ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ระดับของการประพฤติพรหมจรรย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบคารวะพระมหาเถระ พระเถรานุเถระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร อุบาสก อุบาสิกา ยอดกัลยาณมิตร ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ) ดอกบัวถึงแม้นจะเกิดในกองหยากเยื่อหรือโคลนตม แต่ก็ส่งกลิ่นหอมได้ขจรขจายไปทั่วได้ฉันใด เหมือนแม้นบุคคล แม้เกิดในที่ยากไร้และต่ำต้อย แต่ก็สามารถสร้างความดีให้หอมฟุ้งขจรขจายไปทั่วได้เช่นกัน เฉกเช่นคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของพวกเราทุกคน ถึงแม้ท่านจะเกิดในตระกูลชาวนาที่มีฐานะธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่เมื่อเติบใหญ่คุณยายก็ได้ตั้งใจสั่งสมสร้างคุณงามความดีอย่างเต็มที่ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จนกระทั่งชื่อเสียงของคุณยายเราหอมฟุ้งขจรขจายอยู่ในดวงใจของพวกเราทุกๆ คน รวมไปถึงดวงใจของชาวโลกด้วย ดังนั้น ประวัติศาสตร์ชีวิตของคุณยายเราจึงสะอาดบริสุทธิ์ งดงาม หมดจด ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ชีวิตที่ควรค่าแก่การระลึกนึกถึง และควรค่าต่อการนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและการสร้างบารมีของพวกเราและชาวโลกทุกๆ คน หลวงพี่เองถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีโอกาสได้กราบคุณยายของเรา แต่ก็ยังประทับใจในคุณงามความดีของคุณยาย เพราะว่าได้มีโอกาสซึมซับเรื่องราวต่างๆ ของคุณยายเราผ่านทางพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย แล้วก็พระมหาเถรานุเถระของเราทุกๆ คน รวมทั้งได้อ่านหนังสือที่คุณโยมบางท่านได้เขียนไว้ แล้วก็ได้คุณยายเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมีมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เหมือนที่พวกเราได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่าก่อนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำของเราจะมรณภาพไป ก็ได้สั่งให้คุณยายของเราให้เผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เพราะว่าวิชาอื่นๆ นั้นไม่ได้ทำให้มนุษย์ของเรามีสุขขึ้นเลย มีแต่จะทำให้ความทุกข์ระทมเพิ่มมากขึ้น หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีความรู้แจ้ง รู้จริงหลายๆ เรื่อง ท่านก็เลยสั่งคุณยายว่าให้เผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกให้ได้ เพราะว่าเป็นวิชชาเดียวเท่านั้นที่จะนำมวลมนุษยชาติทั้งหลายไปสู่ความสุขได้ ซึ่งคุณยายของเราก็น้อมรับคำสั่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วยความกตัญญู ซึ่งถ้าเป็นหลวงพี่เองก็คงรู้สึกหนักใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เพราะว่าคุณยายในยุคนั้นหนังสือสักตัวก็ไม่รู้เลย