ความศรัทธาที่เหนือกว่า
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ อันจักสุดจะประมาณได้ กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายทุกท่านนะ
ต้นไม้ที่เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ให้ดอกผล ให้ที่อยู่อาศัยแด่ผู้คน แด่สัตว์ต่าง ๆ ที่มาอาศัยย่อมเกิดจากต้นกล้าเล็ก ๆ ที่เพาะมาจากเมล็ดฉันใด คุณธรรมความดีต่าง ๆ ในตัวเรานั้นที่พอกพูนงดงามเจริญขึ้นมาได้ ก็เนื่องมาจากต้นกล้าแห่งศรัทธาที่เราได้ปลูกเอาไว้ในใจนั่นเอง
คำว่าศรัทธานั้นโดยทั่วไปแล้ว คนที่ไม่ได้ศึกษาทางด้านพระพุทธศาสนามา มักจะคิดว่าเป็นเพียงแค่ความเชื่อ ความเชื่อมั่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น และไม่มีอะไรต่อไปอีกเลยนอกจากความเชื่อ มันทำให้ดูเหมือนว่าศรัทธานั้นดูจะไร้กฎเกณฑ์ โดยจะไม่มีอะไรเป็นหลักได้แน่นอน
แต่แท้จริงแล้ว คำว่าศรัทธาในความหมายในทางพระพุทธศาสนานั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งมากมายยิ่งกว่านั้นยิ่งนัก ก็คือศรัทธาในทางพระพุทธศาสนา หมายถึงความเชื่อในสิ่งที่มีเหตุผล ความเชื่อในสิ่งที่เป็นคุณงามความดี ถามว่าเชื่อในอะไรบ้างที่ว่าเป็นคุณงามความดี ก็เชื่อในสิ่งทั้ง ๔ อย่างต่อไปนี้ ก็คือ
๑. เชื่อในกรรม ก็คือกรรมศรัทธา เชื่อในการกระทำของเรานั่นเอง
ประการที่ ๒. คือในเชื่อในผลของกรรม หรือว่าวิบากศรัทธา
ประการที่ ๓. คือกรรมสกตาศรัทธา (กัมมัสสกตาสัทธา) คือการเชื่อว่าสัตว์นี่หรือบุคคลใดก็แล้วแต่ที่กระทำความดีย่อมได้รับผลดี ทำสิ่งที่ไม่ดีก็ต้องได้รับสิ่งที่ไม่ดีไปด้วย
และประการสุดท้าย เชื่อในพระปัญญา ตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อว่าการทำใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่ง จะได้เข้าถึงธรรมะภายในอย่างแท้จริง
ซึ่งจะกล่าวในที่นี้ก็คือการเข้าถึงพระธรรมกายของพวกเรานั่นเองที่เรียกกันว่าเป็นการเชื่อในพระปัญญาตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง ๔ ประการนี้เป็นความเชื่อที่ไม่มีลัทธิความเชื่อไหนในโลกที่เหมือนกับพระพุทธศาสนาเลย เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวพุทธทีเดียว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ได้
ทีนี้ เมื่อถามว่าใจเราเชื่อมั่นในคุณงามความดี เชื่อมั่นในพระปัญญา เชื่อมั่นในพระธรรมกายของพระองค์แล้ว อะไรเกิดขึ้นกับใจของเรา แน่นอนว่าใจเราเปิดแล้วในการทำความดี ใจของเรามีความบริสุทธิ์ สะอาด จุดนี้แหละทำให้ลักษณะของศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ ๒ ลักษณะด้วยกัน
ประการแรก คือมีลักษณะเลื่อมใส
ประการที่ ๒. คือมีลักษณะมีการแล่นไป
