๖ แล้วก็เติบโตไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นตัวเราที่สมบูรณ์ขึ้นๆ แล้วก็เป็นคนที่มีเซลล์เป็นพันๆ เป็นล้านๆ เซลล์ในปัจจุบัน แต่ว่าความจริงแล้วในเซลล์นั้นทั้งหมดจะมีสักกี่ร้อยกี่ล้าน กี่พันล้านก็ตาม ลักษณะทางพันธุกรรมในเซลล์ของเรา ทุกๆ เซลล์ก็จะเหมือนกับเซลล์ต้นแบบที่เราได้มาจากคุณพ่อและคุณแม่นั่นเอง เซลล์ต้นแบบเล็กๆ หากเราดูจากสัตว์อื่น ไม่ว่าจะเป็นเสือ ม้า เก้ง กวางก็ตาม เริ่มต้นก็จะมาจากเซลล์ๆ เดียวเหมือนกัน แต่ต้นแบบมันผิดกัน ลักษณะทางพันธุกรรมภายในมันผิดกัน พอโตขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งโตยิ่งเท่าไหร่ ความแตกต่างก็จะเห็นชัดเจนขึ้น เป็นปุ่ม เป็นปม เป็นหัว เป็นแขน เป็นขายื่นออกมา ก็จะแตกต่างกันขึ้นในเมื่อโตขึ้นเราก็จะรู้ว่า อึม พอเวลาเราโตขึ้นนี่ เราได้กลายเป็นคน แต่ว่าเซลล์อื่นๆ ก็จะได้เป็นแพะ เป็นแกะบ้าง แล้วก็จะแตกต่างกันไปอย่างนี้ แต่ว่าคุณค่าการทำความดีนั้นก็จะได้แตกต่างกันด้วย ผู้ที่มีปัญญาเขาจะบอกได้ว่าเมื่อก่อนนี้ พอได้พบคุณยายตั้งแต่เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วนี่ พอใครได้เห็นเข้า ผู้ที่มีปัญญาลึกซึ้งพอได้เห็นคุณยายเขาก็จะนึกขึ้นว่าเอ๊ะ คุณยายนี่เป็นอุบาสิการูปร่างผอมบางท่านหนึ่ง ท่านจะเป็นต้นแบบให้เกิดสถานปฏิบัติธรรมที่เป็นศูนย์กลางของโลกได้ จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมาพบคุณยาย ก็เหมือนเซลล์จากหนึ่งได้แตกออกเป็น ๒ พอพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวมา หมู่คณะตามมามากยิ่งขึ้น จากบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ มาเป็นบ้านธรรมประสิทธิ์ จนกระทั่งมาเป็นวัดพระธรรมกาย และเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมที่มีคนมาวัด มาเป็นศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลกนี้ ก็เติบ จะเติบใหญ่หรือว่าจะใหญ่โตสักเพียงใดที่เราเห็นอยู่นี่ แต่เห็นแล้ว แต่ความจริงนี่จุดเริ่มต้นก็มาจากคุณยายอาจารย์ของเราทั้งสิ้นเลย วัดของเราขณะนี้ที่เป็นที่รู้จักกันในเรื่องปฏิบัติธรรม รู้จักกันไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แม้แต่ต่างประเทศเขาก็สนใจกันทั่วทุกมุมโลก ก็เป็นเพราะคุณยายท่านได้วางรากฐานเอาไว้ตั้งแต่เริ่มต้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อมาถึงก็มาศึกษาปฏิบัติธรรมกับคุณยาย หมู่คณะมา ไม่ว่าจะมากน้อยก็คือมาเน้นในเรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นหลัก มาถึงท่านก็ให้นั่งหลับตา นั่งธรรมะในทุกวันอาทิตย์ แม้แต่แขกที่มาหาคุณยาย เมื่อพอมากราบคุณยาย มาขอคำแนะนำ ขอความช่วยเหลือจากคุณยาย คุณยายท่านก็จะให้นั่งธรรมะหลับตากันไปก่อน แล้วก็มีธุระอะไรก็ค่อยมาคุยกัน แล้วคุณยายก็จะได้ช่วยกัน ก็เป็นอย่างนี้ สิ่งนี้เองที่เรียกได้ว่าเป็นรากฐาน ได้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติของวัดเรา หรือถัดมาในเรื่องของเป็นระเบียบเรียบร้อยในเรื่องความสะอาด อย่างนี้พวกเราได้ทราบกันดี เพียงหน้าต่างของคุณยายนั้น ที่พักของคุณยายนั้นสะอาดหมด จากบ้านหลังเล็กๆ จนหลังโตของท่าน ท่านจะไม่ให้มีฝุ่นจับเลย อันนี้พวกเราก็ทราบกันดีอยู่ ตรงนี้ที่เราเห็นนี่ก็คือจะเป็นรากฐานแล้วก็เป็นต้นแบบของความสะอาดของวัดเรา ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำก็สะอาดเรียบ คุณยายท่าน ท่านไม่ได้เพียงแต่สอน แต่ว่าท่านได้ลงมือทำให้เราดูเป็นแบบอย่างด้วย ขั้นตอนทั้งหมดนี้ ลูกศิษย์ลูกหารุ่นหลังๆ ก็ทำมาเป็นแบบอย่าง แล้วก็ได้ก่อกำเนิดมาเป็นวัดของเราในขณะนี้ แต่ถ้าจะว่าจริงๆ แล้ว ถ้าจะเปรียบเหมือนคนตอนที่อยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ ก็จะเหมือนคนที่อยู่ในท้อง พอเริ่มเกิดวัดพระธรรมกายมา ก็เหมือนเริ่มคลอด วัดของเราในขณะนี้ถ้าจะว่าไปจริงๆ ก็เหมือนกับเด็กกำลังโตเท่านั้นเอง แต่ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะต้องทำกันต่อไป ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ว่าจะต้องช่วยๆ กัน ช่วยพระเดชพระคุณหลวงพ่อบำรุงเลี้ยงวัดของเราให้เติบโตขึ้น ได้เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ เป็นศูนย์กลางของโลกได้อย่างจริงๆ ผู้ที่มีปัญญาที่ตามมาภายหลัง พอเห็นมหาธรรมกายเจดีย์เสร็จเรียบร้อย สภาธรรมกายเสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ มหาวิหารเสร็จ ถึงคราวมีงานแต่ละครั้ง มีสาธุชนมาปฏิบัติธรรมจากทั่วทุกมุมโลก มาปฏิบัติธรรมเต็มสภาธรรมกายสากลหลังนี้ เต็มทั่วทั้งลานธรรม มาเป็นล้านๆ คน เป็นระเบียบงดงาม เขาก็จะมองย้อนกลับไปเลยว่า ก็จะทราบทันทีเลยว่ากำเนิดนั้นมาจากคุณยายที่เป็นต้นแบบให้พวกเรานั่นเอง เพราะฉะนั้น โดยการที่เรากล่าวได้ว่าคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ของเรานี่ ได้เป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คำว่าผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายในที่นี้ไม่ได้หมายเพียงแต่ว่าคุณยายท่านได้สร้างวัด ท่านได้ให้ทุนกำเนิดสร้างวัดมีแค่เงินก้นถุงเพียง ๓,๒๐๐ บาท ไม่ใช่หมายถึงพื้นๆ ได้แค่นั้น แต่ความจริงนั้นหมายถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นเป็นวัดพระธรรมกายที่งดงามอย่างนี้ ได้ถอดแบบมาจากคุณยายของเราทั้งสิ้น ท่านได้รากฐานเอาไว้ ท่านได้ ถ้าเราได้ตระหนักตรงนี้นี่ เราก็จะตามระลึกนึกถึงคุณของคุณยาย แล้วก็ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ต่อไป แล้วก็ให้กายๆ นี้คือวัดพระธรรมกายของเราเองเติบโตต่อไปอย่างสมบูรณ์ คุณของกัลยาณมิตรประการที่ ๒ คือท่านได้ช่วยอบรมสั่งสอนเรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของโลก เป็นยอดกัลยาณมิตรของโลก พระองค์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษสมควรผู้ฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นครูของโลกก็ว่าได้ เพราะพระองค์จะรู้ว่าคนแต่ละคนที่มาถึงพระองค์นี่ควรจะสั่งสอนอย่างไร พระองค์จะสอนใคร ก็จะระลึกไปด้วยว่า ระลึกชาติไปด้วยคนนั้นนี่ในอดีตเขาทำกรรมมายังไง เคยเกิดเป็นอะไร แล้วเราจะย้อนไปเป็นร้อยเป็นพัน เป็นอสงไขยชาติเลยทีเดียว ระลึกชาติสอนไป พระองค์ก็รู้วาระจิตด้วยว่าเขาผู้นั้นกำลังคิด หรือว่าจะสอนไปก็ดูวาระจิตไปด้วยว่า เพราะฉะนั้นนี่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาพระองค์สอนนี่ จะสังเกตว่าผู้ที่มาฟังเทศน์จากพระองค์นี่ ไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตาม พอฟังเทศน์สอนก็คือ รู้สึกว่าอึม เหมือนกับพระพุทธเจ้านี่กำลังเทศน์ให้เราฟังเฉพาะตัว เพราะว่ามันเกิน มันแทงใจแล้วก็มันตรงใจของเรา พระพุทธเจ้าเวลาพระองค์สอน พระองค์ก็สอนอย่างนี้ พระองค์สอน พระองค์ไม่ได้หวังให้ไพเราะอย่างเดียว ไม่ได้หวังว่าจะมีคนมาศรัทธามากน้อยเพียงใด แต่ว่านั่นก็เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้เท่านั้นเอง แต่พระองค์ตรัสสอนทุกครั้ง พระองค์จะมุ่งประโยชน์ของผู้ฟังเป็นหลัก พระองค์เป็นเสมือนนายแพทย์ผู้ฉลาดที่รักษาโรคของคนไข้ เขามุ่งหวังจะทำยังไงให้ไข้หาย ไข้บางอย่างจะเจียดยาให้กิน หรือว่าจะต้องผ่าตัดหรือว่าจะต้องกรีดตัว จะต้องเปิดสมอง ดูแล้วมันก็น่ากลัว แต่ว่าพระองค์เป็นแพทย์ผู้ฉลาด แม้จะเปิดสมอง เปิดกะโหลกหรือว่าจะผ่าตัด หรือจะทำ จะผ่าตัดผ่าปอดหรืออะไรออกมา แต่พระองค์ก็ พระองค์ก็ทราบได้ว่าแม้พระองค์ทำอย่างนั้นนี่ คนไข้นี่ก็จะหาย หรือว่าพระองค์เทศน์ไปนี่ ผู้ที่พระองค์เทศน์อยู่นี่ ท่านก็จะได้รับประโยชน์จากพระองค์ เหมือนกับมีอยู่เรื่องหนึ่ง มีอยู่พราหมณ์คู่หนึ่งที่มีลูกสาว มีธิดาอยู่คนหนึ่ง เป็นธิดารูปงามแต่ว่ายังไม่มีบุรุษที่พราหมณ์นี่เห็นว่าสมควรกับลูกสาวของตน ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งได้เดินไปแล้วก็พบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงเดินบิณฑบาตอยู่ แล้วก็พราหมณ์ผู้เป็นพ่อนี่ก็ไปบอกเลยว่าจะยกลูกสาว ยกธิดานี้ให้ ก็เลยบอกให้รอก่อนจะไปตามลูกสาวมา พอกลับไปบ้านก็บอกให้ภรรยาแล้วก็ธิดานี่เดินตามไป แต่พอพราหมณีที่มาเห็นนี่ ก็ทราบแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ที่มีรอยเท้ารอยพระบาทอย่างนี้ เป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว แต่ว่าพรหมณ์ผู้เป็นพ่อ ผู้เป็นบิดานี่ก็ยังไม่คิดเชื่อ ก็เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่ต้นไทร ก็เข้าไปทูลบอกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าจะยกบุตรสาวให้ พระองค์ก็นิ่งแล้วก็ตรัสว่าดูก่อนพราหมณ์ เรานี่เป็นผู้ที่ห่างไกลจากกิเลสแล้ว แม้ท่านจะเอาบุตรธิดาที่มีแต่มูตรแต่กรีตนี่มามอบให้เรา เราก็จะไม่ขอแม้แต่เอาเท้าของเรานี่ไปจับต้องตัวนางเลย นี่เห็นได้ว่าพระองค์นี่เทศน์ออกมาอย่างนี้สมัยก่อนเขาดูว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะว่าคำในสมัยปัจจุบันกับสมัยก่อนเราอาจจะไม่เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้ง ธิดานี่ถึงกับได้ผูกอาฆาตกับพระองค์ว่ามาพูดให้ได้ไงว่าเรามีแต่มูตรแต่กรีตในลำตัว