อย่างที่พวกเราทราบกันดีอยู่แล้ว แล้วก็ไม่เคยที่จะไปเผยแผ่ธรรมที่ไหนเลย หลวงพี่ว่าคุณยายก็คงจะรู้สึกหนักใจบ้างเหมือนกัน แต่ด้วยความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างสูงล้น คุณยายก็ทำตามหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วก็ปักหลักไม่หนีไปไหนเลย ปักหลักเผยแผ่ธรรมะแล้วก็วิชชาธรรมกายอยู่ที่วัดปากน้ำ จนกระทั่งได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาภายหลังก็ได้บวชเป็นพระภิกษุ คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรานั่นเอง หลวงพ่อธัมมะก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตาม ฝึกฝนอบรมตัวเองด้วยดีเสมอมา แล้วก็ได้ชักชวนพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะของเราตามมาด้วย จนกระทั่ง หลังจากนั้นไม่นาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองก็ชวนนิสิตนักศึกษาซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มสาว มาเรียนธรรมะกับคุณยายของเรา แล้วก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเด็กผู้หญิงและผู้ชายได้มีโอกาสมาคลุกคลีสนิทสนมกัน ถ้าพวกเราเคยเห็น ตามสถานที่ต่างๆ ก็จะพบเห็นว่าถ้าผู้หญิงกับผู้ชายได้มาคลุกคลีกัน ก็จะมีปัญหาหลายๆ อย่างตามมา อาจจะรักใคร่กันบ้าง มีปัญหาเรื่องชู้สาวบ้าง หลวงพี่ว่าก็เป็นเรื่องแปลกนะที่หมู่คณะของพวกเราโดยการนำของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลยนะ ทุกคนตั้งใจทำความดีแล้วก็สร้างความดีด้วยดีเสมอมา แล้วถ้าพวกเราได้ฟังพระอาจารย์หลายๆ รูปท่านเล่าประวัติของคุณยาย หรือว่าได้อ่านในหนังสืออะไรก็ตาม จะพบว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ชาวโลกเขาพบเจอเป็นประจำ แต่ในหมู่คณะของคุณยายไม่มีเลย เพราะว่าในทุก ๆ วันคุณยายจะเล่าธรรมะ พูดแต่เรื่องบุญกุศลตลอด จะพูดถึงเรื่องชาตินี้ ชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์ คุณยายจะพูดอยู่ตลอดเลย และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือคุณยายของเราท่านจะสรรเสริญคุณของการประพฤติพรหมจรรย์เป็นประจำ โดยเฉพาะหลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตะ แล้วก็นิสิตนักศึกษาต่างๆ ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว คุณยายจะพูดถึงอานิสงส์ของการประพฤติพรหมจรรย์ตลอดเลย โดยจะบอกว่าพรหมจรรย์นี่ ถ้าใครประพฤติแล้ว ก็จะทำให้เหมือนนกน้อยที่มีแต่ปีกแล้วก็หาง มีแต่ความอิสรเสรีจะไปไหนก็ได้ แต่ถ้าเกิดเราไม่มีโอกาสได้ประพฤติพรหมจรรย์ หรือว่าพลาดพลั้งไปมีครอบครัว หลายๆ ท่านก็อาจจะมาเจอคุณยายช้าไป ก็อาจจะไปไกวเปลเสียหลายปี คุณยายก็จะสรรเสริญคุณการประพฤติพรหมจรรย์ตลอดเลย และบอกถึงประโยชน์ของการประพฤติพรหมจรรย์ว่าในตอนนี้นะ ถ้าเราเป็นโสดอยู่ มีเงิน ๑๐๐ บาท ก็สามารถทำบุญได้ ๑๐๐ บาทเลยทีเดียว แต่ถ้าพลาดพลั้งไป อาจจะมีสามีบ้าง มีภรรยาบ้าง เงินที่มี ๑๐๐ บาทก็จะใช้ได้แค่ ๕๐ บาทเท่านั้นเอง และถ้ามากไปกว่านั้นเริ่มมีลูก ๑ คน คุณยายก็บอกว่าจะเหลือแค่ ๒๕ บาทเท่านั้นเอง แล้วก็ลดจำนวนลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถ้ามีลูก ๓ คน คุณยายบอกว่าหนี้ท่วมหัวเลย เรียกว่าโอกาสที่จะทำบุญน่ะไม่มี ไม่มีโอกาสที่จะได้ทำเลย ลำพังตัวคนเดียว หลวงพี่ว่ามันก็หนักพอสมควรแล้ว ถ้ามีครอบครัว มีสามีภรรยาก็ต้องแบ่งเวลาในการทำความดีของเรา ไปดูแลสามีของเรา ภรรยาของเรา ยิ่งมีลูกด้วยนะ ภาระของเราก็ต้องเพิ่มมา ๒ คน ๓ คน ๓ อย่าง ก็จะมีภารกิจเพิ่มขึ้นมา โอกาสที่เราจะใช้เวลาว่างทั้งหมดในการทำความดีก็สูญเสีย หรือบางท่านอาจจะหมดโอกาสไปเลยในชาตินี้ ซึ่งยายก็พูดอย่างนี้ตลอดเลย สรรเสริญคุณของการประพฤติพรหมจรรย์ตลอด การประพฤติเยี่ยงพรหม คือพรหมจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องกามเลย ถ้าจะพูดให้ลึกซึ้งไปกว่านั้นก็คือการนำเอาธรรมะที่มีอยู่ทั้งหมดในพระพุทธศาสนาของเรามาประพฤติปฏิบัติอย่างเต็มที่เลย เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้กิเลสฟูขึ้นมาอีก ก็จะส่งผลให้เราทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งความสุขของชาวโลกถ้าเราจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ใหญ่ๆ ก็สามารถแบ่งได้ ๒ หมวดด้วยกัน คือ ๑. ความสุขในระดับต่ำ หรือระดับทั่วไปซึ่งพวกเราได้สัมผัสกันอยู่เป็นประจำทุกวัน ก็คือความสุขในระดับโลกียะ หมายถึงความสุขที่อยู่ในภพ ๓ นั่นเอง ก็มีกามภพ รูปภพ และก็อรูปภพ ๒. ความสุขที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือความสุขในภูมิของโลกุตระ ซึ่งเป็นความสุขที่ถือว่าสุดยอดเลย ความมุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนาของเรา ก็จะมุ่งเน้นในการตัดเยื่อใยที่มีอยู่ในโลกียวิสัยทั้งหมดเลย เพราะว่าถ้าเราไม่รีบตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ กิเลสของเราที่ต่อสู้กันมาเป็นเวลานานที่เคย นิ่งสนิทอยู่ในตัวเรา มีโอกาสที่จะเพิ่มพูนขึ้นมาก็เป็นไปได้มากเลยทีเดียว เป็นไปได้มากเลย เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญในการประพฤติพรหมจรรย์ก็คือ ต้องทำใจของเราให้พ้นจากกามนั่นเอง เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ ก็คือมุ่งเน้นการประพฤติปฏิบัติธรรมจนกระทั่งยกใจของเราพ้นจากกามนั่นเอง ซึ่งปกติคุณยายของเราจะสรรเสริญคุณของการประพฤติพรหมจรรย์ตลอด ซึ่งโทษของกามนั้น คุณยายไม่ค่อยได้พูดเท่าไหร่ นั่นเป็นเพราะว่าหลวงพี่คิดว่ายายของเราคงทราบดีว่าพื้นใจของเรานั้นดีพอสมควร แต่ถ้าคนที่พื้นใจไม่ดีก็จะต้องบอกโทษ ของการไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้อุปมาโทษของการเข้าไปข้องเกี่ยวในกามไว้ โดยแบ่งตามกิเลส ๓ ตระกูลใหญ่ๆ อย่างนี้คือ ตระกูลที่ ๑ ก็คือตระกูลราคะ หรือที่เราเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโลภะนั่นเอง ตระกูลที่ ๒ ก็คือตระกูลโทสะ และตระกูลที่ ๓ คือตระกูลโมหะ ราคะหรือว่ากามก็อยู่ในตระกูลแรก คือความรักใคร่ชอบพอในสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่มีชีวิตก็ดี มีวิญญาณครองก็ดี สิ่งเหล่านี้ก็คือความรักใคร่ชอบพอหรือว่ากามนั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็อุปมาโทษของกาม ไว้หลายข้อเลยทีเดียว ซึ่งหลวงพี่ก็ประทับใจอยู่ ๒-๓ ข้อ ก็จะยกมาเพียงบางส่วนเท่านั้นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอุปมาว่ากามเหมือนกับสุนัขที่แทะกระดูก สุนัขนี่หลวงพี่ว่าแปลก เวลาเจอกระดูกครั้งใดก็แล้วแต่ สุนัขจะอดเข้าไปแทะไม่ได้เลย จะต้องเป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป ถ้าเราสังเกตดูนะ แล้วก็จะพบว่าสุนัขนำมาแทะเนื้อก็ไม่มี มีแต่กระดูกเปล่าๆ ถึงแม้จะมีเนื้อติดบ้าง ก็มีเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้นเอง ซึ่งตรงนี้เราจะพบว่าสุนัขไม่มีสิทธิ์ที่จะอิ่มได้เลย เพราะว่าไม่มีเนื้อให้รับประทานนั่นเอง ยิ่งแทะก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งแทะก็ยิ่งหิวเป็นอย่างนี้ตลอด เผลอๆ แทะไปแทะมาฟันหักติดกระดูกไปอีก สิ่งที่อุปมาเหมือนมนุษย์เรา อดไม่ได้ที่จะข้องเกี่ยวกับกาม อดไม่ได้เลย ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าโทษของกามนั้นมีมาก แล้วก็อดเผลอใจไม่ได้ที่จะไปข้องเกี่ยวด้วย ซึ่งความสุขกับความทุกข์มันเทียบกันไม่ได้เลย และอีกอย่างหนึ่งที่หลวงพี่ประทับใจก็คือ กามเหมือนกับหอกหรือหลาวที่คอยทิ่มแทงใจของเรา ใครก็แล้วแต่ที่ไปข้องเกี่ยวกับกาม ก็จะมีความรู้สึกว่าเจ็บปวดทุกข์ระทม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกว่า ไม่มีใครเลยที่ไปข้องเกี่ยวกับกามแล้วจะไม่เจ็บปวดรวดร้าวหัวใจ เอาแค่หอกหรือว่าหลาวทิ่มแทงร่างกายของเราก็เจ็บปวดแล้ว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกไว้ยิ่งกว่านั้นอีกว่ามันเจ็บปวดในระดับที่ว่าเอาหอกหรือว่าหลาวมาทิ่มแทงขั้วหัวใจเราเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเราอุปมาทุกข์ ที่เกิดจากกามนั้นมากมายมหาศาล ถ้าจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ แค่ความสุขมีแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ และความทุกข์มีเป็นล้านๆ หลายล้านเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว อุปมาเหมือนกับฝุ่นที่อยู่ในเล็บมือ กับฝุ่นที่อยู่ในอากาศนั่นแหละ ความสุขก็คือฝุ่นในเล็บมือของเรา