ถามว่าเลื่อมใสยังไง หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่าศรัทธา ตามด้วยคำว่าเลื่อมใส จนกลายเป็นว่าศรัทธาเลื่อมใส จริง ๆ แล้วเลื่อมใสนั้นเป็นลักษณะของศรัทธา เพราะอะไร เพราะเมื่อใจเราตั้งมั่น ยึดมั่นในคุณงามความดี เชื่อมั่นในพระปัญญาตรัสรู้ธรรมแล้ว ใจเราจะมีความผ่องใส ใจเราจะมีความเบิกบาน สะอาด บริสุทธิ์
ตรงจุดนี้เองที่ทำให้นิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ประการ ไม่ว่าจะเป็นกามฉันทะ ความพึงพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่าง ๆ ความพยาบาทอาฆาตแค้น ความฟุ้งซ่านรำคาญใจในเรื่องราวที่เข้ามาในชีวิตของเรา ความง่วง ซึมต่าง ๆ ความลังเลสงสัยในพระธรรมวินัย มันหมดไปทันทีทีเดียว
เพราะฉะนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้มันหมดไปแล้วนี่ ใจเราเปิดแล้ว พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่ความสงบ เพราะฉะนั้นจึงตามด้วยลักษณะที่ ๒ ของศรัทธา คือมีการแล่นไป และนั่นคือเมื่อใจเราพร้อมแล้ว ก็มีลักษณะที่มุ่ง แล่นไปที่ศูนย์กลางกายนั่นเอง เพราะไม่มีอะไรมาปิดกั้นใจเราให้ไม่มีสมาธิหรือว่าไม่มีความผ่องใสอีกแล้ว นี่แหละที่เรียกว่าลักษณะที่แล่นไป คือแล่นลงไปในศูนย์กลางกาย แล้วก็ผ่านกลางของกลางเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้เข้าถึงพระธรรมกายในที่สุดนั่นเอง นี่คือลักษณะของศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่เรียกได้ว่ามีลักษณะที่พิเศษแตกต่างจากศรัทธาในความเชื่อหรือศรัทธาในลัทธิต่าง ๆ ที่เราได้เห็นกัน
ทีนี้ ถ้าจะถามว่าในเมื่อศรัทธามันมีความหมาย มีคุณค่าถึงเพียงนี้นี่ แล้วตัวเราล่ะ จะวัดได้อย่างไรว่าเป็นผู้มีศรัทธา จะเอาเกณฑ์อะไรมาวัดว่าเราเป็นคนที่มีศรัทธาได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ให้หลัก ให้กฎเกณฑ์เอาไว้ว่าลักษณะของผู้มีความศรัทธานั้นมีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรก ก็คือเป็นผู้ใคร่ในการเห็นผู้มีศีล นั่นคืออยากอยู่ใกล้คนมีศีลนั่นเอง ทำไมเป็นเช่นนั้น เพราะว่ามันอยู่ใกล้แล้วมันสบายใจ อยู่ใกล้แล้วมันรู้สึกเย็นตาเย็นใจ เพราะรู้ว่าคน ๆ นั้นคงไม่ทำให้เราเดือดร้อนอย่างแน่นอน เพราะเป็นคนมีศีลอยู่แล้ว นี่เป็นประการหนึ่ง
ประการที่ ๒. ก็คือเป็นผู้ใคร่ในการฟังธรรม เพราะเมื่อใจเรามีความศรัทธาเลื่อมใสแล้วนี่ มันอยากจะฟังอะไรที่มันทำให้ใจเรามีความเบิกบานอยู่ตลอดเวลา ฟังแล้วเราก็รู้สึกมีความปลาบปลื้มปีติใจ เหมือนกับที่ทุกท่านกำลังนั่งฟังธรรมอยู่ในที่นี้ ก็ถือว่าเป็นลักษณะของผู้มีความศรัทธานั่นเอง
ประการสุดท้ายก็คือ เป็นผู้ยินดีในการสละแบ่งปันสิ่งของต่าง ๆ อันนี้เชื่อมั่นว่าทุกท่านคงมีอย่างแน่นอนทีเดียว เพราะว่าเป็นผู้ที่รักในการให้ทานอยู่แล้ว ซึ่งในเรื่องนี้นั้นอยากจะขอยกตัวอย่างของบุคคลท่านหนึ่งในสมัยพุทธกาลมาให้ฟัง บุคคลท่านนั้นคือโชติกะเศรษฐีนั่นเอง คน ๆ นี้เรียกได้ว่าท่านพัฒนาตัวท่านเองนี่มาจากศรัทธา มาจากศรัทธาโดยการให้ทาน