ก็ผูกอาฆาตพระองค์ พระองค์นี่ตรัสเทศน์สอนนี่ไม่ได้เพียงหวังเพื่อประโยชน์แก่ผู้ฟังเท่านั้น แต่ว่าท่านต้องดูด้วยว่าใครที่จะได้รับประโยชน์จากพระธรรมเทศนาของตน ในธรรมเทศนานี้พราหมณ์ผู้เป็นพราหมณีแล้วก็ ๒ สามีภรรยานั้นก็ได้บรรลุธรรม แต่ว่าพระนางที่เป็นธิดานี้ท่านไม่สามารถที่จะน้อมใจ แล้วก็ที่จะน้อมใจไปตมเทศนาได้ก็ผูกอาฆาตไปนี่ พระองค์เห็นประโยชน์อย่างนี้ แล้วก็คุณยายของเราก็เช่นกัน ท่านไม่สอนเรานี่ ท่านสอนข้ามภพข้ามชาติเลยทีเดียว ไม่ได้สอนทำความดีเฉพาะชาตินี้ แต่ว่าจะชี้ ชี้ไปเลยว่าผลจะเป็นยังไง จะต้องไปรับกรรมอะไรนะ แล้วก็บอกไว้ว่าจะไปตกนรกอะไร ทำกรรมอย่างนี้มา จะเป็นยังไงต่อไป ถ้าทำอย่างนี้จะดียังไง แล้วก็จะไปเกิดบนสวรรค์ยังไง บุญกุศลนี่จะสั่งสมเต็มที่แล้วจะหมดยังไง คุณยายท่านจะสอนเราอย่างนี้ แล้วคำสอนของยายนี้ ดูนี่จะเรียบๆ ง่ายๆ จะตรงใจ บางทีก็จะแทงใจคนบางคนเลยทีเดียว เพราะว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งท่านกำลังถอนหญ้าอยู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะถามมาว่าคุณยายถอนหญ้าแล้วนึกอะไร คุณยายท่านก็บอกว่าระลึกชาติไปด้วย บางคนนี่มาหาคุณยายครั้งแรก มาพบคุณยายครั้งแรก พอกราบท่านเสร็จแล้วยังไม่ได้พูดอะไรเลย พอกราบปุ๊ป คุณยายท่านก็บอกเลยว่าคุณๆ เลิกเล่นม้าเสียนะ เจ้าตัวนี่สะดุ้งเลย มาหาคุณยายครั้งแรก ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ คุณยายท่านรู้ได้ยังไง คุณยายท่านก็จับนั่งธรรมะเสีย พอใจสว่างก็คิดได้ แล้วก็เลิกได้จริงๆ นี่อย่างนี้ก็มี แค่คำ ๒ คำที่คุณยายกล่าวมานี้ ก็สามารถพลิกใจ พลิกคนๆ หนึ่งให้เป็นคนดีไปได้เลย แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือความมีโยนิโสมนสิการ คุณยายของเรานี่ เราก็รู้ว่าท่านนี่สั่งสอนตัวเองตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว จนมาอยู่วัดปากน้ำก็สั่งสอนตัวเองเรื่อยมา มีอยู่คำๆ หนึ่งในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ คือคำว่าไอ้ขี้ไต้ พวกเราก็รู้กันดีอยู่ว่าคุณยายท่านนี่จะไม่ให้หลวงพ่อวัดปากน้ำได้เอ่ยคำนี้กับคุณยายเลย คุณยายท่านก็เป็นเปรียบเสมือนกับม้าอาชาไนย ม้าอาชาไนยนี่พอเวลาเห็นม้าตัวอื่นทำผิดทำพลาดหรืออะไรนี่ ก็จะรู้ได้ ระลึกได้ แล้วตัวเองก็จะไม่ทำ นั่นก็เป็นอย่างนั้น คุณยายท่านสั่งสอนตนเองเรื่อยมา จนมาในบัดนี้ พวกเราก็เห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในวัดของเรา พวกเราก็ต้องมาช่วยกันแล้วก็มาสร้างเสริมแล้วก็มาทำให้วัดของเรานี่ ที่บอกว่าจากต้นแบบคือคุณยายนี่ แล้วก็ต้องทำให้เติบโตแล้วก็ให้สมบูรณ์ไปเรื่อย เพราะพวกเรานี่เป็นผู้มีบุญอยู่แล้ว ก็ต้องตั้งใจฝึกตัวของเราให้ดี แล้วก็ความมีโยนิโสมนสิการ หรือว่าความเป็นกัลยาณมิตรของคุณยาย ที่คุณยายท่านได้ถ่ายทอดออกมานี่ บุญกุศลนั้นก็จะหลั่งไหลมาสู่ตัวเราได้ แล้วก็ธรรมะ แล้วก็พระธรรมกายที่พวกเราหวังจะเข้าถึงกัน ก็จะเข้าถึงได้อย่างแน่นอน แล้วก็มั่นคงด้วย