ส่วนความทุกข์ก็คือฝุ่นในอากาศ ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลย กิเลสในตระกูลราคะ จะให้โทษน้อย แต่กว่าจะคลายได้ใช้เวลาเนิ่นนานพอสมควร เนิ่นนานบางทีข้ามภพข้ามชาติเลย เราลองสังเกตง่ายๆ นะ ถ้าเราเผลอใจไปรักใครสักคน กว่าที่ราคะตัวนี้จะคลายไปได้ ใช้เวลาเนิ่นนาน บางทีทั้งชีวิตเรายังลืมเขาไม่ลงเลย ซึ่งต่างจากกิเลสตระกูลอื่นก็คือ ถ้าเป็นตระกูลโทสะ โทษรุนแรงมาก แต่แป๊บเดียวก็หาย ถ้าเป็นกิเลสตระกูลโมหะ โอ้โฮ รุนแรงทั้ง ๒ อย่างเลยนะ โทษมากด้วย แล้วก็คลายช้าด้วย เหมือนเรื่องหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ ตรัสไว้ในสมัยพุทธกาล ท่านบอกว่ามีสามีภรรยาคู่หนึ่งได้อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาเนิ่นนาน แล้วก็มีความสุขด้วยกันมา แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาก็แอบ ไปชอบน้องชายของสามีตัวเอง แล้วก็ได้เป็นชู้กันโดยที่สามีของตัวเองไม่รู้เลย แล้วผู้หญิงคนนี้ก็รัก น้องชายมากกว่าสามีตัวเอง ก็ปันใจมาให้น้องชายของสามีทั้งหมดเลย อยู่มาวันหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้ก็บอกว่าถ้าเรา อยู่ด้วยกันอย่างนี้ต่อไป สักวันหนึ่งคงถูกจับได้แน่นอน ก็เลยบอกกับน้องชายสามีว่าจะต้องหาทางฆ่าพี่ชายของตัวเองให้ได้ แต่น้องชายวันแรกพอได้ยินก็รู้สึกไม่พอใจ แล้วก็ดุ พี่สะใภ้ตัวเองว่าเป็นหญิงถ่อยบ้าง เป็นอะไรบ้าง พี่สะใภ้ของตัวเองก็เงียบไป พอวันต่อมาก็พูดใหม่อีก พูดอย่างนี้บ่อยๆ จนกระทั่งน้องชายของสามีคล้อยตาม พอคล้อยตามก็วางแผนว่าให้น้องชายของสามีไปดักรอที่ท่าน้ำแห่งหนึ่ง ในวันนั้นพอสามีของตัวเองกลับมาจากทำงานในป่า เนื้อตัวก็เลอะเทอะมอมแมม ผมก็สกปรก มีหยากเยื่อติดมาด้วย พอมาถึงบ้านภรรยาก็เอาอกเอาใจอย่างดีเป็นพิเศษ สามีหิวข้าวก็อยากจะทานข้าว ภรรยาพอเห็นว่าสามีผมมีหยากไย่ติดมา เนื้อตัวก็เลอะเทอะมอมแมม ก็เลยเอาเมล็ดน้ำมะขามป้อมส่งให้ แล้วก็บอกสามีว่าให้ไปสระผมที่ท่าน้ำชื่อนี้ สามีคนนี้ก็ไปที่ท่าน้ำไปอาบน้ำแล้วก็สระผมด้วยเมล็ดมะขามป้อม น้องชายซึ่งดักรออยู่แล้วก็ใช้มีดดาบฟันคอพี่ชายตัวเองขาดสะบั้น โทษของกามไม่ธรรมดา ได้บีบบังคับพี่ชายของตัวเองต่อไป หลังจากนั้นมาสามีของผู้หญิงคนนี้เนื่องจากใจรักใคร่ชอบพอ มีความเสน่หาในภรรยาของตัวเองมาก ก็เลยไปเกิด เป็นงูเขียวอยู่บนเรือนของตัวเองนั่นแหละ และเวลาภรรยาของตัวเองไปนั่งที่ไหนก็ตาม งูเขียวนี้ก็จะเลื้อยไปบนเพดานแล้วก็ทิ้งตัวลงมาอยู่บนตักของภรรยาบ้าง ตกมาตามเนื้อตามตัวของภรรยาบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่บ่อยๆ จนกระทั่งภรรยาคิดขึ้นได้ว่าคงจะเป็นสามีของตัวเองแน่เลย ก็เลยฆ่างูเขียวตัวนั้นทิ้ง แต่ก็ด้วยใจที่เสน่หาอีก ชาติที่ ๑ นะ ชาติที่ ๒ แล้วนะ ตายแล้ว โทษยังไม่คลายเลย ก็ไปเกิดเป็นสุนัขอยู่ในใต้ถุนบ้านของตัวเอง