เรื่องมีอยู่ว่าในอดีตนั้นท่านเป็นคนทำไร่อ้อย แล้วก็มีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง วันหนึ่งก็ไปตรวจไร่อ้อย ก็พบว่าอ้อยมันกำลังได้ที่นะ กำลังโตได้ที่ทีเดียว ก็อยากจะทานว่างั้นเถอะ ก็เลยตัดอ้อยมาเพื่อที่ว่าจะได้ให้ตัวเองได้ทาน แล้วก็ให้พี่ชายได้ทานด้วย ก็ตัดมา
ระหว่างที่เดินทางกลับไปที่บ้านนั่นเอง ปรากฏว่าได้พบกับพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งที่ท่านเพิ่งจะออกจากนิโรธสมาบัติมาใหม่ ๆ ทีเดียว เรียกได้ว่าโชคดีมาก มีบุญมากทีเดียวที่ได้เจอ ก็เลยเห็นอาการที่สำรวมของท่านแล้ว ก็มีความรู้สึกศรัทธาขึ้นมาทันที อยากจะถวายอ้อยที่ตัวเองตัดมาให้แด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เลยนิมนต์ท่านมาแล้วก็ได้ริน น้ำอ้อยลงไปในบาตร คืออ้อยสมัยนั้นไม่มีเหมือนสมัยนี้นะ อ้อยสมัยนั้นเป็นอ้อยของผู้มีบุญ พอตัดปุ๊บน้ำก็ไหลออกมาทันทีเลย ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ต้องใช้เครื่องบีบให้น้ำออกมา สมัยก่อนไม่ต้องเคี้ยวให้เสียเวลา ตัดปุ๊บก็ไหลลงมาเลย อันนี้เป็นลักษณะของอ้อยในยุคของผู้มีบุญ ก็รินใส่เข้าไปในบาตร
แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ ก็เลยคิดว่าส่วนของพี่ชายก็น่าจะใส่เข้าไปด้วย ก็เลยเอาส่วนของพี่ชายใส่เข้าไปอีกส่วนหนึ่ง ก็คิดว่าถ้าพี่ชายเกิดไม่พอใจอะไรขึ้นมา ก็จะได้ให้เงินนี้เป็นค่าทดแทน พอให้แล้วก็มีความปีติ มีความปลาบปลื้มใจแล้วก็ได้อธิษฐานว่าด้วยผลบุญนี้ขอให้ข้าพเจ้าสมบูรณ์ด้วยสมบัติทั้ง ๓ ก็คือรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัตินั่นเอง
พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านจึงกล่าวว่าจงสำเร็จสมดังปรารถนาเถิด จากนั้นท่านก็เหาะขึ้นไปบนอากาศ แล้วก็นำน้ำอ้อยนั้นไปให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้าอีก ๕๐๐ พระองค์ โชติกะเห็นดังนั้นก็เลยมีความปีติ มีความเบิกบานใจมากในการให้ทานในวันนั้น พอกลับไปถึงบ้านปุ๊บ พี่ชายด้วยความที่เป็นคนมีศรัทธาอยู่แล้ว พอได้ฟังว่าน้องชายตัวเองได้ถวายน้ำอ้อยให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เลยมีความปีติ เบิกบานใจใหญ่ว่านั่น ทำมาดีแล้ว น้องทำดีแล้ว ขออนุโมทนาด้วย
และด้วยผลบุญนี้เอง ทำให้ทั้งสองพี่น้องนั้นเมื่อละโลกไปแล้ว ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่บนสรวงสวรรค์ตลอดระยะเวลาถึง ๑ พุทธันดร ก็คือช่วงระยะเวลาการเกิดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ยาวนานไปจนกระทั่งถึงการบังเกิดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งทีเดียว ยาวนานมาก