เมื่อพวกเรามีกัลยาณมิตรและมีโยนิโสมนสิการ แล้วก็คุณยายท่านนี่ ท่านก็เป็นวางต้นแบบให้แล้ว พวกเราก็จะต้องเป็นกัลยาณมิตรให้กับเพื่อนๆ แล้วคนรุ่นหลังๆ ต่อไปด้วย ก็อย่างที่บอกมาว่าเริ่มจากเซลล์ๆ เดียวของพวกเรานี่ แล้วก็มาเป็นเรา มาเติบโตมาเรื่อยๆ แล้วก็ถามว่าเด็กทุกคนที่โตขึ้นมานี่เป็นผู้ใหญ่นี่ จะสมบูรณ์แบบทุกคนไหม ก็ต้องตอบได้ว่าก็ไม่แน่เสมอไปทุกคน ถ้าหากดูแลไม่ดีหรือว่าดูแล หรือว่าดูแลตัวเองนี่ อาจจะทำผิดทำพลาดไปบ้าง ก็อาจจะบาดเจ็บไปบ้าง พิกลพิการไปบ้าง บางทีนี่ก็ถึงตายไปเลย อย่างนี้ก็มีบ้าง แต่ว่าพวกเรามาอยู่ในที่นี้แล้ว ได้ต้นแบบที่ดี แล้วก็พวกเราก็จะเห็นว่าต้นแบบนี่สำคัญมาก ที่เรามองไปว่าเหมือนกับรถคันหนึ่ง ไม่ว่าจะมีราคาสักกี่ร้อยกี่ล้าน หรือว่าจะสวยจะดีขนาดไหน ถ้า model หรือว่าต้นแบบที่ทำมาของรถคันนั้น ที่ผลิตได้ กว่าจะคิดได้นี่ต้องเป็นปีๆ เป็นหลายๆ ปี เพราะว่าต้นแบบนี่เป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะเกิดได้ หน้าที่ของเราเอง ที่ของเรามาถึงได้ทุกวันนี้ก็เพราะว่าคุณยายท่านวางรากฐานไว้ให้พวกเราไว้แล้ว พวกเราก็ต้องช่วยหลวงพ่อแล้วก็ทำต้นแบบแล้วก็สร้างต้นแบบที่จะมาในอนาคต ที่จะมาเป็นลูกหลานของคุณยายมาสืบทอดพระศาสนาของพวกเรานี่ให้สืบทอดออกไป มหาวิหารธรรมกายเจดีย์ สภาธรรมกายสากลหลังนี้ เราก็ต้องช่วยกันปลดภาระปลดกังวลของหลวงพ่อเอาให้เสร็จให้จงได้ เพราะงานเผยแผ่ของเราที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจะทำต่อไป จะเผยแผ่พระศาสนาวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ไปให้ทั่วผืนแผ่นดินในโลกนี้ เราก็ต้องช่วยกันทำกันต่อไป ต้นแบบที่คุณยายท่านได้ให้กำเนิดมา เป็นวัดพระธรรมกายได้เติบโตมาถึงจนจุดสมบูรณ์นี้ พวกเราทุกคนก็จะสามารถชื่นใจว่าเรานั้นได้เป็นส่วนหนึ่ง ที่บอกว่เราเองนั่นน่ะ ก็เป็นเซลล์ๆ หนึ่งที่ได้เกิดมาจากคุณยาย เพราะคุณยายท่านสั่งสอนมาแล้วเราก็รับคำสอนของคุณยายมาปฏิบัติ ก็จะเป็นการสนองคุณของคุณยายที่คุณยายท่านเป็นกัลยาณมิตรให้พวกเรา คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เองก็ ท่านก็รักษาเรา แล้วก็ท่านก็ดูเราอยู่ตลอดเวลา เราเองนี่ก็จะได้งอกงามในวงบุญนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งในภพชาตินี้แล้วภพชาติหน้า จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม ในวันนี้เราก็มาระลึกนึกถึงคุณของคุณยาย ต่อไปเราก็จะได้รวมใจของเรา ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายกัน เรามานั่งระลึกคุณคุณยายสักครู่หนึ่งก่อนนะ ให้เรานี่หลับตา น้อมใจของเรามาไว้ที่ศูนย์กลาง นึกถึงคุณยาย ให้ทำใจใสๆ คุณยายที่ท่านเป็นต้นแบบให้เรา เราก็จะได้รับต้นแบบนั้น รับคุณธรรมจากคุณยาย คุณธรรมของเราก็จะได้พอกพูนตามอย่างคุณยาย คุณความดีนี้ก็จะพาเราไปสู่ที่สุดแห่งธรรมได้ นั่งนึกถึงคุณยายที่ศูนย์กลางกายไปเรื่อยๆ นะ สัพเพ (หมด 1/A) หน้า PAGE 8 FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\พฤศจิกายน\44-11-03 FW-AAT.doc