และไม่ว่าภรรยาของตัวเองจะไปไหน ด้วยความเสน่หาก็ตามไปเรื่อย ไม่ว่าภรรยาจะไปไร่ไปนา ไปอะไรก็ตามไปตลอด จนกระทั่งชาวบ้านล้อเลียน ว่าทำไมไปไหนสุนัขตามเรื่อยเลย มีอะไรกันหรือเปล่า ภรรยาก็เลยอับอาย แล้วก็ฆ่าสุนัขตัวนี้ทิ้งอีก ราคะก็ยังไม่คลายไปจากกามราคะ ด้วยความเสน่หาก็มาเกิดเป็นโคในบ้านของภรรยาตัวเองอีก นี่เป็นชาติที่ ๔ แล้วนะ โทษของกามไม่คลายชาติที่ ๔ ใจก็ยังผูกพันกับภรรยาอีก ไม่ว่าภรรยาของตัวเองจะไปไหนก็ตามไปตลอด ชาวบ้านก็ล้อเลียนอีก ผู้หญิงคนนี้ก็เลยฆ่าโคตัวนี้ทิ้งอีก เป็นชาติที่ ๔ แล้ว ความเสน่หาในตัวภรรยาเก่าของตัวเองก็ยังไม่คลายไปจากใจของบุรุษคนนี้เลย ชาติสุดท้ายก็มาเกิด เป็นบุตร เป็นลูกชายของผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเป็นอดีตภรรยาของตัวเอง แต่เนื่องจากโทษของกามราคะเริ่มคลาย ทำให้พอเกิดมาก็ระลึกชาติได้ ว่าผู้หญิงคนที่เป็นแม่ของเรา ใน ๔ ชาติที่ผ่านมาเคยเป็นสามีภรรยากันแล้วก็ฆ่าเรามาทั้ง ๔ ชาติเลย ฆ่าเรามา ก็รู้สึกเจ็บแค้น ทำไมทำกับเราได้ถึงขนาดนี้ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่ยอมให้แม่ของตัวเองถูกเนื้อต้องตัวเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะอุ้มไปไหนจะร้องเสียงดังลั่น ร้องแล้วก็ไม่ยอมให้อุ้ม จนกระทั่งเหตุการณ์ก็ผ่านไปอย่างนี้นานมาก จนกระทั่งตาของตัวเองก็สงสัย ก็เลยสอบถามว่าเป็นเพราะอะไรเอ่ย ถึงได้เป็นอย่างนี้ นั่นแม่ของตัวเองนะ ที่ให้กำเนิดเรา แล้วคอยเลี้ยงดูเรามา ทำไมทำอย่างนั้นได้ เด็กชายคนนี้ก็เล่าให้คุณตาฟังว่าจริงๆ แล้ว ผู้หญิงคนนี้ เป็นแม่ก็จริง แต่ชาติที่ผ่านมาใจร้ายมาก มีชู้แล้วก็ ฆ่าตนเองมาตั้ง ๔ ชาติติดด้วยกัน จนชาตินี้กรรมเบาบางก็ทำให้ระลึกชาติได้ พอตาของเด็กคนนี้ได้ฟัง ก็รู้สึกสลดใจมาก ก็เลยชวนหลานของตัวเองไปสู่วิหารแห่งหนึ่งแล้วก็ออกบวชในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นทั้งคู่ ซึ่งเราจะพบว่าโทษของกามนั้นไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าจะไม่รุนแรงเหมือนกับโมหะ แต่ว่าถ้าใครไปข้องเกี่ยวเข้าแล้ว โอกาสที่จะได้สร้างความดี ได้สร้างบารมีเหมือนเช่นคุณยายของเรา บางทีอาจจะไม่มีโอกาสทั้งชาติ ซึ่งหน้าที่ที่แท้จริงของพวกเรา อย่างที่พวกเราทราบกันอยู่แล้วก็คือเกิดมาเพื่อสร้างบารมี อย่างเช่นที่พวกเราทุกคนได้ตั้งใจทำความดีติดตามคุณยาย แล้วก็ได้ทำบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยทั้งบุญเล็กบุญน้อย บุญใหญ่ๆ ทั้งหลาย แล้วก็ตั้งใจนั่งสมาธิเจริญภาวนา ทำทาน รักษาศีลมาอย่างเต็มที่ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์แบบคุณยายของเรา ในไม่ช้ากิเลสที่เราคิดว่าเริ่มลดน้อยถอยลงไป สักวันหนึ่งถ้าไม่ประพฤติพรหมจรรย์ก็จะฟูขึ้นมาอีก