ยังไม่พอ ด้วยความศรัทธาในการให้ทานนั้น พอลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้มาเกิดในสมัยพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ตัวพี่ชายก็ได้ฟังธรรมจากพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า พอฟังแล้วก็มีความศรัทธา มีความเลื่อมใสในพระธรรม ก็เลยออกบวชเลยทีนี้ เลยออกบวช แล้วก็ชวนน้องชายก็คือโชติกะนั่นแหละออกบวชไปด้วย แต่โชติกะเนื่องด้วยตอนนั้นคงยังอยากจะเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญอยู่ ไม่อยากออกบวชก็เลยเอาไว้ก่อน ส่วนพี่ชายก็ออกบวชไม่นานก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในที่สุด นี่ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ศรัทธาในการให้ทานนั้นจะมีผลานิสงส์มากมายถึงเพียงนี้ทีเดียวนะ
ทีนี้ถามว่า เออ แล้วตัวเรานี่จะรักษาศรัทธานี่ให้มันมั่นคงได้ยังไง ในเมื่อศรัทธามันมีคุณค่าถึงเพียงนี้นะ จะรักษาให้มันมั่นคงได้อย่างไร ก็มีหลักอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๕ อย่างด้วยกัน อย่างแรก ก็คือให้มีศรัทธาเชื่อมั่นไว้ก่อนว่าคุณของพระรัตนตรัยมีจริงนะ คุณความดีที่เราทำมีจริง ๆ อย่างที่ ๒ คือให้เราตั้งมั่นในศีล
ประการที่ ๓ ก็คือไม่เชื่อในโชคลางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ก็ไม่เชื่อทั้งนั้นนะ จิตใจมุ่งมั่นในพระรัตนตรัยอย่างเดียว ใครจะเข้าทรงอย่างไร บอกว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ เราไม่เชื่อ เพราะเรามีจิตใจที่ศรัทธามุ่งมั่นอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ถือมงคลตื่นข่าวด้วย อันนี้สำคัญมากทีเดียว เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสารนะ วิ่งผ่านไปผ่านมาทุกวัน ข่าวสารข้อมูลมันเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นผู้ที่ตื่นข่าวแล้วนี่ พอเราได้ยินได้ฟังแล้วไม่พิจารณาให้ดี เราจะเสียโอกาสในการสร้างบารมีไปทีเดียวนะ
ดูง่าย ๆ อย่างเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ช่วงนั้นที่วัดเรากำลังโดนโจมตีอย่างหนักนี่ ช่วงปี ๒๕๔๒ ช่วงนั้นบางท่านที่ศรัทธาในวัด แต่ว่าขาดปัญญาในการไตร่ตรองถึงเหตุผล พอได้ยินข่าวปุ๊บ ก็เชื่อในข่าวนั้นทันทีนะ แล้วมาจนทุกวันนี้ก็ไม่ได้เข้าวัดอีกเลย จะอธิบายยังไงก็ไม่เข้าใจ จะส่งเอกสารอะไรไปให้ก็ไม่ฟังทั้งนั้น อันนี้คือลักษณะผู้ที่ตื่นข่าว ทำให้เสียโอกาสในการสร้างบารมีไป อย่างเรียกได้ว่าน่าเสียดายมากทีเดียวนะ
ประการที่ ๔ ก็คือไม่แสวงหาบุญเขตนอกพระศาสนา ก็คือให้มีจิตใจมุ่งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัยนั่นเอง ให้ทานในศาสนานี้ เพราะว่านี่คือเนื้อนาบุญที่ดีเลิศที่สุด เพราะว่าเป็นหนทางที่จะทำให้เรานั้นมุ่งตรงไปสู่พระนิพพานได้นะ ประการสุดท้ายคือต้องสนับสนุนค้ำจุนพระพุทธศาสนานั่นเองนะ ก็คือต้องหมั่นทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา
โดยสรุปก็คือให้ใจเรานั้นตั้งมั่นในพระรัตนตรัยนั่นเอง พูดง่าย ๆ ว่าทั้ง ๕ ประการนี้ถ้าเราสำรวจตัวเราเองแล้ว มีข้อใดข้อหนึ่งบกพร่องอยู่นี่ นั่นคือเริ่มเสี่ยงแล้ว เสี่ยงที่ศรัทธาจะลดน้อยถอยลงไปโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้ อย่างบางคนทีแรกมาวัดทุกอาทิตย์เลย มาทุกอาทิตย์เลย ๔ อาทิตย์มาประจำเลย มาสม่ำเสมอ ศรัทธาไม่เคยตก ไป ๆ มา ๆ ปรากฏว่าเจอคนโน้นชวนบ้าง คนนี้ดึงบ้าง เหลือสัก ๓ อาทิตย์แล้วกัน
ไอ้ช่วงที่ลดไป ๑ อาทิตย์นี่แหละ ใจเรามันเริ่มลดน้อยถอยศรัทธาลงไปแล้ว แต่ว่ามันยังไม่มีอาการที่รู้สึกนั่นเองนะ ยังไม่มีอาการที่รู้สึก ทีนี้ก็เลยไม่เป็นไร ลดลงหน่อยแล้วกัน เหลือสัก ๒ อาทิตย์ เผื่อ ๒ อาทิตย์นี่ก็ เริ่มชักจะยังไง ๆ อยู่นะ แต่ว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยต้นเดือนก็มาแล้วกัน มาเอาบุญใหญ่กับหลวงพ่อ ต้นเดือนนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว คิดไปเสียอย่างนั้น
ทีนี้ พอมาเหลืออาทิตย์เดียวคืออาทิตย์ต้นเดือน คราวนี้มันก็เริ่มหาข้ออ้างให้กับตัวเองอย่างมากมาย ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยว ไม่เป็นไรน่า ยังมีบุญ บุญใหญ่รอเราอยู่ ยังมีมาฆบูชา ยังมีวันครูธรรมกาย ยังมีวันบุญใหญ่ ๆ รอเราอยู่อีก ไม่เป็นไร ไป ๆ มา ๆ ก็เลยไม่ได้มาวัดอีกเลย นี่เพียงแค่จุดเล็ก ๆ เท่านั้นเอง แล้วทำให้มันมีผลขยายไปถึงขนาดนั้น เรียกได้ว่าน่ากลัวทีเดียวนะ เพราะฉะนั้นศรัทธานี่ขนาดพระโมคคัลลานะท่านยังไม่รับรองเลยนะ ท่านบอกว่าศรัทธานี่เรารับรองไม่ได้นะ ตัวของบุคคลนั้นต้องรับรองศรัทธานั้นเอง มันเกิดจากตัวเราเป็นสำคัญ
ทีนี้ถ้าจะถามว่า แล้วเราจะหาบุคคลท่านใดล่ะที่จะมามองให้เห็นว่าเป็นแบบเป็นอย่างให้เราได้ ว่าบุคคลท่านนี้เป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่น ก็บอกได้เลยว่าบุคคลท่านนั้นก็คือคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรานั่นเอง ตัวท่านนี่ได้เริ่มพัฒนาตัวท่านเองมาจากความศรัทธานั่นเอง ถ้าเราสังเกตดูดี ๆ คือเมื่อปี ๒๔๗๐ ท่านได้ยินข่าวว่าที่วัดปากน้ำมีวิชชาสอนให้คนนี่ไปดูนรกสวรรค์ได้ พอท่านได้ยินดังนั้นก็เกิดความมุ่งมั่น เกิดความแน่วแน่ เกิดความศรัทธาว่าจะต้องใช้วิชชานี้ ไปขอขมาพ่อให้ได้ คิดดูว่าขนาดไหน คนทั่วไปฟังอาจจะเฉย ๆ แต่คุณยายเรานี่ไม่ธรรมดา ขนาดที่ยอมทิ้งสมบัติต่าง ๆ แล้วก็ตัดสินใจมุ่งมั่นจะไปวัดปากน้ำอย่างเดียว นี่ใจท่านมุ่งมั่นแน่วแน่ในศรัทธาขนาดนี้