แล้วเราก็ต้องมาเสียแรงที่จะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในการที่จะปราบกิเลสของเรา และสิ่งที่คุณยายของเราทำก็เป็นแบบอย่างที่ดีเสมอมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแบ่งการประพฤติพรหมจรรย์ไว้ ๓ ระดับด้วยกัน ในระดับต้น ก็คือถ้าเราอาจจะเจอคุณยายช้าไป มีครอบครัว ได้ครองเรือนไปเรียบร้อยแล้ว ท่านก็แนะนำว่าให้เราพอใจเฉพาะคู่ครองของเราเอง เอาเพียงคนเดียวก็พอ จะได้ตั้งใจรักษาศีล เจริญภาวนา ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ก็ให้เราพอใจคู่ครองของเราเหมือนเดิม ในระดับกลาง ถ้าเรามีคู่ครองแล้ว แต่ก็ให้เพิ่ม การรักษาศีล ๘ ซึ่งเป็นสิ่งที่เอื้อต่อการประพฤติพรหมจรรย์ของเรา ตั้งใจรักษาศีลให้ดีเลย แล้วให้เจริญพรหมวิหาร ๔ เป็นประจำ และในชั้นสูงก็คือ ถ้าเป็นฆราวาส ไม่ได้เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิงอะไรก็แล้วแต่ ก็ให้ตั้งใจ ทำแบบคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเรา ก็คือตั้งใจรักษาศีล ๘ ตลอดชีวิต ไม่ข้องเกี่ยวกับการครองเรือนต่อไป ถ้าโชคดีได้เป็นผู้ชาย ก็ให้ออกบวช แล้วตั้งใจดำเนินรอยตามต้นแบบของเราคือ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยผู้เป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยมของเรา แล้วก็บวชไปจนตลอดชีวิต ซึ่งก็จะเป็นอุปการะของเราในภพชาติต่อไป และที่สำคัญคือการประพฤติพรหมจรรย์ทุกๆ ระดับ ทั้ง ๓ ระดับ มีความจำเป็นอย่างยิ่งเลยที่เราจะต้องทำสมาธิหรือว่านั่งธรรมะควบคู่กันไปอย่างจริงจัง เพราะว่าการจะละกามได้ ละความสุขในกามได้จะต้องมีความสุขที่ละเอียดยิ่งกว่าเข้ามาแทนที่ ซึ่งความสุขที่ละเอียดกว่านั่นก็คือความสุขภายในนั่นเอง ซึ่งก็มาจากการประพฤติปฏิบัติธรรมของเรา เข้าถึงดวงธรรม เข้าถึงกายในกาย กายที่ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป แล้วเราก็สามารถละกิเลสตระกูลนี้ได้ ซึ่งเราต้องมีความจำเป็นที่จะต้องตัดโลกีวิสัยทุกอย่าง อุปมาเหมือนชาวไร่ที่ ต้องรีบดายหญ้าถอนหญ้า แล้วก็เผาหญ้าให้โล่งให้เตียนก่อนที่ฝนจะตก พอฝนตกก็รีบไถขวากพรวนดิน แล้วก็รีบเพาะปลูกให้พืชพันธุ์ธัญญาหารเจริญงอกงาม เพราะว่าถ้าเราเผาหญ้าหรือว่าถางหญ้าอะไรเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเราไม่รีบปลูกพืช พวกวัชพืชหรือว่าหญ้าต่างๆ ก็จะขึ้นมาแทน ก็เปรียบเสมือนกิเลสที่อยู่ในใจของเรา ที่เราคิดว่ามันน้อยไปแล้วนะ มันแบนราบไปแล้ว ก็จะกลับฟูขึ้นมาอีก เหมือนคุณยายของเรานี่แหละ ตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์แล้วก็นั่งธรรมะ จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำชมคุณยายเลยว่า เป็นหนึ่งไม่มีสองแล้วคุณยายก็ประพฤติพรหมจรรย์ไปจนตลอดชีวิต ประพฤติคนเดียวไม่พอนะ ก็ยังชวนพวกเราสรรเสริญคุณของการประพฤติพรหมจรรย์อยู่เสมอ จนกระทั่งในวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ พุทธศักราช ๒๕๑๑ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๐ ม.ค.หมู่คณะของคุณยายก็ได้จัดงานวันเกิดให้กับคุณยายของเรา หลังจากที่เสร็จงานแล้ว บุคคลอื่นก็เริ่มทยอยกันกลับ ก็เหลือนักศึกษาอยู่กลุ่มหนึ่ง ก็ช่วยเก็บงานอะไรพวกนี้ และคุณยายก็ชมว่าในจำนวนลูกศิษย์คุณยาย คุณยายรักพวกคุณมากที่สุดเลย ตั้งใจทำความดี ตั้งใจนั่งธรรมะกันทุกๆ คน และหลังจากนักศึกษากลุ่มนั้นกลับไป ก็เหลือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรากับคุณยาย ๒ คน วันนั้นหลวงพี่คิดว่าเป็นวันที่คุณยายของเราปีติใจมากๆ เลยทีเดียว เป็นวันที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยให้ของขวัญล้ำค่าเป็นของขวัญที่บุคคลอื่นให้ได้ยาก หลวงพ่อของเราตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะขอประพฤติพรหมจรรย์ไปตลอดชีวิต จะขออยู่เป็นโสดไม่ข้องเกี่ยวจนตลอดชีวิต ซึ่งคิดว่าคุณยายของเราปีติใจมากที่สุดเลย หลังจากนั้น ในปีต่อมา หมู่คณะของพวกเราก็ตั้งใจให้ของขวัญกับคุณยายโดยการตั้งสัจจะว่าจะประพฤติพรหมจรรย์ไปจนตลอดชีวิต ช่วงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้น และก็ทำให้หมู่คณะของพวกเรายิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้ มีวัดใหญ่ๆ ที่ได้ชื่อว่าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองที่สุด ประวัติศาสตร์ชีวิตของคุณยายงดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ทำทุกอย่างเป็นแบบอย่างให้กับพวกเราเสมอมา และคุณยายก็มีความหมดจดในทุกช่วงของชีวิตเลย เหมือนพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่าบุคคลย่อมเข้าถึงความเป็นกษัตริย์ด้วยพรหมจรรย์ชั้นต่ำ ย่อมเข้าถึงความเป็นเทพด้วยพรหมจรรย์ชั้นกลาง และย่อมหมดจดด้วยพรหมจรรย์ชั้นสูง คุณยายของเราก็ได้ประพฤติพรหมจรรย์แล้วก็สร้างบารมีมาจนถึงขั้นสูงสุดด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ และก็หลับตาลาโลกไปอย่างผู้ชนะ และเราก็ได้มานั่งอยู่ต่อหน้าคุณยายของพวกเราทุกๆ คน สุดท้ายนี้ก็ขอเชิญลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายทุกๆ คนมานั่งธรรมะ เพื่อบูชาธรรมให้กับคุณยายของเรา ให้เราหลับตาของเราอย่างสบายๆ ค่อยๆ ประคับประคองใจของเรามาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แล้วก็ตรึกระลึกนึกถึงคุณงามความดีของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ว่าประวัติศาสตร์ชีวิตของท่านช่างงดงาม สะอาด บริสุทธิ์ หมดจดทั้งเบื้องต้นและท่ามกลาง แล้วก็เบื้องปลาย ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน (สัพเพฯ) ****************************** จบ ******************************