ซึ่งเมื่อท่านได้มีโอกาสที่จะมาเรียนธรรมะกับคุณยายทองสุกนี่ ก็เรียกได้ว่าแม้จะมีภารกิจในบ้าน ต้องดูแลบ้านให้กับคุณนายเลี๊ยบนี่นะ แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อเลย เพราะอะไร เพราะศรัทธาท่านมันตั้งมั่นไปแล้ว เชื่อมั่นไปแล้วว่าต้องทำให้ได้ แล้วแรงศรัทธานี้ที่ทำให้ท่านมีความพากเพียร จนในที่สุดท่านก็ได้เข้าถึงพระธรรมกาย บรรลุวิชชาธรรมกาย ซึ่งก็เกิดจากความศรัทธานี่เองนะ
จากความศรัทธาที่มีอยู่ในใจท่าน ตัวของท่านก็กลายเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาไปโดยอัตโนมัติ ใครที่เห็นท่านก็จะมีความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาทั้งนั้นเลย ตั้งแต่กิริยาอาการภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายด้วยชุดขาวสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความมีมารยาทที่งดงามของท่าน มันออกมาหมดเลยนะความศรัทธาตรงนี้ เป็นตัวเป็นตนของท่านเลย ใครมองเห็นก็บังเกิดความศรัทธาได้ง่าย
ก็จะขอยกตัวอย่างของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้เล่าให้ฟังว่าครั้งแรกที่ท่านได้พบกับคุณยาย ดูไกล ๆ มองเผิน ๆ แล้ว ท่านบอกว่าก็เหมือนแม่ชีทั่ว ๆ ไป แต่พอท่านเข้าไปใกล้ ๆ แล้วนี่ ปรากฏว่ารู้สึกขึ้นมาทันที ท่านบอกอย่างนี้ แล้วก็เห็นข้อบกพร่องของตัวเองโดยที่ท่านไม่ต้องบอกเลย นี่เพียงได้เห็นคุณยายครั้งแรกเท่านั้นเองนะ
บุคคลอีกท่านหนึ่งที่มีความเลื่อมใสในตัวคุณยายก็คือคุณป้าอุบาสิกาถวิล วัติรางกูล ท่านก็เล่าให้ฟังว่าครั้งแรกนี่พบคุณยายท่านนั่งอยู่ตรงประตูบ้าน ผิวของท่านนี่ไม่ขาวนัก รูปร่างท่านผอม มีที่สะดุดใจป้ามากเวลานั้นคือคุณยายแม้จะอายุ ๖๐ ปีแล้ว แต่ดวงตาของท่านนี่ใส แล้วก็คมกริบ เวลามองดูเราทุกคนนี่นะ ทุกคนจะคิดเหมือนกันเลยว่ารู้สึกเคารพคุณยายขึ้นมาทันทีทีเดียว แล้วก็รู้สึกว่าบุคคลท่านนี้เป็นผู้มีความจริงใจให้กับทุกคน เพียงแค่ครั้งแรกนี่ยังขนาดนี้เลยนะ เพราะฉะนั้นคุณธรรมในตัวท่านนี่คิดว่าเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาทีเดียว
เท่านั้นยังไม่พอ คุณยายท่านยังเผื่อแผ่ความเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธานั้นมาให้กับพวกเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายที่ขาวสะอาดดังที่ท่านได้วางแบบแผนเอาไว้ หรือว่าการวางรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ อย่างที่ใครก็มีความรู้สึกว่านี่แหละเป็นเอกลักษณ์ของวัดพระธรรมกาย ในด้านของมารยาทการเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำที่นี่สะอาด แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังมีคนชมว่าสะอาดอยู่เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลงเลย
ในวันก่อนเป็นท่านอาจารย์จากมหิดลท่านมาที่วัด ท่านบอกว่าห้องน้ำที่วัดนี่เทียบกับที่บ้านไม่ได้เลย ไม่น่าเชื่อเลยท่านบอกอย่างนี้ ว่ามันจะสะอาดอะไรขนาดนี้ ท่านบอกน่าเข้าไปใช้จริง ๆ เลย แสดงว่ามาตรฐานของเราก็ยังมีอยู่เหมือนเดิมนะ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปไหน ฟังแล้วก็มีความรู้สึก มองไปถึงครูบาอาจารย์ว่าท่านได้วางรากฐานตรงนี้ไว้ให้เราอย่างแท้จริงทีเดียว ฟังแล้วก็มีความรู้สึกปีติ มีความเบิกบานใจ
และยิ่งในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ที่จะเป็นวันสลายร่างของคุณยายท่าน วันนั้นจะเป็นวันที่เราจะได้แสดงถึงศรัทธาในวิชชาธรรมกายให้กับชาวโลกได้รับรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุก ๆ คนกำลังรอคอยอยู่ เป็นศรัทธาที่คนอีกจำนวนมากในโลกนี้ยังไม่รู้จักเลย ตลอดชีวิตเขาไปรู้จักศรัทธาอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด แต่ศรัทธาในวิชชาธรรมกาย ศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ยังไม่เคยรู้จักเลย และยิ่งตอนนี้ประเทศทางด้านตะวันตกที่เขามีความเจริญก้าวหน้า เริ่มมีนักคิดกลุ่มหนึ่งเริ่มคิดแล้วว่า วิทยาศาสตร์ที่พัฒนามาเป็นร้อย ๆ ปีนี่นะ มันทำให้มาตรฐานชีวิตของเขานี่ ดูจะสูงกว่าคนในทวีปอื่น ๆ ก็จริง การศึกษาก็ดีกว่า ความสะดวกสบายทางด้านเทคโนโลยีก็มีพร้อม ดีหมดทุกอย่างเลย โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ก็ถูกกำจัดไปนะ
แต่ว่าทำไมนะ ทำไมยังมีการเหยียดสีผิวอยู่ ทำไมยังมีความรุนแรงในสังคมอยู่ ทำไมถึงเกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างชนชั้นอยู่ ไปจนกระทั่งถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นปัญหารุนแรงจนถึงกระทั่งทางสหประชาชาตินี่ต้องจัดประชุมเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย เรียกนานาชาติมาประชุมกันว่านี่ ทำอย่างไรนะถึงจะหยุดไอ้ปัญหาการเลือกปฏิบัติระหว่างชนชั้นได้ การเหยียดสีผิวนี่ทำอย่างไรถึงจะลดไปได้ ทำยังไง ไปประชุมกันที่ประเทศแอฟริกาเมื่อประมาณวันที่ ๙ กันยายน
เขาคิดเขาหาทางกันนะ แต่ไม่รู้เลยว่าหนทางที่จะทำให้ปัญหานี้ขจัดไปได้นี่ ก็คือการทำให้ทุกคนนี่ได้เข้าถึงพระธรรมกายนั่นเอง เพราะว่าทุกคนเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว มีความตั้งมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้ว เมื่อนั้นความแตกต่างในใจของทุกคนก็จะหมดไป เพราะว่ามีความเชื่อมั่น มีความศรัทธาเลื่อมใสในสิ่งที่ตรงกันนั่นเอง
และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้ ทางสำนักข่าวแห่งหนึ่งในประเทศอเมริกาได้รายงานว่า ศูนย์ปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะเป็นของเซน ของพุทธ หรือว่าของอะไรก็แล้วแต่ คนนี่เนืองแน่นขนัดทีเดียว เพราะจากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เขาได้รับนี่ ทำให้จิตใจเขารู้สึกว้าเหว่มาก เขาต้องการที่พึ่ง เพราะฉะนั้นตอนนี้นี่ พิธีกรรมทางศาสนาในประเทศอเมริกานี่กำลังบูมมากทีเดียว คนเขาไปนั่งสมาธิกันอย่างเนืองแน่นเลย ในศูนย์ปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนเขาบอกว่าศูนย์ปฏิบัติธรรมของคนพุทธนี่เรียกได้ว่าคนเข้าน้อยมาก แต่ทุกวันนี้แน่นขนัดทีเดียว ตัวหัวหน้าศูนย์บอกว่าเป็นอย่างนี้ตลอดไปก็ดีซิ สมาชิกเยอะดี
แต่มีผู้สันทัดกรณีเขาบอกว่าอีกไม่นานหรอก อีกไม่นานก็คงจะเหมือนเดิมอีกนั่นแหละ พอเราลืมเหตุการณ์เหล่านี้ไป แต่เชื่อมั่นว่าเมื่อถึงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์แล้ว เมื่อนั้นทั้งโลกจะหันมามองเรา มามองว่าศรัทธานี่มันศรัทธาอะไรกันหนอ ทำไมคนถึงนิ่งสงบเยือกเย็น มันเยอะแต่มันไม่วุ่นวาย มันดูนิ่งสงบ เยือกเย็นกว่าที่ต่าง ๆ ไม่มีคนแก่งแย่งอะไรกัน ไม่มีการเหยียบกันหรือว่าอะไรเลย คนเยอะแต่ดูแล้วมันสงบ เรียบร้อย
เพราะฉะนั้นถ้าเราแสดงถึงศรัทธาตรงนี้ ได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติตัวเราให้เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาแล้ว เขาจะหันมามองเรา แล้วเขาจะมาสนใจในวิชชาธรรมกาย แล้วจะได้นำเอาวิชชาธรรมกายนั้นแหละไปใช้กับชีวิตของเขาให้ได้พบกับความสุข พบกับแสงสว่างที่แท้จริง และปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่ในโลกนี้ก็จะหมดไป เพียงแค่เราทุกคนนั้นเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาให้กับคนทั้งโลกได้
แต่อย่างไรก็ดี ศรัทธาของเราเขาบอกว่ามันเหมือนหัวเต่า มันเป็นยังไง ก็อย่างที่บอกคือ มันมีขึ้นมีลง ศรัทธาจะตั้งมั่นได้ก็ต่อเมื่ออย่างน้อย ๆ ต้องเข้าถึงพระโสดาบันนะ เข้าถึงพระโสดาบันถึงจะเป็นผู้ที่มีความศรัทธาอย่างตั้งมั่นได้ ก็คือเห็นกายธรรมพระโสดาบันนี่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าศรัทธาตั้งมั่น ถึงตอนนี้ถ้าถามตัวเราเองว่า แล้วเรายังไม่ได้เป็นพระโสดาบันเลย แล้วศรัทธาเราจะเป็นอย่างไร คือเราจะประคองได้ก็ต่อเมื่อเราได้นั่งสมาธิเจริญภาวนาทุกวัน ให้ใจมันตั้งมั่นอยู่ศูนย์กลางกายนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ขอเชิญทุกท่านนะ ได้ทำศรัทธาให้ตั้งมั่นด้วยการหลับตาทำสมาธินะ ให้เรานึกน้อมนำคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มาไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา ให้ใจของเราเมื่อเห็นท่านแล้วก็มีความผ่องใส มีความเลื่อมใสในตัวท่าน ใจที่ผ่องใสนี่เองที่ทำให้เราได้เข้าถึงสมาธิได้อย่างง่าย ก็ปล่อยใจของเราให้ทิ้งดิ่ง ให้ชุ่มเย็น อยู่ในศรัทธา ในความตั้งมั่นของในตัวของคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ
********************************** จบ **********************************